汉ENG ฮั่นอิง ติวเตอร์ฝ้าย

汉ENG ฮั่นอิง ติวเตอร์ฝ้าย สอนภาษาจีน+อังกฤษonline/รับเขียน+วาดภาพและอักษรมงคลพู่กันจีน/หมากรุกจีน แปลเอกสาร/นิยาย/บทความ/โฆษณา

สวัสดีค่ะ ติวเตอร์นรินทร์ นะคะ เด็ก ๆ เรียก เหล่าซือฝ้าย หรือ ครูฝ้าย ค่ะ
ครูฝ้ายเป็นผู้ก่อตั้ง “汉ENG ฮั่นอิง” ค่ะ

2011: จบการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร สายศิลป์ภาษาอังกฤษ - จีน

2012: เริ่มเปิดรับสอนพิเศษตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่เอกภาษาจีน โทภาษาอังกฤษ ของมหาวิทยาลัยศิลปากร

2015: เรียนจบมหาวิทยาลัยได้เกียรตินิยม และได้ออกมาทำงานเป็นครูเต็มตัว พร้อมยังรับสอนพิเศษมาเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่ง เหล่าซือรู้สึกว่าตัวเราสามารถพัฒนาความรู้ไปได้อีก จึงตัดสินใจยื่นขอทุนเรียนที่ประเทศจีน

2016: ได้รับทุนรัฐบาลจีน (ทุนฟรี 100% + มีเงินเดือนให้) ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง 北京师范大学 มหาวิทยาลัยครุศาสตร์อันดับ 1 ของจีน เหล่าซือใช้ชีวิตอยู่ที่ปักกิ่ง 3 ปี ได้พัฒนาทักษะทุกด้านสมดังที่ตั้งใจไว้

2019: เดินทางกลับจากประเทศจีน และสานต่องานสอนภาษาที่ตนเองรัก

2020: ก่อตั้งเพจ " MY Chinese ติวเตอร์ฝ้าย บ้านโป่ง" เมื่อก่อนนักเรียนที่มาเรียนมักจะมากันเพราะ ปากต่อปาก ผู้ปกครองแนะนำต่อ ๆ กัน แต่ในยุคดิจิทัล เหล่าซืออยากให้เพจไม่ใช่เป็นแค่แหล่งโฆษณาที่เรียน แต่ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ภาษาจีนที่สามารถแบ่งปันกันได้อย่างฟรี ๆ

2021 and onwards: เปลี่ยนชื่อเพจและก่อตั้งชื่อสถาบันอย่างเป็นทางการว่า “汉ENG ฮั่นอิง” หมายถึง ทางสถาบันสามารถสอนผู้เรียนให้เก่งได้ทั้งภาษาจีน (汉) และภาษาอังกฤษ (ENG)

หวังว่านักเรียนหรือผู้สนใจในภาษาจีนและภาษาอังกฤษจะได้รับความรู้จากเพจเล็ก ๆ นี้ นะคะ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาจีนและภาษาอังกฤษค่ะ

08/08/2026

คำว่า “ฮั่วเคี้ยว” หรือ “หัวเฉียว” 华侨 Huá qiáo เป็นคำที่คนไทยเชื้อสายจีนแทบทุกคนคุ้นหูมาตั้งแต่เด็ก
ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหัวเฉียว โรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ หรือคำเรียกบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทย
ในสำเนียงแต้จิ๋ว เราออกเสียงว่า ฮั่วเคี้ยว ส่วนในภาษาจีนกลางอ่านว่า “หวาเฉียว” แม้สำเนียงจะแตกต่างกัน แต่ต่างก็หมายถึง “ชาวจีนโพ้นทะเล” เช่นเดียวกัน
ไม่แน่ใจว่ามีใครเคยสังเกตไหมครับว่าเหตุใดคำว่า “เฉียว” 侨 ที่สื่อถึง “คนโพ้นทะเล” จึงฟังคล้ายกับคำว่า “เฉียว” 桥 ที่แปลว่า “สะพาน” อย่างน่าประหลาด
แท้จริงแล้ว ในทางอักษรศาสตร์ ทั้งสองคำมีรากกำเนิดคนละสายโดยสิ้นเชิง
侨 (僑) เป็นอักษรที่มีความหมายเกี่ยวกับการไปพำนักอาศัยอยู่ต่างถิ่น ก่อนจะพัฒนาความหมายมาเป็น “ชาวจีนโพ้นทะเล”
ส่วน 桥 (橋) เป็นอักษรที่หมายถึง “สะพาน” ซึ่งมีองค์ประกอบเกี่ยวกับไม้ ใช้เรียกสิ่งปลูกสร้างที่ทอดข้ามแม่น้ำหรือหุบเขา
แม้ทั้งสองคำจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางรากศัพท์ แต่เพราะออกเสียงเหมือนกันในภาษาจีนกลาง จึงเกิดการตีความเชิงวัฒนธรรมที่งดงามว่า “หัวเฉียว” เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมมาตุภูมิกับโลกภายนอก
และเมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่าการเปรียบเปรยนี้แทบไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย
ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก แม้จะจากบ้านเกิดไปสร้างชีวิตอยู่ต่างแดน แต่หัวใจยังคงผูกพันกับแผ่นดินบรรพบุรุษ
เมื่อประสบความสำเร็จ หลายคนส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว บริจาคสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน และสะพานให้บ้านเกิด จนคำว่า “เฉียว” กับ “สะพาน” ค่อย ๆ หลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกันในความรู้สึกของผู้คน
ผู้นำจีนหลายยุคหลายสมัยต่างกล่าวถึงชาวจีนโพ้นทะเลด้วยความเคารพและซาบซึ้ง
สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน เคยกล่าวว่า…
“งานปฏิรูปเปิดประเทศและการพัฒนาสร้างสรรค์ของเรานั้น แยกไม่ออกจากชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่ยังคงผูกพันกับบ้านเกิดและมาตุภูมิ”
พร้อมเสริมอีกว่า คุณลักษณะสำคัญของชาวจีนโพ้นทะเลคือความรักชาติรักบ้านเกิด แม้ต้องดิ้นรนสร้างชีวิตในต่างแดน แต่เมื่อยืนหยัดได้แล้ว ก็ยังคงห่วงใยครอบครัวและมาตุภูมิ
มีเงินหนึ่งหยวนก็ส่งกลับหนึ่งหยวน มีสิบหยวนก็ส่งกลับสิบหยวน นี่คือจิตวิญญาณความเป็นจีนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในสายตาของผู้นำจีน ชาวจีนโพ้นทะเลคือ “สะพาน” ที่เชื่อมจีนเข้ากับโลก
หลักฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ยืนยันคุณูปการของชาวจีนโพ้นทะเลคือ “เฉียวพี” 侨批 หรือจดหมายส่งเงินกลับบ้าน
ใช้เรียก “จดหมาย” หรือเอกสารที่ส่งถึงกัน โดยแนบตั๋วแลกเงินกลับมาหล่อเลี้ยงถิ่นกำเนิดด้วย
มันคือจดหมายที่บรรจุทั้งเงิน ความคิดถึง ความห่วงใย และกำลังใจไว้ในซองเดียวกัน
เฉียวพีจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกทั้งความผูกพันของครอบครัวและการพัฒนาของสังคมจีน จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) ของยูเนสโกในปี 2013
คุณูปการของชาวจีนโพ้นทะเลยังปรากฏชัดในแทบทุกช่วงเวลาสำคัญของจีนยุคใหม่
ในช่วงปฏิวัติและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เงินที่ส่งกลับผ่านระบบเฉียวพีกลายเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ
ต่อมาเมื่อจีนเริ่มใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะเข้าไปลงทุน แต่ชาวจีนโพ้นทะเลกลับเป็นกลุ่มแรกที่เชื่อมั่นในบ้านเกิด
นำทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และบุคลากรกลับเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
มีการประเมินว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิรูปเปิดประเทศ เงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าสู่จีนกว่าร้อยละ 60 มาจากชาวจีนโพ้นทะเล
และกิจการที่ก่อตั้งโดยชาวจีนโพ้นทะเลก็คิดเป็นสัดส่วนสูงในบรรดาวิสาหกิจที่มีเงินลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว ชาวจีนโพ้นทะเลยังเป็นกำลังสำคัญของงานสาธารณกุศล
เฉพาะมณฑลกวางตุ้งเพียงแห่งเดียว นับตั้งแต่เริ่มปฏิรูปเปิดประเทศ ชาวจีนโพ้นทะเลได้ร่วมสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และคมนาคมมากกว่า 50,000 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านหยวน
และเมื่อรวมทั้งประเทศ รวมถึงการบริจาคจากชาวฮ่องกงและมาเก๊า ยอดเงินเพื่อกิจการสาธารณกุศลก็ทะลุหลักแสนล้านหยวนไปแล้ว
นี่คือบทบาทซึ่งชาวจีนโพ้นทะเลได้สร้างขึ้นด้วยตัวเองตลอดหลายร้อยปี
พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้จากบ้านเกิดไปแสวงโชค แต่เป็น “สะพาน” เชื่อมโยงผู้คน เงินทุน ความรู้ วัฒนธรรม และความรู้สึกผูกพัน ระหว่างจีนกับโลกภายนอกอย่างแนบแน่นครับ
#ไทยคำจีนคำ #ประวัติศาสตร์

07/08/2026

น่าสนใจว่าชีวิตจริงของผู้อพยพชาวจีนในสยามเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้นลำบากเพียงใด?
“เสื่อผืนหมอนใบ” เป็นวลีที่สะท้อนการเดินทางจากบ้านเกิดมาแบบตัวเปล่า แต่ผู้ผ่านประสบการณ์นี้บางรายกลับให้ข้อมูลว่าพวกเขาไม่มีทั้งเสื่อและหมอน
ชาวจีนอพยพสู่เมืองไทย ส่วนใหญ่เดินทางมาจากมณฑลชายฝั่งทางใต้ไม่ว่าจะเป็นแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ หรือกวางตุ้ง
หลีกหนีความอดอยาก ภัยสงคราม ความวุ่นวายทางการเมือง และการขาดแคลนที่ดินทำกิน
เมื่อก้าวลงจากเรือสำเภาหรือเรือกลไฟที่กรุงเทพฯ สิ่งที่มีติดตัวมาจริง ๆ อาจมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด เงินไม่กี่เหรียญ และความหวังว่าจะมีชีวิตรอด
ภาษาก็คุยกับคนท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง ไม่มีต้นทุนอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าเงินหรือการศึกษา ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์เลือกงาน
ขอเพียงงานอะไรก็ได้ที่เขารับ มีข้าวให้กิน และมีเงินส่งกลับบ้านได้ ก็พร้อมจะทำทุกอย่าง
กลายเป็นชื่ออาชีพเมื่อกว่าร้อยปีก่อนที่เราคุ้นเคย และอ่านจะเคยอ่านเจอ เช่น เจ๊กขายขวด รถเจ๊ก เจ๊กเทถัง ฯลฯ
ก็คือ คนจีนที่ยอมทำอาชีพหลาย ๆ อย่างที่คนท้องถิ่นไม่อยากทำ
ในยุคนั้น คำว่า “เจ๊ก” ยังไม่ได้มีความหมายเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามเหมือนที่หลายคนเข้าใจในปัจจุบัน หากแต่เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชาวจีนทั่วไป จนถูกนำไปใช้ประกอบชื่ออาชีพต่าง ๆ อย่างเป็นปกติ
ไม่มีใครรู้สึกว่าคำเหล่านี้เป็นคำด่า เพราะมันเป็นเพียงคำเรียกคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำงานเลี้ยงชีพอยู่ในสังคมไทย
งานที่หนักที่สุดและสกปรกที่สุดอย่างหนึ่งในสมัยนั้นคืออาชีพ “เจ๊กเทถัง”
ก่อนที่กรุงเทพฯ จะมีระบบสุขาภิบาลแบบปัจจุบัน บ้านเรือนส่วนใหญ่ใช้ถังไม้รองรับสิ่งปฏิกูล
ทุกคืนจนถึงรุ่งสาง คนงานกลุ่มนี้จะเดินหาบถังอุจจาระออกจากบ้านเรือนและร้านค้า เพื่อนำไปกำจัดหรือส่งต่อเป็นปุ๋ยทางการเกษตร
เป็นงานที่คนจำนวนมากรังเกียจ กลิ่นเหม็นติดตัวตลอดเวลา และแทบไม่มีใครอยากเข้าใกล้
แต่คนจีนจำนวนไม่น้อยยอมทำ เพราะงานนี้มีรายได้แน่นอน และไม่มีคู่แข่งมากนัก
อีกกลุ่มหนึ่งคือ “จับกัง” หรือกรรมกรแบกหามตามท่าเรือและโรงสี อาชีพนี้มาจากอักษร 杂工 แปลว่า ”งานออกแรงอะไรก็ได้ ที่ใครใช้ให้ทำก็ทำหมด“
ในยุคที่การค้าส่วนใหญ่ยังอาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดหลักของประเทศ กระสอบข้าวสาร น้ำตาล เกลือ และสินค้าเกษตรนับล้านกระสอบต้องอาศัยแรงคนในการขนถ่าย
กรรมกรจีนจำนวนมากต้องแบกของหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นลงเรือทั้งวัน ท่ามกลางแดดร้อนจัดและฝนที่ตกไม่เลือกฤดู
หากลื่นตกน้ำหรือได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันชีวิต และไม่มีใครชดเชยรายได้ให้
ทำงานได้ก็มีข้าวกิน ไม่ต้องอดอยากเหมือนอยู่ในแผ่นดินเกิด
บนท้องถนนของกรุงเทพฯ ในอดีต ยังมีภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ “รถเจ๊ก” หรือรถลาก
ก่อนยุครถเมล์และแท็กซี่ คนจีนจำนวนมากใช้แรงขาของตัวเองลากผู้โดยสารไปตามถนนดิน ถนนลูกรัง และตรอกซอกซอยทั่วพระนคร
บางวันต้องวิ่งเป็นสิบ ๆ กิโลเมตรตั้งแต่เช้ามืดจนพระอาทิตย์ตก
รายได้ที่ได้รับอาจไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอให้ประทังชีวิตและเก็บเงินทีละเล็กละน้อย
นอกจากนี้ยังมีคนจีนอีกจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นจากการเดินรับซื้อของเก่า
พวกเขาหาบตะกร้าหรือเข็นรถไม้ไปตามชุมชน รับซื้อขวดแก้ว เศษเหล็ก กระดาษเก่า เสื้อผ้ามือสอง หรือสิ่งของที่คนอื่นมองว่าไร้ค่า
หลายคนเริ่มต้นจากทุนเพียงไม่กี่บาท
แต่เมื่อทำไปนานวันเข้า ก็เริ่มรู้ว่าของประเภทใดขายได้ โรงงานไหนรับซื้อ และสินค้าชนิดใดกำลังเป็นที่ต้องการ
จากคนเดินรับซื้อของเก่า จึงค่อย ๆ ขยับมาเป็นเจ้าของร้านรับซื้อของเก่า และบางรายก็เติบโตจนกลายเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
ส่วนในพื้นที่ห่างไกล ทั้งเหมืองแร่ ป่าไม้ และการก่อสร้างทางรถไฟ ก็เต็มไปด้วยแรงงานจีนเช่นกัน
การตัดถนน ขุดอุโมงค์ ขนหิน ถางป่า และทำเหมืองในสมัยนั้นล้วนต้องอาศัยแรงคนเกือบทั้งหมด
หลายคนเสียชีวิตจากมาลาเรีย อหิวาตกโรค อุบัติเหตุ และสภาพการทำงานที่โหดร้าย
บางคนจากบ้านเกิดมาแล้วไม่เคยได้กลับไปเห็นหน้าพ่อแม่อีกเลย
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนจีนรุ่นบุกเบิกเหล่านี้จำนวนมากไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังทำงานต่ำต้อย
แต่มันคือ “ขั้นตอน” ของการสร้างชีวิต
กลางวันใช้แรงงาน
กลางคืนจดบัญชี
ประหยัดทุกบาททุกสตางค์
กินข้าวต้ม ผักดอง หรืออาหารง่าย ๆ
นอนห้องเช่าคับแคบรวมกันหลายคน
และเก็บหอมรอมริบอย่างอดทน
หลายคนเริ่มจากลูกจ้าง ขยับเป็นหัวหน้าคนงาน และกลายเป็นนายหน้า
จากนายหน้ากลายเป็นเจ้าของร้าน และจากเจ้าของร้านกลายเป็นเจ้าของกิจการ
นี่คือเหตุผลที่เรามักพบว่า ลูกหลานชาวจีนจำนวนมากในประเทศไทยมีรากฐานมาจากครอบครัวที่เคยลำบากอย่างถึงที่สุด
เบื้องหลังร้านทอง โรงสี โรงงาน บริษัทนำเข้า–ส่งออก หรือธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อย อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากชายคนหนึ่งที่เคยแบกกระสอบอยู่ริมท่าเรือ เคยลากรถอยู่กลางแดด หรือเคยเดินรับซื้อขวดเก่าตามตรอกแคบ ๆ ของพระนคร
เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างตัวด้วยหยาดเหงื่อ แรงงาน และความอดทน
ยุคที่คำว่า “ไม่เลือกงาน” เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด
และเพราะบรรพบุรุษไม่เลือกงานในวันนั้น ลูกหลานจึงเกิดมามีโอกาสได้เลือกใช้ชีวิตในวันนี้ครับ
#ไทยคำจีนคำ #จีนโพ้นทะเล #ประวัติศาสตร์

07/08/2026

🇹🇭🇨🇳 ก่อนภาษาจีนจะฮิตในไทย สมัยก่อนเคยโดนแบนมาก่อน ทำไมถึงสมัยก่อนถึงห้ามสอนภาษาจีนในไทย?

เพื่อนๆ รู้ไหมครับครั้งนึงภาษาจีนเราเคยโดนแบนในไทยด้วย

** เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ช่วงต้นปี และหลังรัฐประหารเดือนมิถุนายนเป็นรัฐบาล พระยาพหลพลพยุหเสนา และเข้มข้นรุนแรงขึ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

✍🏻 ในช่วงปี ค.ศ. 1933 เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ซึ่งก็คือการสั่งห้ามสอนภาษาจีนในไทย และมุ่งเน้นการสอนภาษาไทยให้กับชาวจีนโพ้นทะเลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

👉🏻 การศึกษาของชาวจีนโพ้นทะเลในไทย กับจิตสำนึกรักชาติในช่วงครึ่งศตวรรษที่ 20

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 เมื่อชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งรวมถึงกลุ่มปฏิวัติต่าง ๆ ที่เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองของตน แน่นอนว่าตอนนั้น ดร. ซุน ยัดเซ็น ก็ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถึง 4 ครั้งเพื่อมาก่อตั้งสมาคมพันธมิตรจีน(同盟会)สมาคมจงหัว(中华会所)และสมาคมหนังสือพิมพ์ เพื่อกล่าวปราศรัยและเผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติ

✍🏻 และในช่วงศตวรรษที่ 20 ก็เกิดการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนในไทย โดยเน้นไปที่ ‘ซานไป่เชียน’(三百千)ซึ่งประกอบไปด้วยคัมภีร์ 3 อักษร(三字经)ที่เน้นสอนศีลธรรม จริยธรรม ความรู้รอบตัวพื้นฐาน คัมภีร์ทำเนียบร้อยแซ่(百家姓)ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมนามสกุลของชาวจีน และคัมภีร์พันอักษร(千字文)ซึ่งเป็นคัมภีร์รวมกลอนที่ใช้สอนตัวอักษรจีนจำนวน 1,000 ตัว

✍🏻 3 คัมภีร์นี้จะเน้นสอนไปที่การใช้ภาษา นอกจากนี้ ในส่วนของการสอนวัฒนธรรมจีน จะอ้างอิงจาก 4 ตำรา 5 คัมภีร์(四书五经)ซึ่งเป็นหนังสือโบราณของจีนที่รวบรวมคำสอน แนวคิดทางปรัชญา และลัทธิขงจื๊อ

อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1933 จำนวนโรงเรียนจีนในไทยก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปพร้อมกับจิตสำนึกรักชาติของชาวจีนโพ้นทะเลในไทย โดยกลุ่มปฏิวัติก็ได้จัดตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนกลางเพื่อความแน่นแฟ้นและไม่แบ่งแยกกันระหว่างชาวจีนจากแต่ละถิ่นกำเนิดต่าง ๆ ให้พี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลมีใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

🧐 แน่นอนครับว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วเราควรจงรักภักดีต่อใครกันแน่?” ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับรัฐบาลไทย จนนำไปสู่การเพิ่มมาตรการควบคุมโรงเรียนจีน จนไปถึงขั้นสั่งปิดโรงเรียนจีนเลยทีเดียว

🍁 การต่อสู้เพื่อการศึกษาของชาวจีนโพ้นทะเลในไทย

ในปี ค.ศ. 1933 รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการการศึกษาภาคบังคับ โดยกำหนดให้ลูกหลานชาวจีนที่มีอายุ 10-14 ปี ต้องอยู่ภายใต้การศึกษาภาคบังคับของไทย และต้องเรียนภาษาไทยสัปดาห์ละ 25 ชั่วโมง

โดยที่ข้อบังคับนี้มุ่งเป้าไปที่ลูกหลานชาวจีนเท่านั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกลัวภัยคุกคามของรัฐบาลไทย

✍🏻 อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งชาวจีนโพ้นทะเลก็ได้ตอบโต้ข้อบังคับนี้ ภายใต้การนำของหอการค้าจีน (中华总商会) และสมาคมบางกอก (曼谷学会) โดยร่วมมือกับโรงเรียนจีนและสำนักหนังสือพิมพ์จีน โดยการคัดค้านนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง

1. ช่วงที่หนึ่ง ยังถือว่ามีความประนีประนอมต่อกัน เพราะทางฝั่งชาวจีนโพ้นทะเลได้ยื่นคำขอต่อรองให้ลดชั่วโมงเรียนภาษาไทย จากสัปดาห์ละ 25 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 ชั่วโมง แต่ทางรัฐบาลไทยไม่อนุมัติให้

2. ช่วงที่สอง เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เพราะมีการระดมรายชื่อครูอาจารย์ นักเรียน และผู้ปกครองชาวจีนโพ้นทะเลกว่า 6,000 คนมาร้องเรียนเรื่องการสอนภาษาไทยให้ชาวจีน ซึ่งฝั่งรัฐบาลไทยก็ไม่เห็นด้วยและออกข้อบังคับที่เข้มงวดมากขึ้น

เช่น สั่งตักเตือนหอการค้าจีน คณะบริหารโรงเรียนจีนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังสั่งห้ามครูอาจารย์ยุยงนักเรียนและเหล่าผู้ปกครองเข้าร่วมขบวนการคัดค้าน ซึ่งเหตุการณ์ช่วงนี้ได้นำไปสู่การสั่งปิดโรงเรียนจีนในไทย

🇨🇳 แน่นอนครับว่าข่าวนี้ได้ไปถึงฝั่งจีน เรียกได้ว่าเป็นเรื่องพิพาทระหว่างประเทศเลยทีเดียว เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ฝั่งจีน โดยเฉพาะพ่อค้าข้าวในเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง กว่างซี ได้เริ่มคว่ำบาตรข้าวไทย ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

จนสุดท้ายรัฐบาลไทยต้องส่งคนไปเจรจา สร้างสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อให้กลับมาเปิดตลาดสินค้าดังเดิม ดังนั้น แม้โรงเรียนจีนจะถูกสั่งปิดไปถึง 242 แห่งจนแทบไม่เหลือในไทยไปแล้วช่วงหนึ่ง แต่ก็กลับมาฟื้นฟูในช่วงหลัง โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้จะสามารถกลับมาเปิดโรงเรียนจีนได้แล้ว แต่ชาวจีนก็ยังต้องเรียนภาษาไทยสัปดาห์ละ 25 ชั่วโมงตามกำหนดของรัฐบาล นอกจากนี้ สิ่งที่เข้มงวดขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือการทดสอบครูจีน

✍🏻 โดยครูจีนที่จะสอนที่ไทยได้ ต้องสอบภาษาไทยให้ผ่าน ซึ่งด้วยข้อจำกัดทางภาษาหลายๆ อย่าง ณ บริบทนั้น ทำให้เป็นไปได้ยากมากๆ ครับในสมัยนั้น และในบรรดาครูชาวจีนที่สอบวัดระดับภาษาไทยในช่วงปี ค.ศ. 1935 มีเพียงคนเดียวที่สอบผ่าน เพราะเป็นชาวจีนที่เกิดในไทยนั่นเอง

🧐 ยิ่งสมัยจอมพลป. ก็ยิ่งหนักครับ เพราะดำเนินนโยบายชาตินิยมไทยเข้มข้นขึ้นมาก ช่วง 1938–1940 มีโรงเรียนจีนถูกปิดถึงประมาณ 242 แห่ง และในปี 1940 โรงเรียนจีนในกรุงเทพฯ แทบทั้งหมดถูกสั่งปิด เรียกว่าสายสัมพันธ์แทบสะบั้นครับ ก่อนทุกอย่างจะมาฟื้นฟูในปี ค.ศ. 1946 หลังสมครางโลกครั้งที่ 2

เราจะเห็นได้ว่า กว่าที่ภาษาจีนจะเป็น 1 ในภาษายอดฮิตที่คนไทยนิยมเรียนเป็นภาษาที่ 3 แบบทุกวันนี้ได้นั้น ก็เคยผ่านยุคสมัยที่ไม่ได้รับการยอมรับและถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของภัยคุกคามทางอุดมการณ์มาก่อนเช่นกัน

เรื่องนี้เดี๋ยวจะมีทางช่องแดงด้วยครับ ใครสนใจกดซํบรอกันได้น้า

ผู้เขียนและเรียบเรียง: ผู้ช่วยแอดมิน艺琳

แหล่งที่มา : 成都大学学报(社会科学版) Journal of Chengdu University(Social Sciences)

07/08/2026

“ขออีกนิด รวยแล้วจะกลับบ้าน”
อาจจะเพราะคิดแบบนี้ ทำให้คนจีนโพ้นทะเลจำนวนมากในอดีต ไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย
สำหรับชาวจีนที่อพยพข้ามทะเลมายังสยามเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ความฝันสูงสุดของพวกเขาไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร
แค่ต้องการมีชีวิตรอดในช่วงเริ่มต้น
มีข้าวกินทุกมื้อ
มีเงินส่งกลับไปให้พ่อแม่
และสักวันหนึ่งจะได้กลับไปยังหมู่บ้านเดิมอย่างภาคภูมิใจ
ในระยะแรกนั้นหลายคนไม่มีความคิดจะอพยพถาวร แค่คาดหวังว่าสถานการณ์ที่บ้านเกิดประสบกับภัยสงครามและความอดอยากจะคลี่คลาย แล้วพวกเขาจะกลับไป
จีนมีสำนวนกินใจ ที่เป็นเป้าชีวิตของจีนโพ้นทะเลนับล้าน นั่นคือ…
衣锦还乡
Yì jǐn huán xiāng
(อี-จิ่น-หวน-เซียง)
“สวมเสื้อผ้าแพรกลับบ้านเกิด”
ในอดีต ผ้าไหมถือเป็นเครื่องแต่งกายของผู้มีฐานะ การสวมชุดไหมกลับไปยังบ้านเกิด จึงหมายถึงการกลับไปพร้อมความสำเร็จ
เงินทอง ชื่อเสียง ที่พิสูจน์ว่าการเดินทางสู่โพ้นทะเลนั้นได้รับชัยชนะ สามารถกลับไปบอกบรรพบุรุษและญาติพี่น้องว่า “ข้าทำสำเร็จแล้ว”
นี่คือความฝันของชาวจีนโพ้นทะเลแทบทุกคน
โดยเฉพาะคนที่จากบ้านมาอย่างยากจนข้นแค้น แทบไม่มีเงินทองติดตัว
.
ต้องขายที่นา จำนำบ้าน กู้เงินเป็นค่าเรือ และฝากชีวิตไว้กับการเดินทางในทะเลอันโหดร้าย
เมื่อมาถึงสยาม พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด ทั้งแบกกระสอบ ลากรถ ขุดเหมือง รับซื้อของเก่า เทถังส้วม
อะไรก็ได้ที่มีคนจ้าง แต่คนอื่นไม่อยากทำ
ยอมใส่เสื้อผ้าเก่า
กินข้าวต้มกับผักกาดดอง
ทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมง
ประหยัดทุกบาททุกสตางค์
ทุกครั้งที่เหงื่อไหล ทุกครั้งที่ร่างกายปวดเมื่อย ก็มักปลอบใจตัวเองด้วยความคิดที่ว่า “อดทนอีกหน่อย”
“เก็บเงินอีกหน่อย”
“รวยแล้วเดี๋ยวกลับบ้าน”
แต่ปัญหาคือ การกลับบ้านในสังคมจีนสมัยนั้นมันมีต้นทุน ทั้งทางตัวเงิน และจิตใจ
ถ้ากลับไปแบบจน ๆ หลายคนมองว่ามันก็ไม่มีความหมายอะไร
ดังนั้นเมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ก็มักจะคิดว่า “ขอมากกว่านี้อีกหน่อย”
เมื่อได้เงินเพิ่มขึ้นก็คิดว่า “อีกนิดดีกว่า”
เมื่อเริ่มมีฐานะก็คิดว่า “รอให้พร้อมกว่านี้ก่อน”
คำว่า “อีกนิด” จึงกลายเป็นกับดักที่มองไม่เห็น ทำให้หลายคนที่ส่งเงินกลับบ้านตลอดชีวิต
สร้างบ้านให้พ่อแม่
ส่งน้องเรียนหนังสือ
ช่วยเหลือญาติพี่น้อง
แต่ตัวเองกลับไม่เคยได้กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดอีกเลย
เวลาผ่านไปสิบปี
ยี่สิบปี
สามสิบปี
จากชายหนุ่มกลายเป็นชายชรา ร่างกายที่เคยแข็งแรงเริ่มทรุดโทรม
หลังที่เคยแบกกระสอบเริ่มคดงอ
เข่าที่เคยวิ่งลากรถเริ่มเดินไม่ไหว
สุดท้ายหลายคนจากโลกนี้ไปโดยไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย
นี่คือเหตุผลที่สุสานจีนจำนวนมากในแผ่นดินไทยเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนที่เคยฝันจะกลับบ้าน แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะหมดเวลาก่อน
รุ่นลูกรุ่นหลานอย่างพวกเรา โชคดีแค่ไหนที่เกิดมาในยุคนี้
ชีวิตคนยุคก่อนนั้นไม่ง่ายจริง ๆ ครับ
#ไทยคำจีนคำ #ประวัติศาสตร์

06/08/2026
บรรยายนี้น่าฟังค่ะ ไม่ต้องลงทะเบียนด้วยนะ ตามฟังจาก page Facebook ด้านล่างนี้ได้เลย 💕*โพยก๊วน คือ เงิน + จดหมาย ที่คนจีน...
05/08/2026

บรรยายนี้น่าฟังค่ะ ไม่ต้องลงทะเบียนด้วยนะ ตามฟังจาก page Facebook ด้านล่างนี้ได้เลย 💕

*โพยก๊วน คือ เงิน + จดหมาย ที่คนจีนโพ้นทะเลส่งกลับไปหาครอบครัวตนเองที่จีนแผ่นดินใหญ่ค่ะ

🇨🇳🇹🇭 อาศรมสยาม-จีนวิทยา เชิญฟังบรรยายหัวข้อ
“โพยก๊วน จดหมายเชื่อมหัวใจคนโพ้นทะเล"

วิทยากร: ดร. เศรษฐพงษ์ จงสงวน
ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาและพุทธศาสนามหายาน

📅เผยแพร่การบรรยาย: วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569
⏰เวลา 14:00-16:00 น.
📽️ทาง Facebook Live อาศรมสยาม-จีนวิทยา

📮สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : อาศรมสยาม-จีนวิทยา
โทรศัพท์ : 02-071-1009
E-mail: [email protected]

16/07/2026

จัดมาตรฐานภาษาจีนกลางในแต่ละภูมิภาคของจีน

จัดอันดับมาตรฐานภาษาจีนกลางรายภูมิภาคเขตการปกครองของจีน ภูมิภาคที่พูดภาษาจีนกลางได้ตรงมาตรฐานไม่ติดสำเนียงถิ่น คือ พื้นที่สีแดง เพื่อนสมาชิกที่ได้เดินทางไปจีน เห็นด้วยกับมุมมองการจัดอันดับนี้มั๊ย

สำเนียงจีนมีเยอะมาก ตามความเข้าใจของแอดก็คือจะแบ่งไปตามวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งในจีนเองที่เป็นชาวฮั่นกลุ่มชาติพันธุ์หลักไม่รวมชนกลุ่มน้อยก็มีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรมที่อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ สำเนียงก็จะแตกต่างกันไป ถึงขั้นมีการจัดอันดับว่าแตกต่างกันระดับหมู่บ้านหรือระดับตำบล อย่างเช่นว่า เดินออกจากหมู่บ้านตัวเองจะไม่สามารถสื่อสารกับอีกหมู่บ้านได้รู้เรื่องหรือเข้าใจถ้าใช้สำเนียงถิ่น เป็นต้น ลองเปรียบเทียบในประเทศเราเองใช้ภาษาถิ่นคุยกันก็ไม่ง่ายที่จะสื่อสารกันรู้เรื่อง ดังนั้นจึงต้องมีภาษากลางเพื่อสื่อสาร หากอยากฟังสำเนียงจีนกลางมาตรฐาน Standard Mandarin หรือที่เรียกว่าผู่ถงฮว่า Putonghua Pǔtōnghuà 普通话 ให้ไปที่อำเภอหลวนผิง luán píng xiàn 滦平县 จังหวัดเฉิงเต๋อ chéngdé shì 承德市 มณฑลเหอเป่ย Héběi shěng 河北省 ทางตอนเหนือของจีน เป็นบ้านเกิดของสำเนียงมาตรฐานของภาษาจีนกลาง

ภาษาจีนกลางแบบเจียวเหยียน 椒盐普通话 คืออะไร เจียวเหยียน jiāo yán 椒盐 เป็นคำศัพท์ในภาษาถิ่นเสฉวนที่ใช้เรียกสำเนียงการพูดภาษาจีนกลางที่ไม่เป็นมาตรฐาน โดยทั่วไปแล้วหมายถึงภาษาจีนกลางสำเนียงเสฉวน ซึ่งเป็นภาษาที่เกิดจากการแทนที่คำศัพท์ในภาษาถิ่นเสฉวนด้วยสำเนียงภาษาจีนกลางมาตรฐาน ทำให้เกิดความตลกขบขันเหมือนการปล่อยมุกขำขัน

รสชาติของเกลือและพริกหมาล่าเป็นรสชาติทั่วไปในอาหารเสฉวน โดยทำผ่านการผสมเม็ดหมาล่าเสฉวนหรือฮวาเจียว 花椒粒 กับเกลือ ชาวเสฉวนใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงภาษาจีนกลางที่มีสำเนียงเสฉวน ชาวเสฉวนมักใช้สำนวนว่า "ไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน แต่ฉันกลัวคนเสฉวนพูดภาษาจีนกลาง" 天不怕,地不怕,就怕四川人说普通话 เพื่อล้อเลียนถึงความตลกขบขันของภาษาจีนกลางที่มีรสชาติเกลือและพริกไทย

ภาษาจีนกลางพลาสติก 塑料普通话 เป็นคำแสลงที่นิยมใช้ในโลกอินเทอร์เน็ตเพื่ออธิบายภาษาจีนกลางที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นอย่างมาก ส่งผลให้การออกเสียงหรือคำศัพท์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อคำนี้แพร่หลายในโลกออนไลน์ จึงค่อย ๆ กลายมาเป็นสำนวนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างภาษาถิ่นและภาษาจีนกลาง

คำนี้มีต้นกำเนิดในมณฑลหูหนาน มีลักษณะเด่นคือช่วงเสียงวรรณยุกต์กว้าง การใช้คำภาษาถิ่นผสมกัน และความไม่สามารถแยกแยะเสียง "น" และ "ล" ได้ คำเสริมกริยาที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ "哒", "咯", "啵", "塞" และ "嘞" คำนี้แพร่หลายไปทั่วประเทศผ่านรายการวาไรตี้ต่างๆ เช่น Kuài yuè dàběnyíng 快乐大本营 และ tiāntiān xiàngshàng 天天向上 และก่อให้เกิดคำแสลงยอดนิยมในอินเทอร์เน็ต เช่น ม๊วบ ม๊วบ me me dā 么么哒

หลุมดำภาษาจีนกลาง 普通话黑洞 โดยทั่วไปหมายถึงศิลปินจากฮ่องกงและไต้หวัน หรือคนดังต่างชาติที่มีการออกเสียงไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ความสับสนทางโทนเสียง ทำให้ฟังภาษาจีนกลางเข้าใจยากมาก หรือปรากฏการณ์ที่สร้างความขบขันอย่างเหลือเชื่อในทันทีที่พวกเขาอ้าปากพูด ทำให้เกิดเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน (เช่น อาด้า ชอย, จูเลียน จาง, แจ็คสัน หวัง เป็นต้น)

02/07/2026

ชาวจีนฮากกา (Hakka/客家) ในประเทศไทย
ประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
ชาวจีนฮากกา/ขักกา (Hakka/客家) หรือที่คนไทยเรียกว่า "จีนแคะ" เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของชาวจีนฮั่นที่มีประวัติการอพยพย้ายถิ่นฐานยาวนานหลายศตวรรษ ทั้งภายในประเทศจีนและสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย แม้จะมีจำนวนประชากรน้อยกว่าชาวจีนแต้จิ๋วหรือฮกเกี้ยน แต่ชาวฮากกามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และการศึกษาในประเทศไทย อีกทั้งยังคงรักษาภาษา ขนบธรรมเนียม และเครือข่ายชุมชนของตนไว้ได้อย่างเข้มแข็ง
1. ความเป็นมาของชาวฮากกา
คำว่า "ฮากกา" (客家; Hakka) มีความหมายตามตัวอักษรว่า "ครอบครัวผู้มาเยือน" หรือ "ผู้มาอยู่ใหม่" (Guest Families) สะท้อนประวัติศาสตร์การอพยพของบรรพบุรุษชาวฮากกาที่เคลื่อนย้ายจากจีนตอนเหนือ ลงมาตั้งถิ่นฐานในจีนตอนใต้หลายระลอก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา เนื่องจากสงคราม ความไม่สงบทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์
ชาวฮากกากระจายตัวอยู่ในพื้นที่สำคัญ ได้แก่
มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong)
มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian)
มณฑลเจียงซี (Jiangxi)
บางส่วนของมณฑลกวางสี (Guangxi) และไหหลำ
ด้วยการอพยพต่อเนื่องหลายร้อยปี ทำให้ชาวฮากกาพัฒนาภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากกลุ่มจีนฮั่นอื่น แม้จะมีรากเหง้าร่วมกันก็ตาม
2. การอพยพเข้าสู่ประเทศไทย
การอพยพของชาวจีนฮากกาเข้าสู่สยามเกิดขึ้นหลายระลอก แต่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายสมัยอยุธยาและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนจะมีจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ 3–5
สาเหตุสำคัญ ได้แก่
- ความยากจนและการขาดแคลนที่ดินทำกินในจีนตอนใต้
- สงครามฝิ่น
- ความไม่สงบในช่วง กบฏไท่ผิง
* การขยายตัวของเศรษฐกิจสยาม ซึ่งต้องการแรงงานและผู้ประกอบการ
ชาวฮากกาเดินทางโดยเรือสำเภาจากเมืองท่าทางตอนใต้ของจีน เช่น ซัวเถา เหมยโจว และฮุ่ยโจว ผ่านเครือข่ายการค้าของชาวจีนโพ้นทะเล ก่อนเข้ามาตั้งรกรากในสยาม
3. การตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย
แม้ว่าชาวจีนแต้จิ๋วจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ชาวฮากกาก็มีชุมชนสำคัญกระจายอยู่หลายภูมิภาค
กรุงเทพมหานคร
ชุมชนฮากกาตั้งอยู่ในย่านการค้าเก่า เช่น
- เยาวราช
- เสือป่า
- วรจักร
- สำเพ็ง
หลายครอบครัวประกอบอาชีพเป็นช่างฝีมือ ผู้ผลิตรองเท้า เครื่องหนัง ร้านเหล็ก โรงงานขนาดย่อม และกิจการค้าส่ง
ภาคใต้
ภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีชาวฮากกาหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะ
- เบตง
- หาดใหญ่
ชาวฮากกาจำนวนมากทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก เป็นผู้รับสัมปทาน ผู้ประกอบการ และช่างเทคนิค ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19–20 รวมไปถึงชาวฮากกาที่เบตง ที่ประกอบอาชีพสวนยาง บุกเบิกยางพาราในพื้นที่เบตง
ภาคกลางและภาคตะวันตก

พบชุมชนฮากกาใน
- กาญจนบุรี
- ราชบุรี
- นครปฐม
- เพชรบุรี
โดยประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม การค้า โรงสี ช่างไม้ และงานก่อสร้าง
ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พบชุมชนฮากกาในหลายเมืองใหญ่ๆ
- ลำปาง
- เชียงใหม่
- ขอนแก่น
- บุรีรัมย์
- อุบลราชธานี
โดยประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม การค้า โรงสี การขนส่ง
4. บทบาทต่อเศรษฐกิจไทย
ชาวฮากกาได้รับการยอมรับว่าเป็นกลุ่มที่มีความขยัน อดทน และมีทักษะด้านช่างและการประกอบธุรกิจ
กิจการที่พบได้มาก ได้แก่
- โรงงานรองเท้า
- เครื่องหนัง
- งานช่างไม้
- งานโลหะ
- เหมืองแร่
- ธุรกิจค้าส่ง
- โรงสี
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- การเงินและธนาคาร
ตัวอย่างตระกูลและบุคคลเชื้อสายฮากกาที่มีบทบาทสำคัญ เช่น
- อานันท์ ปันยารชุน - อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้แซ่หลิว (劉)
- ทักษิณ ชินวัตร - อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้แซ่คู (邱)
- ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร - อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ใช้แซ่คู (邱)
- เศรษฐา ทวีสิน - อดีตนายกรัฐมนตรี มีเชื้อสายจากฝั่งมารดา ใช้แซ่จู (朱)
- แพทองธาร ชินวัตร - อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้แซ่คู (邱)
- เกียรติ วัธนเวคิน (คิ้วเซ่เกี้ยน) - ผู้ก่อตั้งและเจ้าของกิจการธนาคารเกียรติ- นาคินภัทร ใช้แซ่คิ้ว (丘)
- โชติ ล่ำซำ - ผู้ก่อตั้ง และเจ้าของกิจการธนาคารกสิกรไทย ใช้แซ่หวู่ (伍)
- วิกรม กรมดิษฐ์ - ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ใช้แซ่คู (邱)
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่าความสำเร็จทางเศรษฐกิจเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งเครือข่ายเครือญาติ การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว
5. ภาษาและอัตลักษณ์
ภาษาฮากกาเป็นหนึ่งในภาษากลุ่มจีน (Sinitic Languages) มีสำเนียงและระบบเสียงแตกต่างจากภาษาจีนกลาง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือกวางตุ้ง
ในประเทศไทย ปัจจุบันผู้พูดภาษาฮากกาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขณะที่คนรุ่นใหม่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แม้เช่นนั้น ภาษาฮากกายังคงได้รับการอนุรักษ์ผ่าน สมาคมฮากกา โรงเรียนจีน กิจกรรมทางวัฒนธรรม และเทศกาลประจำปี
6. อาหารจีนฮากกา
อาหารฮากกามีจุดเด่นคือเรียบง่าย ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย และเหมาะกับวิถีชีวิตของผู้ที่ต้องอพยพอยู่เสมอ โดยนิยมการตุ๋น นึ่ง หมัก และถนอมอาหาร
อาหารที่มีชื่อเสียง ได้แก่
- เคาหยก (扣肉; Khau Yuk) หมูสามชั้นตุ๋นกับผักกาดดองแห้ง
- ย่งเต้าฝู่ (釀豆腐; Yong Tau Foo) เต้าหู้ยัดไส้หมู ลูกชิ้นแคะ ซึ่งดัดแปลงจากย่งเต้าฝู่ในไทย
- ไก่อบเกลือ
- ผักดองเหมยไฉ่
อาหารหลายชนิดแพร่หลายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารจีนในประเทศไทย
7. ความเชื่อและประเพณี
ชาวฮากกาให้ความสำคัญกับ
การเคารพบรรพบุรุษ
เทศกาลตรุษจีน
เทศกาลเช็งเม้ง
เทศกาลสารทจีน
เทศกาลไหว้พระจันทร์
ส่วนการนับถือเทพเจ้ามีความหลากหลาย เช่น
เจ้าแม่กวนอิม
เทพเจ้ากวนอู
เทพเจ้าซำไท้จื้ออ๊วง
เทพเจ้าปึงเถ่ากง
ทั้งนี้ การนับถือเทพเจ้าจะแตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิดของแต่ละตระกูล ไม่ได้มีเทพองค์ใดที่เป็น "เทพประจำชาวฮากกา" โดยเฉพาะ
8. องค์กรชุมชน
ชาวฮากกาในประเทศไทยมีการรวมตัวจัดตั้งสมาคมต่าง ๆ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและช่วยเหลือสมาชิก เช่น สมาคมฮากกาแห่งประเทศไทย
สมาคมฮากกาประจำจังหวัดต่าง ๆ สมาคมเหล่านี้ดำเนินกิจกรรมด้าน การศึกษา สาธารณกุศล การอนุรักษ์ภาษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการสร้างเครือข่ายระหว่างคนไทยเชื้อสายฮากกา
9. ชาวฮากกาในสังคมไทยปัจจุบัน
ปัจจุบัน ชาวจีนฮากกาได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างสมบูรณ์ ลูกหลานจำนวนมากประกอบอาชีพในหลากหลายสาขา ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ การแพทย์ การศึกษา วิศวกรรม และศิลปวัฒนธรรม แม้วิถีชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่หลายครอบครัวยังคงรักษาภาษา ประเพณี และเครือข่ายชุมชนของชาวฮากกาไว้ ทำให้วัฒนธรรมฮากกายังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในประเทศไทย
อ้างอิง
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. พจนานุกรมศัพท์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย.
G. William Skinner. Chinese Society in Thailand: An Analytical History. Cornell University Press, 1957.
Mary Somers Heidhues. Southeast Asia's Chinese Minorities.
Hakka Affairs Council. Introduction to Hakka Culture.
UNESCO. เอกสารด้านมรดกวัฒนธรรมและภาษาเกี่ยวกับชุมชนฮากกา.

ที่อยู่

Ban Pong
70110

เบอร์โทรศัพท์

+66877545614

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 汉ENG ฮั่นอิง ติวเตอร์ฝ้ายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง 汉ENG ฮั่นอิง ติวเตอร์ฝ้าย:

ทางลัด

แชร์

ประเภท