20/04/2026
เม้าตึก
เรื่องซุบซิบในงานสถาปัตยกรรม งานออกแแบบ
20/04/2026
08/03/2026
[เม้าตึก] ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ — บรูทัลลิสต์แห่งหัวลำโพง
ทุกท่านที่เคยผ่านไปผ่านมาแถว ‘หัวลำโพง’ หรือใช้บริการ ‘สถานีกรุงเทพฯ’ ต้องเห็นอาคารขนาดใหญ่มหึมาด้านทิศตะวันออกของสถานีผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง โดดเด่นด้วยรูปทรงซับซ้อน และพื้นผิว ‘คอนกรีตเปลือย’ ที่ดูขึงขัง และอาจสงัยว่าอาคารนี้มีไว้ใช้ทำอะไร ? ทำไมต้องมาตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟแบบนี้ ? วันนี้เราจะมาเล่าถึงความ ‘เริ่ด’ ของอาคารหลังนี้กัน
อาคารหลังนี้มีชื่อว่า ‘ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ’ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนรองเมือง ทราบแค่ว่าเปิดทำการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 แม้ว่าอาคารจะตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟกรุงเทพ แต่อาคารหลังนี้ไม่ได้เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทว่าอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่มีชื่อว่า ‘การสื่อสารแห่งประเทศไทย’ (ต่อมาแยกตัวออกเป็นไปรษณีย์ไทยในปัจจุบัน) ถ้าถามว่าอาคารนี้มีความสำคัญขนาดไหน ให้ลองนึกภาพประเทศไทยเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่โทรศัพท์ยังเป็นเรื่องไกลตัว และยังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่โดยเฉพาะในต่างจังหวัด การติดต่อกันผ่านทางไปรษณีย์จึงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาไม่แพง ตลอดจนการขนส่งพัสดุที่ยังไม่มีตัวเลือกที่หลากหลายแบบในปัจจุบัน อาคารหลังนี้ จึงแบกภาระการสื่อสารและการขนส่งพัสดุของคนทั้งประเทศไว้เพียงที่เดียว และมีบทบาทหลักในการคัดแยกและส่งพัสดุไปรษณีย์เหล่านั้นไปยังปลายทางอย่างรวดเร็วแม่นยำ
การออกแบบอาคารหลังนี้ จึงมีหัวใจอยู่ที่ ‘การจัดการระบบทางสัญจร’ ที่ซับซ้อน เริ่มจากการรับพัสดุไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ และจากทั่วประเทศด้วยรถไฟ ทำให้อาคารยกชั้นการใช้งานหลักขึ้นมาที่บริเวณชั้น 2 เพื่อลดการเปลี่ยนระดับ และเพิ่มความรวดเร็วของการขนส่งที่มาจากรถไฟ โครงสร้างที่มีความโดดเด่นมากอีกส่วนของอาคาร คือ ‘สะพานโครงสร้างเหล็ก’ ที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารกับชานชาลาของสถานีกรุงเทพฯ โดยมีข้อจำกัดว่าต้องไม่มีเสาขวางถนนรองเมืองด้านล่าง ทำให้สถาปนิกยกโครงสร้างเหล็กพาดช่วงกว้างขนาดใหญ่ขึ้นด้านบนแล้วแขวนสะพานไว้ เพื่อให้รถสามารถลอดได้ เมื่อพัสดุเข้ามาถึงอาคาร ก็จะถูกส่งขึ้นไปที่จุดคัดแยกที่ชั้น 3–5 โดยศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ เป็นที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของประเทศไทยที่มีการใช้ระบบคัดแยกที่ทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น เมื่อคัดแยกเสร็จแล้ว พัสดุจะถูกลำเลียงมาตามสายพาน แยกตามจังหวัด และส่งลงมาที่ชั้น 2 อีกครั้งเพื่อส่งพัสดุไปทางรถไฟไปยังปลายทางทั่วประเทศ ความเริ่ดอีกอย่างของตึกนี้คือการมี ‘สไลเดอร์’ สำหรับส่งของลงมาในกรณีที่ต้องการส่งของปริมาณไม่มากโดยไม่ต้องใช้ลิฟต์
นอกจากการใช้งานและระบบอาคารแบบใหม่ ๆ ในมิติทางสถาปัตยกรรมก็มีความทันสมัยไม่แพ้กัน อาคารหลังนี้ถือเป็น ‘สถาปัตยกรรมแบบบรูทัลลิสต์’ (Brutalist Architecture) ซึ่งมีจุดกำเนิดในโลกตะวันตกช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูบ้านเมืองที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม สถาปนิกมีความจำเป็นในการออกแบบอาคารด้วยงบประมาณอันจำกัด จึงลดการประดับตกแต่งอาคาร เผยการใช้งานออกสู่ภายนอกอย่างตรงไปตรงมา และไม่ปกปิดผิวอาคาร โดยเฉพาะอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่เผยให้เห็น ‘ผิวคอนกรีตเปลือย’ หรือ ‘Béton brut (เบตง บรูต์)’ ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแนวทาง ‘บรูทัลลิสม์’ (Brutalism)
แนวทางดังกล่าวแพร่ขยายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งประเทศไทย แต่มีการปรับให้เข้ากับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ดังจะเห็นได้จากการที่สถาปนิกใช้แผงบังแดดบริเวณด้านหน้าอาคารที่หันไปทางทิศตะวันตก การแสดงสัจจะของโครงสร้างที่รองรับเครื่องจักรกลและพัสดุจากทั่วประเทศ แสดงออกผ่านความหนาหนักของโครงสร้างอาคาร ตลอดจนการแยกพื้นที่ใช้งานและทางสัญจรออกจากกัน ‘ผนังสีเหลือง’ สำหรับทางสัญจรที่คนใช้งานได้ อย่างปล่องลิฟต์และบันได ‘วัสดุโปร่งแสงสีม่วง’ สำหรับทางลาดเพื่อส่งสิ่งของเท่านั้น และ ‘คอนกรีตเปลือย’ สำหรับพื้นที่ใช้งานหลัก โดยอาคารยังคงสภาพของผิวคอนกรีตที่ ‘เปลือย’ อยู่จนถึงปัจจุบัน ทำให้ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมแบบบรูทัลลิสต์ในประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์ที่สุดหลังหนึ่ง เนื่องจากสถาปัตยกรรมในแนวทางดังกล่าวในช่วงหลังมักถูก ‘ทาสี’ ภายหลังจากการซ่อมบำรุง จนทำให้เสียคุณค่าของอาคารไป เช่น หอพักพุดตาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2517) และราชมังคลากีฬาสถาน (พ.ศ. 2531–2541)
ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ จึงเป็นร่องรอยของ ‘กิจการไปรษณีย์’ ที่เป็นหนึ่งในกิจการที่เติบโตมาพร้อมกับรถไฟ เช่นเดียวกับที่ ‘สถานีกรุงเทพฯ’ แสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลาง ‘การคมนาคม’ ความรุ่งเรืองของกิจการไปรษณีย์ไทยในช่วงเวลานั้น เห็นได้ชัดจากความทันสมัยของอาคาร ทั้งในเชิงการใช้งาน เทคโนโลยีของระบบการคัดแยกพัสดุ และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบบรูทัลลิสต์ที่มีความโดดเด่น อย่างไรก็ตามหลังจากการย้ายศูนย์การคัดแยกไปรษณีย์ทั้งหมดไปที่ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่ ในพ.ศ. 2565 ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นอาคารที่ไม่มีการใช้งานจวบจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่น่าจับตามองว่าอาคารที่เป็นภาพแทนแห่งความก้าวหน้าของกิจการไปรษณีย์ไทยในช่วงเวลาหนึ่ง จะมีชะตากรรมอย่างไรต่อไปในอนาคต
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
09/02/2026
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ คว้ารางวัลอนุรักษ์ ปี 68
โดยสมาคมสถาปนิกสยาม สะท้อนการเห็นคุณค่ามรดกเมือง
พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณหัวมุมสี่แยกถนนศรีจันทร์ตัดกับถนนกลางเมือง บนที่ราชพัสดุซึ่งกรมธนารักษ์ตั้งใจพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเงินตราไทยและเงินตราภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้เริ่มต้นจากการปรับปรุงอาคารเดิมของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หมดสัญญาเช่า และถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในฐานะพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยของเมือง การแปลงอาคารราชการเดิมให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะใจกลางเมือง
แนวคิดการออกแบบมุ่งให้เป็น “พื้นที่ของเมือง” มากกว่าพื้นที่จัดแสดงแบบปิด สถาปัตยกรรมและผังการใช้งานถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมหลากหลาย พร้อมนำหลักอารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design มาใช้ เพื่อให้การเข้าถึงพื้นที่เป็นไปอย่างเท่าเทียม ทั้งในเชิงกายภาพและประสบการณ์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์จึงทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่กิจกรรม และพื้นที่สาธารณะของเมืองในเวลาเดียวกัน
ในเชิงการจัดวางพื้นที่ภายในอาคารถูกออกแบบให้มีทั้งพื้นที่กิจกรรมกึ่งสาธารณะและพื้นที่จัดแสดงถาวร โดยผสานเนื้อหาด้านเงินตราไทยและนิทรรศการเล่าเรื่องเมืองขอนแก่นเข้าไว้ด้วยกัน การใช้เทคโนโลยีร่วมสมัยช่วยเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ และชวนให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมตั้งคำถาม และมองอนาคตของเมืองควบคู่ไปกับการเรียนรู้อดีต
ล่าสุดพิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่นได้รับ “ รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2568” โดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ใน ประเภท ข. งานออกแบบใหม่ในบริบทการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่งานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สามารถออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ โดยไม่ทำลายคุณค่าเชิงโครงสร้างและองค์ประกอบเดิมของพื้นที่
ความสำคัญของรางวัลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเมืองขอนแก่นที่ให้ความสำคัญกับการใช้ “มรดกเมือง” เป็นฐานในการออกแบบร่วมสมัย เป็นตัวอย่างว่างานออกแบบสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมือง พร้อมขับเคลื่อนบทบาทพิพิธภัณฑ์ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมของเมืองได้อย่างแท้จริง
เรื่อง : ธัญจิรา แก่นสุวรรณ
ภาพ : Arch Daily
_
“ขอนแก่นทอล์ก สังคมแห่งการพูดคุย”
https://linktr.ee/khonkaentalk
#พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์จังหวัดขอนแก่น #พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ขอนแก่น
#รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม #รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมประจำปี2568
09/02/2026
05/02/2026
[เม้าตึก X BANGKOK DESIGN WEEK 2026]
ชวนเม้าก่อนมองเมือง — โฮเต็ลราชธานี
ใครเคยใช้บริการห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำภายในหัวลำโพงกันบ้าง ? ห้องน้ำที่ทางเข้าอยู่ในโถงบันไดถึงแม้สภาพปัจจุบันจะดูไม่มีใครอยากเดินเข้าไปนัก หากแต่สังเกตบริเวณโถงทางเข้าดี ๆ จะพบกับพื้นปูกระเบื้องหินลวดลายสวยงาม เสาแบบฝรั่งที่น่าจะเคยดูหรูหรา บันไดใหญ่ และบัวเชิงผนังยาวเนื่องกันทั้งห้อง เบื้องหลังสถานที่ที่ใครหลายคนในปัจจุบันมองข้ามมีอดีตอันรุ่งเรืองเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของสังคมยุคสยามศิวิไลซ์ซ่อนอยู่ นี่คือ ‘โฮเต็ลราชธานี’ โรงแรมรถไฟแห่งที่สองของสยามสัญลักษณ์การเดินทางแบบติดแกลมของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 7
‘การโรงแรม บ้านพัก และรถเสบียง’ เมื่อกิจการรถไฟสร้างรายได้มหาศาลแก่สยาม การเดินทางด้วยรถไฟจึงไม่ใช่แค่การเดินทางเพื่อให้ถึงที่หมายอีกต่อไป ช่วงปลายรัชกาลที่ 6 กรมรถไฟหลวงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการเดินทางด้วยรถไฟ สร้างโรงแรม บ้านพักให้เช่าระหว่างเส้นทาง และรถเสบียงพ่วงไปกับขบวนรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง โดยเฉพาะ ‘โรงแรมรถไฟ’ ที่กรมรถไฟตั้งใจให้เป็นโรงแรมขนาดเล็ก แต่มีความหรูหราทันสมัยเพื่อบริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีทั้งสิ้น 2 โรงแรม ได้แก่ ‘โฮเต็ลหัวหิน’ สถานพักตากอากาศชายทะเลและสนามกีฬาที่ทันสมัย เปิดบริการในปี พ.ศ. 2465 และ ‘โฮเต็ลราชธานี’ โรงแรมหรู ณ ศูนย์กลางชุมทางรถไฟของพระนครที่เพียบพร้อมไปด้วยบริการอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2470 โรงแรมทั้งสอง ออกแบบโดย ‘อัลเฟรโด ริกาซซิ (Alfredo Rigazzi)’ สถาปนิกชาวอิตาเลียน
‘โฮเต็ลราชธานี’ เป็นอาคารกว้างเพียง 13.50 เมตร แต่ยาวถึง 135 เมตร ทอดตัวไปตามความยาวของสถานีรถไฟกรุงเทพ และถนนรองเมือง โครงสร้างอาคารผนังก่ออิฐรับน้ำหนักสูงสองชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นที่บริการบาร์เครื่องดื่ม ภัตตาคาร ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข และที่ทำการศุลกากร ชั้นบนเป็นห้องพักจำนวน 9 ชุด เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องเก็บกระเป๋าเดินทาง บริการน้ำร้อน-น้ำเย็น แต่ละห้องมีระเบียงที่สามารถออกมาชมรถไฟภายในสถานีกรุงเทพได้ นับเป็นโรงแรมขนาดที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพในเวลานั้น
.
เมื่อกิจการเดินรถไฟไทยเจริญมากขึ้น เกิดโรงแรมรถไฟตามหัวเมืองต่าง ๆ การเข้ามาของรถไฟตู้นอนอำนวยความสะดวกสำหรับรถไฟระยะทางไกล โรงแรมราชธานียุติกิจการลงในปี พ.ศ. 2512 ภาพความคึกคักของนักเดินทางที่เข้ามาใช้บริการกลายเป็นอดีต หลงเหลือเป็นร่องรอยแสดงการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของกรุงเทพ ผ่านวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองสมัยรัชกาลที่ 7 ผลจากกระบวนการพลิกโฉมสยามครั้งใหญ่ที่ดำเนินมาอย่างแข็งขันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 6 อาคารโรงแรมราชธานีจึงมิใช่แค่ห้องน้ำหรือห้องเก็บของในหัวลำโพงแต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฉายให้เห็นการเดินทางของสถานีกรุงเทพฯ และกรุงเทพมหานคร
สำหรับ ‘เม้า–มอง–เมือง’ ในเทศการออกแบบกรุงเทพ 2026 ในปีนี้ เรายังเจอกันอีก 2 รอบ ร่วมกับ RTUS-Bangkok ริทัศน์บางกอก พร้อมผู้สนับสนุนใจดีอย่าง Birkenstock Thailand ในวันเสาร์ที่ 7 และวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ใครลงทะเบียนแล้ว มาพบกันครับ เม้าฉ่ำแน่นอน !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
03/02/2026
[เม้าตึก] มรดกความทรงจำวัดม่อนปู่ยักษ์ ลำปาง
หนึ่งในภาพจำที่ประทับใจคือ ภาพจากละคร ‘รากนครา’ ที่ออนแอร์ทางช่อง 3 เมื่อ 9 ปีก่อน ภาพของเจ้าหลวง และเหล่าเจ้านาง (คุณอู๋ ธนากร, คุณน้ำฝน สรวงสุดา, คุณแต้ว ณฐพร และคุณมิว นิษฐา) ประทับหน้าฐานพระพุทธรูป พร้อมด้วยเครื่องราชูปโภค และเครื่องสูง ภายในสถาปัตยกรรมแบบเมืองเหนือที่สวยงาม ฝ้าเพดานไม้สีชาด ลวดลายที่เกิดจากการประดับกระจก ตอนนั้นชวนสงสัยว่าคือที่ไหน ? หน้าตาไม่คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมล้านนาที่เคยเห็นกัน ด้วยพลังการสืบค้นของกะเทยวัฒนธรรม ทำให้ทราบได้ว่าคืออาคาร ‘เจาง์ (Kyaung)’ โครงสร้างไม้ขนาดใหญ่ของ ‘วัดม่อนปู่ยักษ์’ หรือ ‘วัดม่อนสัณฐาน’ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง วัดสำคัญที่มีอายุกว่าร้อยปี
สถาปัตยกรรมอย่าง ‘เจาง์ (Kyaung)’ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวัดในโซนพม่าและไทใหญ่ อาคารที่รวมหน้าที่ของวิหาร กุฏิ และศาลาการเปรียญไว้ในหลังเดียว โครงสร้างไม้ ยกใต้ถุนสูง หลังคาซ้อนชั้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ‘สถาปัตยกรรมไทใหญ่’ ที่สัมพันธ์กับพื้นที่ภายใน ประดับชายคาด้วย ‘สังกะสีฉลุลาย (Zinc Fretwork)’ อิทธิพลฝรั่งที่เข้ามาช่วงรัชกาลที่ 5 ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย 3 องค์ โดดเด่นด้วยงานแกะสลักไม้ ประดับกระจกสี และงานจิตรกรรม สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ จึงสะท้อนประวัติศาสตร์และการหลอมรวมทางวัฒนธรรมในยุคทองแห่งไม้สักของนครลำปาง ผ่านกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่
โศกนาฏกรรมผ่านเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ผ่านมา (วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรม แนวทางการฟื้นฟูในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการก่อสร้างจำลองรูปแบบเดิม (Reconstruction) หรือจะสร้างอาคารใหม่ที่มีความหมายสอดคล้องกับจิตวิญญาณดั้งเดิม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนในการป้องกันและอนุรักษ์ ‘เจาง์’ หลังอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นสถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ ที่ยังเหลืออยู่ในลำปาง เช่น วัดศรีชุม และวัดศรีรองเมือง เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้เหล่านี้ต้องเลือนหายไปอีก
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
01/02/2026
ใครมา ‘เม้า–มอง–เมือง’ วันนี้
เจอกัน 16.00 ที่หน้าป้ายรถเมล์ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ครับ
31/01/2026
30/01/2026
[เม้าตึก X BANGKOK DESIGN WEEK 2026]
มองตึกที่เก้ว ผ่านแผนที่เก่า — ชวนเม้าก่อนมองเมือง
ก่อน ‘เม้า–มอง–เมือง’ กิจกรรมเดินเมืองที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ ‘เทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ— BANGKOK DESIGN WEEK 2026’ ในปีนี้ จะเริ่มขึ้น 4 รอบ ตลอดช่วงเทศกาล นอกจาก ‘ตึก’ ที่เราจะชวนดู ชวนเม้า ล้วงแคะแกะเกาตลอดเส้นทางแล้ว ครั้งนี้เรายังได้รับความอนุเคราะห์จาก ‘หน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม’ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับ ‘แผนที่เก่า’ ของพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2475 เพื่อย้อนหา ‘ตึกที่เก้ว’ หรือตึกที่ไม่อยู่แล้ว แต่ยังคงทิ้งร่องรอยบนแผนที่ และเรื่องเล่าบนย่าน ‘หัวลำโพง—วงเวียน 22’ ที่เราไม่อาจเห็นได้ผ่านสถานที่จริง ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนไปเดินวันจริง
(1) สะพานเจริญสวัสดิ์ 36
แม้จะหลงเหลือสะพานให้เห็นอยู่ แต่ของดั้งเดิมที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ไม่เหลืออยู่แล้ว หนึ่งใน ‘สะพานชุดเจริญ’ ที่โปรดให้สร้างตามพระราชนิยมในสมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่โปรดให้สร้าง ‘สะพานชุดเฉลิม’ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สะพานนี้สร้างในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 36 พรรษา เมื่อปี พ.ศ. 2459 แทนสะพานที่ชำรุด สำหรับข้ามคลองผดุงกรุงเกษม มุ่งสู่ถนนพระรามที่ 4 โดดเด่นด้วยชุดเสา ‘แบบแผนไอออนิก (Ionic Order)’ 4 ต้น ประดับเป็นคู่บริเวณเชิงสะพาน พร้อมแท่นฐาน และราวลูกกรงสะพาน ที่หล่อขึ้นจากคอนกรีตเสริมเหล็ก องค์ประกอบดั้งเดิมทั้งหมดถูกรื้อไปครั้งขยายสะพานสำหรับทางสัญจรที่ขยายขึ้นของถนนพระรามที่ 4
(2) ตึกที่ทำการรับส่งสินค้า สถานีกรุงเทพฯ
แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ ‘สถานีกรุงเทพฯ’ ที่เดิมเป็นสถานีที่ให้บริการทั้งด้านการขนส่งสินค้าและขนส่งมวลชน ต่อมาการขยายตัวในด้านการโดยสารและขนส่งสินค้ามีมากขึ้น และด้วยพื้นที่อันจำกัด จึงทำให้ต้องย้ายกิจการขนส่งสินค้าไปอยู่ที่ย่านสินค้าพหลโยธิน ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 และทำการปรับปรุงสถานีรถไฟกรุงเทพให้เป็นสถานีรถไฟสำหรับบริการด้านขนส่งมวลชนเพียงอย่างเดียว จากแผนที่ทำให้เห็นถึงอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาวขนานกับอาคารสถานีกรุงเทพ โดยมีทางให้เทียบรถไฟเพื่อขนส่งสินค้าจากทั้งสองด้านของอาคาร
(3) สถานีหัวลำโพง
ที่มาของชื่อ ‘หัวลำโพง’ ที่แท้จริง และเป็นคนละสถานีกับ ‘สถานีกรุงเทพฯ’ เพราะเดิม ‘สถานีหัวลำโพง’ มาจากชื่อ ‘ทุ่งวัวลำพอง’ ซึ่งบริเวณนี้เคยเป็นทุ่งเลี้ยงวัวมาก่อน จุดตั้งต้นของ ‘ทางรถไฟสายปากน้ำ’ ทางรถไฟสายแรกของสยาม โดยมีทางรถไฟขนานเลียบกับคลองถนนตรง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ได้สัมปทานโดยชาวเดนมาร์ก เปิดเดินรถในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 อาคารสถานีเป็นโครงสร้างครึ่งตึกครึ่งไม้ วางตัวแนวตะวันออก–ตะวันตก ขนานไปกับทางรถไฟสายปากน้ำ ก่อนทางรถไฟสายนี้จะถูกรื้อถอนไปในโครงการขยายถนนพระรามที่ 4 และยังคงทิ้งชื่อ ‘สถานีหัวลำโพง’ เหลือไว้ให้เป็นมรดกแก่สถานี MRT ยังทุกวันนี้
(4) สถานีกรุงเทพฯ
สำหรับ ‘สถานีกรุงเทพฯ’ แบบจริง ๆ ที่สร้างโดยรถไฟของรัฐบาลสยาม เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการให้หลังจากการเปิดเดินรถไฟสายปากน้ำเพียง 3 ปี โดยมีพิธีเปิดอย่างใหญ่โต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี ทรงเป็นประธานในการเปิดเดินรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 จากกรุงเทพ-กรุงเก่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟ ‘สายกรุงเทพ-นครราชสีมา’ โดยตึกสถานีรถไฟนั้นตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ตรงข้ามกับโรงเรียนสายปัญญา เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น หลังคาปั้นหยา สำหรับเป็นสำนักงานและส่วนบริการ และปิดตัวลงหลังการมาถึงของตึกสถานีกรุงเทพฯ หลังปัจจุบัน ใน พ.ศ. 2459 ซึ่งย้ายลงมาทางใต้ตรงข้ามกับ ‘สถานีหัวลำโพง’ ของทางรถไฟสายปากน้ำ
(5) ตึกที่ทำการกรมรถไฟหลวง
หลังการสถาปนา ‘กรมรถไฟ’ ใน พ.ศ. 2433 ตั้งอยู่ทางเหนือของสถานีกรุงเทพฯ ไปทางเชิงสะพานยศเส ตรงข้ามโรงเรียนเทพศิรินทร์ ตึกที่ทำการกรมรถไฟหลวงเดิม มีชื่อเรียกว่า ‘ตึกเบ็ธเก้’ ตามชื่อของ ‘คาร์ล เบธเก้ (Karl Bethge)’ เจ้ากรมรถไฟหลวงคนแรกซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ตึกสง่างามด้วยรูปแบบคลาสสิก โดดเด่นด้วยจั่วทางเข้า ระเบียงโปร่งชั้นบน ซุ้มโค้งแบบตะวันตก และการเซาะร่องเลียนแบบการก่อ (Rustication) ของชั้นล่าง เดิมสร้างตามแนวเหนือ–ใต้ ขนานกับทางรถไฟ ต่อมามีการสร้างตึกประสาน ด้านทิศเหนือ ตามด้วยทิศตะวันตก และทิศใต้ จนรอบเป็นตึกสี่ด้าน ภายหลังเสียหายจากการทิ้งระเบิดทางอากาศในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ตึกในปัจจุบันเป็นงานออกแบบของ ม.จ. โวฒยากร วรวรรณ ใน พ.ศ. 2492
(6) ตึกแม้นนฤมิตร และ ตึกโชฎึกเลาหะเศรษฐี โรงเรียนเทพศิรินทร์
‘ตึกแม้นนฤมิตร’ อาคารเรียนหลังแรกของ ‘โรงเรียนเทพศิรินทร์’ โรงเรียนแห่งแรกของไทยที่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางเป็นผู้อุปถัมภ์การก่อสร้างอาคารทั้งหมด เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักถึงชายาของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ ผู้ดำริสร้าง นั่นคือ ‘หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา’ ก่อสร้างเป็นตึกก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ในรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘แบบฟื้นฟูกอธิค (Gothic Revival Architecture)’ อย่างฝรั่ง ซึ่งเป็นที่นิยมในยุควิกตอเรียน โดดเด่นด้วย ‘ซุ้มโค้งแหลม (Pointed Arch)’ และยอมแหลม (Spires) ประดับอาคาร อาคารเรียนเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2445 คู่กับอาคารอีกหลังคู่กันคือ ‘ตึกโชฎึกเลาหะเศรษฐี’ ทางทิศตะวันตก ตามชื่อ ‘พระยาโชฏึกราชเศรษฐี (มิ้น เลาหะเศรษฐี)’ ผู้สมทบทุนสร้างหลัก ตึกสำคัญทั้งสองถูกทำลายจากสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นอาคารเรียนดังเดิม ใน พ.ศ. 2492 โดยมีรูปแบบคล้ายตึกเดิม
(7) ตึกเยาวมาลย์อุทิศ โรงเรียนเทพศิรินทร์
ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 โรงเรียนเทพศิรินทร์ มีการสร้างตึกเรียนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหลัง ทางด้านทิศใต้ตรงข้ามกับตึกแม้นนฤมิตร โดยโปรดให้ใช้ทุนทรัพย์จากพระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามตึกหลังนี้ว่า ‘ตึกเยาวมาลย์อุทิศ’ เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2456 โดยมีรูปแบบและผังสอดคล้องกับตึกแม้นนฤมิตร กล่าวคือ วางตัวแนวตะวันออก–ตะวันตก โดดเด่นด้วยรูปแบบฟื้นฟูกอธิก จุดสังเกตคือ ‘หน้าต่างกุหลาบ (Rose Window)’ บริเวณจั่วทางเข้า ซึ่งไม่ปรากฏในตึกแม้นนฤมิตร และมุขหลังซึ่งประดับด้วยโครงโค้งอย่างงดงาม ตึกรื้อถอนในปี พ.ศ. 2514 เหลือเพียงแค่ชื่อที่นำมาตั้งใหม่ให้กับอาคารเรียน 6 ชั้นในปัจจุบัน
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
23/01/2026
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok