30/10/2021
ทำไมเสียงเล่าจากนิทานเสียงสู้เสียงพ่อแม่อ่านให้ฟังไม่ได้ ?
ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ทำให้มีนิทานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนิทานเสียง การ์ตูนอนิเมชั่นที่ให้เสียงและภาพเคลื่อนไหว แต่จิตแพทย์ คุณหมอเด็กหลายๆ ท่านก็ยังแนะนำให้พ่อแม่เป็นคนเล่านิทานให้ลูกฟัง เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามคาใจพ่อแม่ยุคใหม่หลายคนว่าทำไมต้องมาเสียเวลามาอ่านนิทานเองให้ลูกฟัง ทั้งที่เรามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยอ่านนิทานแทน ทำให้พ่อแม่เอาเวลาตรงนั้นไปทำภารกิจส่วนตัวหรือได้พักผ่อนเพิ่มมากขึ้น
วันนี้ Fitgakru คลี่คลายความสงสัยพ่อแม่ยุคไอทีว่า...
ทำไมต้องเป็นเสียงพ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ?
ทำไมเทคโนโลยีช่วยอ่านนิทานสู้เสียงพ่อแม่อ่านนิทานฟังเองไม่ได้ ?
ทีมวิจัยจาก Pediatric Academic Societies (PAS) สงสัยว่าสื่อการเล่านิทานแบบไหนที่กระตุ้นสองเด็กได้ดีที่สุด และพยายามค้นคำตอบโดยให้เด็กอายุ 4 ขวบทั้งหมด 27 คนฟังนิทานเรื่องเดียวกันแต่คนละสื่อ ได้แก่ นิทานเสียง นิทานภาพ และการ์ตูนอนิแมชั่น แล้วดูภาพสมองเด็กจากเครื่อง functional MRI (fMRI) ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
พวกเขาค้นพบว่าเด็กดูนิทานผ่านการ์ตูนอนิเมชั่นประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว เสียง ทำให้สมองทำงานหนักเพื่อประมวลผลให้ทันและเด็กก็เป็นฝ่ายรับฟังเรื่องเล่าจากการดูการ์ตูนอนิเมชั่นอย่้างเดียว ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมการเรียนรู้และภาษาไม่ได้รับการกระตุ้น
ส่วนภาพสมองของเด็กฟังนิทานเสียงอย่างเดียว ปรากฎว่าสมองส่วนที่ทำงานด้านการรับรู้จะถูกกระตุ้น ไม่ได้เชื่อมโยงกับสมองส่วนอื่นทำให้เด็กไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก
จากภาพแสดงการทำงานของสมอง เด็กที่ฟังนิทานจากเสียงพ่อแม่เล่านิทานจะช่วยสมองส่วนรับภาพและส่วนภาษาถูกกระตุ้นและรู้จักเชื่อมภาพกับเสียง กระตุ้นให้เด็กเข้าใจอะไรง่ายๆ เรียนรู้เร็ว และยังช่วยเพิ่มจินตนาการ เปิดความคิดใหม่ๆ ให้กับเด็กอีกด้วย และยังมีนักวิจัยรายงานว่าเด็กเรียนรู้ภาษาจากปากพ่อแม่ทั้งหมด
การศึกษานี้ช่วยตอกย้ำคำแนะนำของจิตแพทย์หรือคุณหมอหลายท่านว่าถ้าจะอ่านนิทานให้ลูกฟัง ควรให้เด็กเห็นภาพในนิทานและได้ฟังเสียงพ่อแม่อ่านนิทานไปพร้อมๆ กันเป็นเรื่องดีต่อพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของลูก และการอ่านนิทานยังให้ประโยชน์มหาศาลช่วยให้ลูกกลายเป็นคนมีศักยภาพหลายๆ ด้านอีกด้วย
อ้างอิง
facebook.com/drpambookclub/posts/1452669988401023
28/10/2021
เพราะระบบการศึกษาประเทศไทยไม่ได้ใช้วิธีการเรียนการสอนจากช่องทางออนไลน์เป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบกระทันจากสถานการณโรคระบาดโควิด-19 ทำให้นักเรียนนักศึกษาประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะสอบออนไลน์ที่นักเรียนนักศึกษาค่อนข้างให้ความสำคัญ เพราะว่าคะแนนสอบถูกนำมาใช้ตัดเกรด 50-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ระหว่างสอบกลับปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ที่ทำให้พลาดคะแนนสอบออนไลน์ ทั้งที่สาเหตุไม่ได้เกิดจากตัวผู้สอบ
วันนี้จะมาแชร์ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พลาดคะแนนสอบออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียคะแนนสอบฟรีอีก
1. สัญญาณอินเทอร์เน็ตหลุดระหว่างสอบ
ไม่ว่าจะปัญหาอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร อินเทอร์เน็ตหลุดระหว่างสอบ ทำให้เกิดปัญหามากมาย เช่น ทำข้อสอบไปได้ครึ่งนึงแล้วอินเทอร์เน็ตหลุดต้องทำข้อสอบใหม่ทั้งหมดหรือหายออกไปจากห้องสอบ ทำให้หัวเสียที่ต้องมาแก้ไขปัญหาแล้วก็เสียสมาธิจนทำให้ประสิทธิภาพการทำข้อสอบลดลง บางคนก็ทำข้อสอบไม่ทัน และคะแนนสอบก็ออกมาไม่ดีทั้งที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวนักเรียนนักศึกษา
2. มีข้อความแจ้งเตือนขึ้นระหว่างสอบว่าอุณหภูมิของอุปกรณ์ผิดปกติ
นักเรียนนักศึกษาบางคนไม่ได้มีอุปกรณ์เรียนออนไลน์เยอะ บางคนมีมือถือเครื่องเดียวหรือมีแท็บเล็ตเครื่องเดียวใช้เรียนออนไลน์ใช้สอบ ทำให้อุปกรณ์ทำงานหนักจนขึ้นเตือนว่าอุณหภูมิของอุปกรณ์ผิดปกติ กว่าจะทำให้เครื่องกลับมาใช้งานได้ก็ต้องใช้ระยะเวลา ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างสอบก็จะทำให้เสียเวลาสอบ ไม่มีอุปกรณ์ในการสอบ และติดต่อแจ้งปัญหากับผู้คุมสอบยากด้วย
3. พยายามอย่าให้ใครยืมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สอบ
เชื่อว่านักเรียนนักศึกษาเห็นข่าวมิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล นักร้องแรปเปอร์โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่าคะแนนสอบหาย ท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยได้เช็กข้อมูลพบว่าคะแนนสอบมิลลิไปอยู่บัญชีของเพื่อนคนนึง ก่อนหน้านี้มิลลิให้เพื่อนยืมคอมพิวเตอร์ไปสอบและคอมพิวเตอร์จำ Username และ Password ของเพื่อนแทน เพราะฉะนั้นก่อนสอบอาจจะต้องดูก่อนว่าระบบที่เข้าสอบเป็น Username ตัวเองไหม ถ้าเกิดกรณีข้อสอบหายอีกแต่ไม่สามารถหาว่าหายไปไหนอาจจะส่งผลกับคะแนนสอบได้
4. มือไปโดนคำตอบที่ไม่ถูกต้อง
ระหว่างตรวจทานข้อสอบก่อนส่งทำให้มือพลาดไปโดนคำตอบที่ผิด ก็ทำให้เสียคะแนนไปง่ายๆ บางคนพยายามทักไปหาผู้สอนว่าขอส่งข้อสอบใหม่ก็ไม่มีใครตอบ จึงไม่ได้มีโอกาสได้แก้ไขคำตอบที่มือพลาดไปโดนคำตอบที่เรารู้ว่ามันผิด
5. กดส่งข้อสอบไม่ได้ กดส่งข้อสอบไม่ทันเวลาสอบ
ปกติเวลาสอบในห้องเรียนก็จะสามารถส่งข้อสอบให้ผู้คุมสอบกับมือ แต่พอเป็นสอบออนไลน์จะต้องส่งข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ บางคนกดส่งข้อสอบไม่ได้หรือบางคนส่งข้อสอบตามกำหนดเวลาส่งข้อสอบแต่เวลาส่งที่ปรากฎหน้าจอคุณครูคลาดเคลื่อนกลายเป็นว่าส่งข้อสอบไม่ตรงเวลา ทำให้โดนหักคะแนน
#ครูประถม #ครูมัธยม #คอร์สออนไลน์ #การสอนออนไลน์ #การสอบออนไลน์ #ระบบสอบออนไลน์ #ปัญหาสอบออนไลน์ #อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร #คะแนนสอบ #เสียคะแนนสอบ
อ้างอิง
twitter.com/millimdk/status/1427995933489328134, facebook.com/crasmssrcku/posts/2974049229322304/?_rdc=1&_rdr
27/10/2021
เชื่อว่ายังมีนักเรียนม.6 หลายคนยังอยากเข้าคณะแพทยศาสตร์ แต่ก็มีปัจจัยบางอย่าง เช่น ระยะเวลาเรียนนาน ค่าเล่าเรียนสูง มีโรคประจำตัว ค่าใช้จ่ายในการสอบแพทย์สูง ทำให้ไม่สามารถเรียนคณะแพทยศาสตร์ได้ แต่ในใจยังอยากทำงานเกี่ยวข้องกับสายการแพทย์อยู่
สำหรับนักเรียนคนไหนกำลังมองหาคณะที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนคล้ายแพทย์อยู่ เรามี 5 คณะมาแนะนำให้รู้จักที่อาจจะเป็นทางออกสำหรับคนที่ไม่อยากเป็นหมอ แต่ยังอยากทำงานสายการแพทย์หรือคนที่อยากเป็นหมอ แต่เป็นไม่ได้
1.คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะนี้เป็นคณะที่เรียนเกี่ยวกับแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายแบ่งย่อยออกเป็นการพูดและการได้ยินอยู่ภายใต้คณะแพทย์ศาสตร์ก็จริง แต่ใช้ระยะเวลาเรียนgแค่ 4 ปีและวุฒิที่ได้ก็คือ วิทยาศาสตร์บัณฑิต(ความผิดปกติทางด้านการสื่อความหมาย) แตกต่างจากหมอ เรียบจบก็จะทำหน้าที่เป็นนักแก้ไขความผิดปกติการสื่อความหมาย ถ้าใครเรียนเอกการพูดก็จะเป็นนักแก้ไขการพูดให้กับเด็กที่มีปัญหาพูดช้า พูดไม่ชัด พูดติดอ่าง และผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดเลือดทางสมองและผ่าตัดกล่องเสียง ก็ทำให้สูญเสียทักษะการพูด ก็ต้องมาฝึกกับพูดใหม่อีกครั้ง ส่วนนักแก้ไขการได้ยินตรวจการได้ยินใหักับเด็กกับผู้ใหญ่ และทำเครื่องช่วยฟังให้คนไข้ได้ยินเสียงดีขึ้น
2. คณะทัศนมาตรศาสตร์หรือสาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์
เวลาเดินเข้าไปร้านแว่น ก็จะมีคนพาไปวัดสายตาเพื่อตัดแว่นหรือเลือกคอนแทคเลนส์ บางทีก็จะเป็นพนักงานร้านที่ขายแว่นที่ทำหน้าที่ตรงนี้ แต่ตามหลักกฎหมายควรมีนักทัศนมาตรประจำอยู่ช่วยดูแลด้านระบบสายตา แก้ไขปัญหาสายตา ไม่ว่าจะสายตาสั้น สายตายาว ตาเข และตาเหล่ นอกจากนี้ช่วยคัดกรองโรคตาเบื้องต้นส่งให้หมอตาต่อ คนที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องเรียนจบจากคณะทัศนมาตรศาสตร์เท่านั้น ตอนนี้มี 4 มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
คณะนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับเด็กสายวิทย์หัวใจศิลป์มาก เพราะจะได้เรียนวิชาแพทย์อย่างวิชากายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์กับพยาธิวิทยาและจุลชีววิทยาทางการแพทย์ และยังได้เรียนวาดภาพพื้นฐาน และคอยเน้นเฉพาะทางการวาดภาพทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้เรียนโปรแกรมออกแบบกราฟฟิก และนำมาทำเป็นสื่อการแพทย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย หุ่นจำลอง ภาพเคลื่อนไหวสองมิติและสามมิติ
4. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ถ้าใครอยากเป็นเหมือนหมอเป้งหรือหมอฉลามเป็นซีรีส์รักฉุดใจนายฉุกเฉินก็ต้องเรียนจากที่นี่เท่านั้น เพราะเป็นที่เดียวที่มีการเปิดสอนในประเทศไทย นักศึกษาจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแล ช่วยเหลือ และรักษาผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาลประคองให้อาการทรงตัว และส่งต่อให้หมอในโรงพยาบาลดูแลต่อไป
5. คณะสหเวชศาสตร์หรือคณะเทคนิคการแพทย์
แม้จะใช้ชื่อเรียกคณะไม่เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 คณะจะเรียนเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์มีสาขาย่อยให้เลือกเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแพทย์ ภาพบำบัด โภชนาการและการกำหนดอาหาร รังสีเทคนิค เทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก วิทยาศาสตร์การกีฬา ชีวเวชศาสตร์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย แต่ก็ไม่ใช่คณะคณะสหเวชศาสตร์หรือคณะเทคนิคการแพทย์ทั่วไปจะเปิดสอนทุกสาขาที่บอกไปก่อนหน้านี้ บางสาขาก็อาจจะเปิดสอนไม่กี่มหาวิทยาลัยหรือบางสาขาก็มีสอนที่เดียวในประเทศไทย เช่น สาขาเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก มหาวิทยาลัยนเรศวร นักศึกษาเรียนจบมาสาขาต่างๆ ก็จะซัพพอร์ตการทำงานของแพทย์ เป็นส่วนนึงช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคต่างๆ ได้แม่นยำ แล้วนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง ประเทศไทยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งหมด 13 มหาวิทยาลัยให้นักเรียนม. ปลายได้เลือกเรียน
#ครูมัธยม #เตรียมเข้ามหาลัย #สอบเข้ามหาวิทยาลัย #แนะนำคณะ #คณะทางการแพทย์ #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #งานสายการแพทย์ #อาชีพด้านการแพทย์ #อาชีพในโรงพยาบาล #อาชีพสายวิทย์สุขภาพ
อ้างอิง
https://upassiononline.com/archives/13859, https://med.mahidol.ac.th/er/th/education/RamaMedic, https://www.media.kmutt.ac.th/programs/medical-and-science-media, https://med.mahidol.ac.th/commdis/](https://med.mahidol.ac.th/commdis
25/10/2021
ปัจจุบันสื่อประกอบการเรียนการสอนไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนังสือหรือสไลด์อีกต่อไป แต่เกมก็สามารถเป็นอีกหนึ่งสื่อการเรียนการสอนได้เช่นเดียวกัน โดย Minecraft เป็นเกมยอดนิยมที่ไม่ว่าจะรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าก็คงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง แต่เมื่อเมื่อไม่นานมานี้ Minecraft ได้มีการเปิดตัวอีกรูปแบบหนึ่งนั่นก็คือ Minecraft - Education Edition ซึ่งเป็น Minecraft สำหรับสื่อการเรียนการสอนอย่างเต็มตัว
🪀 Minecraft - Education Edition คืออะไร?
Minecraft เวอร์ชันนี้สร้างมาเอื้อสำหรับการเรียนรู้สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่สนใจในโค้ดหรือฝึกทำความเข้าใจกับโค้ดในแบบเบื้องต้น ทำให้ผู้เรียนนั้นสามารถนำความเข้าใจนี้ไปสานต่อจนเป็น Programmer ในอนาคตได้ โดยรายละเอียดคร่าว ๆ ของเกมในเวอร์ชันนี้ก็คือ ตัวเกมจะมีโหมดต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจในการเขียนโค้ดในเบื้องต้น โดยโค้ดจะถูกปรับให้มาในรูปแบบของบล็อกเพื่อให้เด็กสามารถหยิบแล้วเรียงต่อบล็อกได้ เหมือนเล่นเกมปริศนาให้เด็กแก้ไข ทำให้เด็กเข้าใจการเขียนโค้ดแบบเบื้องต้นและยังสนุกเพลิดเพลินอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมี "Agent" ผู้เล่นสามารถเขียนโค้ดสั่งให้ Agent ทำตามอะไรก็ตามคำสั่ง เช่น การเดินหน้า ถอยหลัง หรือการวางบล็อกสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้าง
นอกจากนั้นยังมีโหมดเพิ่มเติมนอกจากการเรียนเขียนโค้ดในโหมด “Library” ที่จะนำพาไปยังสื่อการสอนในวิชาอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ที่เด็กสามารถเรียนรู้พร้อมทั้งเล่นสนุกไปพร้อม ๆ กันได้อย่างลงตัว แต่เนื่องจากตัวเกมนั้นมีโหมดสนุก ๆ น่าสนใจอีกมากมายที่เราไม่สามารถสรุปได้เพียงในโพสต์เดียว หากคุณครูคนไหนที่สนใจสื่อการเรียนการสอนที่ต้องการให้เด็กสนุกสนานไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้สามารถดูวิดีโอจากลิงค์ด้านล่างเพื่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย
>> www.youtube.com/watch?v=eMwhwr2iG64
🪀 แล้ว Minecraft - Education Edition มีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง?
ข้อดีน่าสนใจในเบื้องต้นเราก็ได้พูดกันไปแล้วรวมทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ในลิงค์ที่ให้เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับคุณครูท่านไหนที่ต้องการสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ที่จะช่วยให้ดึงดูดความสนใจเด็กให้เด็กได้เรียนรู้พร้อมทั้งสนุกไปได้ แต่ข้อจำกัดของตัวเกมเองก็มีเช่นเดียวกัน
1. เกมยังไม่ใช่สื่อการเรียนการสอนที่เข้าสื่อสำหรับทุกคน
สำหรับคุณครูบางคนที่เล่นเกม มีพื้นฐานของการคิดและเข้าใจในระบบเกม การจะสอนนักเรียนผ่านเกมจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไหร่ แต่สำหรับคุณครูบางคนที่ไม่ชอบเล่นเกม ไม่เข้าใจหลักการมันคงเป็นเรื่องยากอย่างมากในการใช้ Minecraft ประกอบกับการเรียน
2. ค่าใช้จ่าย
เกมนี้ไม่ใช่สื่อการเรียนการสอนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย หากจะใช้เกมนี้ร่วมกับการเรียนการสอนอาจจะต้องมีงบประมาณระดับหนึ่งในการสมัครและเล่นเกมนี้ ยังไม่รวมถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ของแต่ละโรงเรียนที่อาจจะมีความแรงไม่เพียงพอหรือมีจำนวนคอมพิวเตอร์ไม่เพียงต่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก
#สื่อการเรียนการสอน #คุณครู #นักเรียน #โรงเรียน #เด็ก #นักศึกษา #ความรู้
22/10/2021
ปกติแล้วในบางครั้งเราเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าคำพูดของเราที่พูดมานั้นกระทบกระทั้งจิตใจผู้ฟังได้มากเพียงไหน โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่แล้ว แน่นอนว่าการสั่งสอนลูกเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญสำหรับพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แต่ถ้าหากคำพูดเหล่านั้นมันกลับไม่ใช่คำสั่งสอนแต่กลับเป็นมีดคมทำร้ายลูกแทนล่ะ?
สิ่งหนึ่งที่จะป้องกันและแก้ไขได้ก็คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา จริง ๆ แล้วคำพูดดังกล่าวหากลองมองอีกด้านว่าเราโดนคนพูดใส่แบบนี้เราเองก็คงจะรู้สึกแย่เหมือนกัน แน่นอนว่ากับเด็กก็คงไม่ต่างกัน เราลองไปดู 5 ประโยคที่พ่อแม่อาจจะพูดทำร้ายโดยไม่รู้ตัว
#ประโยคที่1
"เดี๋ยวคราวหน้าจะทำ.... ให้นะ"
คำสัญญาอันเป็นแรงจูงใจให้เด็กทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้อย่างประสบความสำเร็จ แน่นอนว่ามันได้ผลเสมอเพราะใคร ๆ ต่างก็ชอบของรางวัลทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นคำชมหรือสิ่งของ หรือแม้กระทั่งความรัก แต่การที่พ่อแม่ให้คำสัญญาบ่อยครั้งแต่กลับไม่ทำตามสัญญาเลห่านั้นมันคือการทำลายความไว้วางใจของเด็ก เด็กจะรู้สึกตัวเองถูกทรยศ ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรไว้ใจใครในชีวิต เพราะคนที่ไว้ใจที่สุดในชีวิตก็ยังไม่ให้ความสำคัญกับมันเลย
#ประโยคที่2
"ถ้าลูกยังเป็นแบบนี้อีก แม่จะทิ้งลูกไปหาคนอื่นนะ"
ความดื้อซนไม่เชื่อฟังของเด็กในบางครั้งก็ควบคุมยากเหลือเกิน แต่การขู่ว่าจะทิ้งลูกไปนั้นไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเลย แน่นอนว่าเด็กจะกลัวและจะทำตัวว่าง่ายในทันที แต่ความเป็นเด็กดีนั้นแลกกับปมปัญหาความกลัวในใจว่าพ่อแม่จะทิ้งเมื่อเราทำตัวไม่ดี โดยสิ่งนั้นจะถูกปลูกฝังไปด้วยจนวัยผู้ใหญ่ ทำให้เขากังวลและไม่ไว้วางในในความพันธ์ในอนาคต เช่น แฟน กลัวว่าแฟนจะทิ้งเขาไปเหมือนที่พ่อแม่ขู่เขาว่าจะทิ้งเขาไปถ้าเขาทำตัวไม่ดี
#ประโยคที่3
"ลูกทำให้แม่เหนื่อยมากเลยนะ"
แน่แท้อยู่แล้วว่าการดูแลลูกเป็นสิ่งที่เหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่สิ่งนั้นไม่ควรจะพูดให้ลูกได้ยินเด็ดขาด เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระรู้สึกตัวเองไม่ควรที่จะเรียกร้องอะไรเพื่อไม่ทำให้พ่อแม่ลำบาก และอาจนำไปสู่การปิดบังความรู้สึก ปิดบังปัญหาบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เช่น เด็กอาจจจะไม่กล้าบอกว่าตัวเองป่วย ต้องการหาหมอหรือรักษาเพราะไม่ต้องการเป็นภาระพ่อแม่ หรือไม่อยากได้ยินคำพูดที่ว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงสำหรับพวกเขา แต่ปัญหาที่มากกว่าการปิดบังความรู้สึกก็คือหนทางการเติมเต็มของเด็กในทางที่ผิด Nemours ระบบดูแลสุขภาพเด็กไม่แสวงหากำไร รายงานว่าการขาดความรักและความอบอุ่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กบางคนพึ่งพาการลักขโมยและการใช้ความรุนแรง
#ประโยคที่4
"ลูกไม่มีทางทำสิ่งนั้นได้หรอก"
คำพูดเหล่านี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครหรือจากใครก็ล้วนเป็นประโยคบั่นทอนกำลังใจชั้นดีเลยทีเดียว คำพูดเหล่านี้จากพ่อแม่จะทำลายความมั่นใจในตัวเด็ก ทำให้เด็กเชื่อว่าตัวเองไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ หรือตัวเด็กพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ได้เท่านั้น สิ่งนี้เป็นความผิดอย่างรุนแรง พ่อแม่ควรจะส่งเสริมให้ลูกเชื่อมั่นในตัวเอง มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำสิ่งนั้นได้
#ประโยคที่5
“ทำไมลูกถึงทำไม่ได้เหมือนน้อง/พี่/ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นเขาเลยนะ”
ไม่มีใครชอบให้ตัวเองถูกเปรียบเทียบกับใคร แม้กับเด็กเองก็ไม่ชอบเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้เด็กคิดว่าตัวเองไม่มีทางจะดีพอ หรือต่อให้ดีพอก็ยังจะถูกเปรียบเทียบกับคนนู่นคนนี้เรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้นเพราะเราไม่มีวันดีพอ นอกจากนั้นแล้วการเปรียบเทียบยังเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ แทนที่เด็กกับพี่น้องจะได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่กลับต้องมาอิจฉาและไม่ชอบหน้ากันเพียงเพราะ ฉันไม่ดีเท่าเขา
#ครอบครัว #เด็ก #แม่และเด็ก #คำพูดทำร้าย #เปรียบเทียบ #พ่อแม่ #ความมั่นใจ #ซึมเศร้า #สูญเสียความมั่นใจ #ครอบครัว #ครอบครัวหรรษา #ครอบครัวของเรา #ครอบครัวบันเทิง #ครอบครัวสุขสันต์
20/10/2021
ไม่เคยมีใครไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อน การทำผิดพลาดเปรียบเสมือนบทเรียนโดยตรงของทุกคนที่ช่วยสอนเราให้เรารู้ว่าสิ่งไหนควรทำและสิ่งไหนไม่ควรทำ แน่นอนว่ากับครูเองก็ต่างต้องมีบทเรียนจากหยาดเหงื่อเคล้าน้ำตาไม่ต่างกับคนอื่น ๆ จากการสอนนักเรียนหลากหลายวัยรวมทั้งสังคมครูในโรงเรียนเองด้วย
และนี่ก็คือ 4 ความผิดพลาดที่ครูมือใหม่มักทำผิดพลาด
⚠️ เรื่องที่ 1 คาดหวังในนักเรียน
แม้เราอาจจะไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เราสอนในทันที แต่การคาดหวังอย่างนักเรียนจะรู้บทบาทของตัวเอง เช่น นักเรียนรู้ว่าตัวเองจะต้องเข้าแถวตรงไหน นักเรียนรู้ว่าทำงานเสร็จแล้วจะส่งงานยังไง หรือว่านักเรียนจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ในห้องเรียนหลังจากอธิบายไปแล้ว และอาจจะมีความคาดหวังอื่น ๆ ที่ต่างกันไปในเด็กที่โตขึ้นกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่ถูกต้องก็คือ "ไม่ควรคาดหวัง" เพราะเมื่อเราคาดหวังแล้วนักเรียนทำให้เราผิดหวังเราจะรู้สึกล้มเหลวผิดพลาดรวมทั้งรู้สึกลบกับนักเรียนด้วย สิ่งที่ถูกต้องคือไม่ควรคาดหวังและควรทำสิ่งเหล่านั้นเป็นกิจวัตรประจำวัน เช่น ทักทายนักเรียนในตอนเช้าแล้วกล่าวเตือนถึงกฎต่าง ๆ ในทุกครั้ง หรือการเรียกเข้าแถวให้เป็นที่เป็นทาง ซึ่งจะเป็นการฝึกนักเรียนไปในตัว
⚠️ เรื่องที่ 2 วางแผนทำกิจกรรมมากกว่าวัตถุประสงค์ในการเรียน
ไอเดียในการสอนในบางครั้งก็ห้ามไม่ได้ โดยเฉพาะกับสื่อ social media หรือ pinterest ที่มักมีรูปภาพหรือวิดีโอเจ๋ง ๆ ที่สำหรับเราผู้สอนมองว่ามันเหมาะและน่าสนุกอย่างมากถ้าหากนำสิ่งเหล่านั้นนำไปเป็นกิจกรรมกับนักเรียน แต่ในบางครั้งเราอาจจะเพลิดเพลินจนลืมจุดมุ่งหมายในการสอนคืออะไร กิจกรรมที่แม้จะสอดคล้องกับการสอนแต่สุดท้ายแล้วนักเรียนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมได้มากเพียงไหน การทำแบบนั้นอาจจะทำให้เด็กไม่ได้ความรู้ตามเป้าหมาย สิ่งที่ควรทำคือการตั้งจุดมุ่งหมายในการเรียนเป็นหลักก่อนค่อยหากิจกรรมทำเพื่อให้เด็กสนุกและเข้าใจมากขึ้น การกำหนดวัตถุประสงค์และอธิบายจะช่วยให้เด็กเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ทำนั้นคืออะไร
⚠️ เรื่องที่ 3 ความไม่สม่ำเสมอ
แน่นอนว่าการวางแผน การรับมือกับนักเรียนกับการสอนนั้นในบางครั้งก็ไม่เป็นอย่างที่คิดในแต่ละวัน วันนี้เจอปัญหานี้วันต่อไปจึงปรับเปลี่ยนแผน แม้ว่าการหาวิธีต่าง ๆ ใช้ร่วมกับการสอนเป็นเรื่องที่ดี แต่ในบางครั้งการไม่สม่ำเสมอไม่คงที่ก็อาจจะทำให้นักเรียนรู้สึกไม่มั่นคง และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากนักเรียนทำสิ่งนั้น
⚠️ เรื่องที่ 4 รับภาระทำทุกอย่างมากไป
ในบทบาทของครูนั้นไม่เพียงแต่สอนหนังสือเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ครูยังมีงานอีกมากมายในการทำซึ่งสิ่งแน่นอว่าครูอย่างเราไม่ใช่ยอดมนุษย์ ดังนั้นเราไม่สามารถทำงานได้หมดทุกอย่าง การจัดการแบ่งเวลานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก
#ครู #ความผิดพลาด #นักเรียน #เด็ก #ครูประถม #ครูมัธยม #ข้อคิด #เคล็ดลับ
18/10/2021
ใช้จินตนาการสร้างสรรค์
เป็น 1 ใน 10 ผู้ชนะการแข่งขันนักเล่าเรื่องยอดเยี่ยมของ Scholastic Asia
18/10/2021
ประสบการณ์ตรงของ คุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ✨
ผู้ริเริ่มสร้างแพลต์ฟอร์ม Documentary Club นำหนังสารคดีจากต่างประเทศมาฉายในประเทศไทย และคุณแม่มือใหม่หัดทำโฮมสคูล ที่นำหนังสารคดีมาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้
จุดเริ่มต้นของ Doc club for kids มาจากช่วงโควิดระลอก 2 ทำให้เด็กต้องกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน แต่พ่อแม่ไม่รู้จะหากิจกรรมอะไรให้ลูกทำดี เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างพัฒนาการและความรู้ถูกนำไปใช้โควิดระลอกแรกหมดแล้ว😭
สำหรับกิจกรรมระลอกนี้จะซ้ำเดิมก็ไม่ได้ จึงทำให้เริ่มลองโพสต์ลิ้งก์ดูหนังสารคดีภายใต้ลิขสิทธิ์ Documentary Club ให้มาเข้าชมฟรี และค่อยๆ พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเด็ก ที่คัดสรรหนังแต่ละเรื่องพร้อมกับแนบประเด็นสำคัญและชุดคำถามจากหนังเป็นไกด์ให้กับพ่อแม่ชวนลูกถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์
ข้อเท็จจริงจากหนังสารเปิดโลกกว้างกว่าตำราเรียน ช่วยทำให้เห็นวิถีชีวิตของคนอื่นนอกจากพ่อแม่ เพื่อน ครู และตัวละครในภาพยนตร์หรือการ์ตูน และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ว่ามีอะไรบ้าง เช่น
✨ เรื่อง THE HUNTING GROUND ตีแผ่ปัญหาความรุนแรงทางเพศและความพยายามของมหาวิทยาลัยที่จะปกปิดเรื่องเล่านี้แทนที่จะช่วยนักศึกษา
✨ ภาพยนตร์สารดคีล่าสุด Gayby Baby ถูกเด็กในครอบครัวมีพ่อแม่เป็นเพศเดียวกันหรือเป็น LGBT ต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง เพื่อให้ลูกรับเตรียมพร้อมทัศนคติที่เด็กสมัยนี้มีโอกาสเผชิญกับเรื่องราวแบบนี้แน่นอน
สำหรับพ่อแม่ที่หากิจกรรมยามว่างใหักับลูกๆ ก็สามารถเลือกหนังสารคดีเป็นอีกทางเลือกได้ที่ www.documentaryclubthailand.com/doc-club-for-kids
#พ่อแม่ยุคใหม่ #ครูประถม #ครูมัธยม #สอนออนไลน์ #ภาพยนตร์สารคดี #หนังสารคดี #ความรู้นอกตำรา #ถกเถียง #กิจกรรมสำหรับเด็ก #เวลาครอบครัว
อ้างอิง
www.documentaryclubthailand.com, www.mappalearning.co, www.fapot.or.th
16/10/2021
รูปแบบการฝึกฝนภาษาอังกฤษจำเจกลายเป็นสาเหตุทำให้หลายคนท้อแท้จนล้มเลิกฝึกฝน แต่ทุกวันนี้มีหลากหลายแอพพลิเคชั่นพัฒนาขึ้นมาเพื่อฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเฉพาะ และผู้ผลิตมีไอเดียใหม่ๆ เพิ่มลูกเล่นให้การฝึกทักษะที่จำเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษดียิ่งขึ้น จะมีแอพพลิเคชั่นสอนภาษาอังกฤษลูกเล่นอะไรน่าสนใจบ้าง เพื่อค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเรา
🔮
สำหรับคนชอบอ่านนิยายแนวโรแมนติกหรือแฟนตาซีและอยากฝึกภาษาไปด้วย แอพพลิเคชั่น Dreame โดนใจสาวกนิยายอย่างแน่นอน
🏝
แอพพลิเคชั่นเปลี่ยนให้การเขียนจดหมายเรื่องสนุกสุดๆ ด้วยการเขียนจดหมายใส่ขวดแล้วขว้างไปลอยอยู่บนทะเล รอให้แอพพลิเคชั่นสุ่มว่าขวดจะลอยไปหาใคร ลอยไปถึงประเทศไหน แล้วลุ้นว่าจะได้ข้อความอะไรกลับมา
ประสบการณ์จริงเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการ์ตูน เกมส์ทำให้ผู้คิดค้นต่อยอดเป็นแอพพลิเคชั่น Jadoh ที่เรียนรู้ นำคอนเทนต์ยอดฮิตจากสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ ซีรีส์เพลง คลิปไวรัลดังในโลกโซเซียล ตัดให้เหลือเป็นคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 2 นาที แต่ได้เรียนรู้คำศัพท์ถึง 10 คำ
🎨
แอพพลิเคชั่นเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการวาดภาพตามคำบอกที่บนหน้าจอ จะมี 2 คำศัพท์ให้เลือกว่าควรเลือกวาดภาพไหนดีที่แอพพลิเคชั่นทายถูก ใครวาดได้มากที่สุดก็จะได้เหรียญรางวัลเอาไปปลดล็อกด่านต่อไป
🎤
หากชอบฟังเพลงร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ลองใช้แอพพลิเคชั่น Lyrics Training ฟังเพลงและเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วย แอพพลิเคชั่นจะเปิดเพลงให้ฟังทีละท่อน และจะมีเนื้อเพลงท่อนนั้นขึ้นไว้ แต่จะมีบางคำที่เว้นวางเอาไว้ให้เราเติมเอง
#ฝึกภาษา #เรียนภาษา #กิจกรรมฝึกภาษา #เรียนภาษาอังกฤษ #ทักษะภาษาอังกฤษ #แอพพลิเคชัน #ภาษาที่สอง #ภาษาสากล
อ้างอิง
https://web.facebook.com/dekaviationn, https://twitter.com/sephseph03/
14/10/2021
แน่นอนว่าสำหรับนักเรียนเตรียมเข้ามหาลัยจะโฟกัสแต่คะแนน GAT-PAT GPAX คะแนนสอบกสพท. ของแต่ละคณะกำหนดว่าต้องใช้คะแนนอะไรและสัดส่วนเท่าไรบ้าง สำหรับบางคณะคำนวณคะแนนเฉลี่ยเทียบกับปีล่าสุดว่ายังไงก็เข้าคณะนี้ได้ชัวร์ แต่คะแนนสูงก็ไม่ได้การันตีว่าจะเข้าเรียนได้
เพราะแต่ละคณะก็มีเกณฑ์เฉพาะที่กำหนดไว้ด้วย ก็อาจจะทำให้บางคนพลาดโอกาสหลายๆ อย่างไป
วันนี้เราก็แชร์ว่ามีคณะอะไรบ้างที่มีเกณฑ์สุดแปลกที่ต้องมี ไม่มีก็เรียนคณะนี้ไม่ได้
1. คณะพยาบาล
คณะพยาบาลหลายที่มักจะมีกำหนดน้ำหนัก-ส่วนสูงของนักเรียนที่สมัครไว้ เช่น ผู้สมัครหญิงน้ำหนักบวกลบไม่เกิน 45 กิโลกรัม ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซ็นติเมตร ส่วนผู้สมัครชายต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 75 กิโลกรัม ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 160-170 เซ็นติเมตร
นอกจากคณะพยาบาลแล้วก็ยังมีคณะอื่นๆ อีกมายมายที่ไม่สามารถเขียนระบุไว้ที่หัวข้อได้แก่ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะโลจิสติกส์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการเดินเรือ มหาวิทยาลัยบูรพา และสาขาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ไม่ว่าจะเป็นสาขาการบิน สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ สาขาวิชาการท่องเที่ยว สาขาวิชาธุรกิจโรงแรม ที่กำหนดส่วนสูงผู้สมัครแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคณะ
2. คณะหรือสาขาทัศนมาตรศาสตร์ / สาขาการบิน
คุณสมบัติเกี่ยวข้องกับตาที่ตามประกาศรับสมัครเข้าคณะต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องตาบอดสี แต่ก็มีบางคณะที่กำหนดค่าสายตาไว้ เช่น คณะหรือสาขาทัศนมาตรศาสตร์ ที่เรียนเรื่องกับดวงตา ระบุขอผู้เข้าเรียนมีสายตาปกติ หรือรักษาโดยการใส่แว่นแล้วค่าสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง ส่วนอีกหนึ่งสาขาวิชาก็คือ สาขาการบิน ระบุชัดเจนว่าผู้สมัครต้องสายตาปกติหรือสายตาสั้นไม่เกิน 300D ถึงจะสมัครเรียนได้
3. คณะวนศาสตร์ สาขาวิชาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สำหรับนักเรียนที่อยากเข้าคณะนี้ คงต้องฟิตร่างกายให้แข็งแรง เพราะที่นี่ใช้การวิ่งเป็นส่วนนึงในการสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อ ใครอยากเรียนคณะนี้ต้องซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทาง 2.4 เมตรภายใน 20 นาที และใครที่สมัครเรียนเป็นพยาบาลที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกก็ต้องวิ่ง 800 เมตรเพื่อทดสอบสมรรถนะภาพของร่างกายด้วย
4. วิทยาลัยตำรวจและวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ปกติการวัดหน้าอกนิยมให้ในการคัดเลือกเกณฑ์ทหารเพื่อประเมินสมรรถะการทำงานของปอด แต่เกณฑ์เล่านี้ก็ถูกนำมาใช้พิจารณาประกอบด้วยในสาขาวิชาพยาบาลและการแพทย์ที่ผู้สมัครชายต้องวัดรอบอก ซึ่งเกณฑ์วัดรอบออกตอนหายใจเข้าและออกก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับคณะและสาขาที่เลือกเรียน
หากตัดสินใจว่าได้แล้วว่าอยากเรียนคณะอะไร ก็อยากให้อ่านรายละเอียดคุณสมบัติผู้รับสมัครเฉพาะคณะว่ากำหนดอะไรไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องมานั่งกุมขมับนั่งคิดว่าจะยื่นคณะใหม่เป็นคณะอะไรแทนดี
อ้างอิง
https://www.trueplookpanya.com, https://www.trueplookpanya.com,
https://www.admission.nu.ac.th/check_project_major.php, https://www2.rsu.ac.th/faculty/Aviation, https://www.youtube.com/watch?v=1dXrDCW-4Gc
12/10/2021
📖 นิทานเรื่องเมื่อคืน สอนอะไรลูกเราบ้าง ?
ว่ากันว่าการอ่านนิทานมีประโยชน์มหาศาลกับลูก ไม่ว่าจะสร้างสายสัมพันธ์พ่อแม่ลูกให้แข็งแรง ปูรากฐานการอ่านและการเขียน เสริมสร้างจินตนาการ เช็ตกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงแต่ละส่วนๆ จนเกิดความเข้าใจ และที่สำคัญก็คือ ช่วยให้มองโลกตามความเป็นจริง
________________
การที่พ่อแม่อ่านนิทานก่อนนอนให้ฟัง จะทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวนิทานกับความเป็นจริงได้ และมีคลังคำศัพท์สะสมเก็บเอาไว้สื่อสาร ถ้าวันนึงเด็กเจอเรื่องไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นความตาย อุบัติเหตุ ที่ไม่เคยเจอในชีวิต พ่อแม่อาจจะคิดว่ารู้ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก แต่พ่อแม่กลับไม่รู้ว่านิทานที่พ่อแม่อ่านให้ฟังก่อนนอนทุกคืนช่วยทำให้เขาเข้าใจเรื่องยากๆ แบบนี้ และสามารถบอกได้ว่าตนรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ดังนั้นนิทานที่ช่วยสอนเด็ก #มองโลกตามความเป็นจริงได้ ก็คือนิทานไม่มีประโยคจบท้ายว่า 'มีความสุขตราบนานเท่านาน' หรือ ‘เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า’ การสรุปเช่นนี้อาจจะเป็นผลดีกับพ่อแม่ที่ไม่ต้องมาเสียเวลาพูดคุยต่ออย่างไร แต่เป็นการตีกรอบให้เด็กหยุดคิด และปิดกั้นจิตนาการ
________________
นิทานที่สอดแทรกความเป็นจริงหรือ #นิทานตั้งคำถามปลายเปิด จะช่วยสร้างวิธีคิดให้ตรงกับความเป็นจริงว่า ‘เกิดมาไม่มีใครมีความสุขตลอดกาล’ และจุดจบทุกเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จบสวยทุกครั้ง นอกจากนี้นิทานยังช่วยพัฒนากลไกป้องกันตัวเองในระดับจิตใต้สำนึกให้กลายเป็นเกราะป้องกันให้ ’ใจ’ ให้พร้อมรับความจริงทุกรูปแบบต้องเผชิญในอนาคต
อย่ารอให้เวลาเป็นเครื่องช่วยสอนให้ลูกมองโลกตามความเป็นจริง ทั้งที่พ่อแม่ทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก
อย่าให้ลูกต้องเจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส เพราะไม่ได้เรียนรู้ว่าโลกความจริงไม่เหมือนกับที่คิด
#พ่อแม่ยุคใหม่ #คุณครูประถม #คุณครูมัธยม #การอ่านนิทาน #อ่านนิทาน #มองโลกตามความเป็นจริง #อยู่กับความจริง #พัฒนาการคิด #พัฒนาการอ่านเขียน
อ้างอิง
https://mappalearning.co, https://web.facebook.com/CassiopiaPantip, https://www.sarakadeelite.com
10/10/2021
เสียงสะท้อนของเด็กหลายรุ่นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบสายวิทย์-สายศิลป์เป็นหนึ่งสาเหตุทำให้ค้นหาตัวเองไม่เจอ และเลือกยื่นคณะที่ดูทีท่าว่าแอดมิชชั่นเข้าได้แน่นอน แต่พอได้เรียนจริงก็ค้นพบว่าเป็นคณะที่ไม่ใช่ และทนเรียนต่อไม่ได้จึงขอซิ่วออกมาอ่านหนังสือเตรียมแอดมิชชั่นใหม่อีกครั้ง
ผลกระทบเรียงต่อกันเป็นโดมิโนทำให้หลายโรงเรียนมีไอเดียปรับระบบการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนคณะที่ชอบ ประกอบอาชีพที่ใช่ และกลายเป็นแรงงานคุณภาพดีที่ทำงานอย่างมีความสุข
รวมลิสต์โรงเรียนที่ยกเลิกระบบการเรียนสายวิทย์-สายศิลป์
#โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยอยากให้นักเรียนประสบความสำเร็จที่ค้นหาตัวเองจนเจอว่าชอบอะไร เลือกเส้นทางการเรียนในคณะที่ชอบ และสุดท้ายได้ทำงานที่ใช่ ทำให้หัวหน้าฝ่ายวิชาการและหัวหน้าด้านงานนักเรียนความสามารถพิเศษระดมสมองจนได้ระบบ Track ที่เข้ามาทดแทนระบบการเรียนแบบสายวิทย์-สายศิลป์ โดยแบ่งออกเป็น 14 Track ที่คลอบคลุมการสอบเข้าทุกคณะในแต่ละมหาวิทยาลัย
แต่ละ Track จะเน้นสอนวิชาจำเป็นต้องใช้สอบและวิชาเรียนปูพื้นฐานของแต่ละคณะ เช่น, Track สถาปัตยกรรมศาสตร์ และ Track ศิลปกรรมศาสตร์ ที่จำเป็นต้องมีพื้นฐานวาดรูปและลงสี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาฝึกฝนล่วงหน้าก่อนสอบหลายปี ส่วน Track อื่นๆ ก็จะมีวิชาจำเป็นต้องปูพื้นฐานให้แน่นเพื่อจะเอาไปเรียนต่อยอดระดับมหาวิทยาลัยช่วงปี 1 ได้
ถ้าลองลงเรียนระบบ Track นี้รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเองก็สามารถเปลี่ยน Track ได้ ก่อนขึ้นม.5 และเด็กมัธยมต้นที่ตัดสินใจจะเรียนต่อที่นี้จะมีระบบวิเคราะห์ผลการเรียนเป็นอีกตัวช่วยให้เห็นว่าควรเรียนอะไร และมีครูแนะแนวที่คอยให้คำปรึกษาเพื่อให้เด็กมองเห็นตัวเองว่าในอนาคตว่าต้องเรียนคณะไหนเขาถึงจะทำอาชีพที่ฝันได้
#โรงเรียนสาธิตมศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
หลังจากเรียนจบ อาชีพกลายเป็นสิ่งอยู่ติดตัวเราไปเกือบตลอดชีวิต ทางโรงเรียนเริ่มให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวเองให้พบ ตั้งแต่ปี 2547 โรงเรียนก็เปลี่ยนจากระบบสายวิทย์-สายศิลป์มาเป็น 9 วิชาเอกห้เลือกเรียนตามความถนัด แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนวิชาเอกจนกระทั่งปัจจุบันมีวิชาเอกให้เลือก 28 วิชา แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยก็คือ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มศิลปกรรมศาสตร์ และกลุ่มมนุษยศาสตร์ ซึ่งทำให้เด็กไม่ต้องกดดันทำเกรดวิชาที่ไม่ชอบให้ดี มีเวลาทดลองค้นหาตัวเองอย่างจริงจัง แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ชอบเรียนวิชาเอกนี้ ก็สามารถขอย้ายวิชาเอกก่อนขึ้นม.5
#โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์
หลังจากนำปัญหาการศึกษาที่ผ่านมาถกเถียงกันและมีความเห็นตรงกันว่าการศึกษาแยกออกเป็นสายวิทย์-สายศิลป์ ไม่ตอบโจทย์การศึกษา ท้ายที่สุดเลือกใช้แนวคิด Personalize Learning แทนที่การศึกษาแบบเดิม ครูจะมองว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีการเรียนการสอน การวัดผลก็ไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกันตัดสิน ถึงแม้ให้อิสระนักเรียนสามารถเรียนสิ่งที่ตนชอบ และในช่วงเวลาสมองปลอดโปร่ง แล้วหน้าที่ครูเคยเป็นถ่ายทอดความรู้เปลี่ยนเป็นโค้ชแทน
ระบบเรียนมัธยมของโรงเรียนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ วิชาพื้นฐาน และวิชาเฉพาะทางที่เลือกได้ตามใจชอบ
วิชาพื้นฐานเป็นวิชาครีเอทขึ้นมาใหม่แต่เทียบเท่ากับวิชาพื้นฐานโรงเรียนทั่วไป ก่อนที่จะเลือกวิชาเฉพาะ ทางโรงเรียนจะให้นักเรียนทำ Learning Pathway เป็นของตัวเอง แม้อาชีพที่อยากทำสามารถใช้ Learning Pathway กันได้ แต่อย่าลืมว่ามีเด็กมีความถนัดไม่เหมือนกัน คนนึงอยากจิตวิทยา แต่ไม่เก่งอ่านเขียนภาษาอังกฤษก็ต้องไปเรียนเพิ่มเพราะความรู้เรื่องนี้เป็นศาสตร์มาจากประเทศตะวันตก และถึงเลือกวิชาเฉพาะทางที่แบ่งเป็นเป็น 6 กลุ่ม ซึ่งจะมีครูมาเจอกับนักเรียนทุกอาทิตย์เพื่อเช็ก Learning Pathway คิดขึ้นเองทำให้เรียนเป็นอย่างไรบ้าง
ส่วน Competency-Based Education เป็นระบบให้เสนอนักเรียนเสนอวิธีการวัดผลการเรียน เช่น การทำเป็นชิ้นงาน การโชว์ความสามารถตามวิชาที่เลือกเรียน อัดวิดีโอลงยูทูปลงก็สามารถทำได้ และหากนักเรียนทำตามเกณฑ์ที่กำหนดในวิชาบังคับได้ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ถ้าได้คะแนน IELTS ระดับที่ 4 ก็สามารถขอเกรดและพาสวิชานี้ได้เลย
#โรงเรียนโพธิสารพิทยากร
ปีที่ผ่านมาโรงเรียนยกเลิกการคัดเลือกให้เด็กเลือกเรียนระหว่างสายวิทย์กับสายศิลป์ และเปิดแผนการเรียนใหม่ 7 แผนการเรียนคิดจากอาชีพที่อยากทำในอนาคต ได้แก่ แผนการเรียนเตรียมแพทย์-เภสัช, เตรียมวิศวะ-สถาปัตย์, เตรียมวิทย์-คอมฯ, เตรียมนิเทศ-มนุษย์, เตรียมศิลปกรรม, เตรียมบริหารธุรกิจ-บัญชี และเตรียมนิติ-รัฐศาสตร์ อิงข้อมูลจากหลักสูตรการศึกษาเพื่ออาชีพในรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา
เพื่อแก้ปัญหานักเรียนหวังว่าการยกเลิกแบ่งแยกสายวิทย์-สายศิลป์ ที่ช่วยทำให้เด็กได้เรียนคณะที่ใช่ มหาลัยที่ชอบ ลดปริมาณเด็กซิ่ง และประหยัดเงินค่าใช้จ่ายสมัครสอบต่างๆ เพื่อซิ่วใหม่อีกรอบ
#พ่อแม่ยุคใหม่ #ครูมัธยม #นักเรียนมัธยมปลาย #สายวิทย์ #สายศิลป์ #ยกเลิกสายวิทย์สายศิลป์ #ค้นหาตัวเอง #โรงเรียนทาางเลือก #ระบบการศึกษา #โรงเรียนในอนาคต #แนวทางการศึกษา #การศึกษาไทย #ปรับตัว #สายอาชีพ #สอบเข้ามหาวิทยาลัย
อ้างอิง
https://thepotential.org, https://thematter.co, https://tna.mcot.net