ครูเล็กสอนเลข

ครูเล็กสอนเลข รับสอนพิเศษ​คณิตศาสตร์ทุกระดับชั้?

01/08/2022

ทางเดียวในการเรียนคณิตศาสตร์ คือ การฝึกทำโจทย์
- Paul Halmos -
(mathematician, statistician)

19/03/2022

Answer to the Ultimate Question of Life, The Universe, and Everything is …
-The Hitchhiker's Guide to the Galaxy
ในวิชาคณิตศาสตร์ มีนิยาม, ทฤษฎีบท, และข้อคาดการณ์ที่มีชื่อแปลกประหลาดอยู่มากมาย หลาย ๆ ชื่อนั้น เมื่อฟังผ่าน ๆ เราคงไม่คิดว่ามันเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเป็นเพื่อนกัน, จำนวนมีสุข, ความย้อนแย้งหรือปฏิทรรศน์ของวันเกิด ไปจนถึงทฤษฎีบทลูกบอลขนดก
วันนี้แอดจะขอนำเสนอแคนดิเดตเข้าชิงตำแหน่งชื่อประหลาดแห่งวงการคณิตศาสตร์ นั่นคือ
“หายนะไส้กรอก” (Sausage Catastrophes) และ “ข้อคาดการณ์แห่งไส้กรอก” (Sausage Conjecture)
ก่อนอื่นต้องเกริ่นตรงนี้เสียหน่อยว่า ไส้กรอกที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นไส้กรอกทรงกลมนะ ไม่ใช่ไส้กรอกแบบยาว ๆ หรือคนไทยอย่างเรา ๆ อาจจะนึกถึงไส้กรอกอีสานกลม ๆ หรือลูกชิ้นแทนก็ได้ ส่วนภาพประกอบที่แอดเอาไส้กรอกทั่วไปมาก็เพราะว่าหารูปไส้กรอกกลมที่มันดูดีไม่ค่อยได้อะนะครับ
ว่าแต่หายนะแห่งไส้กรอกมันคืออะไรกัน? ก่อนที่จะไปเล่าถึงตรงนั้น ซึ่งเป็นปัญหาใน 3 มิติ เราลองย้อนกลับมาดูในโลก 2 มิติกันก่อน
ถ้าเกิดว่าเรามีเหรียญบาทอยู่ 19 เหรียญ เราพยายามเรียงมันบนแผ่นกระดาษแล้ววาดกรอบนูนล้อมบริเวณที่เราวางเหรียญเอาไว้ คำถามคือ เราควรจะวางเหรียญอย่างไร จึงจะสามารถวาดกรอบนูนปิดล้อมที่มีพื้นที่เล็กที่สุดได้?
คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากแอดจะบอกว่าคำตอบของคำถามนี้คือ เรียงเหรียญทั้ง 19 ให้เป็นรูปหกเหลี่ยม (ดังภาพ) เพราะมันดูเหมือนเป็นการจัดเรียงที่อัดแน่นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ที่จริงแล้วนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อว่า Wegner ได้พิสูจน์เอาไว้ว่า ถ้าจำนวนของเหรียญอยู่ในรูป 3k^2+3k+1 ซึ่งเป็นจำนวนที่เราสามารถเอามาเรียงเป็นรูปหกเหลี่ยมด้านเท่ามุมเท่าได้พอดี แล้วไซร้ การเรียงเป็นรูปหกเหลี่ยมก็จะให้พื้นที่นูนปิดล้อมที่เล็กที่สุด นอกจากนี้หากจำนวนเหรียญของเราน้อยกว่า 120 แม้ว่าเราจะเรียงเป็นหกเหลี่ยมไม่ได้พอดี แต่หากเราพยายามเรียงให้ใกล้เคียงหกเหลี่ยมให้มากที่สุด เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ให้พื้นที่นูนปิดล้อมที่เล็กที่สุด
ในกรณีที่เป็น 3 มิติ เราอาจแทนที่เหรียญด้วยลูกบอลทรงกลมจำนวนหนึ่ง แต่ด้วยเหตุบางประการที่ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจในเมื่ออ่านต่อไป ในที่นี้เราขอแทนลูกบอลด้วย “ไส้กรอก” แบบกลม ๆ แทน (ลองนึกว่าเป็น “ไส้กรอกอีสาน” กลม ๆ ก็ได้นะ) ที่นี้เราพยามยามเรียงไส้กรอกจำนวนหนึ่งแล้วเอาพลาสติกห่ออาหารมาพันล้อมให้เกิดรูปทรงที่มีปริมาตรน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยจะเรียงอย่างไรก็ได้ใน 3 มิติ
ไม่แปลกที่คุณจะคิดว่า คำตอบน่าจะคล้าย ๆ ในกรณีของ 2 มิติ นั่นคือพยายามกองไส้กรอกเหล่านี้เข้าให้ชิดกันที่สุด เช่นอาจก่อเป็นทรงพีระมิด
แต่คำตอบกลับไม่เป็นเช่นนั้น กลับกลายเป็นว่าถ้าเรามีไส้กรอกอยู่น้อยกว่า 56 ชิ้น ทางที่ดีที่สุดคือเอามันมาเรียงเป็นเส้นตรง! นึกง่าย ๆ ก็คือไส้กรอก (หรือไส้กรอกอีสาน) ที่ถูกร้อยเชือกเข้าด้วยกันแล้ววางไว้ตรง ๆ
ในทางกลับกัน หากจำนวนชิ้นของไส้กรอกมีเพิ่มมากขึ้นถึงจำนวนหนึ่ง การเรียงที่ดีที่สุดจะกลายเป็นการกระจุกกลุ่ม (cluster) คล้าย ๆ กับกรณี 2 มิติ ทีนี้คำถามคือจำนวนไส้กรอกที่น้อยที่สุดที่เป็นจุดเปลี่ยนจากการเรียงเป็นเส้นตรง สู่การเรียงแบบกระจุกตัวคือเท่าไหร่? ผลปรากฏว่าในกรณีที่เรามีไส้กรอก 56 ชิ้น เราควรเรียงแบบกระจุกตัว แต่ถ้าเรามี 57 ชิ้น เราต้องเรียงแบบเป็นเส้นตรง และหลังจากนั้น หากเรามีอย่างน้อย 58 ชิ้น เราต้องเรียงแบบกระจุกตัว
56 คือจำนวนแห่งหายนะที่ทำให้การเรียงตัวแบบเส้นตรงพังทลายลง และนี่เองคือที่มาของชื่อ “หายนะไส้กรอก”
ปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในกรณี 4 มิติ ที่การเรียงตัวเป็นเส้นตรงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีทีสุดไปถึงจำนวนจำนวนหนึ่งแล้วการเรียงตัวแบบกระจุกจะเข้ามาทำหน้าที่แทน ต่างจากกรณี 3 มิติ เรายังไม่ทราบว่าจำนวนหายนะของ 4 มิติคือเท่าไหร่ เท่าที่รู้คือถ้าเรามีไส้กรอก 4 มิติอยู่มากเกิน 375,769 ลูก เราต้องเรียงมันแบบกระจุกตัว
แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้น มีนักคณิตศาสตร์นามว่า Fejes Toth ตั้งข้อคาดการณ์ว่า สำหรับมิติที่มากกว่าหรือเท่ากับ 5 ไม่ว่าเราจะมีทรงกลมในมิตินั้นอยู่กี่ลูกก็ตาม การเรียงตัวเป็นแนวเส้นตรง จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอ!
ข้อคาดการณ์นี้ถูกตั้งขึ้นในปี 1975 และถูกขนานนามนับแต่นั้นว่า “ข้อคาดการณ์แห่งไส้กรอก” และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์หรือหาข้อคัดค้านข้อคาดการณ์นี้ได้
คำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่เรามีในตอนนี้คือผลงานในปี 1998 ของ Betke และ Henk ที่สามารถแสดงได้ว่าข้อคาดการณ์ข้างต้นเป็นจริงในกรณีของมิติที่มากกว่าหรือเท่ากับ 42 (ก่อนหน้านั้นในปี 1994 Betke และคณะได้แสดงในกรณีที่มิติอย่างน้อย 13,387) นอกจากนี้ยังมีข้อสรุปน่าแปลกอีกอย่าง กล่าวคือ สมมติเราพิจารณาใน d มิติ เราสามารถวัดมิติของรูปแบบการเรียงชนิดต่างได้ตั้งแต่ 1 ถึง d เช่น การเรียงเป็นเส้นตรงนั้น เป็นเสมือนการเรียงแบบ 1 มิติ ในขณะที่การเรียงเป็นระนาบเปรียบเสมือนการเรียงแบบ 2 มิติ ส่วนแบบกระจุกตัวนั้นนับเป็นการเรียงแบบ d มิติ ข้อคาดการณ์แห่งไส้กรอกกล่าวว่า ในกรณีที่ d มากกว่าหรือเท่ากับ 5 การเรียงตัวที่ดีที่สุดต้องเป็นการเรียงตัวแบบ 1 มิติ ตอนนี้กรณีที่น่าสนใจจึงคือกรณีที่ d เท่ากับ 3 หรือ 4 ซึ่งนักคณิตศาสตร์ก็ได้แสดงว่า การเรียงตัวที่ดีที่สุดจะต้องเป็นแบบ 1 มิติ (เส้นตรง) หรือ d มิติ (กระจุกตัว) เท่านั้น ไม่สามารถเป็นการเรียงตัวแบบ 2 มิติ (ระนาบ)
อ่านถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มสงสัยว่า แล้วเราจะต้องมารู้เรื่องพวกนี้ไปทำไมกันนะ? ความจริงแล้วเรื่องโจทย์ปัญการการจัดเรียงให้ดีที่สุดนั้นมีประโยชน์ต่อการจัดส่งพัสด่าง ๆ เพราะมันช่วยให้เราจัดส่งได้มากขึ้นต่อหนึ่งรอบ ลดทั้งระยะเวลาที่ใช้ และค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ในระดับเล็ก ๆ อาจจะไม่ได้เห็นผลอะไรมาก แต่ในระดับสเกลที่ใหญ่ การลดจำนวนรอบในการขนส่งก็อาจลดค่าใช้จ่ายและพลังงานลงไปได้มาก ปัญหาการจัดเรียงในชีวิตจริงนั้นมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นไปกว่าแค่ทรงกลมเสียอีก ถึงกระนั้นแม้รูปทรงง่าย ๆ อย่างทรงกลม ปัญหาก็มีความซับซ้อนให้เราประหลาดใจกันไปไม่ใช่น้อย
และจนกว่าที่จะมีใครได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าตัวเลข 42 จะมีความศักดิ์สิทธิ์บางประการ (อย่าเอาไปซื้อหวยกันล่ะ) หรือบางที 42 อาจคือคำตอบของคำถามสุดลี้ลับแห่งชีวิต, จักรวาล, และทุกสรรพสิ่ง... ก็เป็นได้
ใครที่มีชื่อทฤษฎีบทหรือข้อคาดการณ์แปลก ๆ ก็อย่าลืมเอามาคอมเมนท์แบ่งปันกันด้วยนะครับ
อ้างอิง
-Weisstein, Eric W. "Sausage Conjecture." From MathWorld--A Wolfram Web Resource. https://mathworld.wolfram.com/SausageConjecture.html
-Croft, H. T.; Falconer, K. J.; and Guy, R. K. Problem D9 in Unsolved Problems in Geometry. New York: Springer-Verlag, 1991.
-Henk, M. and Wills, J. M. "Packings, sausages and catastrophes." Beitr Algebra Geom (2021) 62:265–280, 2020. https://doi.org/10.1007/s13366-020-00502-x
รูปภาพจาก
https://freepngimg.com/png/18866-sausage-picture

17/03/2022
05/03/2022

แผนที่โลกคณิตศาสตร์
(แปลโดย ธนวัฒน์ หลัน)

แผนที่โลกคณิตศาสตร์ สรุปหัวข้อๆต่างไว้อย่างครบถ้วน ช่วยให้เห็นภาพรวมของดินแดนคณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี
จุดเริ่มต้นของคณิตศาสตร์คือ การนับ(ตรงกลางสีน้ำตาล) ซึ่งย้อนกลับไปในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการทำเครื่องหมายบนกระดูกสัตว์ เพื่อระบุจำนวน ต่อมามนุษย์มีการใช้งาน เลขศูนย์ จำนวนลบ และเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ต่างๆตามมา..........................
คณิตศาสตร์สามารถแบ่งกว้างๆได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ คณิตศาสตร์บริสุทธิ์ ที่พัฒนาเพื่อที่ศึกษาความคิดเชิงนามธรรมทั้งหมด และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่นำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ
คณิตศาสตร์บริสุทธิ์(ฝั่งซ้ายมีม่วงๆชมพูๆ) สามารถแบ่งได้เป็นการศึกษา
ระบบจำนวน ,โครงสร้าง ,ปริภูมิ (space) และการเปลี่ยนแปลง
การศึกษาระบบจำนวน เริ่มต้นจาก จำนวนนับ หรือ จำนวนธรรมชาติ ต่อมาก็มีการเพิ่มเติมระบบจำนวนอื่นๆ ตามมา ได้แก่ จำนวนเต็ม จำนวนตรรกยะ จำนวนจริง จำนวนเชิงซ้อน และแนวคิดเกี่ยวกับอนันต์
การศึกษาเชิงโครงสร้าง เริ่มต้นจากศึกษาคุณสมบัติของสมการและการแก้สมการ เรียกว่า พีชคณิต ต่อมาได้มีการแตกแขนงออกเป็นระบบสมการ มีการสร้างเวกเตอร์ ปริภูมิเวกเตอร์ และการเขียนระบบสมการด้วยเมทริกซ์ นอกจากนี้ยังการศึกษาโครงสร้างอื่นๆ ทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ ทฤษฎีกราฟ ทฤษฎีกรุ๊ป และอื่นๆ
การศึกษาเชิงปริภูมิ ได้แก่ เรขาคณิต ซึ่งเป็นการศึกษาคุณสมบัติของรูปร่าง รูปทรง ขนาดและตำแหน่ง , ตรีโกณมิติ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความยาวและมุมของรูปสามเหลี่ยมเป็นพื้นฐาน , ทอโพโลยี ศึกษาความคุณสมบัติทางรูปทรงผ่านการดึง ยืด หด บีบ แต่ไม่ตัดให้ขาด และเมื่อคอมพิวเตอร์เริ่มพัฒนาขึ้นก็มีการศึกษา แฟร็กทัล ซึ่งเป็นวัตถุทางเรขาคณิตที่มีความซับซ้อนและจำลองตัวเองในทุกสเกล
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงได้แก่ แคลคูลัส ที่ว่าด้วยเรื่องการหาความชันและพื้นที่ปิดล้อมของเส้นโค้ง เมื่อแคลคูลัสมาใช้ในศาสตร์อื่นๆ ทำให้เกิดศาสตร์ใหม่ๆตามมา เช่น เวกเตอร์แคลคูลัส ที่ศึกษาแคลคูลัสที่เกี่ยวข้องกับเวกเตอร์ซึ่งมีทิศทางเพิ่มขึ้นมา และอื่นๆ................................

คณิตศาสตร์ประยุกต์(ฝั่งสีฟ้า) ที่นำมาใช้กับศาสตร์อื่นๆ ได้แก่ ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ที่นำไปสู่การสร้างแบบจำลองเพื่อทำนายปรากฏการณ์ต่างๆทางฟิสิกส์ , เคมี และ ชีววิทยา
นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังใช้ในวิศวกรรมศาสตร์มากมายหลายอย่าง และมีการวิเคราะห์เชิงตัวเลข ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ใช้หาค่าประมาณสำหรับระบบที่ซับซ้อนมากๆ
ทฤษฎีเกม คือศึกษาการตัดสินใจของผู้ตัดสินใจหลายฝ่าย โดยผลที่แต่ละฝ่ายได้รับขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้เล่นฝ่ายอื่นๆด้วย
เมื่อคณิตศาสตร์ใช้ในด้านการเงินการธนาคารและเศรษฐกิจก็ทำให้เกิดวิชา คณิตศาสตร์การเงิน เศรษฐศาสตร์ และสถิติ ซึ่งว่าด้วยวิธีการรวบรวม วิเคราะห์ นำเสนอ ตีความและสรุปผลข้อมูล
ความน่าจะเป็น คือการศึกษาโอกาสที่เหตุการณ์หนึ่งๆจะเกิดขึ้น ,ออปติไมเซชัน ซึ่งใช้หาค่าที่เหมาะสมที่สุดเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ,วิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นการศึกษาทฤษฎีการคำนวณและประมวลผลข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ และ วิทยาการเข้ารหัสลับ ศึกษาทฤษฎีการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นรหัสลับ เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว..............................
สุดท้ายแล้ว คณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะสาขาใดก็ตามล้วนต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรากฐานทางคณิตศาสตร์ อันได้แก่ สัจพจน์ต่างๆ และ ตรรกะศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพิสูจน์ต่างๆนั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ ภาพรวมของโลกคณิตศาสตร์ที่มนุษย์รู้จัก...................................
จัดทำโดย Dominic Walliman ศิลปินชาวแคนาดา
ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://dominicwalliman.com/.....................................
หากท่านสนใจที่มาที่ไปของคณิตศาสตร์
แนะนำหนังสือ ภาษาจักรวาล : ประวัติย่อของคณิตศาสตร์ ราคา 330
ผมเขียนเล่าเรื่องคณิตศาสตร์แบบเข้าใจไม่ยาก
สามารถสั่งได้ทาง inbox เพจนี้
หรือสั่งทาง shopee และ lazada (ลด 5 %)
shopee
https://shopee.co.th/greatstuff?categoryId=1315&itemId=5015247795
lazada
https://www.lazada.co.th/shop/greatstuff/

24/02/2022
17/09/2021

ความสุขในการทำงานครู
สำหรับช่วงเวลานี้คือ....................................

มนุษย์ทุกคนบนโลก
มีนิยามความสุข
ที่แตกต่างกันออกไป
คนเป็นครูก็เช่นกัน

คำถามก็คือ
ในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ
จนความไม่ปกติกำลังกลายเป็นปกติ
ความสุขในการเป็นครูของเรา
คืออะไร คือสิ่งใด คือเรื่องราวใด
สิ่งใดที่สร้างความสุขให้เราได้
สิ่งใดที่เราเรียกว่าความสุข

เชื่อว่าคนเป็นครูที่กำลังทำหน้าที่ในเวลานี้
ต่างพกพาความสุขติดกระเป๋าหัวใจไว้บ้างใช่ไหม
เพราะถึงเวลาที่เราเหนื่อย เราท้อเมื่อไร
เราจะได้หยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดู
พอให้แช่มชื่นหัวใจ แล้วก็หายเหนื่อยไปได้บ้าง

ครูบางคน
อาจจะมีความสุขง่าย ๆ แค่ได้ทำการสอน

ครูบางคน
อาจจะมีความสุขจากได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
แล้วนำไปใช้กับนักเรียน แล้วนักเรียนชอบ สนุก

ครูบางคน
แค่ได้ทำหน้าที่ครูอยู่ตอนนี้
ไม่ว่าจะเป็นการสอนแบบใดก็มีความสุขอยู่ล้นหัวใจ

ครูบางคน
อาจจะเห็นนักเรียนที่ไม่ค่อยเข้าเรียนเลย
มาเข้าเรียน มีปฏิสัมพันธ์ ทำงานส่ง ก็มีความสุข

ครูบางคน
แค่ได้ยินเสียงนักเรียน ได้รับรู้ข่าวสารว่านักเรียนของครูสบายดี
เท่านี้ครูก็มีความสุขจนหัวใจพองโตแล้ว

ครูบางคน
แค่ได้ยินนักเรียนบอกว่า "หนู/ผม อยากกลับไปเรียนที่โรงเรียน"
เท่านี้ก็ทำให้ครูหัวใจฟูฟ่องล่องลอยไปแสนไกล

ครูบางคน
(..........................................)
กรุณาเติมความสุขของคุณในช่องว่าง

ยังมีความสุขในมุมอื่น ๆ แบบอื่น ๆ อีกมากมาย
ที่ครูแต่ล่ะคนจะนิยาม ให้ความหมาย ให้คุณค่าต่างกันออกไป

แต่ก็นั่นแหละ
ไม่ว่าใครจะนิยามแบบไหน หรือมีตัวชี้วัดความสุขแบบใด
เราคงจะค้นพบคล้าย ๆ กันใช่ไหมครับว่า
อาชีพครู หน้าที่ครู สามารถพบเจอความสุขได้ง่าย ๆ
พบเจอความสุขได้ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ลมหายใจของการเป็นครู

แล้วทุกคนล่ะครับ
ความสุขในการทำงานครู
ณ เวลานี้ คืออะไร

เมื่อมองหา เราจะมองเห็น
ความสุขของการเป็นครู
อยู่ไม่ไกล ไม่ไกล

ลองเปิดใจออกดู...

เป็นกำลังใจให้ครูทั่วจักรวาลครับ ❤
17 กันยายน 2564 | 21.57 น.
ภาพ : unsplash

#ศิษย์บันดาลใจ

15/08/2021

การสอนคือการเดินทางที่ไม่มีเส้นชัย
ไม่มีคำว่าสำเร็จแล้ว ไม่มีคำว่าดีที่สุด
เพราะทุก ๆ การสอน ต่างมีเรื่องราว
ให้เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย
ตราบใดที่ยังทำการสอนอยู่
ครูทุกคนก็ต้องปรับเปลี่ยน ปรับปรุง
และพัฒนาการสอนต่อไป ไม่มีสิ้นสุด

มีใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า
ชีวิตเปรียบเหมือนการเดินทางไกล
แล้วถ้าจะเปรียบการสอนกับการเดินทางล่ะ
จะเป็นการเดินทางแบบไหน
สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า
การสอนเปรียบเสมือนการเดินทางที่ไม่มีเส้นชัย
เพราะการสอนไม่ใช่อะไรที่ทำแล้วจบ
การสอนคือพลวัตรูปแบบหนึ่ง
ที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่

การสอนไม่มีคำว่าสำเร็จแล้ว
เพราะความสำเร็จในการสอนไม่มีอยู่จริง
แต่ความสำเร็จที่ครูแต่ละคนจะนิยามนั้น
ย่อมแตกต่างกันออกไป
บ้างมองว่าความสำเร็จต้องยิ่งใหญ่
เช่น ส่งศิษย์ถึงฝั่งฝัน ได้ทำอาชีพใหญ่โต
มีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา
แต่ในอีกด้านอาจมองว่า ความสำเร็จนั้นแสนเรียบง่าย
เช่น สอนให้เด็กอ่านออกคิดเลขเป็น สอนให้พับผ้าได้
เก็บที่นอนตัวเองได้ ผูกเชือกรองเท้าเองเป็น
ช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นเด็กดี รับผิดชอบหน้าที่ตนเอง
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "ความสำเร็จไม่มีสูตรสำเร็จ"

การสอนไม่มีคำว่าดีที่สุด
มีแต่คำว่าดีกว่าเดิม ดีขึ้นได้อีก
ดีขึ้นทุกวันทุกชั่วโมงที่ทำการสอน
เพราะอะไร ก็อาจเพราะว่า
การบอกว่าการสอนดีที่สุดแล้ว
อาจทำให้เราชะล่าใจ หยุดพัฒนาการสอน
แต่ก็นั่นแหละ ความพอใจของครูแต่ละคน
ย่อมแตกต่างกันออกไป
บางทีคำว่าดีที่สุด อาจเท่ากับ พอใจแล้ว
ก็เป็นได้...

ทุก ๆ การสอน
ไม่ว่าดีหรือแย่
ไม่ว่าสมหวังผิดหวัง
ทุก ๆ การสอน
ต่างมีเรื่องราวให้คนเป็นครูได้พบเจอ
ให้ได้เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์
ในทุก ๆ ครั้งที่ทำการสอน
เพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะทำการสอนของตนเองให้ดีขึ้น
รัดกุมมากขึ้น มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประสบการณ์ในการสอนหาซื้อไม่ได้ในห้องเรียน
แต่มีอยู่ในห้องสอน ห้องที่ครูทำการสอน
ประสบการณ์ในการสอนอ่านจากในหนังสือไม่ได้
ถึงได้ก็น้อย ถ้าอยากได้คือ ลงสนามจริง
สอนจริง สมหวังจริง ผิดหวังจริง
เพราะมีเพียงการได้สอนเท่านั้น
ที่ทำให้ครูสอนได้เก่งขึ้น ดีขึ้น
ไม่ทางลัด ไม่มีทางอื่น...

ตราบใดที่ครูยังเป็นครูอยู่
ยังมีโอกาสได้ทำการสอนอยู่
เราในฐานะครู ก็ยังต้องเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนา
เรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่าง ปรับปรุงทีละนิด
พัฒนาครั้งละน้อย เรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนา
จากความหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือตำรา การอบรม
เรียนรู้จากครูบาอาจารย์ เพื่อนครู
แล้วที่สำคัญคือ เรียนรู้จากศิษย์ทุกคน

มาถึงตรงนี้
ถึงแม้การสอนจะไม่มีเส้นชัยสุดท้าย
แต่ทุก ๆ การสอนต่างมี "เส้นใจ
ให้ครูแต่ละคนเดินไปให้ถึง
และเมื่อไรที่ครูเดินทางถึงเส้นใจ
ที่ครูแต่ละคนตั้งไว้ต่างกัน
ความสุขก็อยู่ตรงนั้น ทันที...

แต่ท้ายที่สุดแล้ว
คงไม่มีใครบอกเราได้หรอกว่า
เส้นชัยหรือเส้นใจของเราอยู่ตรงไหน
นอกจากตัวเราเอง...

เป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ การสอน
ที่กำลังดีขึ้น ดีขึ้น ในทุก ๆ วันครับ
15 สิงหาคม 2564 | 10.00 น.
ภาพ : unsplash

#ศิษย์บันดาลใจ

11/08/2021

ทำยังไงให้เก่งวิชาคณิต ครับ ? 🤮

" คณิตศาสตร์ " วิชา ที่โดนเล่าขานกันมาว่าเป็นวิชายาขมสำหรับน้องๆหลายคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับ ว่าทำไมหลายๆคนถึงไม่ชอบ/ไม่ถนัดในวิชานี้ และมักเกิดคำถามว่า
ทำไมเราไม่เข้าใจวิชาคณิตสักที , ทำไมเพื่อนทำโจทย์ข้อนี้ได้ ทำไมเราทำไม่ได้ หรือ ทำไมเราแก้โจทย์ได้ช้าจัง

วันนี้พี่จะมาบอกเคล็ดลับหลักๆให้น้องๆครับ
รับรองปัญหาเหล่านี้ที่กล่าวไป จะค่อยๆหายไปแน่นอน

1. ต้องบอกก่อนเลยครับ ว่าวิชาคณิต เป็นวิชาทักษะ
วิชาทักษะ คือ วิชาต้องอาศัยการเก็บสั่งสมประสบการณ์ทเรื่อยๆ
เราต้องให้เวลากับวิชานี้ในการเรียนรู้ครับ
ยกตัวอย่างเช่น วันนี้นาย A ยังคูณเลขได้ช้าอยู่
แต่ถ้าให้นาย A หมั่นทำแบบฝึกหัดการคูณเรื่อยๆ เชื่อมั้ยครับว่า
ถ้าผ่านไป ประมาณ 2-3 อาทิตย์ นาย A จะคูณเลขได้เร็วขึ้นแน่นอน มิหนำซ้ำ เชื่อสิ ว่านาย A ยังคูณเลขได้แม่นยำขึ้นอีกด้วยครับ

2. ต่อมาครับ คือปัญหา ที่น้องๆ ม.ปลาย หลายๆคน มักเจอ หรือในบางคนที่เคยชอบวิชาคณิตสมัยประถม แต่ทำไมพอโตขึ้น ถึงเลิกชอบวิชาคณิตแล้วหล่ะ ???
ส่วนใหญ่ที่พี่ดูมาๆ เพราะเมื่อเราขึ้นมาชั้น ม.ปลาย คณิต จะมีสัญลักษณ์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เงื่อนไขต่างๆ จะเริ่มเยอะขึ้น ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า "คณิตก็เหมือนภาษาๆนึงครับ" ในการที่เราจะเข้าไปลุยกับสมการ หรือโจทย์ข้อนั้นๆ เราก็ต้องเข้าใจภาษาของมันก่อนเนาะ ดังนั้น อาจจะเป็นเรื่องจำเป็น ที่เราต้องเข้าใจเครื่องหมายต่างๆของวิชาคณิต ครับ เช่น
- เครื่องหมายเซต { } € ( อะไรคือ สมาชิก อะไรคือสมาชิก
- เครื่องหมายตรรกศาสตร์ ~pvq , r—>s
- ข้อตกลง ของตรีโกณมิติ การหามุม sin300 , cos 330 , tan120
- สมบัติ ต่างๆของ logarithm
- และต่างๆอีกมากมายครับ

ทั้งนี้พี่ไม่ได้แนะนำให้น้อง มองคณิตเป็นวิชาท่องจำนะครับ
แต่บางอย่างเราจำเป็นต้องเข้าใจเงื่อนไข เข้าใจสัญลักษณ์ ภาษาของคณิต ก่อนจริงๆ ยกตัวอย่างในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนกับ ถ้าเราจะไปต่างประเทศ ก็ควรที่จะอ่านภาษาเขาได้บ้าง ไม่งั้นก็จะไม่รู้เรื่อง พอไม่รู้เรื่อง
เราก็จะไม่สนุกกับมัน
ดังนั้นคำแนะนำของพี่ คือ เราอาจจะค่อยๆเก็บทีละบทครับ อาทิตย์นี้ เรายังไม่แม่น เรื่องตรรกศาสตร์ จำเครื่องหมายไม่ได้ ก็หมั่นฝึกทบทวน ทำโจทย์รายบทไปเรื่อยๆ , เรื่องตรีโกณ sin300 tan120 หายังไง ก็ฝึกทำให้คล่องไปเลย วันหน้า เดี๋ยวเราจะไปเก็บสูตร เรื่อง log นะ แบบนี้เป็นต้นครับ
นอกจากนี้ สูตรบางสูตรก็สามารถเชื่อมต่อกันได้นะ เราไม่จำเป็นต้องท่องทุกสูตรเสมอไปครับ 😊

3. 🔱 ต่อไปคือขั้นตอนเอาไปประยุกต์ ในห้องสอบครับ 🔱
หลายคนบอกว่า ผมเคยเรียนเรื่องนี้แล้วนะ จำสูตรได้ก็แล้ว ตอนเรียนก็เข้าใจหมดนะ แต่ทำไมพอเราไปทำโจทย์ เรากลับทำไม่ได้ ?? 🥲
Trick : โจทย์ในแต่ละข้อ มันจะมีการใบ้ในตัวมันเองครับ สิ่งที่ช่วยเราได้จะเป็นการหมั่นฝึกทำโจทย์บ่อยๆ จะทำให้น้องๆมีมุมมองการมองโจทย์ที่กว้างขึ้น เทียบกับนักกีฬาก็คือ ยิ่งลงเล่นมากขึ้น ยิ่งเก๋าเกมมากขึ้นนั่นแหละครับ …. ถ้าฝึกทำโจทย์ไปเรื่อยๆ น้องจะเริ่มรู้ละ ถ้าโจทย์มาแบบนี้ ต้องใช้ทริคนี้ชัวร์ป๊าบบบ
พอนึกวิธีทำได้เร็ว ก็จะทำให้น้องทำข้อสอบได้เร็วขึ้นอีกด้วยครับ

ทั้งหมดที่พี่พูดออกมาวันนี้ สรุปเป็นสมการง่ายๆเลยนะ

เก่งคณิต = เข้าใจ+ฝึกฝน

ถ้าเราขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมันก็จะไม่สมดุล
😰เข้าใจอย่างเดียว แต่ไม่ฝึกฝน ก็จะทำให้เรา ไม่เห็นมุมมองโจทย์แปลกๆใหม่ๆ พอไปเข้าห้องสอบก็ไม่รู้จะทำยังไง
😥ฝึกฝนอย่างเดียว แต่ไม่เข้าใจ สุดท้ายคณิตก็จะกลายเป็นแค่วิชาที่ท่องวิธีทำไปวันๆ ต่อไปพอเจอโจทย์ที่ดัดแปลงหน่อย ก็จะคิดไม่ออกละ

ดังนั้น สัญญากับพี่นะครับ
ถ้าอย่างเก่งคณิต ต้องเริ่มเก็บเบสิคทีละบท
ให้แม่นๆแล้วฝึกทำโจทย์บทนั้นๆ อาจใช้เวลานิดนึง
แต่มันคุ้มค่าสำหรับน้องๆแน่นอน

ในวันนึง วิชาคณิต จะไม่ใช่ของยากสำหรับน้องๆอีกต่อไป แล้วน้องๆจะหลงรักในวิชานี้อย่างแน่นอนครับ 💙

Keep working hard , and one day you will sucess 🏆

04/08/2021

ที่อยู่

Aranyaprathet

เบอร์โทรศัพท์

+66820818302

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ครูเล็กสอนเลขผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท