🔴 LIVE 🔴
การอบรมเชิงปฏิบัติการระดับสูง
“การสร้างเสริมความยืดหยุ่นด้วยเศรษฐกิจสีเขียว”
(Green Economy Resilience)
วันที่ 10 – 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.30 – 17.00 น.
ณ ห้องเพลินจิต โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต
SDG Move TH
เชื่อมไทย เชื่อมโลก เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
09/06/2026
● SDG Vocab ●
Corporate Accountability - ความรับผิดชอบเชิงบรรษัทที่ตรวจสอบได้
ความรับผิดชอบเชิงบรรษัทที่ตรวจสอบได้ คือกรอบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างกลไกบังคับใช้ทางกฎหมายเพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมขององค์กรธุรกิจให้เป็นไปอย่างมีจริยธรรม แนวคิดนี้ถือเป็นการยกระดับจากความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) รูปแบบเดิมที่เน้นความสมัครใจมาสู่การสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบและลงโทษบรรษัทได้จริงหากเกิดความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีเป้าหมายหลักในการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ และลดช่องว่างของอำนาจระหว่างบริษัทข้ามชาติกับภาคประชาสังคม
ปัจจัยที่ทำให้ความรับผิดชอบในลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง คืออิทธิพลมหาศาลของภาคธุรกิจที่มีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งหากปล่อยให้ความรับผิดชอบขึ้นอยู่กับความสมัครใจเพียงอย่างเดียว มักจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการฉ้อโกงทางภาษี กลไกการขับเคลื่อนในปัจจุบันจึงพัฒนาไปสู่การใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น กฎหมายการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานของเยอรมนี หรือ LkSG (Lieferkettensorgfaltspflichtengesetz) และ CSDDD ของสหภาพยุโรปซึ่งบังคับให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจ
ในมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวได้ว่าความรับผิดชอบเชิงบรรษัทที่ตรวจสอบได้นี้สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมายย่อย (target) 12.6 ที่สนับสนุนให้บริษัทผสานข้อมูลความยั่งยืนเข้ากับรายงานประจำปี การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสตามมาตรฐานสากลอย่าง GRI ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการสร้างภาพลักษณ์รักษ์โลกเกินจริง (greenwashing) แต่ยังช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับโมเดลการทำงานให้สอดรับกับหลักการ "คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา" ตามแนวทางของสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้คือการย้ายจุดโฟกัสจากการทำกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้น มาเป็นการสร้างข้อผูกมัดที่มีความผูกพันทางกฎหมายและจริยธรรมด้วย การทำให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ตนเองก่อขึ้นจะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะช่วยให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระยะยาวแทนการเล็งเห็นเพียงผลกำไรระยะสั้น
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/06/09/sdg-vocab-80-corporate-accountabilit/
คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
งานที่มีคุณค่าเเละการเติบโตทางเศรษฐกิจ
– (8.4) ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม
การผลิตเเละการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนไว้ในรอบการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
ความสงบสุข ยุติธรรม เเละสถาบันเข้มเเข็ง
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
🔴 LIVE 🔴
ชวนดูเสวนา เปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย 2569”
ติดตามประเด็นสำคัญด้านสุขภาพของคนไทย ทั้งความรอบรู้ด้านสุขภาพในยุคดิจิทัล
▪️การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย
▪️10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ และ
▪️4 ผลงานสร้างเสริมสุขภาพที่น่าสนใจ
#รายงานสุขภาพคนไทย
05/06/2026
● SDG News ●
ต้นทุนแฝงของ 'ปัญญาประดิษฐ์' ต่อสิ่งแวดล้อม - ผลกระทบด้านน้ำ ที่ดิน และสภาพภูมิอากาศ สู่แนวทาง AI ที่รับผิดชอบ
สวัสดีวันสิ่งแวดล้อมโลก
เนื่องในโอกาสสำคัญจึงชวนให้ทุกท่านหันมาตระหนักและร่วมกันดูแลโลก ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คน ผ่านรายงานวิจัยใหม่ของมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU) เพราะเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพียงสร้างโอกาสและความก้าวหน้าแต่ยังมาพร้อมกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องเสียไป ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากังวล และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม จากกิจกรรมของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น และกระทบโลกได้ในอนาคต
#ประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญที่น่าจับตา เช่น
◼การใช้งานของศูนย์ข้อมูล : ภายในปี 2573 ศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI ทั่วโลก อาจใช้ไฟฟ้าสูงถึง 945 เทราวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือเกือบ 3 เท่าของการใช้ไฟฟ้าใน 3 ประเทศ ได้แก่ปากีสถาน บังกลาเทศ และไนจีเรีย รวมกันหนึ่งปี และผลกระทบของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้น้ำและการใช้พื้นที่สำหรับศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วย
◼การใช้งาน AI ในประจำวัน : คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 - 90 ของความต้องการด้านพลังงานทั้งหมด โดยผู้ให้บริการ AI ยอดนิยมแห่งหนึ่ง เผยว่ามีการประมวลผลคำสั่ง (prompt) ประมาณ 2.5 พันล้านครั้งต่อวัน และใช้ไฟฟ้าหลายร้อยกิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี นอกจากนี้ การใช้พลังงานยังแตกต่างกันตามประเภทงานอย่างมาก เช่น การสร้างภาพด้วย AI เพียงหนึ่งภาพอาจใช้พลังงานมากกว่าการประมวลผลข้อความธรรมดาถึงกว่าพันเท่า
◼ ผลกระทบ AI ตกกับประเทศรายได้ต่ำ : หลายประเทศต้องรับภาระสูง คาดว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI จะก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 2.5 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งภาระการจัดการดังกล่าวมักตกอยู่ที่ประเทศรายได้ต่ำ ที่ยังขาดศักยภาพในการกำจัดอย่างปลอดภัย
◼ ความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม : มากกว่าร้อยละ 90 ของขีดความสามารถในการประมวลผลของ AI เฉพาะทาง มีการกระจุกตัวอยู่ในเพียงสองประเทศ คือสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่กว่า 150 ประเทศยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งบางประเทศต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้รับประโยชน์จาก AI อย่างเท่าเทียม
ดังนั้น รายงานจึงเสนอทางออกโดยนักวิจัยจาก UNU เน้นย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา AI แต่ต้องเร่งทำให้เทคโนโลยีเติบโตภายใต้ขีดจำกัดของโลก ผ่านกรอบ “ระบบนิเวศ AI ที่รับผิดชอบ” ซึ่งตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส ประสิทธิภาพโดยการออกแบบ ความเท่าเทียม ความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต ความร่วมมือระดับโลก และการใช้งานอย่างยั่งยืน
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/06/05/ai-environmental-costs-water-land-and-climate/
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม
– (9.4) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนโดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการใช้เทคโนโลยีและกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทรัพยากรทางทะเล
ระบบนิเวศบนบก
สังคมสงบสุข ยุติธรรม สถาบันที่เข้มแข็ง
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
– (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.14) ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านการเงิน
04/06/2026
● SDG News ●
งานวิจัย SDGs ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 87.6% พบเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ที่ SDG3 ส่วน SDG1 และ SDG5 ยังมีงานวิจัยสะสมน้อย
ฐิติมา ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้จัดการงานบริการและจัดการความรู้ ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STKS) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยแพร่บทวิเคราะห์ “การเติบโตของผลงานวิจัยไทยภายใต้ SDGs ของประเทศไทยภายใต้กรอบ SDGs ระหว่างปี ค.ศ. 2016–2025” ชี้ว่าระหว่างปี 2564 ถึงปี 2568 หรือ 5 ปีให้หลังมานี้ ปริมาณงานวิจัยในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพิ่มขึ้นกว่า 28,944 เรื่อง หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6%
บทวิเคราะห์ข้างต้นวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของผลงานวิจัยภายใต้กรอบ SDGs ของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 และ ปี 2564 – 2568 จากข้อมูลจำนวนผลงานตีพิมพ์ ในฐานข้อมูล Scopus และการจัดกลุ่มในฐานข้อมูล SciVal รวมถึงการสำรวจข้อมูลประเทศไทยจาก Sustainable Development Report 2025 ทั้งนี้การวิเคราะห์จำกัดเพียง 16 เป้าหมาย โดยยังขาดการวิเคราะห์ SDG17 อีกหนึ่งเป้าหมาย
#ข้อค้นพบที่น่าสนใจจากบทวิเคราะห์ข้างต้น เช่น
◼ จำนวนผลงานวิจัยของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับ SDGs จำนวน 16 หัวข้อ เปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2559 – 2563 กับ ปี 2564 – 2568 เพิ่มขึ้นจาก 33,056 เรื่อง เป็น 62,000 เรื่อง ตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นถึง 28,944 เรื่อง คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 87.6%
◼ SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ยังคงเป็นแกนหลักของงานวิจัยไทย โดยเป็นหัวข้อที่มีจำนวนผลงานวิจัยสูงที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา จาก 16,033 เรื่อง เป็น 27,586 เรื่อง ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัย SDGs ทั้งประเทศ กล่าวคือ เมื่อพิจารณาสัดส่วนต่อผลงานวิจัยด้าน SDGs ทั้งหมด พบว่า SDG3 คิดเป็นประมาณ 48.5% ของผลงานทั้งหมดในช่วงแรก และ 44.5% ในช่วงหลัง ซึ่งแม้สัดส่วนในช่วงหลังจะลดลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัยด้าน SDGs ของประเทศไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์
◼ SDGs ที่เติบโตเร็วที่สุด เกี่ยวข้องกับ “เศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม และความยั่งยืน” เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของผลงานวิจัยแต่ละ SDGs พบว่า กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจใหม่ เทคโนโลยี และความยั่งยืน โดยกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ SDG8 (179.0%) SDG12 (178.1%) SDG4 (168.8%) SDG9 (153.5%) และ SDG13 (147.6%)
◼ SDG1 และ SDG5 ยังเติบโตน้อยกว่าเป้าหมายอื่น ๆ แม้ทุก SDG จะมีจำนวนงานวิจัยเพิ่มขึ้น แต่ SDG1 ยุติความยากจน และ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ ยังคงเป็นเป้าหมายที่มีจำนวนผลงานวิจัยสะสมน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น ๆ โดยเฉพาะ SDG5 ที่มีอัตราการเติบโตเพียง 71% ซึ่งต่ำที่สุดในทุก SDGs ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมที่เติบโต 88% และต่ำกว่ากลุ่มผู้นำอย่าง SDG8 หรือ SDG12 ที่เติบโตเกือบ 180% อย่างมาก ขณะที่ SDG1 เติบโตตามค่าเฉลี่ยแต่ฐานยังต่ำ กล่าวคือ มีการเติบโตที่ 89% หรือ 1.89 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย แต่เนื่องจากมีฐานจำนวนงานวิจัยเดิมที่น้อยมาก ทำให้ในเชิงปริมาณยังคงตามหลังเป้าหมายอื่นอยู่มาก
ทั้งนี้ งานวิจัยด้าน SDGs ที่ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องนอกจากช่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างข้อมูลและขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การบรรลุ SDGs ได้ดียิ่งขึ้น งานวิจัยเหล่านั้นยังเป็นประโยชน์แก่สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในไทยที่เข้าร่วมการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ “THE Impact Rankings” ด้วย เนื่องจาก 1 จาก 4 ตัวชี้วัดที่ถูกนำมาคิดคำนวณคะแนนคืองานวิจัยด้าน SDGs
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/06/04/research-sdgs-thailand-progress/
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
ยุติความยากจน
ยุติความหิวโหย
สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
การศึกษาที่มีคุณภาพ
ความเท่าเทียมทางเพศ
น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม
ลดความเหลื่อมล้ำ
เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทรัพยากรทางทะเล
ระบบนิเวศบนบก
สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
02/06/2026
● Director’s Note: 32 ●
อนาคตหลังปี 2030: ห้าบทเรียนจากประเทศไทยสำหรับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนถัดไป
สวัสดีครับทุกท่าน
Director’s Note ฉบับนี้ เกิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเกียรติร่วมกล่าวปาฐกถาในงาน Second High-Level International Conference “Sustainable Development in Eurasia” ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ SDG Move ขอนำเสนอคำปราศรัยฉบับภาษาไทย ซึ่งถอดความจากบทปาฐกถาดังกล่าว โดยนำเสนอบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์การขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในบริบทของประเทศไทย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนในช่วงหลังปี 2030
เมื่อปัจจุบันโลกสามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs ได้เพียง 17% คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะเร่งเดินหน้าอย่างไร แต่คือเราจะปรับเปลี่ยนระบบการพัฒนาให้สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ ๆ ของโลกได้อย่างไร
บทปาฐกถานี้ชวนสำรวจ 5 บทเรียนสำคัญ ตั้งแต่การปฏิรูประบบการเงินโลก การสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน การใช้เครื่องมือเชิงระบบเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาผู้นำและพลเมืองแห่งอนาคต ตลอดจนการกำกับดูแลเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลในทางปฏิบัติ
เพราะ SDGs อาจเป็นเพียง “ภาษากลาง” ที่ทำให้เราพูดคุยกันได้ แต่ความท้าทายหลังปี 2030 คือการร่วมกันสร้าง “ระบบปฏิบัติการ” ที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง
📖 อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/06/02/directors-note-32-beyond-2030-five-lessons-from-thailand/
อ่านฉบับภาษาอังกฤษ : https://www.sdgmove.com/en/2026/06/02/director-notes-32-beyond-2030-five-lessons-from-thailand-eng/
01/06/2026
● SDG Vocab ●
Other Effective Area-Based Conservation Measures (OECM) - พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง
พื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง คือมาตรการอนุรักษ์รูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และได้รับการรับรองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เพื่อขยายขอบเขตการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเหนือจากอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแบบดั้งเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่มีการกำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ชัดเจน มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิดได้ในระยะยาว แม้ว่าการอนุรักษ์อาจไม่ใช่ “วัตถุประสงค์หลัก” ของการจัดตั้งพื้นที่นั้นก็ตาม
เกณฑ์สำคัญที่ทำให้พื้นที่หนึ่งถูกยอมรับเป็น OECM ประกอบด้วยหลักการ 4 ประการ คือ ต้องไม่ใช่พื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายปกติในปัจจุบัน, ต้องมีหน่วยงานหรือชุมชนกำกับดูแลพื้นที่อย่างชัดเจน, ต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และต้องส่งเสริมคุณค่าอื่นๆ เช่น บริการทางระบบนิเวศหรือคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ขั้นปฐมภูมิ ที่จัดการเพื่ออนุรักษ์แต่ไม่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นเขตป่า, การอนุรักษ์ขั้นทุติยภูมิ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำหรือแนวเชื่อมต่อทางนิเวศ และ การอนุรักษ์โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการจัดการเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน เขตพื้นที่ทางทหาร หรือแม้แต่ซากเรืออับปางที่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต
ในบริบทของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน OECM ถือเป็นกลไกยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) และ SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรลุเป้าหมาย “30x30” ภายใต้กรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) ที่มุ่งหวังจะอนุรักษ์พื้นที่บนบกและทางทะเลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของโลกภายในปีค.ศ. 2030 การรับรองพื้นที่ OECM จึงเป็นการให้คุณค่าและยอมรับบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในฐานะผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการดูแลรักษาธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือการดูแลของภาครัฐ
กลไก OECM จึงช่วยทลายข้อจำกัดของการอนุรักษ์แบบเดิมที่ยึดติดกับกฎหมายส่วนกลางมาเป็นการให้คุณค่ากับวิถีชีวิตและสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการดูแลบ้านเกิดตนเอง การขยายขอบเขตการคุ้มครองระบบนิเวศผ่านโมเดลนี้จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามเป้าหมายโลกและการสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้อยู่หน้างานที่ผูกพันกับทรัพยากรมาอย่างยาวนาน
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/06/01/sdg-vocab-80-other-effective-area-based-conservation-measures/
คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
ทรัพยากรทางทะเล
– (14.5) ภายในปี พ.ศ. 2563 อนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 10 โดยให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศ และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่
ระบบนิเวศบนบก
– (15.1) สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำจืดในแผ่นดิน รวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและพื้นที่แห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563
– (15.3) ต่อต้านการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ฟื้นฟูที่ดินและดินที่เสื่อมโทรม รวมถึงที่ดินที่ได้รับผลกระทบจากการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ภัยแล้ง และอุทกภัย และพยายามที่จะบรรลุถึงความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ภายในปี พ.ศ. 2573
– (15.4) สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ระบบนิเวศภูเขาและความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศเหล่านั้น เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถของระบบนิเวศในการสร้างผลประโยชน์อันสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2573
– (15.5) ปฏิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี พ.ศ. 2563 ปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.14) ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
29/05/2026
● SDG Vocab ●
Food Sovereignty - อธิปไตยทางอาหาร
อธิปไตยทางอาหาร คือแนวคิดระดับโลกที่มุ่งเน้นสิทธิของประชาชน ชุมชน และประเทศ ในการกำหนดระบบอาหารและการเกษตรของตนเองอย่างแท้จริง แนวคิดนี้ถูกนำเสนอขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1996 โดยกลุ่ม La Vía Campesina ซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตรกรรายย่อยจากทั่วโลกเพื่อท้าทายกรอบนิยามความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แบบเดิมที่มักให้ความสำคัญเพียงการมีอาหารให้พอกินโดยพึ่งพากลไกตลาดเสรีและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ แต่อธิปไตยทางอาหารเลือกจะให้ความสำคัญกับ “อำนาจในการตัดสินใจและสิทธิของผู้ผลิตและผู้บริโภค” เหนือความต้องการของบรรษัทข้ามชาติ
หัวใจสำคัญของอธิปไตยทางอาหารตั้งอยู่บนหลักการที่มองว่าอาหารไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการค้าและแสวงหากำไร แต่เป็นรากฐานของชีวิตและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยมีเสาหลักที่เน้นการปกป้องสิทธิของเกษตรกรรายย่อย ชาวประมงพื้นบ้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สามารถเข้าถึงและควบคุมทรัพยากรที่จำเป็นอย่างที่ดิน แหล่งน้ำ และเมล็ดพันธุ์พื้นเมือง นอกจากนี้ยังส่งเสริมระบบเกษตรนิเวศ (Agroecology) ที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี และสนับสนุนวงจรการผลิตและบริโภคภายในท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพากลไกตลาดโลกที่ผันผวน
ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืน อธิปไตยทางอาหารมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการบรรลุเป้าหมาย SDG 2 (ยุติความหิวโหย) และการสร้างความสามารถในการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเชื่อว่าการรื้อฟื้นวิถีอาหารดั้งเดิมและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีเท่านั้นแต่ยังช่วยคืนศักดิ์ศรีและอำนาจในการปกครองตนเองกลับสู่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้หญิงที่มีบทบาทสำคัญในระบบอาหารโลกมาอย่างยาวนาน
อาจกล่าวได้ว่าอธิปไตยทางอาหารเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยเปลี่ยนจุดจัดการจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่พ่อค้าคนกลางหรือบริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นการคืนอำนาจให้แก่ผู้ผลิตในท้องถิ่นและผู้บริโภคได้ร่วมกันกำหนดอนาคตทางอาหารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยมีสิทธิและความเป็นธรรมของผู้คนเป็นตัวตั้งต้น
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/05/28/sdg-vocab-79-food-sovereignty/
คำศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
– (2.1) ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีอาหารตามหลักโภชนาการ และมีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี 2573
– (2.3) เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรและรายได้ของผู้ผลิตอาหารรายเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิง คนพื้นเมือง ครัวเรือนเกษตรกร เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และชาวประมง
– (2.4) สร้างหลักประกันว่าจะมีระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและดำเนินการตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่มีภูมิคุ้มกันที่จะเพิ่มผลิตภาพและการผลิต
สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
การรับมือกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ
28/05/2026
● SDG News ●
UNEP เผยรายงานความก้าวหน้า ‘10YFP’ ชี้ 76 ประเทศเร่งขับเคลื่อนการผลิต-บริโภคยั่งยืน ก่อนประชุม HLPF 2026
ในวาระการเตรียมความพร้อมสู่ การประชุมเวทีหารือระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (HLPF) ประจำเดือนกรกฎาคมของทุกปี สำนักเลขาธิการสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานความก้าวหน้าของ ‘กรอบการดําเนินงานระยะ 10 ปี ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน’ (10-Year Framework of Programmes on Sustainable Consumption and Production Patterns: 10YFP) ซึ่งจัดทำโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)
รายงานฉบับดังกล่าว ได้อัปเดตความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนกรอบ 10YFP ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอสาระสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับผู้กำหนดนโยบาย โดยรัฐสมาชิก 76 ประเทศและสหภาพยุโรปได้รายงานเครื่องมือนโยบายด้านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (SCP) รวม 616 รายการ โดย 86 รายการเป็นมาตรการใหม่หรือได้รับการปรับปรุงในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากรอบรายงานก่อนหน้า
#รายงานได้นำเสนอประเด็นสำคัญต่อ HLPF และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) พิจารณา เช่น
◼ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่ช่วยปรับทิศทางตลาดและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานยกระดับมาตรฐานความยั่งยืน
◼ การเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผ่านเครื่องมือดิจิทัล จะช่วยสร้างตลาดที่เป็นธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้
◼ การผนวกนำหลักการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ แผนความหลากหลายทางชีวภาพ การปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง และวาระการปรับปรุงเศรษฐกิจ เริ่มแสดงให้เห็นผลประโยชน์ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมากขึ้น
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/05/28/unep-on-sustainable-consumption-and-production-trends-10yfp/
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.1) ดำเนินการให้เป็นผลตามกรอบระยะ 10 ปีของแผนงานว่าด้วยแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ทุกประเทศนำไปปฏิบัติโดยประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำ
– (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี พ.ศ. 2573
– (12.6) สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และบูรณาการข้อมูลด้านความยั่งยืนไว้ในรอบการรายงานของบริษัทเหล่านั้น
ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
– (16.6) พัฒนาสถาบันที่มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใสในทุกระดับ
– (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– ( 17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
27/05/2026
● SDG News ●
UNGA ผ่านมติรับรองความเห็นเชิงแนะนำของ ICJ ว่าด้วยภาระหน้าที่ของรัฐต่อ ‘Climate Change’ หวังให้เกิดการรับผิดรับชอบผ่านกลไกระหว่างประเทศ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nation General Assembly: UNGA) มีมติรับรองและสนับสนุนข้อมติความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court Justice: ICJ) ว่าด้วยภาระหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเน้นย้ำให้รัฐสมาชิกดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อลดความเสียหายต่อระบบภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) อย่างจริงจัง
ข้อมติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก 141 ประเทศ ไม่เห็นชอบ 8 ประเทศ และงดออกเสียง 28 ประเทศ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงมติเห็นชอบ ขณะที่ เบลารุส อิหร่าน อิสราเอล ไลบีเรีย รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และสหรัฐอเมริกา คือกลุ่มประเทศที่ไม่เห็นชอบ โดย แทมมี บรูซ รองเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า มติดังกล่าวมีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และระบุว่าวอชิงตันไม่เห็นความจำเป็นที่เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องจัดทำรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายตามมติดังกล่าว นอกจากนี้ สำนักข่าว Associated Press ยังรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พยายามผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ กดดันวานูอาตูถอนมติดังกล่าวออกจากการพิจารณา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ เนื่องจากความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศเรื่องความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศวานูอาตู ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภัยพิบัติ และความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของประเทศ แม้ว่าจะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมากก็ตาม ประเทศเหล่านี้ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนและภาคประชาสังคมผลักดันให้ UN ส่งคำถามไปยัง ICJ เพื่อขอคำตอบทางกฎหมายต่อวิกฤตภูมิอากาศ
‘Talk A Walk, Talk International ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ’ ที่ดำเนินการโดย ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปสาระสำคัญของความเห็นเชิงแนะนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เช่น
▪รัฐมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องระบบภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหากรัฐใดละเมิดพันธกรณีดังกล่าวก็อาจต้องรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอาจต้องยุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ และชดใช้ความเสียหายแก่รัฐที่ได้รับผลกระทบ
▪รัฐมีพันธกรณีที่มีผลผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC), Kyoto Protocol, Paris Agreement รวมถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในการคุ้มครองระบบภูมิอากาศและส่วนอื่นของสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ด้าน Thai Climate Justice for All ชี้ว่าอาจต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเห็นเชิงที่ปรึกษา” ของ ICJ กับ “มติรับรอง” ของ UN โดยคำวินิจฉัยของ ICJ ไม่ใช่คำพิพากษาที่ตัดสินว่าประเทศใดกระทำผิด และไม่ได้สั่งให้ประเทศใดจ่ายค่าชดเชยโดยตรง แต่เป็นการตีความหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่มติของ UN ไม่ได้เปลี่ยนคำวินิจฉัยให้กลายเป็นกฎหมายโลก หากแต่เพิ่มน้ำหนักทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศต่อหลักการที่ศาลวางไว้
อ่านต่อบนหน้าเว็บไซต์ที่ : https://www.sdgmove.com/2026/05/27/unga-climate-change-icj/
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
– (13.a) ดำเนินการให้เกิดผลตามพันธกรณีที่ผูกมัดต่อประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Bangkok Noi
10200