25/12/2025
🎟️ เคาน์เตอร์เปิดแล้ว! รีบกดบัตรให้ไว ก่อนที่นั่งใน Festival จะเต็ม! ได้เวลาจับจองพื้นที่ความสนุก ที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่รับปี 2026 ✨
🎉 สมัครได้เลยที่ 👉 https://at.skooldio.com/3KLOkBB
🎟️ เคาน์เตอร์เปิดแล้ว! รีบกดบัตรให้ไว ก่อนที่นั่งใน Festival จะเต็ม! ได้เวลาจับจองพื้นที่ความสนุก ที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่รับปี 2026 ✨
ไม่ต้องรอคิวข้ามวัน ไม่ต้องลุ้นบัตรหลุด... แต่ต้องรีบหน่อยนะ! เพราะ มา’เรียน’ธอน Festival เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการแล้ว ช้าหมด อดเข้าร่วม Festival ดี ๆ แบบนี้ อย่าหาว่าไม่เตือนน้าาาา 📣
🎉 สมัครได้เลยที่ 👉 https://at.skooldio.com/3KLOkBB
มา ‘เรียน’ ธอนกลับมาแล้ว! 🤩 ปีนี้กลับมาแบบใหม่ และยะ ยะ ใหญ่กว่าเดิม
อัปสกิลอย่างเดียวไม่พอ — ปีนี้เราดูแลทั้งตัวและใจไปพร้อมกัน
ผ่านคอร์สออนไลน์, live session, mini-workshop และกิจกรรมสนุก ๆ
อยากชวนให้ทุกคนได้เป็นตัวเองใน version ที่ภูมิใจได้ครบทุกมิติกว่าเดิม
ทุกต้นปีเราตั้งใจจะเริ่มใหม่... และบางครั้ง เราแค่ต้องการพื้นที่เล็ก ๆ ที่ช่วยให้เรา “เริ่ม” ได้
🎉 มา ‘เรียน’ ธอน Festival of a Better You - 42 วันของการเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น
เทศกาลที่ชวนคุณได้เริ่มต้นใหม่กับตัวเอง ได้เรียนรู้ ลงมือทำ ดูแลตัวเอง ครบทั้ง 3 มิติ 🧠 ความคิด - 💪🏻ร่างกาย - ♥️ จิตใจ ไปพร้อม ๆ กัน ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย บนเส้นทางที่คุณเลือกเองใน 42 วัน
💻 เริ่มตั้งแต่เติมทักษะแบบเข้มข้นผ่าน ‘คอร์สออนไลน์’ คุณภาพจาก Skooldio ไม่ว่าจะอยากเติมทักษะสายไหน AI/Data/Tech/Business/Design ก็สามารถเลือกเรียนได้
🤩 พิเศษในปีนี้! เพิ่มเติมรูปแบบ Live Session, Mini-Workshop, และกิจกรรมสนุก ๆ ให้คุณเลือกเข้าร่วมตลอดทาง
🚨 Spoiler Alert ⬇️️️️️️⬇️️️️️️⬇️️️️️️
และนี่คือตัวอย่าง session ที่จะเกิดขึ้นในสนาม มา’เรียน’ธอน Festival
🧠 ”Learning How to Unlearn -- ละทิ้งความรู้เก่า ๆ เพื่อเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนใหม่”
💪🏻️ "Longevity Starter -- เริ่มต้นออกแบบชีวิตให้ยืนยาวอย่างยั่งยืน”
♥️ "Life Operating System -- จัดการชีวิต ก่อนชีวิตจะจัดการเรา”
เติมแรงบันดาลใจกับสปีกเกอร์จากแต่ละวงการ นำสิ่งที่เรียนรู้ไปเริ่มต้นใหม่กับตัวเองได้ทันที พร้อมกับเพื่อนร่วมทางที่จะเป็นกำลังใจไปด้วยกันตลอดทาง
มาสร้าง “ความภูมิใจ” ก้าวเล็ก ๆ ที่จะกลายเป็น “พลัง” พาให้คุณเติบโตต่อไปได้ตลอดทั้งปี
📌 เปิดสนามแล้ว!! สมัครได้เลยที่ 👉 https://at.skooldio.com/3KLOkBB
เริ่มพร้อมกัน จบพร้อมกัน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569
กดติดตามเพจ มาเรียนธอน Festival ไว้ได้เลย แล้วเจอกัน!
#มาเรียนธอน2026
18/12/2025
หลายคนพลาดเพราะแก้ Pain Point ธุรกิจไม่ตรงจุด เมื่อเกิดปัญหาขึ้น มักรีบหาวิธีแก้ ก่อนจะรู้ว่ากำลังแก้อะไร
ในโลกธุรกิจ เวลาเจอปัญหา เรามักจะรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันดีขึ้น จึงอาจมองข้ามต้นตอของปัญหาไปว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร กลายเป็นว่า “คอขวด” ที่แท้จริงกลับไม่ได้ถูกแก้ให้ดีขึ้น เช่น ยอดขายไม่โต → ทำโปรโมชัน ลูกค้ารอนาน → เพิ่มคน
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “สิ่งที่เรากำลังแก้” ถือเป็น “ปัญหาจริง” ที่เกิดขึ้นได้มากแค่ไหน?
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรให้ความสำคัญกับการหา “Problem” ให้เจอ ก่อนที่จะคิด “Solution” ในโพสต์นี้เราจะมาแชร์เทคนิคการใช้ AI เข้ามาช่วยยังไงให้เราสามารถเฟรมปัญหาได้ง่ายขึ้น Prompt ถามยังไงให้เจอ Pain Point ได้ตรงจุด
📌 เพื่อให้เห็นภาพจริงเราจะยกเคสตัวอย่างจากรายการ AI Arena EP.4 ธุรกิจร้านอาหารที่เจอปัญหาเรื่องลูกค้าแน่น คิวพังพนักงานน้อยให้ฟัง [แปะลิงก์ให้ไปตามดูต่อง่าย ๆ ใต้คอมเมนต์]
สถานการณ์ร้าน คือ เป็นร้านอาหารตามสั่งขนาดเล็ก คนทำงาน 3 คน ลูกค้าแน่น ไม่มีระบบคิว ยังใช้กระดาษจดออเดอร์ ไม่อยากเข้า Delivery Platform เพราะ GP สูง กำไรน้อย ต่อยอดธุรกิจลำบาก และสิ่งที่เจ้าของร้านมักบ่นคือ “เหนื่อยมาก จดออเดอร์ไม่ทัน ลูกค้ารอนาน งานมั่วไปหมด”
ซึ่งหลายธุรกิจมักจะแก้ปัญหาที่ Symptom หรือก็คือ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะมันเห็นผลชัด และดูเหมือนว่าแก้แล้วจะดีขึ้นทันที แต่ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้แค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น เพราะว่าต้นตอ Problem จริงยังคงไม่ได้ถูกแก้ให้หายไป
คำตอบที่เราต้องหาให้เจอ คือ “นี่คือ Problem หรือ Symptom กันแน่?”
ก่อนที่จะรีบคิดว่าจะทำอะไรมาแก้ปัญหา เราควรมาทำความเข้าใจก่อนว่าเรากำลังจะแก้อะไร และวัดความสำเร็จยังไงได้บ้าง
จากสถานการณ์ร้านอาหารข้างต้น สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ ลูกค้าแน่น จดออเดอร์ไม่ทัน คนทำงานเหนื่อย แต่ถ้ารีบกระโดดไปคิดว่า “ต้องทำระบบจัดการคิวอะไรดี” คำตอบที่ได้อาจเป็นแค่การแก้ที่ปลายเหตุ เราควรเข้าใจภาพรวมทั้งหมดก่อน เพื่อให้เห็นโจทย์ได้ชัดขึ้น
🔵 ลองให้ AI ช่วยเฟรมโจทย์ให้ชัดก่อน โดยการเอาบริบทธุรกิจทั้งหมดไปให้ AI ช่วยจัดระเบียบความคิด ในมุมมอง Product Framework เพื่อทำให้เราเห็นโจทย์เดียวกันทั้งทีม
การคิดแบบ Product Framework จะทำให้เราเห็นแผนในการสร้างผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันทั้งหมด ซึ่งช่วยให้เรารู้ว่า Goal เราจะไปที่ไหน มี Scope การลงมือทำที่ชัดเจนได้ยังไง และมี Metric ในการตรวจสอบความสำเร็จในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะลงมือทำจริงอะไรบ้าง
Prompt
“มีสถานการณ์อยากให้ช่วยเฟรม Problem Statement และ Goal ให้ชัด คิดในลักษณะของ Product Framework [เพิ่มรายละเอียด Context ของสถานการณ์ธุรกิจ เช่น ต้องการเพิ่มยอดขาย แต่ไม่เพิ่มช่องทาง Delivery พนักงานมีแค่ 3 คน Tool ที่มาช่วยจึงต้องเรียบง่าย ไม่เพิ่มความวุ่นวาย]”
หลังจากเฟรมโจทย์ได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบคิด Solution ทันที เพราะสิ่งที่ร้านเจอทุกวัน เช่น งานหนัก จดออเดอร์ไม่ทัน ลูกค้ารอนาน อาจเป็นแค่ “Symptom” ของปัญหา
🔵 ลองให้ AI ช่วยลิสต์และจัดกลุ่มปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อแยกให้ออกว่าอะไรคือ ปัญหาที่กระทบธุรกิจจริง และอะไรคือสิ่งที่แค่เจอทุกวัน เพราะหลายครั้งสิ่งที่ธุรกิจพูดว่าเป็นปัญหา อาจจะเป็นแค่ Symptom ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการเติบโตระยะยาว
ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เราแยกออกว่าอะไรคือ ปัญหาที่กระทบโดยตรง หรือเป็นปัญหาที่แค่ทำให้เหนื่อย แต่ไม่ใช่คอขวดหลัก
Prompt
“ช่วย Define Core Problem ของธุรกิจ ว่ามีอะไรบ้าง [เพิ่มรายละเอียด Context ว่าธุรกิจเรามีปัญหาอะไร เช่น จดออเดอร์ไม่ทัน ทำให้งานหนัก และต่อยอดไปหาลูกค้าอื่นไม่ได้]”
🔵 เมื่อเจอว่าอะไรคือปัญหาสำคัญแล้ว ลองใช้ AI ช่วยแตก Customer Journey ต่อได้ เพื่อให้เห็นภาพลึกขึ้นอีกว่า ปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนไหนบ้าง
อย่างสถานการณ์ข้างต้น เราสามารถมองปัญหาของร้านอาหารผ่านมุมของ Customer Journey ได้ตั้งแต่ ลูกค้าเดินเข้าร้าน → สั่งอาหาร → รอ → ได้อาหาร ซึ่งจะช่วยให้ตั้งคำถามต่อได้ว่า จุดไหนคือ Pain ของลูกค้า และจุดไหนคือ Pain ของร้าน
Prompt ที่ใช้
“จงหา Customer Journey เพื่อเข้าใจ Pain Point ของธุรกิจ”
🔵 เมื่อเห็นปัญหาหลายจุดพร้อมกัน ให้จัดลำดับสำคัญก่อน – หลัง ในการแก้ปัญหา เพื่อแก้เรื่องที่ Impact กับธุรกิจก่อน
ขั้นตอนนี้ช่วยให้เราโฟกัสกับปัญหาที่ถ้าแก้ได้แล้ว ร้านจะรับลูกค้าได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มคนหรือความซับซ้อน
Prompt ที่ใช้
“อยากให้ช่วยจัดความสำคัญว่าปัญหา [เพิ่มรายละเอียด Context ปัญหา] ไหนควรแก้มากที่สุด”
แต่สุดท้ายแล้วเราไม่ควรใช้ AI เพื่อคาดเดาปัญหาทั้งหมดของธุรกิจ มันเหมาะกับการใช้เพื่อช่วยเฟรมปัญหาที่มีอยู่มากมาย ให้ชัดขึ้นเท่านั้น ซึ่งช่วยให้เราสามารถตั้งคำถามได้ลึกมากขึ้น ในเวลาที่เร็วขึ้น
เพราะว่าคนที่จะเข้าใจปัญหาหน้างานมากที่สุด คือคนที่เจอปัญหาจริง ๆ ทุกวันมากกว่าแน่นอน
ถ้าใครอยากเห็นภาพการใช้งานจริง ในการใช้งาน AI เพื่อช่วย Crack หาปัญหาของธุรกิจ สามารถรับชมเนื้อหาต่อได้ทาง YouTube: Skooldio
รายการ AI Arena | EP.4: AI x Product Manager [แปะลิงก์ใต้คอมเมนต์]
16/12/2025
ช่วย PM เสก Prototype ใช้ AI ขึ้นภาพในหัวให้ชัด คุยกับ Dev เข้าใจตรงกัน
เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม? มีไอเดียฟีเจอร์ในหัว ภาพชัดมากว่า Flow ต้องเป็นแบบนี้ ลูกค้ากดตรงนี้แล้วจะไปโผล่หน้านั้น แต่พอต้องส่งต่องานให้ทีม Dev หรือ Stakeholder คนอื่นต่อ กลับกลายเป็นเรื่องยาก
ต้องขึ้นภาพตัวอย่างให้เห็น ทำ Slide อธิบาย หรือรอคิว Dev มาขึ้นโครงให้ ซึ่งกว่าจะได้เห็นของที่ “จับต้องได้” บางทีไฟในการทำงานก็เริ่มมอด หรือตลาดก็เปลี่ยนไปแล้ว
แต่วันนี้แนวคิดที่เรียกว่า “Vibe Coding” กำลังทำให้กำแพงเรื่อง “Technical Skill” ค่อย ๆ หายไป เพราะคนที่ไม่ได้เขียนโค้ดเก่งก็สามารถทำของให้จับต้องได้เร็วขึ้นมาก
💡 Vibe Coding คืออะไร?
IBM ให้คำนิยามว่า คือ วิธีการทำงานที่เน้นการ Prompt ป้อนคำสั่ง ให้เครื่องมือ AI สร้างโค้ดออกมาให้ แทนที่จะลงมือเขียนโค้ดเองด้วยมือ
พูดง่าย ๆ คือ เราสามารถคุยกับ AI เพื่อสร้าง Prototype เองได้แล้ว ทำให้สามารถเห็นภาพขั้นตอนการทำงาน ตามขั้นตอนจริงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอทุกอย่างพร้อม 100%
📌 มีตัวอย่างนึงที่น่าสนใจมากจากรายการ AI Arena EP.4 [แปะลิงก์ให้ไปตามดูต่อง่าย ๆ ใต้คอมเมนต์]
เนื้อหาในรายการคือ PM ต้องแก้ปัญหาเรื่อง ร้านอาหารคิวยาว ลูกค้าแน่น พนักงานดูแลไม่ทัน
ซึ่งหนึ่งในผู้เข้าร่วมรายการได้มีการใช้ Gemini ฟีเจอร์ Canvas เพื่อสร้างระบบจัดการคิว ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ศูนย์ โดยการแค่ Prompt บอกไปเลยว่าต้องการให้ AI ช่วยทำโค้ดอะไรให้
เช่น “สร้าง App ฝั่งลูกค้าขึ้นมาให้หน่อย โดยใช้ Tool Canvas ให้สามารถลองเล่นบน Gemini ได้เลย + แนบไฟล์ PRD (คู่มือที่รวบรวมข้อกำหนดและรายละเอียด ทั้งหมดของผลิตภัณฑ์) สำหรับ Dev ที่สร้างขึ้นมา” ซึ่งหลังจากนั้น AI ก็ทำโค้ดและขึ้น Prototype หน้าการใช้งานให้ดูได้เลย
ซึ่งพอเจอจุดไหนอยากแก้ไขก็สามารถ Prompt ให้ AI ช่วยแก้ไขต่อได้เลย เช่น “ฉันต้องการปุ่มยืนยันเพื่อส่งไปหน้าต่อไป ช่วยเพิ่มปุ่มด้านล่างหน้านี้ให้หน่อย” ความสะดวก คือ พอกดสั่งปุ๊ป AI จะแก้โค้ดและพรีวิวหน้าการใช้งานใหม่ให้เห็นเลยทันที
ทำให้ PM สามารถเห็นหน้าการใช้งานและทดสอบได้เลยว่า Flow นี้ติดขัดตรงไหนไหม ผู้ใช้จะงงหรือเปล่า หรือต้องปรับอะไรเพื่อให้ใช้งานได้จริง
นอกจากนี้ในรายการยังมีใช้ Tools อื่น ๆ อีก เช่น Visily, Uizard, Loveable และ Base44 ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ช่วยลดเวลาในการลงมือทำ ข้ามขั้นตอน Technical ไปสู่การเห็น Product จริงได้เร็วขึ้นมาก
ทั้งนี้ ในวันที่เรามีเครื่องมือพร้อมทำให้ได้แทบทุกอย่าง สุดท้ายแล้วหากผู้ที่ใช้งานไม่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องโค้ดเลย การใช้งาน AI ก็อาจจะช่วยไม่ได้ เพราะถ้าวันไหนที่ระบบมีปัญหาขึ้นมา หรือต้องปรับแก้จริง ๆ AI จะเป็นได้แค่ผู้ช่วยที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ใช้งานควรต้องรู้ว่าต้องแก้ที่ตรงไหน เข้าใจในระบบและเครื่องมือที่ใช้ รู้ว่ามีวัตถุประสงค์การนำไปใช้เพื่ออะไร การใช้ AI ก็จะช่วยให้ไปได้เร็วขึ้น และไกลขึ้นกว่าเดิม
03/12/2025
ใครอยากปั้น Portfolio สาย UX/UI แต่ไม่รู้จะใช้เครื่องมือไหนอยู่บ้าง?
Skooldio ขอแนะนำ Framer เครื่องมือออกแบบและสร้างเว็บไซต์ได้จริงแบบไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด ซึ่งเหมาะกับสาย UX/UI Design มาก ๆ เพราะหน้าตาเครื่องมือจะมีความคล้ายกับ Figma เรียกได้ว่า หากใช้ Figma คล่องแล้ว ยังไงก็สามารถใช้ Framer ได้ไม่ยากเลย!
Framer ยังมี Template และ Animation ให้เลือกใช้มากมาย และผลงานที่คุณออกแบบบน Framer ยังสามารถ publish เป็นเว็บไซต์ได้ด้วย หากนำไปปรับใช้ในการทำเว็บไซต์แสดงผลงาน UX/UI Portfolio ก็จะทำให้โดดเด่นขึ้นตอนยื่นสัมภาษณ์งานด้วย
Skooldio มี 3 หลักการใช้ Framer ในการทำ Portfolio Website ง่าย ๆ มาฝากทุกคนด้วย
1. สร้าง Style ที่จะใช้เป็นองค์ประกอบหลักของผลงานบน Framer เอาไว้เลย เช่น Text Style, Color Style ซึ่งจะช่วยให้การออกแบบของคุณง่ายมากขึ้น และมีรูปแบบที่สม่ำเสมอกันในทุก ๆ ส่วน
2. สำหรับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหา Content เยอะ ถ้าคุณต้องมานั่งสร้างทีละหน้า และอัปโหลดรูปภาพประกอบในทุก ๆ อัน คงวุ่นวายมาก ๆ แต่บน Framer มี Content Management System (CMS) ที่สามารถสร้าง Template การกรอกข้อมูล และดึงข้อมูลจาก CMS มาแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ได้เลย
3. การทำ Portfolio Website บน Framer สามารถทำ Responsive ได้ตั้งแต่ตอนออกแบบเลย ซึ่งจะทำให้เห็นว่างานออกแบบของคุณมีการจัดเรียงเนื้อหาอย่างไร มีหน้าตาอย่างไร บนหน้า Desktop, Mobile และ Tablet
การสร้างผลงานใส่ Portfolioให้โดดเด่น ไม่ใช่มีแค่เครื่องมืออย่าง Framer ที่คุณต้องเรียนรู้ แต่การสะสมผลงานลง Portfolio จากการลงมือทำจริง จะช่วยให้คุณได้มีโอกาสเข้าตา Recruiter ถูกเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น!
และถ้าใครเป็นมือใหม่ที่อยากเรียนรู้เพื่อเริ่มต้นสายงาน UX/UI Designer แบบครบทุกกระบวนการ ห้ามพลาดคอร์สแพ็กสุดคุ้ม! The Ultimate Guide to UX/UI Design
แพ็กรวม 6 คอร์สออนไลน์อัปสกิล UX/UI สุดเข้มข้น ครบทุกเรื่องในแพ็กเดียว ตั้งแต่ปูพื้นฐานหลักการของ UX/UI แบบครบทุกหัวข้อ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการออกแบบ Digital Products
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม/สมัครเรียน คลิกลิงก์ในคอมเมนต์ได้เลย!
18/11/2025
ปี 2026 อาชีพ UX/UI จะไปต่อยังไง?
ยังน่าสนใจอยู่ไหม? อยาก Outstanding มีแต่คนจ้าง ต้องปรับตัวแบบไหน?
สรุปเซสชัน The changing Landscape of UX/UI Careers สายงาน UX/UI จะเดินต่ออย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม โดยคุณ ปิยชล อาจกล้า, Head of Customer Experience, Bangkok Bank / คุณอภิรักษ์ ปนาทกูล, Founder UX Academy / คุณแสนดี อุษณาจิตต์, Founder & UX Lead, Sand Studio & Co. / คุณปาณิศา สีหมนตรี, Head of Design, KKP Dime Securities ในงาน AXONS UX/UI Day
===========
สายงาน UX/UI ช่วงนี้เปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง?
คุณปิยชลตอบว่า ตอนนี้หลาย ๆ สายงานกำลังกลัวและแพนิคกันมาก ว่า AI มันจะมาทดแทนเราได้ยังไง ก็ต้องบอกว่าอย่าไปกลัวนะ เพราะตอนนี้มันช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้นมากกว่า
ปกติแล้วเราจะวาดหรือสเก็ตซ์แล้วอัปโหลดให้ AI ช่วยทำให้ แต่ตอนนี้เรามี MCP มันเป็นเหมือนตัวเชื่อมภาษาที่งานดีไซน์ ซึ่งช่วยให้เราสามารถทำงานได้ไวมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราต้องคอยอัปโหลด จะเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ถ้าเรายัง Ignore เรื่องนี้อยู่เราจะอวสานแน่นอน แต่ถ้าเราใช้เวลาเรียนรู้มันจะประหยัดเวลาเราไปได้เยอะมาก
คุณอภิรักษ์เสริมว่า AI สามารถแทนที่ได้หมด สิ่งสำคัญคือถ้าเรารู้ว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ AI ทำสิ่งนั้นให้แล้ว เราจะได้สบาย ไม่ต้องทำมันแล้ว แล้วเราก็ไปทำของที่มันมี Value อื่น ๆ ได้
คุณปาณิศาตอบว่า ก่อนหน้านี้ตอนเราเรียนจบใหม่ ๆ เราไม่มีแม้แต่คำศัพท์ UX/UI ด้วยซ้ำ สิ่งที่เราอยากจะบอกคืออยากให้ทุกคนเห็นภาพกว้างว่าสายงานดีไซน์มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
อย่างเช่น ช่วงยุคของสมาร์ทโฟน แต่ละปีมันดูไม่เปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ทุกคนอาจจะไม่ได้สังเกตคือ ซอฟต์แวร์เบื้องหลังมันพัฒนาไปแบบเร็วมาก แล้วแอปมันก็ซับซ้อนขึ้น มันก็เกิดการบูมของ UX/UI ขึ้นในยุคที่สายงานเราเกิดขึ้น ต่อไปคือ มันจะเป็นยุคของ AI ทีนี้สายงานแต่ละสายก็ต้องปรับตัวต่อไป ว่าจะประยุกต์ใช้ AI ใน Product ยังไง
คุณแสนดี เสริมว่าเราเห็นด้วยกับคุณปาณิศา ที่เมื่อก่อนเราไม่มี Title ของ UX/UI ด้วยซ้ำ ในฐานะที่เราเป็นดีไซน์เนอร์ เราเป็น Problem Solver ใคร ๆ ก็สามารถทำ Product ออกมาได้เร็วและง่ายมาก เมื่อก่อนดีไซน์เนอร์จบงานเองคนเดียวไม่ได้ แต่ตอนนี้พอมี AI เราสามารถจบงานคนเดียวได้แล้ว
ซึ่งพอ Product เกิดขึ้นง่าย หลายอย่างก็จำเจ เรามองว่าจุดที่ซ้ำ ๆ เราจะเริ่ม Crave Human Connection สกิลที่สำคัญคือ Human Touch ซึ่งมันมาจาก Empathy เราเข้าใจคน เราดีไซน์เพื่อคน ออกแบบโดยคน มันจะเป็นสิ่งที่ User จะ Relate กับ Product ได้มากกว่า
ต้องถามต่อมากกว่าว่าอะไรคือ Key Difference ที่ทำให้คนกลับไปใช้สิ่งนั้น มันก็จะกลับมาที่ UX/UI นี่แหละ คนใช้ได้ Value อะไรกับ Product
===========
คิดว่าอะไรคือทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตของสายงานนี้?
คุณอภิรักษ์ตอบว่า ผมรู้สึกว่าทักษะการคราฟต์ มันจะไม่ใช่แค่ทักษะของ UX แล้ว แต่มันจะเป็นทักษะของทุกคน เพราะทุกคนเริ่มสร้าง Product ได้แล้ว ผมมองว่า UX จะเป็นเหมือน Excel ที่ใครก็ใช้ได้
เราเลยต้องทำมากกว่าคราฟต์ เช่น เราต้องบรีฟ AI ได้ มองว่า AI เป็นเหมือนน้อง Junior
แล้วตรงนี้ทักษะ Empathy ก็สำคัญมาก ไม่ว่าจะทั้งกับ หัวหน้า ลูกค้า หรือ AI อย่างการใช้ AI แต่ละตัว มันก็มีคีย์เวิร์ดที่ทริกไม่เหมือนกัน ถ้าเรารู้ว่าอยากให้ได้คำตอบให้ดีต้องถามยังไง ถ้าฝึกเรื่องนี้ให้คล่อง เราจะกลายเป็น Senior ที่สั่งงานน้อง ๆ AI ได้
===========
มีความคาดหวังยังไงกับคนที่จะมาสมัครงานหลังจากนี้?
คุณปิยชล ตอบว่า Mindset ผมเปลี่ยนไปเยอะมาก ผมไม่อยากรับ Senior แล้ว เพราะส่วนใหญ่ที่เจอจะรู้สึกว่าเค้ามี Mindset ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ที่อยากรับคือคนที่มี Senior Mindset คือพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกับเครื่องมือหลายๆ
อย่างที่เห็นว่าแค่ปีนี้เครื่องมือสำหรับ UX/UI ก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าเค้าไม่พร้อมมันจะยากต่อการเทรน คนที่มี Senior Mindset เลยเป็นคนที่อยากได้เข้าทำงาน
คุณปาณิศา ตอบว่าเราอยู่ในยุคตลาดแรงงาน ใน 4 - 5 ปีที่ผ่านมา UX/UI มันแมสโพรดักชันขึ้น สกิลแค่ดีไซน์อย่างเดียวมันไม่พอแล้ว
คุณปาณิศาแชร์เรื่องประทับใจเรื่องนึงต่อว่าเคยสัมภาษณ์งานคนนึง พอเราอธิบายงานไปแล้วพอเขาฟังจบ เขาได้มีการโชว์เคสและวิธีคิดในแบบที่เราอยากจะเห็น ซึ่งพอเราฟังเราก็ประทับใจมาก เราเลยเริ่มมองหาคนที่เค้าพร้อมที่จะกระโดดไปกับเรา
คุณแสนดีเสริมต่อว่า คีย์เวิร์ดมันคือคำว่า Adaptive คือเราต้องต้องปรับตัวได้ หาจุด Niche ของเรา ปั้นให้เราแตกต่างออกมา อย่างเราเป็นเอเจนซี่ ทุก Product เราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุก Project มี Learning Curve ตลอด
คนที่มีทักษะพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงจะเป็นคนที่เรามองหา ตลาด UX/UI มันเริ่มเป็นสายงานฮิต เด็กจบใหม่มา ทุกคนก็สามารถเรียนคอร์สได้แล้ว ต้องถามต่อว่าอะไรทำให้เรา Outstanding เช่น ทำโมชั่นเก่งด้วย ทำ Strategy เก่งด้วย เราต้องหาจุดที่ยูนีคของเรา
===========
แล้วเรามีวิธีการเพิ่มสกิลยังไงบ้าง ให้ปรับตัวได้ทัน
คุณแสนดี ตอบว่าในมุมมองของเอเจนซี่ เรารู้สึกว่า Consumer Behavior เปลี่ยนแปลงไป เมื่อก่อนอาจจะกรอกฟอร์ม One-Way อย่างเดียว 1234 จบ เดี๋ยวนี้มันจะเป็น Two-Way มากขึ้น เราก็ต้องเข้าใจเทรนด์พฤติกรรมที่มันเปลี่ยนไป
ยังไง AI ก็จะเข้ามาเป็นเครื่องมือ เราก็ต้อง Utilize แหละ มันไม่ใช่การที่ใช้ AI คิดแทนหมด แต่เราต้องมอง UX/UI ใหม่ เพราะถ้าทำโฟลวเดิมมันจะไม่ได้แล้ว
คุณอภิรักษ์ตอบว่า เราต้อง Adaptive กับรู้ลึก ต้องได้ทั้งคู่ อย่าง UX อยู่ในโลกซอฟต์แวร์ เราต้องเข้าใจ Business พอรู้กว้างและพร้อมรู้ลึก มันจะดีมากเพราะ AI ช่วยให้เรารู้ลึกได้เร็ว
คุณปิยชลตอบว่า เราต้องเลิก Ignore ก่อน หลาย ๆ คนจะ Overwhelm แต่ว่าเราสามารถโฟกัสแค่เครื่องมือที่จำเป็นต่องานเราจริง ๆ ได้
ตอนที่งานดีไซน์ยังไม่มีซอฟต์แวร์ เราต้องใช้ทุกอย่างที่เป็น Physical แต่พอมันมี Photoshop เข้ามา มันทำให้เราเข้าใจองค์ประกอบต่าง ๆ มากขึ้น เช่น แสง ลม อุณภูมิ ถ้าเราสามารถอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ AI เข้าใจได้ AI จะเจนภาพออกมาได้เข้าใจเรามากขึ้น
===========
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราพร้อมแล้วสำหรับอนาคตจริงๆ
คุณแสนดีตอบว่า เราไม่มีวันรู้หรอกว่าเราพร้อมไหม มันมีหลายปัจจัยมาก ทุกวันนี้โลกมีหลายอย่างที่เรา Control ไม่ได้ เราต้อง Adapt ไปกับสิ่งนั้นมากกว่า
คุณอภิรักษ์เห็นด้วยว่ายังไงก็ไม่พร้อม ตราบใดที่เรายัง Keep Learning ยังไงเราก็ไปต่อได้ อยากให้เรามีความสุขกับการเรียน ไม่ต้อง Connect The Dot ล่วงหน้า เพราะยังไงมันต่อตามมาอยู่แล้ว ถ้าอยากเรียนอะไรให้ Keep ความอยากเอาไว้ เพราะความอยากมันราคาแพง
ลองดูตัวเราเองว่าเราชอบกระโดดเข้าไปหาปัญหาแบบไหน เพราะเราจะมีโอกาสที่จะเจอความสุขจากการทำสิ่งนั้น
โมเมนต์ที่เราอยากเรียน มันแพงมาก เพราะต่อให้มันยากเราก็จะยังอยากเรียน เวลาที่เราอยากเลยต้องคว้าเอาไว้ สิ่งนึงที่อยากให้คิดคือ ไม่อยากให้เราไม่สนุกกับการเรียน เพราะเมื่อไหร่ที่เราเรียนไม่สนุก ให้เราหยุดก่อน พยายามสร้างโมเมนต์ที่เราเรียนแล้วสนุก เราจะไม่เหนื่อยมาก
คุณปาณิศาพูดเสริมต่อคุณอภิรักษ์ว่า อยากให้หาในสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ อาจจะไม่ต้องเป็นสกิลที่ลึก แต่เป็นการหาความถนัดให้เจอ หา Pattern เหล่านี้ก่อน จะได้เข้าใจตัวเอง
===========
มีอะไรที่อยากบอก UX/UI บ้าง?
คุณอภิรักษ์ตอบว่า อยากให้กำลังใจทุกคน ในโลกที่มันวิ่งเร็ว ไม่ต้องยึดติดกับอะไรมาก ให้สะสมสกิลของเราต่อไป เมื่อไหร่ที่เราสะสมมาก หากจะสร้างใหม่มันจะสร้างได้เร็วมาก เพราะทุกอย่างมันจะส่งเสริมต่อกัน ลงลึกได้เร็วมากขึ้น
คุณปาณิศาตอบว่า เรามองว่าสายงานดีไซน์มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คือเราผ่านมาหลายสนามรบแล้ว เปลี่ยนแปลงมาหลายรูปแบบ ในอนาคตมันก็จะเป็นอีกคลื่นนึงที่กำลังจะเฉย ๆ เหมือนกันแต่ดีไซน์เนอร์จะยังอยู่ต่อไป
คุณแสนดีตอบเหมือนกันว่า UX/UI มันไม่ตายหรอก อย่าเพิ่งไปแพนิคหรือกดดันจนเกินไปกับสิ่งที่เข้ามาทุกวัน เราไปโฟกัสดีกว่าว่าเราจะทำอะไร สุดท้ายมันคือ Value หรือ Impact ที่เรา Deliver มากกว่า
คุณปิยชลตอบว่า พี่ ๆ ที่เป็น Senior ต้องทำให้ UX/UI Survive ให้ได้ ต้องตอบผู้บริหารให้ได้ว่า มี AI ใช้แล้ว ทำไมคนยังเยอะ ก็ต้องตอบให้ได้ พยายามสร้าง Knowledge ให้ได้ เค้าจะไม่ตาย ดีไซน์เนอร์จะเป็นดีไซน์เนอร์ต่อไป
30/10/2025
“เห็น gap ของลูกค้าตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปคุย”
สรุป Highlight บางส่วนจาก Digital Leadership Bootcamp รุ่นที่ 6 สัปดาห์ที่ 3 คลาส Lead with Empathy: Developing a Blueprint for Future-Driven, Customer-Centric Innovation โดยคุณเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล (May Sripatanaskul ) Co-Founder & CEO, LUKKID และศิษย์เก่า Stanford d.school ที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Design Thinking
การสัมภาษณ์ไม่ได้เป็นเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น ในการทำความเข้าใจ users แต่ยังมี ‘การสังเกต’ ที่เราสามารถทำได้ และเป็นอีกวิธีที่ทรงพลังด้วย
คุณเมษ์ได้ยกตัวอย่างเฟรมเวิร์กที่มีชื่อว่า A-E-I-O-U เราสามารถใช้เฟรมเวิร์กนี้ในการ สังเกตผู้ใช้งาน ช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลและเข้าใจบริบทของการใช้งานหรือปัญหาต่าง ๆ ของพวกเขาได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว
องค์ประกอบของ A-E-I-O-U ประกอบไปด้วย
A - Activity (กิจกรรม): พวกเขากำลังทำอะไรอยู่?
E - Environment (สภาพแวดล้อม): สภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้งานเป็นอย่างไร?
I - Interaction (ปฏิสัมพันธ์): พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นหรือสิ่งของอย่างไร?
O - Objects (สิ่งของ): สิ่งของที่พวกเขาใช้หรือถืออยู่คืออะไร?
U - User (ผู้ใช้งาน): ผู้ใช้งานคนนั้นคือใคร?
เราสามารถลองเริ่มต้นฝึกการสังเกต โดยใช้เฟรมเวิร์กคำถามเหล่านี้ได้ เพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้เราตั้งคำถาม ในการทำความเข้าใจผู้ใช้งาน ทำให้เราเข้าใจปัญหาของพวกเขามากขึ้น และทำให้ได้เห็น ‘โอกาส’ ซึ่งก็อาจนำไปสู่การพัฒนา Products ให้ดียิ่งขึ้น หรือนำไปสู่การออกแบบ Products ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ในอนาคต
🚀 ถ้าคุณอยากอัปสกิลเป็นผู้นำยุคใหม่แบบนี้บ้าง สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งเตือนการสมัคร Digital Leadership Bootcamp ในรุ่น 7 ก่อนใคร ได้เลยที่ลิงก์ในคอมเมนต์ 👇
28/10/2025
เราสัมภาษณ์ลูกค้าเพื่อ... ‘เรียนรู้’ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์
สัมภาษณ์เพื่อเข้าใจ กับ สัมภาษณ์เพื่อ test ไม่เหมือนกัน สัมภาษณ์เพื่อเข้าใจ คือการสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จัก ทำความเข้าใจพฤติกรรมและประสบการณ์ของ User ส่วนการสัมภาษณ์เพื่อ test คือการสัมภาษณ์เพื่อเก็บ Feedback ต่อ Prototype นั้น ๆ
แต่สิ่งสำคัญในการสัมภาษณ์ที่อยากให้นึกถึง คือเราอยากได้ Feedback ดังนั้นเราถามเพื่อ ‘Learn’ ไม่ใช่เพื่อ ‘Proof’ เพราะเมื่อเราทุ่มเทออกแบบ Product มา เรามักจะชอบถามเพื่อพิสูจน์ว่าลูกค้า ชอบหรือไม่ชอบ
เราอาจต้องยอมวางสิ่งที่ต้องการพิสูจน์ในใจและตั้งคำถามที่ช่วยให้เรารู้จักลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้ได้ Feedback และสามารถค้นหา Why ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของเขาได้
🔥 ข้อคิดดี ๆ จากคุณเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล Co-Founder & CEO, LUKKID และศิษย์เก่า Stanford d.school ที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Design Thinking หนึ่งในผู้สอนจากหลักสูตรสำหรับผู้นำยุคใหม่ Digital Leadership Bootcamp (DLB) รุ่นที่ 6 โปรแกรม 8 สัปดาห์ ที่จะยกระดับผู้นำสู่การเป็น AI-Ready Leader โดยเฉพาะ
🚀 ถ้าคุณอยากอัปสกิลเป็นผู้นำยุคใหม่ที่ AI-Ready แบบนี้บ้าง สามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งเตือนการสมัครในรุ่น 7 ก่อนใคร ได้เลยที่ลิงก์ในคอมเมนต์ 👇