11/08/2026
[เม้าตึก] เดิน–มอง–เมือง — เทพีในเหรียญกลม เถาก้านขด และสิงโตมีปีก
จบไปแล้วกับกิจกรรม ‘เดิน–มอง–เมือง : ความลับของอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานย่านพระนคร’ ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้เราได้ความอนุเคราะห์จาก ‘โรงเรียนราชินี’ ในการเข้าชม ‘ตึกสุนันทาลัย’ อาคารเรียนแบบคลาสสิกอายุกว่า 144 ปี ที่โดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในฐานะ ‘อนุสาวรีย์’ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี การเข้าชมอย่างเป็นส่วนตัวนี้ ทำให้แม้แต่ทีมแอดมินเองยังตื่นเต้นและประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘ศิลปกรรม’ ที่ประดับอาคาร ซึ่งชวนให้นึกถึงอาคารร่วมสมัยเดียวกัน รวมถึงแบบอย่างในสถาปัตยกรรมตะวันตก
ศิลปกรรมที่ว่าคือลวดลายที่ประดับบริเวณ ‘แนวคาน (Frieze)’ ภายในโถงมุขหน้าของอาคาร ซึ่งเป็นลวดลายของเดิมที่เคยถูกปูนฉาบปิดผิวเอา และได้เผยโฉมให้เห็นผ่านกระบวนการอนุรักษ์อาคารรอบล่าสุด ลวดลายนี้ประดับตามแบบแผนของภาษาสถาปัตยกรรมคลาสสิก โดยเฉพาะส่วนแนวคานซึ่งมีการประดับเป็นลายต่อเนื่องยาวรอบพื้นที่ ประกอบด้วย ‘ลายเหรียญกลม (Medallion)’ บรรจุรูปเทพีอยู่กึ่งกลาง ล้อมด้วยกรอบ ‘ลายเอ็กแอนด์ดาร์ต (Egg-and-dart)’ ขนาบด้วย ‘สิงโตมีปีก (Winged Lion)’ หันหน้าเข้าหารูปกึ่งกลางในลักษณะเฝ้าพิทักษ์ (Guardians) หางของสิงโตต่อเนื่องไปกับก้านของ ‘ลายก้านขดรินโซ (Rinceau)’ ลักษณะเป็นพรรณพฤกษาขดม้วนเป็นวง บริเวณจุดศูนย์กลางของขดม้วนทั้งสองข้าง จบด้วยลายดอกไม้บานที่เรียกว่า ‘ลายโรเซตต์ (Rosette)’ ลวดลายเหล่านี้เป็นลวดลายสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในโลกตะวันตก
ความน่าสนใจคือ เราคุ้น ๆ กับลวดลายแบบนี้ เนื่องจากปรากฏอยู่ในลายประดับของ ‘วังบูรพาภิรมย์’ เช่นกัน โดยวังนี้เป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ออกแบบโดย ‘โยอาคิม กราสซี (Joachim Grassi)’ สถาปนิกชาวอิตาเลียน แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2424 ก่อนหน้าตึกสุนันทาลัยหนึ่งปี ลวดลายนี้ปรากฏผ่านภาพพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตรในท้องพระโรงกลางของวังบูรพาภิรมย์ เมื่องานพระเมรุ พ.ศ. 2472 เราจะเห็นได้ถึงการตกแต่งภายในที่อลังการ โดยเฉพาะลวดลายเทพีในเหรียญกลม ขนาบด้วยสิงโตมีปีกและพรรณพฤกษาก้านขน ประดับบริเวณแนวคานต่อเนื่องรอบโถงในแบบเดียวกับที่ตึกสุนันทาลัยไม่มีเพี้ยน ทำให้ทราบได้ว่าเกิดจากการ ‘ถอดพิมพ์’ ปูนปั้น เพื่อให้ได้ลักษณะลวดลายที่เป็นมาตรฐานมีความเสมอกัน จึงเกิดเป็นลวดลายที่ปรากฎเหมือนกันในทั้งสองอาคาร
ลวดลายนี้ยังเป็นที่ยืนยันได้ว่า ‘โยอาคิม กราสซี (Joachim Grassi)’ น่าจะเป็นผู้ออกแบบอาคารสุนันทาลัย และอาจจะรวมถึง ‘ตึกนาฬิกา’ แห่งโรงเรียนราชินีที่ได้เล่าในโพสต์ก่อนด้วย เนื่องจากเป็นสถาปนิกที่มีงานออกแบบปรากฏมากที่สุดในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่เดินทางเข้ามายังสยามในปี พ.ศ. 2413 โดยเฉพาะงานในแนวทางคลาสสิก และ ‘แนวทางพาลาเดียน (Palladian Architecture)’ สถาปัตยกรรมที่แม่นยำในแบบแผน สมมาตร สง่างาม เน้นการตกแต่งด้านหน้าอาคาร เช่น พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (พ.ศ. 2419) ตำหนักพรรณราย วังท่าพระ (พ.ศ. 2425) กระทรวงกลาโหม (พ.ศ. 2427) ศุลกสถาน (พ.ศ. 2431)
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ปรากฏซ้ำกัน นั่นคือ ‘หัวเสาแบบคอรินเธียน (Corinthian)’ ที่ปรากฎรูป ‘นกอินทรี (Aquila)’ กางปีกประดับกึ่งกลางหัวเสา นกอินทรีเป็นสัญลักษณ์ที่รู้กันดีว่าเป็นรูปประจำ ‘จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)’ ในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวเทพจูปีเตอร์ (Jupiter Optimus Maximus) ซึ่งเป็นราชาแห่งเทพเจ้าทั้งปวง และอยู่บนธงชัยประจำกองพัน (Aquilifer) ของกองพลโรมัน จึงมักถูกประดับบนหัวเสาของอาคารคลาสสิกในสมัยหลัง โดยเฉพาะอาคารราชการ หรืออาคารที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง หัวเสาแบบพิเศษนี้ เรียกว่า ‘หัวเสาแบบฟิกเกอเรตีฟ (Figurative Capital)’ นั่นคือการผสานหัวเสากับรูปประดับ ซึ่งปรากฎเด่นชัดในมุขหน้าของตึกสุนันทาลัย และท้องพระโรงของวังบูรพาภิรมย์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการปูนปั้นถอดพิมพ์เช่นเดียวกัน
ไม่น่าเชื่อว่าลวดลายเพียงแค่จุดเดียว จะสามารถบอกเล่าเรื่องราว คติสัญลักษณ์ แบบแผนสถาปัตยกรรม กรรมวิธีการก่อสร้าง และความเชื่อมโยงของผู้ออกแบบได้มากมายถึงขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะกระบวนการอนุรักษ์ที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงทางโรงเรียนที่เห็นความสำคัญของ ‘สถาปัตยกรรม’ ในฐานะ ‘หลักฐาน’ ที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แทนผู้คนในอดีต แล้ว ‘เดิน–มอง–เมือง’ โดยเม้าตึก x มิวเซียมสยาม จะกลับมาใหม่แน่นอน
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
09/08/2026
รูปสวย ๆ จากมิวเซียมสยามครับ 🤍
31/07/2026
พรุ่งนี้เจอกัน เดินฉ่ำคำหอมเลยแหละ
✋🏻❌️ ปิดรับลงทะเบียน ขอบคุณทุกท่านที่สนใจในกิจกรรมของเราครับ 😁🙏
Hidden Dots 🚶➡️👀
เดินมองเมือง : ความลับของอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานย่านพระนคร
🕵️♂️✨เคยเดินผ่าน...แต่ไม่เคย "เห็น" ใช่ไหม? ย่านพระนครที่คุณคุ้นเคย อาจมีเรื่องลับจากสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่!
มิวเซียมสยาม ชวนคุณมาซอกแซก แกะรอยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมรอบเกาะรัตนโกสินทร์
ในกิจกรรม Activity Series: Living Heritage – Connect the Dots
เดินมองเมืองไปกับ #เม้าตึก
คุณเอ็ม-ภูวดล ภู่ศิริ และ
คุณต้า-ปฐมฤกษ์ วงศ์แสงขำ
พร้อมไขความลับสถาปัตยกรรมรอบตัว
โดย คุณชนน์ชนก พลสิงห์ มิวเซียมสยาม
🚶♂️ ชวนมาแกะรอยรอบพระนคร
ส่องมุมมองใหม่: เห็นรายละเอียดเก่า
สนุกกับ Sticker Hunt & Collage เก็บบันทึกความทรงจำเมืองผ่านการปะติดปะต่อแผนที่
🔥 กิจกรรมดีๆ แบบนี้ รับสมัครจำนวนจำกัด!
📅 วันกิจกรรม: เสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา: 14.00 - 18.00 น.
📍 จุดนัดพบ: มิวเซียมสยาม
👇 คลิกสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่ลิงก์นี้เลย!
https://shorturl.asia/MZ6PU
#เดินมองเมือง
#เม้าตึก
30/07/2026
[เม้าตึก] เดิน–มอง–เมือง — สะพานหกแห่งสวนสราญรมย์
เส้นทาง ‘เดิน–มอง–เมือง’ รอบนี้จะผ่านสวนสราญรมย์ไปตรงประตูทางออกฝั่งถนนราชินี จุดนั้นเป็นที่ตั้งของสะพานคนข้ามหน้าตาแสนธรรมดาที่ทอดตัวข้ามคลองคูเมืองเดิมไปยังถนนอัษฎางค์ รู้จักกันในนาม ‘สะพานหก’ น้อยคนที่จะสังเกตแผ่นจารึกบริเวณเชิงสะพานเขียนอธิบายมูลเหตุการสร้างสะพานหกแห่งนี้ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ใน ‘งานฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี’ เมื่อปี พ.ศ. 2525 และน้อยคนที่จะรู้เบื้องหลังว่าเหตุใดการคืนชีพสะพานหน้าตาแสนธรรมดานี้ จึงมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์เมืองกรุงเทพฯ ก่อนที่เราจะได้ไปเดินชมที่จริงในวันเสาร์นี้ เราจะขอไปทำความรู้จักกับอนุสรณ์แห่งนี้กันก่อน
‘สะพานหก (Drawbridge)’ เป็นชื่อเรียกสะพานข้ามคลอง อันมีลักษณะพิเศษคือสามารถยกตัวพื้นสะพานขึ้นเพื่อหลีกทางให้แก่การสัญจรทางน้ำได้สะดวก ประดิษฐกรรมนี้สร้างขึ้นช่วงรอยต่อรัชกาลที่ 4–5 (ช่วงพ.ศ. 2411–2440) มีรูปแบบสะพานหลากหลายตามวัตถุประสงค์การใช้งานทั้งสะพานหกสำหรับรถราง รถม้า และคนข้าม ปรากฎหลักฐานการสร้างสะพานหกทั้งสิ้น 8 แห่ง ทั้งในฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี
สะพานหกแห่งแรกสร้างขึ้นบริเวณวัดราชประดิษฐ์ ข้ามคลองคูเมืองเดิมไปยังฝั่งวัดราชบพิธ เป็นสะพานไม้แผ่นเดียวหกตัวสะพานขึ้นด้วยการใช้เท้าเหยียบ ต่อมาหลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากสิงคโปร์ ทรงสร้างสะพานหกใหม่บนที่เดิมปรับปรุงให้รถม้าสามารถข้ามได้ โครงสร้างหลักของสะพานทำจากเหล็กรูปแบบเหมือนกับสะพานข้ามคลองของชาวดัตช์ในเมืองปัตตาเวีย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 สะพานหกแห่งวัดราชประดิษฐ์ ถูกรื้อลงจากความชำรุดทรุดโทรม สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างสะพานขนาดเล็กสำหรับคนข้าม โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ทดแทนสะพานเดิมในวาระฉลองพระชนมายุครบ 4 รอบ ชาวบ้านเรียกว่า ‘สะพานหมู’ ตามอนุสาวรีย์รูปหมูที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานฝั่งวัดราชบพิธ
ความเปลี่ยนแปลงจากเมืองน้ำสู่เมืองบกของกรุงเทพฯ ส่งผลให้คูคลองหลายแห่งกลายเป็นถนน สะพานข้ามคลองต่าง ๆ หมดความจำเป็น รวมถึงสะพานหกที่ถูกรื้อลงจนหมดทั้ง 8 แห่ง กระทั่งในปีพ.ศ. 2525 กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 200 ปี นอกจากการจัดพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี อย่างยิ่งใหญ่ การ ‘คืนชีพ’ องค์ประกอบทางกายภาพเมืองกรุงเทพฯในอดีตที่หายไปเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ โครงการรื้อฟื้นสะพานหกในสมัยรัชกาลที่ 5 คือหนึ่งในนั้น โดยมี ‘ดร. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา’ เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการ และสถาปนิกผู้ออกแบบร่วมกับ นายสวรรค์ อิ่มอามรณ์ ทำการถอดแบบสะพานหกสมัยรัชกาลที่ 5 ตามรูปแบบของชาวดัตช์จากหลักฐานภาพถ่ายเก่า แต่ปรับขนาดสะพานให้เล็กลงพอให้เป็นสะพานคนข้าม ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าสวนสราญรมย์ฝั่งถนนราชินี อันเป็นตำแหน่งใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิมของสะพานหกแห่งแรกของสยาม
ดังนั้น ‘สะพานหกแห่งสวนสราญรมย์’ จึงมิใช่เพียงสะพานคนข้ามสาธารณะทั่วไป แต่ยังดำรงสถานะเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความศิวิไลซ์ของสยามประเทศที่คนปัจจุบันสามารถใช้งานได้ ‘การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่สูญหายขึ้นมาใหม่ (Reconstruction)’ เพื่อแสดงกายภาพแห่งวัตถุบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของเมืองและผู้คน นับเป็นหนึ่งในการส่งต่อความทรงจำแห่งอดีตให้กับคนรุ่นหลังผ่านโลกสมัยใหม่ที่เมืองเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
แล้วเจอกันครับ !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
30/07/2026
เรื่องของประวัติศาสตร์อาหาร แท้จริงแล้วไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมหรือประเพณี วัฒนธรรมเลย เพราะทุกจานที่เราตักเข้าปากล้วนแฝงไว้ด้วยคติความเชื่อ วิถีชีวิต และโครงสร้างอำนาจทางสังคมในแต่ละยุคสมัย ที่บอกเล่าว่าอาหารและการกินนอกบ้านไม่ได้เป็นเพียงความต้องการพื้นฐาน แต่ยังเป็นพื้นที่แสดงสถานะทางสังคมและการพบปะสังสรรค์ของผู้คน
ไอศกรีม ของหวานเนื้อนุ่มที่หาได้ง่ายในปัจจุบัน แท้จริงแล้วในอดีตเป็นสัญลักษณ์แห่งความเลิศหรูที่มีได้เฉพาะพวกเศรษฐีเท่านั้น โดยมีต้นกำเนิดจากชาวเปอร์เซียที่นำน้ำแข็งมาผสมน้ำกุหลาบ หญ้าฝรั่น และผลไม้ กลายเป็นของหวานแบบ วอเตอร์ไอซ์ (water ice) หรือซอร์เบต์ (sorbet) ซึ่งมีเพียงชนชั้นสูงอย่างเช่น จักรพรรดิเนโรแห่งโรมันใน ค.ศ. 62 เท่านั้นที่จะลิ้มลอง พระองค์เป็นผู้ขึ้นชื่อเรื่องความฟุ้งเฟ้อ ถึงขั้นส่งทาสไปยังเทือกเขาแอเพนไนน์เพื่อเก็บหิมะมาทำของหวานชนิดนี้
เรื่องราวการเดินทางของไอศกรีมที่ถูกบันทึกไว้อย่างน่าสนใจจากหนังสือสองเล่มที่ควรค่าแก่การอ่าน “ตำนานอาหารโลก: เบื้องหลังจานโปรดโดนใจคนทั่วโลก” โดย Albert Jack (เลขเรียกหนังสือ TX355 จ82 2557) และ The Restaurant: A History of Eating กินไกลบ้าน : เรื่องเล่าขานร้านอาหารรอบโลก โดย William Sitwell นักเขียนและนักวิจารณ์ร้านอาหารของอังกฤษ (เลขเรียกหนังสือ TX908 .ซ63 2566) ที่จะพาคุณย้อนเวลากลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของหวานสุดฮิตในปัจจุบัน ก่อนจะพัฒนาสู่สูตรที่มีความครีมมากขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ โดยชาวอาหรับชาติแรกได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาใส่นมและความหวานจากของเหลวข้นใส่น้ำตาลแทนน้ำผลไม้ จนกลายเป็น ไอศกรีม ต้นแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแบกแดด ดามัสกัส และไคโร
นำไปสู่การแพร่หลายในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 แคทเธอรีน เมดิซี (Catherine de’ Medici) ได้นำแนวคิดของหวานจากฟลอเรนซ์ไปสู่ชาวฝรั่งเศส ขณะเดียวกัน หากกล่าวถึงดินแดนที่หล่อหลอมให้ของหวานชนิดนี้กลายเป็นทั้งศิลปะและวัฒนธรรมอันประณีต คงหนีไม่พ้น อิตาลี เพราะนอกจากจะเป็นกำเนิดที่เชื่อมโยงอิทธิพลทางวัฒนธรรมแล้ว ยังได้พัฒนาเทคนิคการปั่นแช่แข็งอย่างพิถีพิถัน จนเกิดเป็นเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม เข้มข้น และใช้วัตถุดิบสดใหม่ จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง “เจลาโต้” (Gelato) ของหวานระดับอัลตราสมูทที่ครองใจคนไทยในยุคปัจจุบัน!
ท่านใดที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอาหารหนึ่งจาน จึงซ่อนนวัตกรรมและการเดินทางทางวัฒนธรรมไว้มากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง ทุกท่านสามารถมาถอดรหัสและยืมหนังสือได้ที่ห้องคลังความรู้ มิวเซียมสยาม อาคารสำนักงานชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 10:00 – 18:00 น. และสามารถหาหนังสือที่ท่านสนใจอื่น ๆ ได้ที่ https://knowledge-center.museumsiam.org อย่าลืมแวะมากันนะครับ ☺️🍨
#ห้องคลังความรู้
#ห้องคลังความรู้
#ให้ทุกการเรียนรู้สนุกกว่าที่คิด
25/07/2026
[เม้าตึก] เดิน–มอง–เมือง — ตึกคู่แห่งโรงเรียนราชินี
หากมองจากฝั่งธนมายังท่าเตียน เราจะเห็นอาคารสีขาวครีมสะอาดตา พร้อมยอดโดมสูงที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของย่านที่เต็มไปด้วยตึกแถวร้านค้า ‘ตึกสุนันทาลัย’ แห่งโรงเรียนราชินี ซึ่งตระหง่านอยู่กว่า 145 ปี แล้ว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของหนึ่งในย่านที่คึกคักที่สุดขอกรุงเทพฯ แต่น้อยคนจะรู้ว่า ตึกหลังนี้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวมาแต่แรก แต่มีตึกพี่ที่ตั้งอยู่เคียงคู่ ก่อนการสถาปนาโรงเรียนราชินีใน พ.ศ. 2447 ตึกทั้งสองถือเป็นอาคารเรียน ‘แบบฝรั่ง’ หลักแรกในกรุงเทพฯ ที่สร้างอย่างประณีตในคุณภาพที่เทียบเท่ากับอาคารในวังหลวง ก่อนจะไป ‘เดิน–มอง–เมือง : ความลับของอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานย่านพระนคร’ ในวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ เราขอเล่าเรื่องตึกคู่ที่ถือเป็น ‘อนุสาวรีย์’ แห่งความทรงจำในรูปแบบ ‘สถาปัตยกรรม’ แห่งแรก ๆ ในกรุงเทพฯ
หลังการเสด็จทิวงคตของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ในอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งล่ม เมื่อ พ.ศ. 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสร้าง ‘อนุสรณ์แห่งความรัก’ ขึ้นจำนวนหลายแห่ง ทั้งในรูปแบบของอนุสาวรีย์ และ ‘สถาปัตยกรรม’ ที่เราจะกล่าวถึง ได้แก่ ‘ตึกนาฬิกา’ ซึ่งสร้างขึ้นก่อนในปี พ.ศ 2423 และ ‘ตึกประชุม’ ในปี พ.ศ. 2425 โดยโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อันเป็นพระมรดกของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ในการก่อสร้าง ตึกทั้งสองหันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บนที่ดินอันเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางประวัติศาสตร์ของเกาะรัตนโกสินทร์ ในบริเวณปาก ‘คลองตลาด’ หรือ ‘คลองคูเมืองเดิม’ ที่เราคุ้นเคยกัน
หากสังเกตจากแผนที่เก่าของบริเวณปากคลองตลาด (พ.ศ. 2451 และ พ.ศ. 2475) เราจะเห็น ‘ตึกประชุม’ ทางทิศเหนือ และ ‘ตึกนาฬิกา’ ทางทิศใต้ ตั้งอยู่ในแนวเดียวกันขนานกับตลิ่ง พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นที่ประทับของ ‘พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย’ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งเป็นวังเก่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย หากลองส่องแผนที่ฉบับปี พ.ศ. 2451 เราจะเห็นตึกคู่นี้ ตั้งอยู่ขนาบ ‘ป้อมมหาฤกษ์’ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่แต่ครั้งสถาปนากรุงเทพฯ รวมถึง ‘แนวกำแพงเมืองเก่า’ ที่ยาวขนานไปกับถนนมหาราช ไปจบกับคลองตลาด แนวกำแพงเมืองนี้ ถือเป็นแนวกำแพงเมืองท้าย ๆ ที่ถูกรื้อออกเพื่อขยายถนน แม้แต่แผนที่ฉบับปี พ.ศ. 2475 เราจะยังคงเห็นแนวกำแพงอยู่ แม้ป้อมจะถูกรื้อลงแล้ว
ตึกทั้งสองนี้ มีลักษณะคล้ายกันมาก ทั้งเป็นอาคาร ‘แบบคลาสสิก’ ที่ถูกออกแบบอย่างดี โครงสร้างแบบผนังรับน้ำหนัก ตึกยกใต้ถุนสูง ด้านหน้าเป็นระเบียงโปร่ง มีซุ้มโค้งตลอดความยาวตึก โดยเฉพาะ ‘มุขหน้า’ ที่ยื่นออกมารับทางเข้า โดดเด่นด้วย ‘บันไดโค้ง’ ที่ยื่นออกมาโอบล้อม รับกับยอดอาคารที่เป็นตัวจำแนกให้ตึกต่างกัน โดย ‘นาฬิกา’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ‘ตึกนาฬิกา’ และ ข้อความ ‘ROYAL SEMINARY’ ของ ‘ตึกประชุม’ หรือ ‘ตึกสุนันทาลัย’ ที่เราคุ้นหูกันในปัจจุบัน ซึ่งตึกประชุมนี้ ยังมีจุดต่างสำคัญคือ ห้องประชุมที่ยื่นออกไปเป็นมุขหลัง (สังเกตได้จากแผนที่เก่า) รวมถึง ‘โดม’ ของอาคารที่เคยถูกรื้อไป (เกือบหลับ) แต่กลับมาได้
ตึกนาฬิกานี้ ถูกรื้อลงก่อน ในปี พ.ศ. 2511 เพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่ ตึกประชุมเองก็มีสภาพไม่สู้ดีนัก ทำให้ต้องรื้อโครงสร้างโดมลง ต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2548 เกิดเหตุเพลงไหม้ชั้นบนของตึก โครงหลังคาและฝ้าเพดานชั้นสองซึ่งเป็นไม้เสียหายทั้งหมด โชคดีที่ภายหลังได้มีการอนุรักษ์ และปรับปรุงตึกให้มีลักษณะดังเดิม รวมถึงโครงสร้างโดม และบันไดโค้งมุขหน้า ในแบบเดียวกับเมื่อแรกสร้างใน ปี พ.ศ. 2425 เป็นโอกาสที่ดีที่ ‘เดิน–มอง–เมือง’ โดยเม้าตึก x มิวเซียมสยาม ในครั้งนี้ เราได้ความอนุเคราะห์จากโรงเรียนราชินี ในการเข้าชมตึกอย่างทะลุปรุโปร่ง
แล้วเจอกันครับ !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
21/07/2026
หวยออก 15 ใครลงทัน มาเจอกันครับ !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
[เม้าตึก] ทริป 'เม้าตึก' รอบหน้า ให้เราพาไปไหนดี ?
นั่นสิ ถ้าพูดถึงโซนเมืองเก่า เราก็ได้แวะเวียนไปเยือนอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเร็ว ๆ นี้เรามีวอล์คอีก อยากให้เราพาไป 'เม้า' ที่ 'ตึก' ไหนกันดี ? มาแลกเปลี่ยน หรือเสนอกันได้ครับ
1. ตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินี
2. โรงเรียนทหารสราญรมย์
3. ห้างเอสเอบี ถนนเจริญกรุง
4. ตึกมานุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร
5. ศาลาแดง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
6. โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง
แล้วเจอกัน !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
14/07/2026
[เม้าตึก] ทริป 'เม้าตึก' รอบหน้า ให้เราพาไปไหนดี ?
นั่นสิ ถ้าพูดถึงโซนเมืองเก่า เราก็ได้แวะเวียนไปเยือนอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเร็ว ๆ นี้เรามีวอล์คอีก อยากให้เราพาไป 'เม้า' ที่ 'ตึก' ไหนกันดี ? มาแลกเปลี่ยน หรือเสนอกันได้ครับ
1. ตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินี
2. โรงเรียนทหารสราญรมย์
3. ห้างเอสเอบี ถนนเจริญกรุง
4. ตึกมานุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร
5. ศาลาแดง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
6. โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ ถนนบำรุงเมือง
แล้วเจอกัน !
ทีมแอดมิน
เม้าตึก THE REVIVAL
19/06/2026
ชาวสงขลาพบกันพรุ่งนี้ครับ เดินหรอยแน่นอน 🤍
Reading Songkhla Through Architecture and Typography by เม้าตึก
เรียนรู้วิธีการอ่านเมืองผ่านสถาปัตยกรรม ป้ายร้าน และตัวอักษรในย่านเมืองเก่า เพื่อค้นพบอัตลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ พร้อมทำความเข้าใจการออกแบบอาคารที่เชื่อมโยงกับบริบทเมือง ปิดท้ายด้วยการค้นคว้าทรัพยากรในห้องสมุดเพื่อนำสิ่งที่พบเห็นมาตีความและสร้างสรรค์เป็นผลงานชิ้นใหม่
📝 ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ ไม่มีค่าใช้จ่าย
🔗 https://docs.google.com/forms/d/1SvsaPkvd07mr2y1hvUj-LDlXmyPEpR08l0OcYtEwGEs/viewform?edit_requested=true
🗓️ วันที่ 20 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 10.00 - 12.00 น.
🏃 รับจำนวน 15 ท่าน ไม่มีค่าใช้จ่าย
📌 สถานที่ ย่านเมืองเก่าสงขลา และ TCDC สงขลา นัดพบที่ TCDC สงขลา
#เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #เซาท์ซี้ #ขยับใต้ขยายมุมคิด