Brio Botanical Research Garden - BBRG

Brio Botanical Research Garden - BBRG Brio Botanical Research Garden [Brio Garden]

New species from Northern Thailand
26/01/2025

New species from Northern Thailand

::: ร่วมเทิดทูนพระคุณครู :::
ค้นพบและตั้งชื่อพืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ให้แก่นักพฤกษศาสตร์ชาวไทยคนแรกที่ศึกษาอนุกรมวิธานพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย
นักวิจัยหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ค้นพบพืชสกุลเปราะทองชนิดใหม่และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร.พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ ผู้เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวไทยคนแรกที่บุกเบิกการศึกษาอนุกรมวิธานพืชวงศ์ขิงของประเทศไทย
“เปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญ” (𝘾𝙤𝙧𝙣𝙪𝙠𝙖𝙚𝙢𝙥𝙛𝙚𝙧𝙞𝙖 𝙥𝙪𝙖𝙣𝙜𝙥𝙚𝙣𝙞𝙖𝙚 𝗣. 𝗦𝗮𝗲𝗻𝘀𝗼𝘂𝗸, 𝗦𝗮𝗲𝗻𝘀𝗼𝘂𝗸, 𝗕𝗼𝗼𝗻𝗺𝗮 & 𝗧𝗲𝗰𝗵𝗮) จัดอยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae family) สกุลเปราะทอง (𝘊𝘰𝘳𝘯𝘶𝘬𝘢𝘦𝘮𝘱𝘧𝘦𝘳𝘪𝘢 genus) ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์โดยคำระบุชนิดมาจากชื่อของท่าน การตั้งชื่อพืชชนิดใหม่ให้กับท่านเป็นการยกย่องในความทุ่มเทของศาสตราจารย์ ดร.พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ ที่ได้สร้างคุณูปการอันสำคัญยิ่งต่อการศึกษาทางพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังในการสืบสานงานด้านพฤกษศาสตร์ให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
พืชชนิดใหม่ชนิดนี้ถูกพบในระหว่างที่ทำการศึกษาความหลากหลายของพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ภาคเหนือของประเทศไทย ร่วมกันศึกษาอนุกรมวิธานโดย รองศาตราจารย์ ดร.สุรพล แสนสุข (Surapon Saensouk) หัวหน้าหน่วยวิจัยฯ และเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพร แสนสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์, ผศ.อารีรัตน์ รักษาศิลป์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และนายธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอกหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยนักวิจัยทั้งสี่เป็นสมาชิกของหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ (𝗗𝗶𝘃𝗲𝗿𝘀𝗶𝘁𝘆 𝗼𝗳 𝗙𝗮𝗺𝗶𝗹𝘆 𝗭𝗶𝗻𝗴𝗶𝗯𝗲𝗿𝗮𝗰𝗲𝗮𝗲 𝗮𝗻𝗱 𝗩𝗮𝘀𝗰𝘂𝗹𝗮𝗿 𝗣𝗹𝗮𝗻𝘁 𝗳𝗼𝗿 𝗜𝘁𝘀 𝗔𝗽𝗽𝗹𝗶𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศึกษาวิจัยร่วมกับ นายชัยณรงค์ เตชา จากสวนสุโข จังหวัดสุโขทัย, ดร.ศรายุทธ รักอาชา จากสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, และ Mr.Danh Đức Nguyễn จากมหาวิทยาลัย Thu Dau Mot ประเทศเวียดนาม
หลังจากที่ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ไม่ตรงกับชนิดอื่น ๆ ที่มีการระบุชื่อวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้วิจัยได้จึงขออนุญาตจากท่านศาสตราจารย์ ดร.พวงเพ็ญ ศิริรักษ์ ในการนำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อพืชชนิดใหม่ของโลก โดยตั้งชื่อภาษาไทยว่า “เปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญ” และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “𝘾𝙤𝙧𝙣𝙪𝙠𝙖𝙚𝙢𝙥𝙛𝙚𝙧𝙞𝙖 𝙥𝙪𝙖𝙣𝙜𝙥𝙚𝙣𝙞𝙖𝙚 𝗣. 𝗦𝗮𝗲𝗻𝘀𝗼𝘂𝗸, 𝗦𝗮𝗲𝗻𝘀𝗼𝘂𝗸, 𝗕𝗼𝗼𝗻𝗺𝗮 & 𝗧𝗲𝗰𝗵𝗮” โดยผลงานพืชชนิดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ สนับสนุนโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ 𝗛𝗲𝗹𝗶𝘆𝗼𝗻 ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 (มกราคม 2025)
เปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญ มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาคล้ายกับเปราะทองกมลวรรณมากที่สุด แต่สามารถแยกความแตกต่างได้ชัดเจนจากลักษณะเด่น คือ (1) เปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญจะมีใบด้านใต้ใบเป็นสีแดงอมม่วง ในขณะที่ใบของเปราะทองกมลวรรณจะเขียวทั้งสองด้าน (2) เกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน (staminodes) ของเปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญมีปลายแหลม แต่เปราะทองกมลวรรณมีส่วนปลายโค้งมน และ (3) กลีบปาก (labellum) ของเปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญมีปลายแหลมไม่มีแฉก แต่เปราะทองกมลวรรณมีส่วนปลายโค้งมนและมีแฉกเล็กน้อย
ปัจจุบันมีความหลากชนิดของพืชสกุลเปราะทองในโลกทั้งหมด 8 ชนิด (species) ได้แก่ เปราะทอง (𝘊𝘰𝘳𝘯𝘶𝘬𝘢𝘦𝘮𝘱𝘧𝘦𝘳𝘪𝘢 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 Mood & K.Larsen), เปราะทองก้านใบยาว (𝘊. 𝘭𝘰𝘯𝘨𝘪𝘱𝘦𝘵𝘪𝘰𝘭𝘢𝘵𝘢 Mood & K.Larsen), เปราะทองลาร์เซน (𝘊. 𝘭𝘢𝘳𝘴𝘦𝘯𝘪𝘪 P.Saensouk), เปราะทองชยันต์ (𝘊. 𝘤𝘩𝘢𝘺𝘢𝘯𝘪𝘪 Yupparach & Wongsuwan), เปราะทองกมลวรรณ (𝘊. 𝘬𝘢𝘮𝘰𝘭𝘸𝘢𝘯𝘪𝘢𝘦 Picheans., Yupparach & Wongsuwan), เปราะทองใบเงิน (𝘊. 𝘢𝘳𝘨𝘦𝘯𝘵𝘪𝘧𝘰𝘭𝘪𝘢 Boonma & Saensouk) เปราะทองศรีสุมนตร์ (𝘊. 𝘴𝘳𝘪𝘴𝘶𝘮𝘰𝘯𝘪𝘢𝘦 P. Saensouk, Saensouk & Boonma) และชนิดใหม่ล่าสุด เปราะทองอาจารย์พวงเพ็ญ (𝘊. 𝘱𝘶𝘢𝘯𝘨𝘱𝘦𝘯𝘪𝘢𝘦 P. Saensouk, Saensouk, Boonma & Techa) โดยทั้งหมดพบกระจายพันธุ์ในประเทศไทย ในขณะที่เปราะทองลาร์เซนพบทั้งในไทยและลาว ทำให้เปราะทอง 7 ชนิดที่พบแค่ในประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นพืชถิ่นเดียวของไทย (Endemic species) ยกเว้นเปราะทองลาร์เซนที่พบกระจายพันธุ์ในประเทศลาวด้วย ... นอกจากการนี้การศึกษาครั้งนี้ยังพบเปราะทองพันธุ์ใหม่ (new variety) 𝘊𝘰𝘳𝘯𝘶𝘬𝘢𝘦𝘮𝘱𝘧𝘦𝘳𝘪𝘢 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 var. 𝘷𝘦𝘴𝘱𝘦𝘳𝘢 P.Saensouk, Saensouk & Boonma โดยมีลักษณะคล้ายกับเปราะทอง 𝘊𝘰𝘳𝘯𝘶𝘬𝘢𝘦𝘮𝘱𝘧𝘦𝘳𝘪𝘢 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 มากที่สุด แต่มีช่วงเวลาในการบานของดอกที่แตกต่างกัน โดย 𝘊. 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 var. 𝘷𝘦𝘴𝘱𝘦𝘳𝘢 จะบานในช่วงเย็น ในขณะที่ 𝘊. 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 var. 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 จะบานในช่วงเช้า
การค้นพบพืชชนิดใหม่ (new species) และพันธุ์ใหม่ (new variety) สะท้อนถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษาด้านอนุกรมวิธานและการอนุรักษ์พืชพื้นถิ่นของประเทศไทย นอกจากนี้ การตั้งชื่อพืชชนิดใหม่เป็นการยกย่องในคุณูปการอันสำคัญที่มีต่อการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้ไม่เพียงช่วยยืนยันสถานะความเป็นพืชถิ่นเดียวของเปราะทองส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์พืชพื้นถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดการวิจัยในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

อ้างอิง: Saensouk P., Saensouk S., Boonma T., Techa C., Rakarcha S., Ragsasilp A. & Nguyen D.D. (2025). 𝘊𝘰𝘳𝘯𝘶𝘬𝘢𝘦𝘮𝘱𝘧𝘦𝘳𝘪𝘢 𝘱𝘶𝘢𝘯𝘨𝘱𝘦𝘯𝘪𝘢𝘦 sp. nov. and 𝘊. 𝘢𝘶𝘳𝘢𝘯𝘵𝘪𝘪𝘧𝘭𝘰𝘳𝘢 var. 𝘷𝘦𝘴𝘱𝘦𝘳𝘢 var. nov. (Zingiberaceae) from Northern Thailand. 𝗛𝗲𝗹𝗶𝘆𝗼𝗻 11(2): e41603. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2024.e41603

07/01/2025

::: ค้นพบพืชวงศ์ขิง 9 ชนิดใหม่ และ 1 พันธุ์ใหม่ ในปี 2024 :::

หน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ค้นพบพืชวงศ์ขิง (𝗳𝗮𝗺𝗶𝗹𝘆 𝗭𝗶𝗻𝗴𝗶𝗯𝗲𝗿𝗮𝗰𝗲𝗮𝗲) ชนิดใหม่และพันธุ์ใหม่จากประเทศไทย ในปี 2024 รวม 9 ชนิดใหม่(new species) และ 1 พันธุ์ใหม่(new variety) จากจำนวนทั้งหมดจัดเป็นพืชในสกุลขมิ้น 7 ชนิด สกุลเปราะ 2 ชนิด และ 1 พันธุ์ โดยทั้งหมดมีสถานะเป็นพืชถิ่นเดียวของไทย (Endemic) ประกอบด้วย…
1. กระเจียวเทพอัปสร (𝑪𝒖𝒓𝒄𝒖𝒎𝒂 𝒃𝒐𝒓𝒆𝒂𝒍𝒊𝒔 Saensouk, P.Saensouk & Boonma) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(8): 787. https://doi.org/10.3390/horticulturae10080787
2. กระเจียวศรีสุนทร (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙧𝙚𝙩𝙧𝙤𝙘𝙖𝙡𝙘𝙖𝙧𝙞𝙖 Saensouk, P.Saensouk & Boonma) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดเชียงใหม่ ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(8): 787.
https://doi.org/10.3390/horticulturae10080787
3. กระเจียวศิริรักษ์ (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙨𝙞𝙧𝙞𝙧𝙪𝙜𝙨𝙖𝙚 Saensouk & Rakarcha) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดพิษณุโลก ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Tropical Journal of Natural Product Research 8(4): 6775-6780. https://doi.org/10.26538/tjnpr/v8i4.5
4. กระเจียวอาจารย์สุมนต์ (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙨𝙪𝙢𝙤𝙣𝙞𝙞 Saensouk, P.Saensouk, Boonma & Techa) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดสุโขทัย ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Scientific reports 14: 27541. https://doi.org/10.1038/s41598-024-79261-x
5. พลอยอันดามัน (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙥𝙚𝙣𝙞𝙣𝙨𝙪𝙡𝙖𝙧𝙞𝙨 Saensouk, P.Saensouk, Maknoi & Boonma) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดระนอง ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(9): 950. https://doi.org/10.3390/horticulturae10090950
6. ว่านงูเห่าชมพู (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙧𝙤𝙨𝙚𝙤𝙗𝙧𝙖𝙘𝙩𝙚𝙖𝙩𝙖 P.Saensouk, Saensouk, Maknoi & Boonma) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Biodiversitas 25(8): 3368-3375. https://doi.org/10.13057/biodiv/d250807
7. กระเจียวอาจารย์วันชัย (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙬𝙖𝙣𝙘𝙝𝙖𝙞𝙞 Saensouk, P.Saensouk, Maknoi & Boonma) พืชสกุลขมิ้นชนิดใหม่จากจังหวัดกาญจนบุรี ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Scientific reports 14: 27541. https://doi.org/10.1038/s41598-024-79261-x
8. เปราะอาจารย์แหม่ม (𝙆𝙖𝙚𝙢𝙥𝙛𝙚𝙧𝙞𝙖 𝙘𝙝𝙖𝙫𝙚𝙚𝙧𝙖𝙘𝙝𝙞𝙖𝙚 Saensouk, P.Saensouk & Boonma) พืชสกุลเปราะชนิดใหม่จากจังหวัดสระบุรี ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(9): 934. https://doi.org/10.3390/horticulturae10090934
9. เปราะอาจารย์สุมนต์ (𝙆𝙖𝙚𝙢𝙥𝙛𝙚𝙧𝙞𝙖 𝙨𝙖𝙠𝙤𝙡𝙘𝙝𝙖𝙞𝙞 P.Saensouk, Saensouk & Boonma) พืชสกุลเปราะชนิดใหม่จากจังหวัดสกลนคร ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(5): 430. https://doi.org/10.3390/horticulturae10050430
10. เปราะตะมุตะมิใบเขียว (𝙆𝙖𝙚𝙢𝙥𝙛𝙚𝙧𝙞𝙖 𝙥𝙝𝙪𝙥𝙝𝙖𝙣𝙚𝙣𝙨𝙞𝙨 var. 𝙫𝙞𝙧𝙞𝙙𝙖𝙣𝙨 P.Saensouk, Saensouk & Boonma) พืชสกุลเปราะพันธุ์ใหม่จากจังหวัดสกลนคร ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae 10(5): 430. https://doi.org/10.3390/horticulturae10050430
Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications, Mahasarakham University

07/01/2025

กระเจียวอาจารย์สุมนต์: พืชสกุลขมิ้น-วงศ์ขิงชนิดใหม่จากสุโขทัย
นักวิจัยหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ลุยวิจัยพืชวงศ์ขิงอย่างต่อเนื่อง ค้นพบ “กระเจียวอาจารย์สุมนต์” (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙨𝙪𝙢𝙤𝙣𝙞𝙞 Saensouk, P.Saensouk, Boonma & Techa sp. nov.) พืชสกุลขมิ้น–วงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลก จากจังหวัดกาญจนบุรี โดยทีมวิจัยที่มีองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำโดยรองศาตราจารย์ ดร.สุรพล แสนสุข (Surapon Saensouk) หัวหน้าหน่วยวิจัยฯ และเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพร แสนสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์, ผศ.อารีรัตน์ รักษาศิลป์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และนายธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอกหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยนักวิจัยทั้งสี่เป็นสมาชิกของหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ (Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศึกษาวิจัยร่วมกับ ดร.จรัญ มากน้อย หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลกในพระราชดำริ จังหวัดพิษณุโลก, นายชัยณรงค์ เตชา จากสวนสุโข จังหวัดสุโขทัย, ผศ.ดร.ปฐมทรรศน์ ศรีสุข จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ.ดร.Phetlasy Souladeth จากคณะวิทยาศาสตร์ป่าไม้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว โดยผลงานพืชชนิดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารระดับนานาชาติที่อยู่ในอันดับสูงสุดร้อยละ 10 ของสาขา หรือ Tier 1 Journal ในปี 2024
ที่มาของการตั้งชื่อ “กระเจียวอาจารย์สุมนต์”
ชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชศาสตร์ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก มีคุณูปการในการสนับสนุนนักวิจัย และงานวิจัยทั้งในด้านพฤกษศาสตร์และเภสัชพฤกษศาสตร์ ท่านเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นายกสภาเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย และคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยบูรพา

“กระเจียวอาจารย์สุมนต์” มีลักษณะเด่น คือ มีใบเรียวแคบ นอกจากนี้มีเนื้อด้านในเหง้าสีขาว ไม่มีแขนง ต้นสูง 30-38 เซนติเมตร กาบใบมีขน มีใบ 4-5 ใบ ก้านใบมีขน สั้น 1-1.5 เซนติเมตร เรียงสลับระนาบเดียวกัน ลิ้นใบสั้น 1-1.5 มิลลิเมตร ปลายมน แผ่นใบรูปรีแคบแกมขอบขนาน ขนาด 12-23.5 x 0.9-1.8 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม ร่องกลางใบสีเขียว ฐานใบเรียวเข้าสู่ก้านใบ ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ช่อดอกเกิดระหว่างกาบใบ ช่อดอกยาว 4.5-6 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 10-15 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ถูกหุ้มด้วยกาบใบ ใบประดับส่วนยอดมีสีแดงเข้มโคนสีขาวหรือเขียวอ่อน ปลายแหลมและผิวมีขน ใบประดับที่มีดอกเป็นใบหอก ฐานใบประดับเป็นกระเปาะส่วนปลายโค้งออกเล็กน้อย ปลายใบประดับแหลม สีเขียวอ่อนโคนสีขาวและมีสีแดงเข้มที่ส่วนปลาย ฐานใบประดับเชื่อมติดกัน 1/4 ถึง 1/5 ของความยาวใบประดับ ผิวมีขน ใบประดับด้านล่างของช่อดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าใบประดับด้านบนของช่อดอก ในหนึ่งใบประดับมีดอก 3-4 ดอก ใบประดับย่อยรูปไข่แคบ ปลายแหลม กลีบเลี้ยงปลายแฉกเป็นสามพู ก้านดอกสีเหลือง กลีบดอกสีเหลืองอ่อน กลีบปากสีเหลือง รูปไข่กลับกว้างหรือรูปเกือบกลม ส่วนปลายกลีบปากแยกเป็นสองพู แฉกลึกประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร กลีบเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสีเหลืองปลายโค้งมน อับเรณูมีเดือยที่ฐาน ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ต่อมน้ำหวานเหนือรังไข่ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร รังไข่มีขน เกือบทรงกลม ดอกจะบานพร้อมผสมในช่วงเช้า ออกดอกในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม เนื่องจากกระเจียวสุมนต์มีต่อมน้ำหวาน มีใบประดับส่วนยอดที่เด่นชัด และมีลักษณะดอกที่เป็นรูปทรงคล้ายระฆัง ทำให้จัดอยู่ในสกุลขมิ้น สกุลย่อยขมิ้น (𝘊𝑢𝘳𝑐𝘶𝑚𝘢 subgen. 𝘊𝑢𝘳𝑐𝘶𝑚𝘢).
แม้ว่าจะมีลักษณะที่ดูคล้ายกับกระเจียวแดง (𝘊𝘶𝘳𝘤𝘶𝘮𝘢 𝘢𝘯𝘨𝘶𝘴𝘵𝘪𝘧𝘰𝘭𝘪𝘢 Roxb.) ที่พบมากในภาคอีสาน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันหลายส่วน เช่น 1). กระเจียวอาจารย์สุมนต์มีเหง้าที่ไม่มีเหง้าสาขา ในขณะที่กระเจียวแดงมีเหง้าสาขาสั้น 2). กระเจียวอาจารย์สุมนต์มีรากสะสมอาหารที่อยู่ชิดหรือใกล้กับเหง้าหลักไม่เกิน 3 เซนติเมตร แต่กระเจียวแดงมีรากสะสมอาหารที่อยู่ไกลจากเหง้าหลักมากกว่า 3 เซนติเมตรและมีขนาดใหญ่กว่า 3). ก้านใบของกระเจียวอาจารย์สุมนต์สั้น 1.0-1.5 เซนติเมตร ในขณะที่ก้านใบของกระเจียวแดงยาว 4-10 เซนติเมตร 4). แผ่นใบของกระเจียวสุมนต์เรียวแคบน้อยกว่า 3 เซนติเมตร แต่ใบกระเจียวแดงกว้างกว่า 3 เซนติเมตร 5). กระเจียวอาจารย์สุมนต์มีช่อดอกกลางกาบใบ แต่กระเจียวแดงสามารถมีดอกได้สองรอบคือเกิดโดยตรงจากเหง้าก่อนมีลำต้นเทียม และเกิดช่อดอกอีกครั้งระหว่างกาบใบ 6).มีก้านดอกสั้นกว่ากระเจียวแดง 7). มีกลีบดอกสีเหลืองอ่อน ในขณะที่กระเจียวแดงมีกลีบดอกแกมสีชมพูหรือสีแดง 8). มีขนาดเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันและกลีบปากใหญ่กว่ากระเจียวแดง 9). เดือยอับเรณูมีขนาดยาวกว่ากระเจียวแดง และ 10). มีต่อมน้ำหวานสั้นกว่ากระเจียวแดง นอกจากนี้ลักษณะในส่วนอื่น ๆ ก็มีความแตกต่างกันทั้งขนาด รูปร่าง และผิว
ปัจจุบันพบ “กระเจียวอาจารย์สุมนต์” ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เขตพรรณพฤกษชาติภาคเหนือของไทย ในป่าไม้ผลัดใบ โดยมีการกระจายพันธุ์ในขอบเขตพื้นที่การกระจายพันธ์ (EOO) น้อยกว่า 50 ตารางกิโลเมตร, พบอยู่ในพื้นที่อาศัย (AOO) น้อยกว่า 5 ตารางกิโลเมตร และพบจำนวนประชากรน้อย ทางคณะผู้วิจัยจึงเสนอให้กระเจียวอาจารย์สุมนต์มีสถานะการอนุรักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ [Critical Endangered: CR B1b(i), B2b(ii), C2a(i,ii), D1] เพื่อปกป้องพืชชนิดใหม่นี้และถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติจนกว่าจะมีการค้นพบจำนวนประชากรและขอบเขตการกระจายพันธุ์เพิ่มเติมในอนาคตเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะการอนุรักษ์ให้เหมาะสมต่อไป
อ้างอิง:
Saensouk, P.; Saensouk, S.; Boonma, T.; Ragsasilp, A.; Maknoi, C.; Techa, C.; Srisuk, P.; Souladeth, P. (2024) 𝘊𝘶𝘳𝘤𝘶𝘮𝘢 𝘴𝘶𝘮𝘰𝘯𝘪𝘪 sp. nov., and 𝘊. 𝘸𝘢𝘯𝘤𝘩𝘢𝘪𝘪 sp. nov. (Zingiberaceae), two new taxa of 𝘊𝘶𝘳𝘤𝘶𝘮𝘢 subgen. 𝘊𝘶𝘳𝘤𝘶𝘮𝘢 from Thailand. Scientific Reports 14, 27541. https://www.nature.com/articles/s41598-024-79261-x

07/01/2025

#นักวิจัยไทย ค้นพบต่อเนื่อง ! “กระเจียวอาจารย์วันชัย” พืชวงศ์ขิงชนิดใหม่จากป่าเมืองกาญฯ
นักวิจัยหน่วยวิจัยความหลากหลาย #พืชวงศ์ขิง และพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ #มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ( #มมส) วิจัยพืชวงศ์ขิงอย่างต่อเนื่อง ค้นพบ #กระเจียวอาจารย์วันชัย (𝘾𝙪𝙧𝙘𝙪𝙢𝙖 𝙬𝙖𝙣𝙘𝙝𝙖𝙞𝙞 Saensouk, P.Saensouk, Maknoi & Boonma sp. nov.) #พืชสกุลขมิ้น - วงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลก จากจังหวัดกาญจนบุรี
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/now/content/2064
โดยทีมวิจัยที่มีองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นำโดยรองศาตราจารย์ ดร.สุรพล แสนสุข หัวหน้าหน่วยวิจัยฯ และเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพร แสนสุข ปิยะพร แสนสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์, ผศ. อารีรัตน์ รักษาศิลป์ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ และนายธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอกหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ทั้งนี้นักวิจัยทั้งสี่เป็นสมาชิกของหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ (Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศึกษาวิจัยร่วมกับ ดร.จรัญ มากน้อย หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์บ้านร่มเกล้า พิษณุโลกในพระราชดำริ จังหวัดพิษณุโลก, นายชัยณรงค์ เตชา จากสวนสุโข จังหวัดสุโขทัย, ผศ. ดร.ปฐมทรรศน์ ศรีสุข จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ. ดร. Phetlasy Souladeth Phetlasy Souladeth จากคณะวิทยาศาสตร์ป่าไม้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว โดยผลงานพืชชนิดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ซึ่งเป็นวารสารระดับนานาชาติที่อยู่ในอันดับสูงสุดร้อยละ 10 ของสาขา หรือ Tier 1 Journal ในปี 2024
ที่มา “กระเจียวอาจารย์วันชัย”
ชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อสามัญ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติ ผศ.วันชัย สุ่มเล็ก ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้มีการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะด้านอนุกรมวิธานพืชมาอย่างต่อเนื่อง

“กระเจียวอาจารย์วันชัย” มีลักษณะเด่น คือ มีใบประดับสีขาวครีมแกมสีส้ม และมีฐานใบรูปหัวใจ นอกจากนี้มีเนื้อด้านในเหง้าสีเหลืองอ่อน มีใบ 3-5 ใบ ก้านใบยาว 14-20 เซนติเมตร ลิ้นใบยาว 6-8 มิลลิเมตร ปลายแหลม ก้านใบเรียงสลับระนาบเดียวกัน แผ่นใบรูปไข่ ขนาด 33-56 x 16-24 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม ร่องกลางใบสีเขียว มีเส้นใบเด่นชัด ผิวเกลี้ยงทั้งสองด้าน ช่อดอกเกิดระหว่างกาบใบ ช่อดอกยาว 18-24 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-9 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยาว 14-16 เซนติเมตร
ส่วนใหญ่ถูกหุ้มด้วยกาบใบ ใบประดับส่วนยอดมีสีขาวหรือขาวแกมชมพู ปลายแหลม และผิวมีขน ใบประดับที่มีดอกเป็นรูปไข่กลับ เป็นกระเปาะส่วนปลายโค้งออกเล็กน้อย ปลายใบประดับโค้งมน และมีปลายเป็นติ่งแหลม สีขาวครีมแกมสีส้มอ่อนจนถึงสีส้มเข้ม ฐานใบประดับเชื่อมติดกันครึ่งหนึ่งของความยาวใบประดับ ผิวมีขน ใบประดับด้านล่างของช่อดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าใบประดับด้านบนของช่อดอก ในหนึ่งใบประดับมีดอก 4-5 ดอก ใบประดับย่อยรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ปลายแหลม กลีบเลี้ยงปลายแฉกเป็นสามพู ก้านดอกสีเหลือง กลีบดอกสีเหลืองอ่อน กลีบปากสีเหลือง ส่วนปลายกลีบปากแยกเป็นสองพู กลีบเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสีเหลืองปลายแหลมหรือโค้งมนเล็กน้อย อับเรณูมีเดือยที่ฐาน ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ต่อมน้ำหวานเหนือรังไข่ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ดอกจะบานพร้อมผสมในช่วงเช้า ออกดอกในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม เนื่องจากกระเจียววันชัยมีต่อมน้ำหวาน มีใบประดับส่วนยอดที่เด่นชัด และมีลักษณะดอกที่เป็นรูปคล้ายระฆัง ทำให้จัดอยู่ในสกุลขมิ้น สกุลย่อยขมิ้น (𝘊𝑢𝘳𝑐𝘶𝑚𝘢 subgen. 𝘊𝑢𝘳𝑐𝘶𝑚𝘢).
ปัจจุบันพบ “กระเจียวอาจารย์วันชัย” ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เขตพรรณพฤกษชาติตะวันตกเฉียงใต้ของไทยในป่าดิบแล้ง ที่ความสูงประมาณ 200-350 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยมีการกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่อาศัยน้อยกว่า 10 ตารางกิโลเมตร และพบจำนวนประชากรน้อยกว่า 200 ต้น ทางคณะผู้วิจัยจึงเสนอให้กระเจียวอาจารย์วันชัย จัดเป็นพืชหายาก มีสถานะการอนุรักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ เพื่อปกป้องพืชชนิดใหม่นี้และถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติจนกว่าจะมีการค้นพบจำนวนประชากรและขอบเขตการกระจายพันธุ์เพิ่มเติมในอนาคตเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะการอนุรักษ์ให้เหมาะสมต่อไป
Thai PBS Sci & Tech พรรณไม้น่ารู้
📌อ่าน : มหัศจรรย์แห่งป่าภูวัว ! “ก่อบังบาตร” ต้นไม้แหวกแนวญาติร่วมสกุล www.thaipbs.or.th/now/content/2012
📌อ่าน : บานสะพรั่ง ! “ดอกกระดุมเงิน” ความมหัศจรรย์บนภูกระดึง www.thaipbs.or.th/now/content/1946
📌อ่าน : สวยตราตรึง ! “รองเท้านารีอ่างทอง” กล้วยไม้ป่าเฉพาะถิ่น www.thaipbs.or.th/now/content/1685
📌อ่าน : “พิศวงไทยทอง” ราชินีแห่งความลึกลับบนดอยหัวหมด จ.ตาก www.thaipbs.or.th/now/content/1659
📌อ่าน : ค้นพบ ! “เปราะอาจารย์แหม่ม” พืชถิ่นเดียวของไทย - ชนิดใหม่ของโลก www.thaipbs.or.th/now/content/1634
📌อ่าน : สวยสะกดใจ ! “รองเท้านารีคางกบ” กล้วยไม้งามป่าดิบชื้นเมืองไทย www.thaipbs.or.th/now/content/1610
📌อ่าน : สวยสะพรั่ง ! รู้จัก “บัวสุทธาสิโนบล” (ม่วงกษัตริย์) www.thaipbs.or.th/now/content/1448
📌อ่าน : งามสะกดใจ ! “เทพมาศ” พืชหายากถิ่นเดียวของไทย www.thaipbs.or.th/now/content/1417
🎧 อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของ ได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/news/playlists/SciAndTech
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : www.nature.com/articles/s41598-024-79261-x, Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications
--------------------------
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ

07/01/2025
23/09/2024

ค้นพบ ! “เปราะอาจารย์แหม่ม” พืชถิ่นเดียวของไทย - ชนิดใหม่ของโลก จาก จ.สระบุรี
ชวนรู้จัก #เปราะอาจารย์แหม่ม โดยเป็น #เปราะ ชนิดใหม่ของโลก (Kaempferia chaveerachiae Saensouk, P.Saensouk & Boonma sp. nov.) จากจังหวัดสระบุรี ค้นพบโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ซึ่งทำการวิจัยพืชวงศ์ขิงอย่างต่อเนื่อง ด้วยองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
📌อ่านบทความเต็มทางเว็บไซต์ : www.thaipbs.or.th/now/content/1634
โดยรองศาสตราจารย์ ดร.สุรพล แสนสุข อาจารย์ประจำหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับ นายธวัชพงศ์ บุญมา นิสิตปริญญาเอกหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และรองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพร แสนสุข จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
สำหรับนักวิจัยทั้งสามเป็นสมาชิกของหน่วยวิจัยความหลากหลายพืชวงศ์ขิงและพืชที่มีท่อลำเลียงเพื่อการประยุกต์ (Diversity of Family Zingiberaceae and Vascular Plant for Its Applications) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลงานพืชชนิดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับสนับสนุนการวิจัยนิสิตบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ Horticulturae ปีที่ 10 ฉบับที่ 9
ชวนรู้จัก “เปราะอาจารย์แหม่ม”
ชื่อวิทยาศาสตร์และชื่อสามัญ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร.อรุณรัตน์ ฉวีราช โดยชื่อวิทยาศาสตร์ตั้งตามนามสกุลของท่าน (ฉวีราช) ส่วนชื่อสามัญตั้งตามชื่อเล่นของท่าน (อาจารย์แหม่ม) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ การศึกษาสัณฐานวิทยาพืช การศึกษาละอองเรณูพืช อนุกรมวิธานพืชและซิสเทมาติกส์ รวมถึง การศึกษาพันธุศาสตร์ของพืชและสัตว์ และมีผลงานการตีพิมพ์เกี่ยวกับการค้นพบพืชชนิดใหม่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) หลายชนิดในประเทศไทย
“เปราะอาจารย์แหม่ม” มีลักษณะเด่นคือ เหง้ามีสีเหลือง เรียงต่อกันเป็นแถวในแนวเดียวกัน (sympodial) มีใบเพียงใบเดียว ใบรูปไข่หรือรูปรีแคบ ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน โคนใบรูปหัวใจ ใบสีเขียวและมีลวดลายสีเขียวเข้มล้วนหรืออาจพบมีลายสีเขียวเข้มหรือสีดำ ใต้ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น 2–3 เซนติเมตร โดยใบมักหันไปทางด้านที่มีเหง้าเรียงต่อกัน ช่อดอกเกิดระหว่างกาบใบและกาบไร้ใบ มีก้านช่อดอกสั้น ใบประดับสีเขียวรูปสามเหลี่ยมแกมใบหอก ม้วนเป็นกรวย ปลายแหลม
ส่วนปลายเปิดช่องว่างเล็กน้อยสำหรับให้ดอกโผล่ขึ้นมา ก้านดอกสีขาวยาวกว่าใบประดับ ดอกมีสีขาว กลีบปากสีม่วงค่อย ๆ จางไปที่ขอบและส่วนปลายกลีบโดยมีสีขาวจากฐานกลีบไปจนถึง 1/3 ของความยาวกลีบปาก ส่วนปลายกลีบปากแยกเป็นสองพู ส่วนปลายของแต่ละพูเว้าเล็กน้อย กลีบเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสีขาวทำมุมเกือบตั้งฉากกับกลีบปาก เมื่อบานเต็มที่และเริ่มเหี่ยวจะค่อย ๆ โค้งงอไปด้านหลัง
ดอกจะบานพร้อมผสมในช่วงเช้า ออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ในแต่ละปีจะสร้างเหง้าใหม่ 1 เหง้าต่อจากเหง้าของปีที่ผ่านมา โดยเกิดจากตาด้านข้างของเหง้าเก่าและออกดอก หลังจากที่ออกดอกแล้วระยะหนึ่งอาจจะสร้างต้นใหม่ต่อจากเหง้าใหม่ในทิศทางตรงข้ามเหง้าเก่าหรืออาจจะไม่สร้างก็ได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ทำให้พบเหง้าเรียงต่อกันในทิศทางเดียวกัน และเนื่องจากมีช่อดอกเกิดระหว่างกาบใบจึงทำให้เปราะอาจารย์แหม่มจัดอยู่ในสกุลย่อยเปราะหอม (subgenus Kaempferia)
เปราะอาจารย์แหม่ม (Kaempferia chaveerachiae) มีดอกคล้ายกับกระชายดำ (Kaempferia parviflora Wall. ex Baker) ซึ่งจริง ๆ แล้วกระชายดำไม่ได้อยู่ในสกุลกระชาย แต่อยู่ในสกุลเปราะ หากเรียกตามชื่อสกุลแล้วกระชายดำอาจจะต้องเรียกเป็น “เปราะดำ”
อย่างไรก็ตามทั้งสองชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายส่วน ที่เห็นชัดและง่ายที่สุดหากไม่พบดอกของพืชทั้งสองชนิด ลักษณะของเหง้าที่ต่างกันคือ เปราะอาจารย์แหม่มเป็นแบบเจริญจากตาข้างเพียงด้านเดียว (sympodial) และมีเหง้าขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร เนื้อในเหง้าสีเหลือง ในขณะที่กระชายดำมีเหง้าที่ติดกันคล้ายสายลูกปัด (moniliform) ขนาดของเหง้าใหญ่กว่าและเนื้อในของกระชายดำมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลเข้ม
และอีกลักษณะที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือช่อดอกของเปราะอาจารย์แหม่มจะมีใบประดับเพียงใบเดียวม้วนแน่นเป็นกรวยปลายเปิดเล็กน้อยและบานได้ครั้งละ 1 ดอก ในขณะที่ช่อดอกกระชายดำมักพบ 2(-3) ใบประดับมีฐานเชื่อมติดกันเป็นเหมือนถ้วยที่ปลายแยกเป็นสองพูแผ่ออกจากกัน อาจพบ 1-2 ดอกพร้อมกันในวันเดียวกัน
ในขณะที่หากมองเพียงผิวเผินอาจเข้าใจผิดว่าเป็นว่านนกคุ้ม (Kaempferia elegans Wall.) เนื่องจากมีใบที่คล้ายกันมาก แต่มีดอกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ว่านนกคุ้มจะมีดอกสีชมพูอมม่วงทั้งดอก และกลีบเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน (staminodes) อยู่ในระนาบเดียวกับกลีบปาก ในขณะที่เปราะอาจารย์แหม่มมีดอกสีขาวกลีบปากสีม่วงและกลีบเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันเกือบตั้งฉากกับกลีบปาก หากเปราะอาจารย์แหม่มถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านนกคุ้ม อาจทำให้สถานะการอนุรักษ์ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง
เนื่องจาก “ว่านนกคุ้ม” มีจำนวนประชากรในธรรมชาติที่มากและขอบเขตการกระจายพันธุ์กว้าง จึงมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ต่ำ ความเข้าใจผิดนี้อาจส่งผลเสียโดยตรงต่อการจัดการประชากรและการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยของ “เปราะอาจารย์แหม่ม” เพราะพืชที่มีความเสี่ยงสูงอาจไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม เปราะอาจารย์แหม่ม จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสำคัญของการระบุชนิดพืชอย่างถูกต้อง
เพื่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันพบ “เปราะอาจารย์แหม่ม” ในพื้นที่ภูเขาหินปูนติดกับพื้นที่ไร่มันสำปะหลัง ใต้ร่มเงาของกอไผ่และไม้ผลัดใบ เติบโตในดินสีน้ำตาลดำและร่วน ผสมกับหินปูนสีเทา พบจำนวนประชากรน้อยกว่า 100 ต้น กระจายอยู่ในพื้นที่อาศัยน้อยกว่า 1 ตารางกิโลเมตรในเขตพื้นที่จังหวัดสระบุรีเท่านั้น
จึงทำให้นอกจากจะเป็นพืชหายาก ยังมีสถานะเป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic species) ของไทยด้วย คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีสถานะการอนุรักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critical Endangered: CR B2ab(ii,iv,v), C2(ii), D1) เพื่อปกป้องพืชชนิดใหม่นี้และถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติจนกว่าจะมีการค้นพบจำนวนประชากรและขอบเขตการกระจายพันธุ์เพิ่มเติมในอนาคตเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะการอนุรักษ์ให้เหมาะสมต่อไป
🎧 อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของ ได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/news/playlists/SciAndTech
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : Boonma, T.; Saensouk, S.; Saensouk, P. Biogeography, Conservation Status, and Traditional Uses of Zingiberaceae in Saraburi Province, Thailand, with Kaempferia chaveerachiae sp. nov. Horticulturae 2024, 10, 934. https://doi.org/10.3390/horticulturae10090934
--------------------------
🌏 “รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ

Kaempferia sakolchaii sp. nov. and K. phuphanensis var. viridans var. nov. (Zingiberaceae), Two New Taxa from Northeaste...
05/09/2024

Kaempferia sakolchaii sp. nov. and K. phuphanensis var. viridans var. nov. (Zingiberaceae), Two New Taxa from Northeastern Thailand

An examination of the diversity of Zingiberaceae in Thailand led to the discovery of two undescribed taxa within the genus Kaempferia: K. sakolchaii P. Saensouk, Saensouk & Boonma, a newly described species, and K. phuphanensis var. viridans P. Saensouk, Saensouk & Boonma, a novel variety. Additionally, our investigation encompassed the chromosome numbers, karyotypes, and pollen morphological characteristics of these taxa. Both taxa share a chromosome number of 2n = 22, accompanied by distinctive karyotype patterns. Kaempferia sakolchaii displays a karyotype of 12m + 10sm chromosomes, while K. phuphanensis var. viridans presents a karyotype of 10m + 10sm + 2st chromosomes. The pollen grains of K. sakolchaii and K. phuphanensis var. viridans are monads, spheroidal in shape, radially symmetrical, apolar, inaperturate, and exine sculpturing irregularly arranged elongated ornamentation elements with verrucate features. This comprehensive analysis provides valuable insights into the taxonomic classification of these two taxa, enriching our understanding of Zingiberaceae diversity in Thailand.

Horticulturae 2024, 10(5), 430; https://doi.org/10.3390/horticulturae10050430
https://www.thaipbs.or.th/now/content/1129

พืชชนิดใหม่ของโลก ! “เปราะอาจารย์สุมนต์” สกุลเปราะ วงศ์ขิง จากจังหวัดสกลนคร ประเทศไทย โดยมีชื่อวิทยาศาสตร....

Curcuma ubonensis (Zingiberaceae), a new species of Curcuma subgen. Hitcheniopsis from Eastern Thailand🇹🇭ABSTRACTCurcuma...
04/09/2024

Curcuma ubonensis (Zingiberaceae), a new species of Curcuma subgen. Hitcheniopsis from Eastern Thailand🇹🇭

ABSTRACT
Curcuma ubonensis Boonma, Saensouk, Maknoi & P. Saensouk sp. nov. (Zingiberaceae) was recently discovered in Ubon Ratchathani Province, Eastern Thailand. Specimen identification involves comparing their morphology with descriptions in similar species' protologues. We performed measurements on specimens collected from their natural habitats, both living and preserved. Despite its resemblances with Curcuma prasina Škorničk. in having greenish inflorescence with small purple flowers that lack of epigynous glands, yet this novel species displays distinct features of a brownish-red margin of petiole (vs. C. prasina has green margin), lamina elliptic, 3.8-7.0 cm wide, margin brownish red (vs. narrowly elliptic, 1.5-3.2 cm wide, margin green); coma bract present (vs. absent), fertile bracts uniquely triangular-obovate, apex rounded (vs. almost orbicular, apex acute), and labellum reddish purple with four white stripes by two stripes rarely pale yellow extending from the basal to half of the sinus, and another two stripes from the basal along the longitudinally of each lobe to half the length of the lobe, with yellow at the middle groove of the labellum almost to the base (vs. purple with a bright yellow and swollen median band composed of two central lines extending from the base to about two-thirds the length of the labellum towards the apex, sides of the labellum with paler lines radiating towards the margin). Meticulous examination and morphological comparison of Curcuma ubonensis with related species within the Curcuma genus reveals its novelty. We comprehensively accounted for its morphological traits, including illustrations, vernacular name, ecological preferences, phenology, distribution, traditional uses, conservation status, distribution map, and a comparative table to its ally species. Furthermore, we present an updated identification key for differentiating species within the Curcuma subgenus Hitcheniopsis in Thailand.
👇
https://doi.org/10.15835/nbha51413374

10/09/2022

#ว่านเอ็นเหลือง wanenlueanga

24/08/2022

ที่อยู่

Brio Botanical Research Garden 53 M. 5 BanMai Village, Phikul Ok, Banna, Nakhon Nayok
Ban Na
26110

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 16:00
เสาร์ 09:00 - 16:30
อาทิตย์ 14:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Brio Botanical Research Garden - BBRGผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Brio Botanical Research Garden - BBRG:

ทางลัด

แชร์