ธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหาสมคิด ชยาภิรโต

ธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหาสมคิด ชยาภิรโต ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหาสมคิด ชยาภิรโต, ครูสอนพิเศษ/ครู, ต. ไทรน้อย อ. บางบาล, Ayutthaya.

มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเรื่องของตาหยวกซึ่งมีบ้านและที่เดินอยู่ติดกับที่ดินวัด ตาหยวกมีความเห็น...
27/08/2026

มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเรื่องของตาหยวกซึ่งมีบ้านและที่เดินอยู่ติดกับที่ดินวัด ตาหยวกมีความเห็นเป็นมิจฉาทิฐิคิดว่า ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าดีกว่า พระก็คือคนโกนหัวนุ่งเหลืองห่มเหลือง ดีแต่ขอข้าวชาวบ้านกินไปวันๆ กินแล้วก็นอน

ที่ดินธรณีสงฆ์อันเป็นเขตวัดอยู่ติดกับเขตบ้านของตาหยวก มีกอไผ่ 5-6 กอยาวตลอดแนว ตาหยวกเป็นคนโลภมาก คิดว่าที่ดินบ้านยังน้อยไปหน่อย จึงคิดจะรุกที่วัดโดยใช้วิธีกอไผ่เดินได้ คือฟันกอไผ่ที่แนวรั้วฝั่งบ้านของตน แล้วปล่อยให้หน่อไม้แทงยอดขึ้นไปทางเขตวัด นานวันไปกอไผ่ก็ขยับรุกเข้าไปในเขตวัดทีละน้อย ๆ จากคืบเป็นศอก จากศอกเป็นวาไปตลอดแนวรั้ว

วันหนึ่ง ตาอินซึ่งเป็นมักนายกวัดและเป็นคนเก่าคนแก่ เดินเล่นไปรอบๆ บริเวณวัดแล้วตกใจเมื่อพบว่า วัดโดนรุกที่ รีบวิ่งไปรายงานเจ้าอาวาส หลวงพ่อฟังแล้วคิดว่า "เอ้อ หนอ เหตุไฉนโยมหยวกเขาถึงได้ทำอย่างนี้" ท่านจึงประชุมกรรมการวัดแล้วส่งคนไปพูดกับตาหยวก

แทนที่ตาหยวกจะยอมรับแต่โดยดี กลับเอ็ดตะโรด่ากราด ตั้งแต่สมภารยันมักนายกวัด หาว่าเจ้าอาวาสหมิ่นประมาทตัวบ้าง สมภารขี้งกบ้าง กอไผ่มันก็อยู่ที่เดิมของมัน จะหาว่ารุกที่วัดได้อย่างไร ถ้าแน่จริงก็ไปฟ้องเอาสิ

เมื่อหลวงพ่อจึงปลงอนิจจัง ท่านบอกว่า "ในเมื่อตักเตือนกันดี ๆ ไม่ฟัง ก็ปล่อยเขาไปเถอะ การจะฟ้องร้องกันถึงโรงถึงศาล มันก็ไม่ใช่กิจของพระ คนเราทำกรรมอะไรไว้ ไม่ช้าผลกรรมมันก็ตอบสนองเอง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า

เมื่อเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จนกระทั่งประมาณต้นปี พ.ศ. 2516 คืนวันหนึ่งตาหยวกขับรถมอเตอร์ไซค์มาตามถนนเพื่อจะกลับบ้าน ปรากฏว่ามีรถปิกอัพคันหนึ่งแล่นมาเฉี่ยว ตาหยวกกระเด็นตกลงไปข้างทาง หัวฟาดพื้นสลบไสล ชาวบ้านเขาช่วยกันนำส่ง “โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี” แต่ทางโรงพยาบาลแนะนำให้ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช

ลูกเมียจึงนำไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลา 3 เดือนกว่า แล้วนำกลับมารักษาที่บ้านตามมีตามเกิด เพราะเงินทองร่อยหรอลงไปมาก ประกอบกับไม่มีทีท่าว่าจะหายเป็นปกติ แขนขาเป็นอัมพาตขยับไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับเตียงแต่ก็ยังพอพูดได้บ้างเป็นบางประโยค อ้อๆ แอ้ๆ ร่างกายผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็ว ข้าวปลากินไม่ค่อยได้ ลูกเมียต้องคอยปรนนิบัติป้อนข้าวป้อนน้ำและเช็ดอุจจาระปัสสาวะให้

อีกประมาณ 2 เดือนต่อมา ตาหยวกเริ่มกระสับกระส่าย ดิ้นรนทุรนทุราย ร้องบอกลูกเมียด้วยน้ำเสียงอ้อๆ แอ้ๆ พอจับความได้ว่า มีหนามแหลมทิ้มหลังอยู่ ลูกเมียก็ประคองร่างแกขึ้นมาตรวจดูบนที่นอน ดูหลังดูลำตัวก็ไม่เห็นมีอะไร แล้ววางลงไปใหม่ เดี๋ยวเดียวก็ดิ้นทุรนทุรายร้องอีกว่า มีหนามแหลมทิ้มหลัง ลูกเมียต้องคอยจับตัวตาหยวกประคองให้นั่งอยู่ตลอดเวลา

พอเมื่อยมากๆ ก็ค่อยๆ ปล่อยให้เอนหลังลงไป แล้วตาหยวกก็สะดุ้งเฮือก ร้อง "โอ๊ยๆ" ว่า หนามแหลมมันทิ้มหลัง ลูกเมียต้องผลัดกันประคองให้นั่งโงนเงนอยู่ตลอดเวลา สภาพตอนนั้นไม่ผิดกับพวกอสุรกาย ร่างกายผ่ายผอมมีแต่หนังหุ้มกระดูก โหนกแก้มสูง กระบอกตากลวงลึกขุ่นมัว หนวดเคราสีขี้เถ้า อ้าปากผงาบ ๆ หายใจดังครืดคราด ๆ พอใกล้จะถึงเวลาจะสิ้นใจก็เกิดนิมิตอุปาทานว่า มีหนามแหลมทิ้มหลังอยู่ตลอดเวลา ทรมานอยู่ 7 วัน กว่าจะหมดลมหายใจ

หลังจากจัดงานฌาปนกิจศพเสร็จเรียบร้อย ภรรยาคือยายพลับ ได้นิมนต์ให้เจ้าอาวาสและกรรมการวัด ไปยืนปักหลักเขตกันใหม่ โดยยินยอมคืนที่ธรณีสงฆ์ให้วัด ส่วนกอไผ่เจ้าปัญหา ยายพลับก็จ้างคนมาขุดโค่นถวายวัดไป เปลี่ยนเป็นล้อมรั้วลวดหนามแทน

* อ้างอิงจาก กฎแห่งกรรมและเรื่องเล่าชาวบ้านของอาจารย์ยอด

ในวณิชชสูตรมีบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ...
25/08/2026

ในวณิชชสูตรมีบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้การค้าขายอย่างเดียวกัน พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ... บางคนประกอบแล้วได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์ ... บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์...บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหาสมณะก็ดีพราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้ขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ไม่ให้ปัจจัยนั้นแก่สมณพราหมณ์นั้นบุคคลนั้นถ้าตายจากชาตินั้นมาสู่ชาตินี้ หากประกอบการค้าขายอันใดการค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน

ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้ขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใดให้ปัจจัยนั้นไม่เท่าที่สมณพราหมณ์นั้นประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากชาตินั้นมาสู่ชาตินี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายนั้นย่อมได้กำไรไม่เท่าที่ประสงค์

ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้ขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นตามที่สมณพราหมณ์นั้นประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากชาตินั้นมาสู่ชาตินี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์

ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้ขอปัจจัยได้ บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัยนั้นยิ่งกว่าที่สมณพราหมณ์นั้นประสงค์ บุคคลนั้นถ้าตายจากชาตินั้นมาสู่ชาตินี้ หากประกอบการค้าขายอันใด การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

ดูก่อนสารีบุตร นี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้การค้าขายอันเดียวกันพ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน ... บางคนประกอบแล้วไม่ได้กำไรเท่าที่ประสงค์ ... บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์... บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์.

คำอธิบายและอ้างอิง

1. คำว่า สมณะหรือพราหมณ์หมายถึง นักบวช ได้แก่ พระภิกษุและสามเณร, คำว่า ปวารณา หมายถึง เปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรขอหรือเรียกร้องเอาได้.

2. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 35 หน้า 238 -239

ขอเชิญร่วมบุญมุทิตาและสนับสนุนค่าใช้จ่ายการศึกษาภาษาบาลี ภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ณ ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI จ.พ...
25/08/2026

ขอเชิญร่วมบุญมุทิตาและสนับสนุนค่าใช้จ่ายการศึกษาภาษาบาลี ภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า ณ ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI จ.พระนครศรีอยุธยา วันที่ 28 สิงหาคม 2569
ปีนี้ (2569) พระภิกษุสามเณร ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI สอบผ่านบาลีสนามหลวงทั้งหมด 50 รูป/คน ดังนี้

เปรียญธรรม 9 ประโยค 5 รูป
เปรียญธรรม 8 ประโยค 9 รูป
เปรียญธรรม 7 ประโยค 2 รูป
เปรียญธรรม 6 ประโยค 4 รูป
เปรียญธรรม 5 ประโยค 8 รูป
เปรียญธรรม 4 ประโยค 7 รูป
เปรียญธรรม 3 ประโยค 10 รูป
ประโยค 1-2 จำนวน 5 รูป

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 จะจัดพิธีมุทิตาและถวายทุนการศึกษาภาษาบาลี ณ ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI จ.พระนครศรีอยุธยา *** ร่วมบุญตามกำลังศรัทธา หรือ กองทุนละ 1,000 บาท ท่านที่ร่วมบุญตั้งแต่ 100 บาท จะออกใบอนุโมทนาบัตรให้ ร่วมบุญได้ที่ โทร/ ไลน์ / พร้อมเพย์ 0948358320

***บุญนี้จะส่งผลให้เจ้าภาพมีปัญญามาก สำเร็จการศึกษาขั้นสูง และมีฐานะร่ำรวยเพราะได้สนับสนุนการศึกษาพระภิกษุสามเณรผู้เป็นอายุของพระพุทธศาสนา

ก่อนที่พระสารีบุตรจะได้บวชในพระพุทธศาสนานั้น ท่านบวชเป็นปริพาชกคือนักบวชนอกพระพุทธศาสนาก่อนมีชื่อว่า อุปติสสปริพาชก วันห...
24/08/2026

ก่อนที่พระสารีบุตรจะได้บวชในพระพุทธศาสนานั้น ท่านบวชเป็นปริพาชกคือนักบวชนอกพระพุทธศาสนาก่อนมีชื่อว่า อุปติสสปริพาชก

วันหนึ่ง อุปติสสะ ได้เจอพระอัสสชิ เห็นแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงไปขอฟังธรรม พระอัสสชิ กล่าวว่า " ผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่บวชไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้"

อุปติสสะ เรียนว่า " ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากก็ตาม ข้อนั้นเป็นภาระของข้าพเจ้า เพื่อแทงตลอดด้วย 100 นัย 1,000 นัย"

พระอัสสชิ จึงกล่าวคาถา 4 บทว่า" ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิดพระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้."

อุปติสสะ ปริพาชก ฟังเพียง 2 บทต้นเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันถึงพร้อมด้วยนัยพันหนึ่ง เมื่อพระอัสสชิ กล่าวคาถา 2 บทที่เหลือให้จบลง ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน.

เนื่องจากอุปติสสะ ทำบุญด้านปัญญามามาก คืออย่างน้อยๆสร้างปัญญาบารมีมา 1 อสงไขยแสนกัป หลังพุทธพยากรณ์ จึงเข้าใจธรรมที่กล่าวเพียงโดยย่อเพียง 4 บท เห็นนัยต่างๆถึง 1,000 นัย

โดยในสมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า คือ เมื่อ 1 อสงไขยแสนกัป ที่แล้ว พระสารีบุตรออกบวชเป็นดาบสชื่อ สุรุจิ มีดาบสลูกศิษย์ 24,000 คน สร้างอาศรมอยู่ในป่า

วันหนึ่ง ได้เจอพระอโนมทัสสีพุทธเจ้านั่งสมาธิอยู่ในป่า สุรุจิดาบสได้กวาดบริเวณนั้น และนำดอกไม้ 8 ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ ดังนี้

“ข้าแต่พระสยัมภู ผู้เป็นแดนเกิดขึ้นแห่งพระคุณหาประมาณมิได้ ขอพระองค์จงรื้อถอนสัตวโลกนี้ สัตวโลกเหล่านั้น อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสคือความสงสัยเสียได้.

พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลักเป็นที่อาศัย เป็นที่พึ่งพิง เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เป็น พระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย.

น้ำในมหาสมุทรอาจประมาณได้ด้วยมาตราตวง แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย เป็นต้น”

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี เสด็จออกจากสมาธิแล้ว ได้ตรัสพยากรณ์อานิสงส์ที่สุรุจิดาบสจะได้รับจากการสร้างบุญครั้งนั้นมากมาย โดยที่สุดแห่งอานิสงส์พระพุทธองค์ ตรัสว่า

ในกัปอันประมาณมิได้ แต่กัปนี้ไป พระศาสดาทรง พระนามว่า โคตมะ โดยพระโคตร ทรงสมภพในสกุล พระเจ้าโอกกากราช จักมีขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาท ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกมีนามว่า สารีบุตร.

แม่น้ำคงคาชื่อว่า ภาคีรสี นี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์ ไหลไปถึงมหาสมุทร ยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญแกล้วกล้าในเวททั้งสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ.

ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้ว่าถึงการนับทรายนี้ใดนับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้น.

*พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 40 หน้า 126-127, เล่ม 70 หน้า 399 - 411.

พระองคุลิมาลเถระเป็นบุตรของนางมันตานี บิดาเป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล นางมันตานีได้คลอดบุตรคือองคุลิมาลในเวลากลางคืน...
23/08/2026

พระองคุลิมาลเถระเป็นบุตรของนางมันตานี บิดาเป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล นางมันตานีได้คลอดบุตรคือองคุลิมาลในเวลากลางคืน ตอนที่อังคุลิมาลคลอดออกจากครรภ์มารดานั้น อาวุธทั้งหลายในนครทั้งสิ้นมีแสงสว่างช่วงโชติขึ้น แม้พระแสงคือดาบของพระราชา กระทั่งฝักดาบที่อยู่ในห้องพระบรรทมก็รุ่งเรือง บิดาจึงลุกออกมาแหงนดูดาวนักษัตร ก็รู้ว่าบุตรเกิดในฤกษ์ดาวโจร จึงได้เข้าไปเฝ้าพระราชาและทูลถามว่า พระองค์บรรทมเป็นสุขหรือไม่.

พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ เราจะนอนเป็นสุขอยู่ได้อย่างไร อาวุธของเราส่องแสงรุ่งเรือง เห็นจะมีอันตรายแก่รัฐหรือแก่ชีวิต. ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช อย่าทรงกลัวเลย กุมารเกิดแล้วในเรือนของหม่อมฉัน อาวุธทั้งหลายรุ่งเรืองด้วยอานุภาพของกุมารนั้น.

พระราชาตรัสถามว่า จะมีเหตุอะไร ท่านอาจารย์. ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เขาจะเป็นโจร.พระราชาตรัสถามว่า เขาจะเป็นโจรคนเดียวหรือว่าจะเป็นโจรปล้นราชสมบัติ.ปุโรหิตทูลว่า เขาจะเป็นโจรธรรมดาคนเดียว พะยะค่ะ.

เมื่อปุโรหิตทูลอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะเอาพระทัยพระราชาจึงทูลว่า จงฆ่ามันเสียเถอะ พระเจ้าค่ะ. พระราชาตรัสว่า เป็นโจรธรรมดาคนเดียวจะทำอะไรได้ เหมือนรวงข้าวสาลีรวงเดียวในนาอันกว้างใหญ่ จงเลี้ยงเขาไว้เถอะ.

บิดาจึงตั้งชื่อให้บุตรว่า อหิงสกะ แปลว่า ไม่เบียดเบียน เพื่อให้เป็นชื่อที่เป็นมงคลต่างจากฤกษ์ดาวโจรที่บุตรเกิด เมื่อโตขึ้นบิดามารดาได้ส่งอหิงสกะไปศึกษาวิชาที่เมืองตักกสิลา ในขณะที่ศึกษาอยู่นั้นอหิงสกะปฏิบัติตนดีมาก ตั้งใจคอยรับใช้อาจารย์ ประพฤติให้เป็นที่พอใจ พูดจาไพเราะ ทำให้เป็นที่รักของอาจารย์ แต่เพื่อนๆเกิดความอิจฉาริษยา จึงปรึกษากันว่า ตั้งแต่อหิงสกมาณพมาพวกเราไม่อยู่ในสายตาของอาจารย์เลย เราจะทำลายเขาได้อย่างไร จะพูดว่ามันเป็นคนโง่ก็พูดไม่ได้ เพราะมีปัญญายิ่งกว่าทุกคน จะว่ามีความประพฤติไม่ดีก็ไม่อาจพูด เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร จะว่ามีชาติกำเนิดต่ำก็พูดไม่ได้ เพราะเกิดในตระกูลสูง พวกเราจะทำอย่างไรกัน

ในขณะที่ปรึกษากันอยู่นั้น มีผู้ที่มีความคิดเฉียบแหลมคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า เราจะให้อาจารย์ทำลายเขา โดยเราจะแบ่งกันเป็น 3 พวก พวกแรกต่างคนต่างเข้าไปหาอาจารย์ เมื่ออาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ ก็บอกว่าพวกกระผมได้ฟังเรื่องหนึ่งในเรือนนี้ เมื่ออาจารย์ถามว่า อะไรพ่อ ก็กล่าวว่า พวกเราทราบว่า อหิงสกมาณพจะทำร้ายท่านอาจารย์ เมื่อพวกแรกได้ทำตามแผนนั้น อาจารย์ก็ตะคอกและไล่ออกมาว่า ออกไป เจ้าถ่อย เจ้าอย่าทำลายบุตรของเรา ต่อมาพวกที่สอง พวกที่สาม ก็เข้าไปหาอาจารย์แล้วกล่าวทำนองเดียวกัน และบอกว่า เมื่ออาจารย์ไม่เชื่อพวกข้าพเจ้า ก็จงใคร่ครวญเอาเองเถิด ท่านอาจารย์เห็นศิษย์ทั้งหลายกล่าวด้วยความห่วงใย จึงคิดว่า เห็นจะเป็นเรื่องจริง เราจะฆ่ามันเสีย

แต่อาจารย์ก็กังวลว่า ถ้าเราฆ่ามันใครรู้เข้าก็อาจจะคิดได้ว่า อาจารย์สำนักนี้ใส่ความศิษย์ผู้มาเรียนศิลปะในสำนักของตนแล้วฆ่าทิ้งเสีย จะทำให้เสียชื่อเสียงและไม่มีใครอยากมาเรียนในสำนักของตน ส่งผลให้เสื่อมลาภ จึงคิดอุบายอย่างหนึ่งขึ้นแล้วเรียกอหิงสกมาณพมาบอกว่า มีวิชาขั้นสุดท้ายอยู่ซึ่งจะต้องฆ่าคนให้ได้ 1,000 คน จึงจะมีคุณสมบัติที่จะเรียนวิชานี้ได้และถือเป็นการบูชาครูด้วย โดยอาจารย์คิดว่าเมื่อเขาฆ่าคนไปมากๆสุดท้ายองคุลิมาลก็จะถูกฆ่าตายในที่สุด

อหิงสกมาณพกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลที่ไม่เบียดเบียน ข้าพเจ้าไม่อาจทำเช่นนั้น อาจารย์จึงบอกว่าศิลปะที่ไม่ได้ค่าบูชาครูก็จะไม่ได้ผลนะพ่อ อหิงสกมาณพจึงจำเป็นต้องทำ ไหว้อาจารย์แล้วเข้าไปอยู่ในป่า เจอใครผ่านเข้าไปในป่านั้นก็จับฆ่าไปเรื่อยๆจนจำไม่ได้ว่า ฆ่าไปกี่คนแล้ว จึงตัดนิ้วผู้ที่ตนฆ่าคนละ 1 นิ้ว เพื่อใช้นับจำนวน แล้วร้อยทำเป็นมาลัยนิ้วมือคล้องคอไว้

ด้วยเหตุนั้น อหิงสกมาณพ จึงมีชื่อว่า องคุลิมาล แปลว่า มีนิ้วเป็นพวงมาลัย องคุลิมาลฆ่าคนไปเรื่อยๆโดยกลางวันดักฆ่าคนที่เข้าไปในป่า กลางคืนเข้ามาลอบฆ่าในหมู่บ้าน ชาวบ้านและชาวเมืองจึงรวมตัวกันเดินทางมาล้อมพระนครสาวัตถีเป็นระยะทางถึง 3 โยชน์ ตั้งค่ายพักประชุมกันที่ลานหลวงเพื่อกราบทูลให้พระราชายกทัพไปปราบ

บิดารู้ว่าโจรองคุลิมาลนั้นเป็นบุตรของเราจึงกล่าวกับภรรยาว่า แนะนางผู้เจริญ เกิดโจรชื่อองคุลิมาลขึ้นแล้ว โจรนั้นไม่ใช่ใครอื่นคืออหิงสกกุมารลูกของเจ้า บัดนี้ พระราชาจะเสด็จออกไปจับเขา เราควรจะทำอย่างไร ภรรยาพูดว่า ท่านไปเถอะ จงไปพาลูกของเรามา สามีพูดว่า ฉันไม่กล้าไป ภรรยาจึงกล่าวว่า งั้นฉันจะไปพาลูกของฉันมา

ในวันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นองคุลิมาลจึงทรงพระดำริว่า "เมื่อเราไปจะเป็นความสวัสดีแก่เธอ ครั้นเขาได้ฟังธรรมแล้วจะออกบวชในสำนักของเรา จะกระทำให้แจ้งซึ่งอภิญญา 6 ถ้าเราไม่ไป องคุลิมาลจะทำผิดต่อมารดา เราจะสงเคราะห์เขา"

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จไปเพียงพระองค์เดียว ในเวลานั้นองคุลิมาลกำลังหงุดหงิดใจเพราะบริโภคอย่างฝืดเคือง และนอนลำบากมาเป็นเวลานาน องคุลิมาลฆ่าคนไปแล้ว 999 คน และคิดอยู่ว่า ได้อีก 1 คนก็จะครบ 1,000 คน ตั้งใจว่า เห็นผู้ใดก่อนก็จะฆ่าผู้นั้น เมื่อได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล คิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลย พวกบุรุษ 10 คนก็ดี 20 คนก็ดี 30 คนก็ดี 40 คนก็ดี ยังต้องรวมเป็นพวกเดียวกันเดินมาทางนี้ แม้บุรุษพวกนั้นยังถึงความพินาศเพราะมือเรา แต่สมณะนี้ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ชะรอยจะมาข่ม ถ้ากระไร เราพึงปลงสมณะเสียจากชีวิตเถิด

องคุลิมาลโจรจึงถือดาบและโล่ผูกสอดแล่งธนู ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ฤทธิ์บันดาลแม้องคุลิมาลโจรจะวิ่งจนสุดกำลัง ก็ไม่อาจทันพระองค์ผู้เสด็จไปตามปกติ องคุลิมาลโจร คิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลย เมื่อก่อนแม้ช้างกำลังวิ่ง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่าเราวิ่งจนสุดกำลังยังไม่อาจทันสมณะนี้ซึ่งเดินไปตามปกติ จึงหยุดยืนกล่าวว่า จงหยุดก่อนสมณะ จงหยุดก่อนสมณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราหยุดแล้ว ท่านเล่า จงหยุดเถิด

องคุลิมาลโจรคิดว่า สมณศากยบุตรมักเป็นคนพูดจริง แต่สมณะรูปนี้เดินไปอยู่เทียวกลับพูดว่า เราหยุดแล้ว ท่านเล่าจงหยุดเถิด ถ้ากระไรเราพึงถามสมณะรูปนี้ จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คำว่า "ท่านหยุดแล้วเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่หยุดเป็นอย่างไร"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราวางอาชญาคือหยุดการฆ่าสัตว์แล้ว จึงชื่อว่าหยุดแล้วในกาลทุกเมื่อ ส่วนท่านยังฆ่าคนอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่าหยุดแล้ว ท่านยังไม่หยุด

องคุลิมาลโจรทูลว่า ท่านมาถึงป่าใหญ่เพื่อจะสงเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นจะละบาปเพราะฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรมของท่าน จึงทิ้งดาบและอาวุธลงในเหวลึก ได้ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระสุคตแล้วได้ทูลขอบรรพชา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้องคุลิมาลบวชโดยตรัสว่า ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด จากนั้นพระพุทธองค์มีพระองคุลิมาลเป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จจาริกไปยังวัดพระเชตวัน พระนครสาวัตถี

ในวันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากพระนครสาวัตถีด้วยกระบวนรถม้าประมาณ 500 คัน ตั้งใจจะไปปราบองคุลิมาล แต่ได้เสด็จเข้าไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวัดพระเชตวันก่อน และเมื่อทรงเห็นองคุลิมาลบวชอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ทรงเบาพระทัย

ต่อมาไม่นานองคุลิมาลได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ วันรุ่งขึ้นท่านเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ชาวบ้านจำท่านได้จึงเอาก้อนกรวด ก้อนดิน ท่อนไม้ ขว้างใส่ ทำให้ศีรษะของท่านแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิฉีกขาด เมื่อกลับถึงวัดพระเชตวันแล้วท่านจึงเข้าไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่าเธอจงอดกลั้นไว้เถิด เธอได้เสวยผลกรรมซึ่งเป็นเหตุจะให้เธอหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดหลายพันปีในปัจจุบันนี้เท่านั้น

*พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 21 หน้า 141-169.

ในสมัยพุทธกาล ทรัพย์ 40 โกฏิ (โกฏิ = 10 ล้าน) ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี กลายเป็นถ่านทั้งหมดเนื่องจากบุญของเศร...
22/08/2026

ในสมัยพุทธกาล ทรัพย์ 40 โกฏิ (โกฏิ = 10 ล้าน) ในเรือนของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี กลายเป็นถ่านทั้งหมดเนื่องจากบุญของเศรษฐีหมดที่จะครอบครองสมบัตินั้น เศรษฐีจึงเกิดความเศร้าโศกอย่างยิ่ง

สหายผู้หนึ่งของเศรษฐีนั้นถามว่า "เหตุไร จึงเศร้าโศกเล่า? เพื่อน"เมื่อทราบสาเหตุแล้ว จึงกล่าวว่า "อย่าเศร้าโศกเลย เพื่อนฉันทราบอุบายอย่างหนึ่งจงทำอุบายนั้นเถิด."

เศรษฐี ถามว่า ทำอย่างไรเล่า? เพื่อน.
สหายบอกว่า เท่านจงปูเสื่อลำแพนที่ตลาด วางถ่านเป็นกองไว้ จงนั่งเหมือนจะขายบรรดามนุษย์ที่มาแล้วๆ คนเหล่าใดพูดว่า ‘ชนที่เหลือขายผ้า น้ำมันน้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น ส่วนท่านนั่งขายถ่านท่านพึงพูดกับคนเหล่านั้นว่า ‘เราไม่ขายของๆ ตนจักทำอะไร?’

ส่วนผู้ใดพูดกับท่านว่า ‘ชนที่เหลือขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น, ส่วนท่านนั่งขายเงินและทอง',
ท่านจงให้เขาจับเงินและทองเหล่านั้น ถ่านเหล่านั้นจะกลายเป็นเงินและทองทั้งหมด

ถ้าผู้นั้นเป็นหญิงรุ่นสาวท่านจงนำนางมาเพื่อบุตรในเรือนของท่านมอบทรัพย์ 40 โกฏิให้แก่นาง พึงใช้สอยเงินทองที่นางให้ถ้าเป็นเด็กชาย ท่านพึงให้ธิดาผู้เจริญวัยแล้วในเรือนของท่านแก่เขาแล้วมอบทรัพย์ 40 โกฏิให้แก่เขา ใช้สอยทรัพย์ที่เขาให้.

เศรษฐีนั้นกล่าวว่า "อุบายดี"จึงทำถ่านให้กองไว้ในร้านตลาดของตน นั่งทำเหมือนจะขาย วันหนึ่ง หญิงรุ่นสาวคนหนึ่งชื่อ"กิสาโคตมี" เพราะนางมีสรีระบอบบาง เป็นธิดาของตระกูลเก่าแก่วันนั้น นางไปตลาดด้วยกิจอย่างหนึ่งเห็นเศรษฐีนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า "พ่อ ชนที่เหลือขายผ้า น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น. ทำไมท่านจึงนั่งขายเงินและทอง?"

เศรษฐี ถามว่า เงินทองที่ไหน? แม่.
นางโคตมี กล่าวว่า ท่านนั่งจับเงินทองนั้นเอง มิใช่หรือ?

เศรษฐี กล่าวว่า จงนำเงินทองนั้นมาก่อน แม่.
นางกอบเต็มมือแล้ว วางไว้ในมือของเศรษฐีถ่านนั้นได้กลายเป็นเงินและทองทั้งนั้น.

เศรษฐีถามนางว่า "แม่ เรือนเจ้าอยู่ไหน." เมื่อนางตอบว่า "ชื่อโน้นจ้ะ" เมื่อรู้ว่า นางยังไม่มีสามีจึงเก็บทรัพย์นำนางมาเพื่อบุตรของตน ให้รับทรัพย์ 40 โกฏิไว้ทรัพย์ทั้งหมดได้กลายเป็นเงินและทองดังเดิม.

ข้อคิด และแหล่งอ้างอิง

1.หากหมดบุญ สมบัติก็จะวิบัติดังนั้น ต้องทำบุญบ่อยๆ เพราะเราใช้บุญไปทุกวัน มีตัวอย่างในปัจจุบันที่น่าสนใจ ซึ่งเจ้าของเรื่องเล่าว่า "คุณตาของผมเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ท่านชวนคุณยายมาเริ่มต้นชีวิตที่สุพรรณบุรี โดยมีความหวังว่า สักวันหนึ่งเมื่อมีเงินมีทองจนพอที่จะตั้งตัวได้แล้วจะหวนกลับคืนสู่จีนแผ่นดินใหญ่อีกครั้งให้ได้แม้หากตายก็ขอตายในผืนแผ่นดินจีน ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าคุณตาจะเก็บเงินมาได้เท่าไร ท่านก็จะเอาไปแลกเป็นเงินสกุลจีนเก็บสะสมไว้ได้หีบใหญ่กะว่ากลับไปเมืองจีน คราวนี้ก็ตั้งตัวได้อย่างสบาย แต่จู่ๆเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อฝ่ายรัฐบาล พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้สงครามอย่างยับเยินเงินสกุลจีนที่คุณตาเก็บสะสมมานานถูกประกาศเลิกใช้ไปโดยปริยายกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าไปในทันที" ที่มา https://bit.ly/3frLSwL

2. ธรรมดาคนที่มีบุญ หยิบจับอะไร ก็จะประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรื่อง ด้วยบุญที่ได้สั่งสมไว้ดีแล้วส่งผล หากประสบปัญหาใดๆก็ตาม หากได้คนที่มีบุญมาช่วยจัดการแก้ไข ปัญหาต่างๆเหล่านั้นก็จะคลี่คลายไปได้ด้วยดี

3. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 41 หน้า 499 - 504

เจ้าภาพร่วมบุญแล้ว 42 วง ***วันที่ 30 ส.ค. 2569 จะทำบุญถวายสังฆทานคือ “ทะเลถัง และน้ำแข็งทรงเครื่อง” ที่ศูนย์การศึกษาเขา...
22/08/2026

เจ้าภาพร่วมบุญแล้ว 42 วง ***วันที่ 30 ส.ค. 2569 จะทำบุญถวายสังฆทานคือ “ทะเลถัง และน้ำแข็งทรงเครื่อง” ที่ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ จังหวัดปราจีนบุรี ถวายสังฆทานแก่พระภิกษุสามเณรประมาณ 200 รูป / 40 วง

ร่วมบุญวงละ 375 บาท หรือ ตามกำลังศรัทธา (1 วง = ทะเลถัง 1 ถัง สำหรับพระภิกษุสามเณร 5 รูป และน้ำแข็งทรงเครื่อง 5 ถ้วย) *** สอบถาม และร่วมบุญได้ที่ โทร / ไลน์ / พร้อมเพย์ 0948358320

ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ ตั้งอยู่ที่ 142 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์ ซึ่งจัดการศึกษาให้แก่สามเณรผู้เป็นเหล่ากอของสมณะเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา

บุญสถานแห่งนี้ยังเป็นศูนย์บวช ศูนย์อบรม และศูนย์ปฏิบัติธรรม ในแต่ละปีจะมีพระภิกษุ สามเณร และสาธุชนหมุนเวียนไปปฏิบัติธรรมจำนวนมาก

ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระถาม "อเนกวัณณเทพบุตร" ว่า ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานอันมีวรรณะมิใช่น้อย วิจิตรมาก บ...
21/08/2026

ครั้งหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระถาม "อเนกวัณณเทพบุตร" ว่า ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานอันมีวรรณะมิใช่น้อย วิจิตรมาก บันเทิงอยู่ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวดา ไม่มีใครเสมอเหมือนหมู่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดชุมนุมกันไหว้ท่านดุจเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไหว้พระจันทร์ ฉะนั้น

เทพอัปสรเหล่านี้ ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบ ๆ ท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ

อเนกวัณณเทพบุตรนั้นดีใจที่ถูกพระโมคคัลลานะถามจึงตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้เป็นสาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนยังมิได้ตรัสรู้บวชอยู่ 7 พรรษา เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าได้ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้เลื่อมใสในพระเจดีย์

ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่น ๆ ว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิดท่านทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้วจะไปสวรรค์ข้าพเจ้าได้ทำกุศลกรรมอย่างนั้นจึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ และบันเทิงอยู่ในท่านกลางหมู่เทพชั้นดาวดึงส์

อเนกวัณณเทพบุตรนั้นมีรัศมีกายสว่างกว่าพระอินทร์ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนพระองค์ต้องลงไปทำบุญเพิ่มด้วยการใส่บาตรพระมหากัสสปเถระซึ่งได้นั่งสมาธิเข้านิโรธสมาบัติ 7 วัน

พระมหากัสสปเถระถามพระอินทร์ว่า ทำไมพระองค์ลงมาใส่บาตรท่านพระอินทร์ตรัสว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิทรงอุบัติ กระผมได้ทำบุญไว้ (คือทำบุญสังคมสงเคราะห์ เช่น ทำถนน ทำศาลาที่พักริมทาง ขุดสระน้ำให้คนได้ใช้ ฯลฯ) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ เทพบุตรผู้มีศักดิ์เสมอกัน 3 องค์ ได้แก่ อเนกวัณณเทพบุตร จูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร ได้ทำบุญในพระพุทธศาสนา

เมื่อพวกเขาละโลกแล้วได้เกิดในที่ใกล้กระผม มีเดชมากกว่ากระผม เมื่อเทพบุตรทั้ง 3นั้น พาบริวารลงสู่ถนนโดยคิดว่า 'จักเล่นนักขัตฤกษ์' กระผมต้องหนีเข้าตำหนักเพราะรัศมีจากสรีระของเทพบุตรทั้ง 3 นั้น ท่วมทับรัศมีจากสรีระของกระผม รัศมีจากสรีระของกระผมไม่ท่วมทับสรีระของเทพบุตรทั้ง 3 นั้น

คำอธิบายและอ้างอิง

1. การทำบุญต่าง ๆในพระพุทธศาสนา เช่น บูชาเจดีย์ ตักบาตรกับพระภิกษุ ถวายสังฆทาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า จะได้บุญมากกว่าการทำบุญสังคมเคราะห์ แต่ทั้งนี้บุญสังคมสงเคราะห์ก็ต้องทำ เช่น ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น เป็นน้ำใจที่พึงมีให้แก่เพื่อนร่วมโลก และในยามที่เราประสบภัยก็จะมีคนมาช่วยเช่นกัน

2. การได้เกิดเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์นั้นยากมาก การที่พวกเราได้เกิดในยุคนี้ซึ่งยังมีพระพุทธศาสนาอยู่ ยังมีพระภิกษุอยู่มากมายให้เราได้ทำบุญ จึงถือเป็นบุญลาภอย่างยิ่ง เพราะเรามีโอกาสได้สร้างบุญที่มีอานิสงส์มาก

3. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 41 หน้า 121-129, เล่ม 48 หน้า 619-621.

ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่ง โพธิราชกุมารทำบุญฉลองปราสาท จึงนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร นิมนต์พระพ...
20/08/2026

ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่ง โพธิราชกุมารทำบุญฉลองปราสาท จึงนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร นิมนต์พระพุทธองค์ให้ประพรมในปราสาทด้วยของหอมเพื่อเป็นสิริมงคล และได้ปูผ้าไว้ให้พระองค์ทรงเหยียบโดยคิดว่า "ถ้าเราจะได้บุตรหรือธิดาไซร้ ขอพระศาสดาทรงเหยียบแผ่นผ้านี้"

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปถึง โพธิราชกุมารทรงรับบาตรและกราบทูลว่า "ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปเถิด พระเจ้าข้า"แต่พระพุทธองค์ไม่เสด็จเข้าไปโพธิราชกุมารทรงอ้อนวอน 2-3 ครั้ง พระพุทธองค์ก็ยังไม่เสด็จเข้าไปแต่ทรงแลดูพระอานนท์.

พระอานนท์เถระทราบว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงเหยียบผ้านั้นจึงทูลให้พระราชกุมารเก็บผ้าเสีย หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปและได้เสวยเสร็จแล้ว โพธิราชกุมารกราบทูลถามว่า "พระองค์ไม่ทรงเหยียบผ้าของหม่อมฉันเพราะเหตุอะไร?"

พระพุทธองค์. ก็พระองค์ทรงดำริอย่างไร? จึงลาดแผ่นผ้า
ราชกุมาร. หม่อมฉันคิดว่า "ถ้าเราจักได้บุตรหรือธิดาไซร้พระศาสดาจักทรงเหยียบแผ่นผ้าของเรา"

พระพุทธองค์. ราชกุมาร เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่เหยียบ.
ราชกุมาร. หม่อมฉันจักไม่ได้บุตรหรือธิดาเลยเทียวหรือ?

พระพุทธองค์. อย่างนั้น ราชกุมาร.
ราชกุมาร. เพราะเหตุไร? พระเจ้าข้า.

พระพุทธองค์. เพราะความที่พระองค์กับพระชายา เป็นผู้ประมาทแล้วในชาติก่อน.
ราชกุมาร. ในกาลไหน? พระเจ้าข้า.

จากนั้นพระพุทธองค์ตรัสกรรมคือความประมาทในอดีตชาติว่า ในอดีตกาลมนุษย์หลายร้อยคนแล่นเรือลำใหญ่ไปสู่มหาสมุทรแต่เรืออับปางกลางสมุทรสองสามีภรรยาคว้าได้แผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง แล้วอาศัยกระดานนั้นล่องไปสู่เกาะแห่งหนึ่ง ส่วนคนอื่นๆที่เหลือตายในมหาสมุทรทั้งหมด

ที่เกาะนั้นมีนกอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งสองคนไม่เห็นสิ่งอื่นที่ควรกิน เมื่อหิวจึงเก็บไข่นกมาปิ้งกินเมื่อไข่นกหมดก็จับลูกนกปิ้งกินเมื่อลูกนกหมดก็จับพ่อแม่นกปิ้งกิน ทั้งสองคนอาศัยอยู่ที่เกาะนั้นจนตลอดชีวิต คือตั้งแต่ปฐมวัยมัชฌิมวัย และปัจฉิมวัยได้ทำกรรมคือฆ่านกเหล่านั้นจนตลอดชีวิต

สองสามีภรรยาคู่นั้นได้มาเกิดเป็นโพธิราชกุมารและพระชายาในชาติปัจจุบัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอีกว่า "ราชกุมาร ในกาลนั้นถ้าพระองค์กับภรรยาจักไม่ประมาทแม้ในวัยหนึ่งบุตรหรือธิดาพึงเกิดขึ้นในวัยหนึ่ง"

หมายความว่า ในช่วงที่ติดเกาะอยู่นั้นหากมีช่วงหนึ่งที่สองสามีภรรยานั้น หาวิธีดำรงชีพโดยไม่ต้องฆ่าสัตว์ต่างๆ เช่น ปลูกผักเลี้ยงชีพสักช่วงหนึ่งของชีวิต อาจจะเป็นช่วงปฐมวัย หรือมัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัยในชาตินี้ก็สามารถมีลูกได้ในเวลามีอายุตรงกับวัยที่ไม่ได้ทำอกุศลกรรม แต่ทั้งสองคนได้ฆ่านก กินไข่ ฆ่าพ่อแม่และลูกนกจนตลอดชีวิต บาปนั้นจึงส่งผลทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ ***เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมจบ โพธิราชกุมารก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

ข้อคิด และแหล่งอ้างอิง

1. แต่ละคนเกิดกันมาหลายชาติ ทำบุญและบาปกันมามากมาย เพราะความไม่รู้ หรือบางครั้งก็ทำเพื่อเอาชีวิตรอด แต่กฎแห่งกรรมไม่เลยละเว้น การแก้กรรมทำได้ด้วยการสั่งสมบุญและอุทิศบุญให้แก่คู่กรรมคู่เวรบ่อยๆ บาปก็จะเบาบางลง

2. หลายคนอยากจะมีลูกมาก พยายามหลายวิธีแต่ไม่สามารถมีได้ ทั้งๆที่ครอบครัวพรั่งพร้อม มีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะมีวิบากกรรมจากอดีตชาติตามมาส่งผลนั่นเอง ก็ต้องทำใจ ให้คิดเสียว่า จะได้มีเวลาศึกษาและเข้าวัดปฏิบัติธรรม สั่งสมบุญมากขึ้น ไม่ต้องเสียไปกับการเลี้ยงลูก รวมทั้งไม่ต้องทุกข์ใจกรณีลูกมีปัญหาด้วย

3. บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป คือ บุญที่เคยทำในชาติต่างๆ ส่งผลให้โพธิราชกุมารได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน แต่เศษกรรมคือบาปที่กินไข่ ฆ่าพ่อแม่ และลูกนก จนตลอดชีวิตในชาตินั้น ส่งผลให้ไม่สามารถมีลูกได้ในชาตินี้

4. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 42 หน้า 188 - 194

ที่อยู่

ต. ไทรน้อย อ. บางบาล
Ayutthaya
13250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมะในพระไตรปิฎก โดยพระมหาสมคิด ชยาภิรโตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์