Dolphin House ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Dolphin House, ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก, Soi Nong Han, Bang Lamung.

ดอลฟิน เฮาส์ สถานที่รับเลี้ยงเด็กคุณภาพ สำหรับเด็กก่อนวัยเรียน อายุตั้งแต่ 1.6 ปี ถึง 4 ปี และรับฝากเด็กหลังเลิกเรียน ทางเนอสเซอรี่ยังมีของเล่นเสริมพัฒนาการ หนังสือ นิทาน สื่อการสอนเสริมทักษะภาษาอังกฤษ
ดอลฟิน เฮาส์ เราคือ บ้านหลังที่สองของเด็ก เราตระหนักเสมอว่า ผู้ปกครองได้ให้ความไว้วางใจ ให้บุตรหลานอยู่ในความดูแลของเรา บุคลากรของเราที่เชี่ยวชาญในการดูแลเด็กที่เราคัดสรรมาสำหรับบุตรหลานข

องท่าน
ดอลฟิน เฮาส์ จะแลบุตรหลานของท่านอย่างดีที่สุด เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างปลอดภัย พัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างทักษะ ต่อยอดจินตนาการ ดอลฟิน เฮาส์ได้ติดตั้ง ระบบกล้องวงจรปิด CCTV ที่ทันสมัยเพื่อความปลอดภัยของบุตรหลานของท่าน

หนูแคทกับครูหยาดจ๋า
29/03/2016

หนูแคทกับครูหยาดจ๋า

หนูโชกุน เด็กชั่วโมงพิเศษ^__^
29/03/2016

หนูโชกุน เด็กชั่วโมงพิเศษ^__^

 #เคล็ดลับระงับดื้อ5"จงเป็นพ่อแม่ที่เชื่อได้"เคล็ดลับข้อนี้ไม่มีอะไรยากเลยค่ะอยากให้ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่มีหน้าที่ที่สำคัญ"...
27/03/2016

#เคล็ดลับระงับดื้อ5

"จงเป็นพ่อแม่ที่เชื่อได้"

เคล็ดลับข้อนี้ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ
อยากให้ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่มีหน้าที่ที่สำคัญ

"จงเป็นคนที่น่าเชื่อถือ"

เวลาที่เรารู้สึกเชื่อถือใคร คนๆ นั้นพูดอะไรเราก็พร้อมจะทำตามได้ไม่ยากเย็น

การจะเป็นพ่อแม่ที่น่าเชื่อถือ...

1. จงอย่าหลอกลูก

"จุ๊ๆๆ ดูๆจิ้งจกๆมา"
"นี่ๆ ซนเดี๋ยวตำรวจมาจับนะ"
"ร้านมันปิดแล้วซื้อไม่ได้แล้ว"
"เดี๋ยวครั้งหน้าแม่จะซื้อให้"

พ่อแม่ที่พูดอะไรที่ไม่จริงอยู่เสมอ สุดท้ายลูกก็ไม่ศรัทธาในคำพูด พูดอะไรลูกก็ไม่อยากฟัง

2. อย่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

"บอกแม่นะว่าพ่อกลับมาตั้งแต่เย็นแล้ว"
"อย่าบอกพ่อนะว่าแม่แอบเอาเกมส์ให้เล่น"
"ฝ่าไปเลย ตำรวจไม่เห็นหรอก"

การเป็นคนไม่น่าศรัทธา จะไม่ทำให้ลูกเคารพศรัทธา

3. พูดเตือนเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ

"กินข้าวเร็วๆ นั่งหลังตรงๆ อย่าสั่นขา แล้วรีบไปทำการบ้านได้แล้ว แล้วอย่าลืม..บลาๆๆ "

พ่อแม่ที่ห้าม บ่น ว่า หรือสั่งลูกทั้งวัน ลูกจะไม่เข้าใจว่าอะไรที่สำคัญ พ่อแม่ควรพยายามเตือนเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ ด้วยการสบตาและใช้น้ำเสียงที่จริงจัง

4. อย่าใช้อารมณ์เวลาพูด

คำพูดที่ผ่านมาพร้อมอารมณ์ จะไม่ทำให้ลูกรู้สึกอยากฟังตั้งแต่เริ่ม การสื่อสารผ่านอารมณ์ คือ "การสื่อสารที่ไม่เป็นผล"

5. ไม่อยากให้ลูกขัดคำสั่ง "พยายามอย่าสั่ง"

จริงๆแล้ว เด็กๆ มักรู้ว่าอยู่แล้วว่าอะไรที่ควรทำ แต่หลายครั้งก็อยากทดสอบอำนาจของตัวเองและท้าทายอำนาจของพ่อแม่

ข้อนี้มีเทคนิคดีๆ มากมายที่ทำให้ไม่ต้องสั่งลูก แต่ว่าเดี๋ยวยาว ขอเล่าวันหลัง555

รักลูก... อยากให้ลูกเชื่อฟัง จงเริ่มจากเรื่องง่ายๆ... ทำตัวให้ "ลูกเชื่อถือ"

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้พบว่าเทคนิคเชิงบวกคือสิ่งที่ช่วยพัฒนาศักยภาพด้านบวกที่ "เด็กทุกคนมี"
Cr. ภาพ http://irpourdemain.over-blog.com/article-25192366.html

Introduction aux Halah’ot relatives au respect des parents Nos maîtres enseignent DANS LE TRAITE KIDOUCHIN 30 : Il est dit « Honore ton père et ta mère » et il est dit aussi « Honore Hachem par ta puissance », ce qui signifie que la Torah compare le respect...

ตอนที่ 441 “มุ่งแข่งขัน เน้นเรียนเก่ง...มีผลกระทบตัวตนของเด็ก”บีมวัย 10 ปีมีพฤติกรรมต่อต้านแม่มากขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆกับควา...
24/03/2016

ตอนที่ 441 “มุ่งแข่งขัน เน้นเรียนเก่ง...มีผลกระทบตัวตนของเด็ก”

บีมวัย 10 ปีมีพฤติกรรมต่อต้านแม่มากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมๆกับความไม่มั่นใจในตนเองที่เห็นมากขึ้นเช่นกัน

บีมจะไม่ยอมทำกิจกรรมใดๆ ที่มีการแข่งขันเข้ามาเกี่ยว
บีมกังวลมาก หากมีการคัดเลือกคนเข้าทำงานกลุ่ม
บีมกลัวว่าสิ่งที่ตนทำจะออกมาไม่ดี....
และบ่อยครั้งอารมณ์เสีย ขี้หงุดหงิด และก้าวร้าว

หลายครั้งที่บีมหลีกเลี่ยง...การทำงาน
หูทวนลมเวลาให้มาทำการบ้าน...
และบีมก็เริ่มติดจอมากขึ้นๆ....

บีมอยู่โรงเรียนที่เน้นเรียนมากๆๆ
เพื่อมุ่งสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่อไป....

ฟังดูเหมือนบทละคร....
แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่คนไข้ต้องมาหาหมอ....
เจอบ่อยๆ...ไม่ใช่นานๆเจอที...

หมอสงสัยระบบการศึกษาแบบนี้มาก
เด็กที่ถูกเคี่ยวเข็ญ....ให้เรียน
เขาเคยมีโอกาสถูกเคี่ยวในสิ่งที่เขาชอบด้วยหรือเปล่า?

เด็กที่ถูกโปรแกรมลงในสมองว่า ต้องได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
เขาเคยได้รับโปรแกรม ให้มุ่งมั่นไปที่กระบวนการคิด
ให้มองเห็นความสำคัญ...ที่วิธีการ
แม้ผลลัพธ์จะออกมาผิดก็ไม่เห็นเป็นไร.....หรือไม่?

เวลาเรามุ่งให้เด็กเรียนมากๆ เรียนให้เก่งๆ คะแนนดีๆ
สิ่งที่ถูกฝังในสมองของเด็กก็คือ การทำงานต้องได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องมากที่สุด ไม่ควรพลาดเลยสักคะแนน

พวกเรากำลังบอกเด็กๆว่า มันสมองเด็กวัดกันแค่ผลลัพธ์ (Outcome)
วิธีการไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขบวนการคิดดูไม่มีคุณค่าใดๆ
(your thought, your idea)

ใครมีวิธีลัด วิธีพิเศษใดๆ ส่งมา จัดให้ลูก จดจำเข้าไป
ขอให้ผลลัพธ์ออกมาดี จะเข้าใจหรือไม่? ไม่ต้องแคร์.....

บีมไม่ใช่เด็กหัวดีมากๆ
เรียนเสร็จก็ต่อด้วยเรียนพิเศษ กลับมาบ้านก็มีการบ้านอีกกองพะเนิน พ่อแม่ก็เคี่ยวเข็ญให้ทำ ครูก็เคี่ยวเข็ญให้เรียน....

จนเมื่อบีมเริ่มจะเข้าวัยรุ่น....
ความกดดันภายในเริ่มโผล่ออกมาให้เห็นภาพชัดขึ้น....

บีมเริ่มเป็นตัวของตัวเอง...
เล่นเกมนานขึ้น เลิกยากกว่าเดิม แม่เรียกแล้วหงุดหงิดมาก
ติดเพื่อนมากขึ้น คุยกับพ่อแม่น้อยลง
บีมบอกว่า ไม่รู้จะคุยอะไร พ่อแม่คุยเป็นแต่เรื่องเรียน...

จะให้บีมไปทำอะไร หากไม่ให้เล่นเกม....
เพราะจนบัดนี้ บีมยังไม่รู้เลยว่า....ตนเองมีศักยภาพอะไร
เวลาเกือบทั้งชีวิตหมดไปกับเรื่องเรียน....

บีมแสดงความไม่มั่นใจในสิ่งที่มีการวัดผล....
บีมจึงหลีกเลี่ยงการแข่งทุกชนิด แม้ว่าจะเป็นเกมแข่งแบบเด็กๆ
เพราะมันมากพอแล้ว ที่ต้องมาเผชิญกับคำว่าผิด ไม่ถูกต้อง หรือพ่ายแพ้

ตอนนี้พ่อแม่เข้ามาควบคุมลำบากมากขึ้น....
เพราะในความเป็นจริง เลี้ยงลูกไม่ใช่การควบคุมอย่างเดียว...
(coaching ให้มากกว่า controlling)
บีมจึงต่อต้านและทะเลาะกับพ่อแม่แรงขึ้นๆ....

จะดีแค่ไหน.....
หากการศึกษาบ้านเรา จะมุ่งไปที่ขบวนการคิด....
ให้คุณค่ากับไอเดียที่น่าสนใจ แม้ว่าผลลัพธ์จะออกมาไม่ใช่
เพราะนี่คือขั้นตอนปกติของการเรียนรู้....

เด็กควรถูกโปรแกรมในสมองว่า....
วิธีการและความคิดของหนูเป็นสิ่งมีคุณค่า ความพยายามคือสิ่งดีเยี่ยม ความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา แต่จะต้องเอามันมาพัฒนาให้ดีขึ้นในครั้งต่อๆไป

คุณค่าของสมองจึงไม่ใช่วัดกันง่ายๆแค่คะแนนสอบแต่เพียงอย่างเดียว....

#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวกทุกคนทำได้

เครดิตภาพhttp://news.berkeley.edu/wp-content/uploads/2013/06/TiredStudent300.jpg

23/03/2016

หนูเรียนหนักไป_ไหน

ปัจจุบันหมอพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการเรียนหนัก จนต้องมาหาหมอ

เด็กกลุ่มนี้ มักจะมีอะไรคล้ายๆกัน ดังนี้

- เป็นเด็กที่เรียนดีถึงดีมาก และคะแนนลดลงในช่วงหลัง ก่อนจะมาหาหมอ

- เด็กมีจำนวนชั่วโมงเรียนต่อวัน (ทั้งที่โรงเรียน+เรียนพิเศษ) มากกว่า 8-9 ชั่วโมง
ยังไม่นับเวลาที่ต้องทำการบ้าน ทำงานส่งครู กว่าจะได้เข้านอน ไม่ต่ำกว่า 4 ทุ่ม

- เมื่อถามว่า เรียนเยอะไปไหม พ่อแม่หรือเด็ก มักตอบว่า
ถ้าไม่เรียนพิเศษเพิ่ม จะทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน คนอื่นๆก็เรียนกัน
อาจสอบเข้าไม่ได้ เพราะข้อสอบออกเกินในบทเรียน
ที่เรียนพิเศษสอนดีกว่าที่โรงเรียน ฯลฯ

- เด็กและพ่อแม่ มีความคาดหวังสูงกับคะแนน/เกรด เพราะเป็นตัวชี้วัดในการสอบเข้า การจัดกลุ่ม

- เด็กมีความเครียด มีทั้งที่รู้ตัวว่าเครียด และไม่รู้ตัวว่าเครียด

- กลุ่มที่ไม่รู้ตัวว่าเครียด มักมาหาหมอ โดยกุมารแพทย์ส่งตัวมาด้วยเรื่องอาการป่วยเรื้อรังบางอย่าง
เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง รักษายังไงก็ไม่ดีขึ้น
และสอบถามประวัติได้ว่ามีความเครียด กดดันเรื่องเรียน
คำถามของหมอ คือ

- เรียนเยอะๆ อย่างที่เรียกได้ว่า เอาเป็นเอาตายนี่
เอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในการดำรงชีวิต นอกจากเพื่อให้ทำข้อสอบได้
หมอเคยดูเนื้อหาวิชา วิทยาศาสตร์ ที่เด็กม.ต้น เรียน
มันลึกเหมือนสมัยหมอเรียนแพทย์เลยทีเดียว

- เวลาเรียนและทำการบ้านที่มาก มากจนไปเบียดบังเวลาอื่นๆ
ที่เด็กจะได้พักผ่อนและฝึกทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นกับชีวิตมากกว่า
เช่น เล่นกีฬา งานอดิเรก
หมอเคยถามว่าแม่ของเด็กประถมคนหนึ่ง ว่าทำไมไม่ฝึกให้เด็กทำงานบ้าน ก็พบว่า
กว่าจะกลับถึงบ้านและทำการบ้านให้เสร็จ ก็ไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่นแล้ว...
หรืองานบ้าน มันไม่จำเป็นต้องฝึกในเด็กยุคนี้แล้วหรือ ?!

- พ่อแม่กังวลเรื่องผลการเรียนของลูกที่ตกลงในช่วงหลัง ทั้งที่เรียนพิเศษมากมาย
พ่อแม่อาจจะหลงทาง เข้าใจผิด เพราะจริงๆแล้ว
ประสิทธิภาพในการเรียน ไม่ได้แปรผันตรงกับจำนวนชั่วโมงเรียน แต่ที่สิ่งสำคัญ คือ กระบวนการเรียนของเด็กมากกว่า

- ระบบการศึกษาไทย ยังเป็นปัญหา
เพราะเด็กนักเรียนถูกสร้างให้เป็นผู้รับ ท่องจำเนื้อหา เป็นมนุษย์ทำข้อสอบ
แต่ไม่สอนให้เป็นนักคิด นักวิเคราะห์ ตั้งคำถาม ใช้ความเข้าใจมากกว่าท่องจำ
และเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดในกระบวนการเรียนรู้เรื่องอื่นๆเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่
..นี่คือเป้าหมายที่เราให้เด็กเรียนหนังสือ ไม่ใช่หรือ?

- หากเด็กเรียนไปมากๆ จนไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องนอนดึก
เซลล์สมองจะเจริญเติบโต ฟื้นตัว อย่างเต็มที่ได้อย่างไร
บวกกับความเครียด
จึงไม่แปลก ที่สมาธิในเวลาเรียนจะแย่ลง และผลการเรียนตกลงตามมา

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

หมอยอมรับว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะเกี่ยวข้องกับระบบใหญ่
แต่จากคำถามของหมอ อยากกระตุ้นให้เกิดการคิดอะไรบางอย่างกับพ่อแม่
หมอเชื่อว่า หากมีจุดไหนที่พอแก้ได้ ท่านคงทราบว่าต้องทำอย่างไรในการช่วยเหลือเด็กๆครับ

ที่มา : clubคนรักสุขภาพ
มีปัญหาทางด้านพัฒนาการเด็กปรึกษาได้ที่ โทร 094-979-1978

10 วิธี ที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า จะทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น 1. เรียนดนตรี..ผลการศึกษาพบว่า การเรียนดนตรีจะทำให...
23/03/2016

10 วิธี ที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า จะทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น

1. เรียนดนตรี..

ผลการศึกษาพบว่า การเรียนดนตรีจะทำให้เด็กๆ ฉลาดขึ้น เมื่อเปรียบเทียบระดับไอคิว (IQ) ระหว่างกลุ่มเด็กที่เรียนดนตรี กับกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี พบว่ากลุ่มที่เรียนดนตรีจะมีไอคิวโดยรวมสูงกว่า

2. เล่นกีฬา..

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ส่งผลให้เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น ในปี ค.ศ. 2007 นักวิจัยชาวเยอรมันพบว่า คนเราจะสามารถท่องจำคำศัพท์ได้เร็วขึ้น 20% หลังจากการออกกำลัง นอกจากนี้จากการศึกษาของ นพ.จอห์น ราเทย์ ค้นพบว่าเมื่อให้กลุ่มอาสาสมัครออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นระยะเวลา 3 เดือน สมองส่วนที่ควบคุมความจำจะทำงานได้ดีขึ้นถึง 30%

3. อ่านหนังสือกับลูก..

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีลูกเล็กๆ ที่กำลังเริ่มหัดอ่านหนังสือ อย่าปล่อยให้ลูกนั่งมองภาพสวยๆ ขณะที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังเท่านั้น แต่ควรให้ลูกอ่านคำบางคำในหนังสือไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านไปพร้อมๆ กับลูก ไม่ใช่อ่านให้ลูกฟังเพียงอย่างเดียวค่ะ

4. นอนหลับอย่างเพียงพอ..

ผู้เชี่ยวชาญพบว่าการนอนหลับไม่เพียงพอเพียง 1 ชั่วโมง จะทำให้สมองของเด็ก ป. 6 มีประสิทธิภาพลดลงไปเท่ากับเด็ก ป.4 และผลการเรียนของเด็กๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการนอนหลับด้วย

จากการศึกษาพบว่าเด็กวัยรุ่นที่ได้เกรดเฉลี่ยเท่ากับ เอ (A) นอนหลับนานกว่าเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ยเท่ากับ บี (B) ประมาณ 15 นาที และเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ย บี (B) จะนอนหลับนานกว่าเด็กที่ได้เกรดเฉลี่ย ซี (C) ประมาณ 15 นาทีเช่นกัน
5. ไอคิว (IQ) ไม่สำคัญเท่าความมี "วินัย"..

ความมีวินัยต่อตัวเองส่งผลต่อการประสบความสำเร็จมากกว่าผลคะแนนไอคิว (IQ) เด็กๆ ที่มีความมุ่งมั่นจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า และสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้มากกว่า เด็กกลุ่มนี้จะไม่ค่อยหยุดเรียน ไม่ค่อยดูโทรทัศน์ และจะใช้เวลาในการทำการบ้านและทบทวนบทเรียนมากกว่า เด็กกลุ่มนี้จะตั้งเป้าหมายในชีวิต และเพียรพยายามจนสำเร็จ พวกเขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อหรือล้มเลิกกลางคัน

6. เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ..

เมื่อนักวิจัยลองให้เด็กเล็กเรียนคำศัพท์ผ่านการดูจากดีวีดีเพียงอย่างเดียว พบว่าเด็กๆ ไม่สามารถจำคำศัพท์ได้มากเท่ากับกลุ่มที่เรียนคำศัพท์ผ่านการเล่นและลองฝึกฝนจริง สมองของมนุษย์จะเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่อผ่านการทดลองปฏิบัติจริง ดังนั้นหลังจากเด็กๆ อ่านหนังสือจบ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลองทำแบบฝึกหัดควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้สมองสามารถจดจำและเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

7. ของหวานก็มีประโยชน์ หากให้กินในเวลาที่เหมาะสม..

แน่นอนว่าเด็กๆ ที่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจะเรียนหนังสือได้ดีขึ้น เมื่อนักทดลองเปรียบเทียบเด็กกลุ่มที่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ กับกลุ่มที่กินอาหารไม่มีประโยชน์ พบว่าเด็กๆ ที่กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ติดต่อกันนาน 5 วัน จะมีสมาธิลดลงและความคิดช้าลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีผลการวิจัยล่าสุดพบข้อดีของอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และของหวานว่ามีผลช่วยทำให้สมาธิและความจำดีขึ้น ดังนั้นหากเด็กๆ กำลังเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือสอบ คุณพ่อคุณแม่อาจให้กินน้ำอัดลมและขนมชิ้นโปรดบ้างก็ได้ แต่อย่าให้กินบ่อยจนเกินไปค่ะ

8. เด็กที่มี "ความสุข" จะประสบความสำเร็จมากกว่า..

เด็กที่มีความสุขจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและ เรื่องครอบครัว พวกเขาจะได้ทำงานตำแหน่งสูง มีรายได้ดี และเมื่อพวกเขาแต่งงาน พวกเขาจะไม่ค่อยหย่าร้าง

9. สิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อความฉลาด..

แม้พันธุกรรมจะมีผลต่อความฉลาดของเด็ก แต่การเลี้ยงดูและ "สิ่งแวดล้อม" กลับส่งผลต่อความฉลาด "มากกว่า" เมื่อนักวิจัยศึกษากลุ่มเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม พบว่าแม้พวกเขาจะไม่ได้มีพันธุกรรมเหมือนพ่อแม่บุญธรรมเลย แต่ความฉลาดของเด็กกลุ่มนี้ ขึ้นกับการเลี้ยงดูของพ่อแม่บุญธรรมมากกว่า
นอกจากครอบครัวแล้ว ชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ และสังคมในโรงเรียนก็มีผลต่อความฉลาดของเด็กๆ เช่นเดียวกันค่ะ

เมื่อวิทยาลัยดาร์ทเม้าท์ ทดลองนำนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยต่ำ ไปนั่งเรียนในห้องที่มีแต่นักเรียนเกรดเฉลี่ยสูงๆ ปรากฏว่านักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยน้อย กลับกลายเป็นมีเกรดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

10. เชื่อมั่นในตัวลูก..

การที่พ่อแม่เชื่อว่าลูกเราเป็นเด็กฉลาด สามารถสร้างความแตกต่างต่อพฤติกรรมของลูกได้มากมายค่ะ

เมื่อนักทดลองให้ครูเลือกเด็กในชั้นเรียนแบบสุ่ม (โดยไม่ได้บอกเด็กๆ ว่าเป็นการเลือกแบบสุ่มนะคะ) และให้ครูบอกกับเด็กที่ถูกเลือกว่า พวกเขาฉลาดกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง ผลปรากฏว่าพวกเขาสามารถเรียนได้ดีขึ้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความฉลาดแล้ว "คุณธรรม"และ"จริยธรรม" ก็เป็นส่วนสำคัญค่ะ เมื่อเด็กๆ มีความฉลาดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็กๆ นะคะ เพื่อที่พวกเขาจะได้นำความฉลาดไปใช้อย่างถูกวิธี และทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมต่อไปค่ะ...

Cr : Super Sun - Special Edu
(PAG Design)

ักสุขภาพ
มีปัญหาทางด้านพัฒนาการเด็กปรึกษาได้ที่ โทร 094-979-1978

21/03/2016
http://hilight.kapook.com/view/134122
15/03/2016

http://hilight.kapook.com/view/134122

พบรถตู้พยายามลักพาตัว 2 พี่น้องที่ศรีสะเกษ แต่ไม่สำเร็จ เผยภายในรถยังมีเด็กอีก 6 คนพยายามขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่สั่งไล่ล่าตามจับ-เจอเบาะแสบางส่วนแล้ว

http://www.amarinbabyandkids.com/pregnancy/get-pregnant/preparation/%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%...
06/03/2016

http://www.amarinbabyandkids.com/pregnancy/get-pregnant/preparation/%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-12-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B5/

ปีใหม่นี้ ใครที่เพิ่งคลอดเบบี๋ได้ไม่นาน หรือกำลังวางแผนคลอด มาดูกันค่ะว่าเด็กที่เกิดในช่วงเดือนต่างๆ จะมีนิสัยใจคอพื้นฐานกันอย่างไรบ้าง เพื่อเราจะได้รับมือกันถูกค่ะ…

ที่อยู่

Soi Nong Han
Bang Lamung

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

0861596116

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dolphin Houseผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Dolphin House:

ทางลัด

แชร์