สายธารแห่งมรดกท่านนบี صلى الله عليه وسلم

สายธารแห่งมรดกท่านนบี   صلى الله عليه وسلم ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สายธารแห่งมรดกท่านนบี صلى الله عليه وسلم, ครูสอนพิเศษ/ครู, Ao Luk.

14/02/2018

الإقتصادفي النفقة نصف المعيشة والتودّد إلى الناس نصف العقل وحسن السؤال نصف العلم

(رواه الطبراني)

ความว่า "ความประหยัดของการใช้จ่ายนั้น คือครึ่งหนึ่งของการครองชีพ และการมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์นั้น คือครึ่งหนึ่งของสติปัญญา และการถามที่ดีนั้น คือครึ่งหนึ่งของความรู้

(รายงานโดยท่านต็อบรอนีย์ )

ลุงเคยสอนใว้ว่า : โอ้...ลูกเอ๋ย... ตอนที่เราปลูกต้นข้าว ทันใดนั้นต้นหญ้าก็งอกขึ้นมาด้วย แต่เมื่อตอนที่เราปลูกต้นหญ้า ต้น...
24/12/2017

ลุงเคยสอนใว้ว่า : โอ้...ลูกเอ๋ย...

ตอนที่เราปลูกต้นข้าว ทันใดนั้นต้นหญ้าก็งอกขึ้นมาด้วย
แต่เมื่อตอนที่เราปลูกต้นหญ้า ต้นข้าวมันจะไม่งอกขึ้นมาแน่นอน

เช่นเดียวกัน.
เมื่อเราทำความดี บางที จะมีความชั่วปะปนไปด้วย
แต่เมื่อเราทำความชั่ว ซึ่งจะไม่มีความดีอยู่ในนั้นเลย..

ฉะนั้น ลูกอย่าได้กังวนเลย... ที่จะทำความดี
ซึ่งแน่นอน บางทีมันก็ไม่สมบูรณ์เสมอไป

โอ้ผู้ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลาย ! หากคนไม่ที่น่าเชื่อถือนำข่าวใดๆมาแจ้งแก่พวกเจ้า พ ว ก เ จ้ า ก็ จ ง ส อ บ ส ว น ใ ห้ แ น่ ...
11/09/2017

โอ้ผู้ที่ศรัทธาแล้วทั้งหลาย !
หากคนไม่ที่น่าเชื่อถือนำข่าวใดๆมาแจ้งแก่พวกเจ้า
พ ว ก เ จ้ า ก็ จ ง ส อ บ ส ว น ใ ห้ แ น่ ชั ด

หาไม่แล้วพวกเจ้าก็จะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป

﴿ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِنْ جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَأٍ فَتَبَيَّنُوا
أَنْ تُصِيبُوا قَوْمًا بِجَهَالَةٍ فَتُصْبِحُوا عَلَى مَا فَعَلْتُمْ نَادِمِينَ (6) ﴾

( سورة الحجرات)

29/08/2017

#40หลักวิชา ที่สามีภรรยาที่ดี จำเป็นต้องรู้ เพื่อความสุขของครอบครัว อิสลามถือว่าโดยสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์แล้วสตรีย่อมมีฐานะที่ทัดเทียมกันกับบุรุษเพศ และอิสลามถือว่าสัมพันธภาพระหว่างสองเพศดังกล่าว ควรต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเอื้ออาทร ความห่วงใย ความรัก และโอบอ้อมอารีที่อยู่ในกรอบของศาสนา ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อรังสรรค์ จรรโลงสังคมที่เปี่ยมสุข ครอบครัว คือ เสาหลักที่ค้ำจุนการพัฒนาสังคม การแต่งงานและใช้ชีวิตฉันสามีภรรยา คือ มาตรการหลักในการเสริมสร้างครอบครัวอันอบอุ่น หลัก 40 ประการสำหรับสามีและภรรยาในการนำไปใช้ปฏิบัติฉันท์สามีภรรยา โดยทำให้ครอบครัวมีความสุข มีข้อเสนอแนะดังนี้ สำหรับผู้เป็นสามีที่ดี 20ข้อ 1.ท่านอย่าคิดว่าเธอต้องกระทำเหมือนกับสิ่งที่ท่านกระทำ เนื่องเธอมีความแตกต่างกับท่าน 2.ท่านอย่าเพิกเฉยและจงมอบความรัก ความเอ็นดู และให้การปกป้องแก่นาง เนื่องจากดังกล่าวเป็นธรรมชาติที่นางต้องการ 3.ท่านอย่าเพิกเฉยกับข้อเรียกร้องของนาง เนื่องจากนางจะแสวงหามัน แม้กระทั่งเพียงแค่ความเห็นอกเห็นใจก็ตาม 4.ท่านอย่าตระหนี่ที่จะมอบของกำนัล เนื่องจากนางจะไม่ชอบสามีที่ตระหนี่
5.ท่านอย่าละเลยในการเยี่ยมเยือนครอบครัวของนาง เพราะสิ่งดังกล่าวจะทำให้านางไม่รักท่าน เนื่องจากผู้หญิงนั้นจะมีความผูกพันธ์กับครอบครัวของนางเสมอ 6.ท่านอย่าลืมแสดงความรักห่วงต่อเธอในขณะที่อยู่กับคนอื่น เพราะสิ่งนี้จะทำให้พอใจกับความเป็นผู้หญิงของนาง 7.ท่านอย่าลืมทำการหยอกล้อและสร้างความสนิทสนมแก่นางในห้องนอนและให้สิทธิที่นางพึงได้รับ 8.ท่านอย่าเปิดเผยข้อตำหนิของนางในรูปแบบที่ชัดเจน เนื่องจากนางไม่ชอบให้วิจารณ์ 9.ท่านอย่าเมินเฉยกับนาง เนื่องจากผู้หญิงชอบให้รับฟังคำพูดของนาง 10.ท่านอย่านอกใจต่อนาง เนื่องจากสิ่งที่ลำบากใจที่สุดสำหรับผู้หญิงคือการนอกใจ 11.ท่านอย่าเหยียดหยามต่อนางและความรู้สึกของนาง เพราะว่านางถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่อ่อนโยนไม่สามารถแบกรับการตำหนิติเตียน 12.ท่านอย่าลืมสิ่งที่เธอขอจากท่าน เพราะสิ่งดังกล่าวจะทำให้เธอรู้สึกไม่มีค่า 13.ท่านอย่าทอดทิ้งนาง เนื่องจากผู้หญิงยังต้องการคนที่เธอไว้ใจและเป็นที่พึงจนกระทั่งเธอสบายใจ 14.ท่านอย่าละเลยเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของนางในครอบครัว เพราะสิ่งดังกล่าวนี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าท่านรัก 15.ท่านอย่าทำเบาความกับข้อเสนอต่าง ๆ ของนางในการแก้ปัญหาที่ท่านกับนางกำลังเผชิญอยู่ เพราะดังกล่าวจะทำให้นางรู้สึกว่าไม่มีความสำคัญ 16.ท่านอย่าหวังว่านางจะแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีของความคิดและเหตุผล เนื่องจากนางจะเอนเอียงไปใช้ความเมตตาสงสารเสียมากกว่า 17.ท่านอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาระหน้าที่ภายในบ้านมากนัก และท่านจงให้ความไว้ใจในหน้าที่ของนาง เพราะสิ่งดังกล่าวจะทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นเจ้าหญิงภายในบ้านของนาง 18.ท่านอย่าลืมให้การชื่นชมเครื่องแต่งกาย , เครื่องสวมใส่ , เรื่องการปรุงอาหารของนาง จนกระทั่งเรื่องการจัดบ้านเรือนก็ตาม เนื่องจากสิ่งดังกล่าวทำให้เธอพอใจในความเป็นสตรีของนาง 19.ท่านอย่าลืมว่า ผู้หญิงต้องผ่านสภาวะอันยากลำยากทางจิตใจ เช่น ยามตั้งท้อง ยามคลอด และตอนมีประจำเดือน ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องจำต้องเอาใจใส่ความรู้สึกของนางในช่วงสภาวะดังกล่าว 20.ท่านอย่าจำกัดอิสระภาพของนางให้มากนัก โดยเฉพาะเรื่องสังคมของนาง เพราะธรรมชาติทางสังคมของนางนั้น ชอบมีเพื่อนหญิงเยอะ ๆ ตราบใดที่อยู่ในกรอบของศาสนา ‎สำหรับภรรยาอันเป็นที่รัก 20ข้อ 1.เธออย่าเปรียบเทียบตัวเองด้วยกับตัวของเขา เพราะว่าเขานั้นแตกต่างกับเธอ 2.เธออย่างรบเร้าเขา เพราะเขามีธรรมชาติที่เฉียบขาด 3.เธออย่าคิดว่าเขาจะกระทำในสิ่งที่เธอต้องการให้เขาทำ เพราะเขาจะไม่คิดเหมือนกับที่เธอคิด 4.เธออย่าไปกำหนดและกะเกณฑ์ให้แก่เขา เนื่องจากเขาจะรู้สึกไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าเธอสั่งการแก่เขา 5.เธออย่าพูดหยาบคายกับเขา เนื่องเขาไม่ชอบผู้หญิงที่พูดมาก 6.เธออย่ารอให้เขากล่าวคำว่าขอโทษ เพราะถ้าหากเขาต้องการขอโทษ เขาก็จะใช้วิธีอื่นที่จะแสดงออกถึงการขอโทษแก่เธอ 7.เธออย่ารับฟังคำพูดที่ทำให้เขาไม่พอใจ เนื่องจากสิ่งดังกล่าวจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่เขาและทำให้การอยู่ร่วมหมองมัว 8.เธออย่ากล่าวคำวิจารณ์เขาต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนมิตรสหายของเขา เพราะเขาจะรู้สึกว่าเธอกำลังดูถูกความเป็นลูกผู้ชายของเขา 9.เธอจงให้ความสำคัญกับครอบครัวและบุตรของเขาเป็นพิเศษ และจงสร้างความใกล้ชิดกับทั้งสอง เพราะสิ่งดังกล่าวนั้น ทำให้เธอมีความสุขตลอดไป 10.เธออย่าถามรบเร้าในขณะที่เขาออกจากบ้าน เพราะเขาชอบเป็นดั่งนกอิสระ 11.เธออย่าทำให้เขาเบื่อหน่ายในอยู่ร่วมฉันท์สามีภรรยา จนกระทั่งอาจจะทำให้ไปหาความสุขที่อื่น 12.เธออย่างเปิดเผยความลับในการดำเนินชีวิตระหว่างเธอกับเขา แม้กระทั่งเผยให้แก่ครอบครัวของเขาก็ตาม เพื่อไม่ให้พวกเขาเข้ามาแทรกเรื่องภายใน เพราะธรรมชาติของเขาชอบเก็บความลับ 13.เธออย่างรบเร้าขอสิ่งที่ตนต้องการ เพราะเขาว่ามักจะชอบผู้หญิงที่มีความพอเพียง 14.เธออย่าทำให้เขารู้สึกว่า เธอดีกว่าเขา จนกระทั่งทำให้เขาไม่รักและไม่ให้เกียรติเธอ 15.เธออย่าทำให้ความรักและความห่วงแก่เขาน้อยลง เพราะความรักและความเป็นห่วงทำให้เขารัก 16.เธออย่ารอให้เขาสั่งเป็นประจำ เพราะเกียรติของเขานั้น จะบ่งให้เห็นในเชิงการกระทำ 17.เธออย่าเอาใจใส่บรรดาลูก ๆ เท่ากับสิ่งที่เธอได้เอาใจใส่กับเขา เพราะว่าเขาชอบให้มีการดูแลเอาใจใส่ตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่ในบ้าน 18.เธออย่าเข้าไปหาตอนที่เขาต้องการอยู่เพียงลำพัง เพราะว่าเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งทีดีโดยการอยู่เพียงลำพัง เมื่อมีปัญหาที่เขากำลังคิดจะแก้ไข 19.เธออย่าทำให้เขารู้สึกว่า เธอไม่ต้องการเขา จนกระทั่งทำให้เขาไม่ให้การเอาใจใส่อุปการะเลี้ยงดู 20.เธออย่าฝ่าฝืนคำสั่งเขา ตราบใดที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา เพราะสามีจะรักภรรยาที่ให้การเชื่อฟัง
โดย อ.อารีฟีน แสงวิมาน

29/08/2017

بسم الله تعالى والحمد لله وكفى والصلاة على النبي المصطفى ، وبعد :
. .ว่าด้วยเรื่อง . . .
"ฮุก่ม การละหมาดญุมุอะห์ ในวันรายอ เมื่อทั้งสองมาประจบกันในวันเดียว"

พี่น้องที่มีเกียจทั้งหลาย ปีนี้ในประเทศไทยเรา และหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มีการกำหนดวัน อีดิ้ลอัฎฮา ตรงกับวันศุกร์พอดี ซึ่งมันจะเกิดเป็นมัสอะละหฺหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันคือ เราจะละหมาดอีด และ ละหมาดวันศุกร์ไปด้วย ในวันนั้นหรือไม่
ซึ่งตามทัศนะของมัสฮับชาฟีอีย์ และทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ในโลกอิสลามนั้น เมื่อวันอีด และ วันศุกร์ ได้มาประจบกันในวันเดียว ดังนั้นตามทัศนะของอีหม่ามชาฟีอีย์ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ และบรรดาอัคระสาวกทั้งหลายในมัสฮับนั้น มีความเห็นว่า “หลังจากที่ได้ละหมาดอีดไปแล้วในช่วงเช้าของวันนั้น วายิบบนชาวเมืองท้องถิ่นที่มีการละหมาดญุมุอะห์เป็นประจำอยู่แล้วในภูมิลำเนาของพวกเขา ต้องทำการละหมาดญุมูอะห์เมื่อเข้าเวลาของมันในวันนั้นด้วย และไม่อนุญาตให้ละทิ้งละหมาดญุมุอะห์เป็นอันขาด แต่สำหรับบุคคลที่อยู่ตามที่ห่างไกลตารมป่าเขา หรือทะเลทรายอันห่างไกลที่ในหมู่บ้านของเขาไม่มีการละหมาดญุมุอะห์อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว(เนื่องจากคนน้อย) ก็ไม่วายิบสำหรับกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่จะทำการละหมาดญุมุอะห์ และไม่จำเป็นเช่นกันสำหรับเขาที่เขาจะต้องเดินทางมาละหมาดญุมุอะห์ในเมือง”
และทัศนะดังกล่าวนี้ คือทัศนะที่ถูกกล่าวโดย อมีรุ้ลมุมินีน คอลีฟ่ะฮฺคนที่สาม อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลอฮูอันฮู และก็ยังเป็นทัศนะของ คอลีฟ่ะฮฺแห่งศตวรรษที่สอง อุมัร อิบนุ อับดิ้ลอะซี้ซ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ และก็ยังเป็นทัศนะของปราชญ์ส่วนใหญ่ในโลกอิสลาม จาก ฮะนะฟีย่ะหฺ และ มาลีกีย่ะหฺ รอฮีมาฮุมุ้ลลอฮฺ จนกระทั้งนักวิชาการระดับ “อัลมุฮักกิกูน” (ปราชญ์ที่อยู่ในระดับขั้นที่เชี่ยวชาญในการให้น้ำหนักและจัดเรียงทัศนะต่างในมัสอับและต่างมัสฮับ) ในมัสฮับต่าง ๆ เหล้านี้ ได้กล่าวว่า ฮุก่มดังกล่าวนี้ เป็นอิจมาอฺ มติเอกฉัน ในสมัยของ อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลอฮูอันฮู เลยทีเดียว

หลักฐานบ่งชี้ถึงเรื่องดังกล่าว

อีหม่าม อัลบุคอรีย์ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ได้รายงาน ฮะดีษ ในตำรา “ศอเฮี้ยะหฺ” ของท่าน จาก ฮะดีษของ อีหม่าม อัสซุฮฺรีย์ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า อบู อิบัยดฺ ทาศของ อิบนุ อัซฮัร ได้รายงานแก่เรา โดยกล่าวว่าเขาเคยร่วมสมัยกับท่าน อุมัร อิบนุล ค้อฏฏ้อบ รอฎียัลลอฮูอันฮู ในวันอีดิ้ลอัฎฮา . . . แล้วเขาก็ได้รายงานฮะดีษต่อ และในรายงานนั้นเขากล่าวว่า . . .

ثم شهدت العيد مع عثمان بن عفان رضي الله عنه ، فكان ذلك يوم الجمعة ، فصلى قبل الخطبة ، ثم خطب فقال : { يا أيها الناس ، إن هذا يوم قد اجتمع لكم فيه عيدان ، فمن أحب أن ينتظر الجمعة من أهل العوالي فلينتظر ، ومن أحب أن يرجع فقد أذنت له }.

“หลังจากนั้น ฉันก็ได้อยู่ร่วมสมัยกับ อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลอฮูอันฮู ในวันอีด ละวันนั้นเป็นวันศุกร์พอดี ดังนั้นเราจึงทำการละหมาด(อีด) ก่อนที่จะทำการคุฏบ่ะหฺ หลังจากละหมาด(อีด)เสร็จเราก็ทำคุฏบ่ะหฺ ดังนั้น ท่าน อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลอฮูอันฮู จึงกล่าวในคุฎบ่ะหฺ ว่า โอ้บรรดามนุษย์ชาติทั้งหลาย วันนี้เป็นวันที่ วันอีด(วันรื่นเริง)สองวันได้มาบรรจบในวันเดียวกัน ดังนั้นสำหรับชาวชนบทห่างไกลแล้ว ผู้ใดในหมู่พวกเขาต้องการที่จะรอละหมาดญุมุอะหฺในวันนี้(ที่เมืองมะดีนะหฺโดยที่ไม่รีบกลับภูมิลำเนาที่ห่างไกล) ก็ให้เขาคอยเถิด และผู้ใดจากหมู่พวกเขาต้องการที่จะกลับภูมิลำเนาเลย(หลังจากละหมาดอีด)ก็ถือว่าข้าพเจ้าอนุมัติแก่เขาต่อสิ่งดังกล่าว”
(รายงานโดย บุคอรี )

จากหลักฐานข้างต้นนั้น คำพูดของ คอลีฟ่ะหฺ ผู้ทรงธรรม อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลฮูอันฮู ที่ว่า “โอ้บรรดามนุษย์ชาติทั้งหลาย วันนี้เป็นวันที่ วันอีด(วันรื่นเริง)สองวันได้มาบรรจบในวันเดียวกัน ดังนั้นสำหรับชาวชนบทห่างไกลแล้ว ผู้ใดในหมู่พวกเขาต้องการที่จะรอละหมาดญุมุอะหฺในวันนี้(ที่เมืองมะดีนะหฺโดยที่ไม่รีบกลับภูมิลำเนาที่ห่างไกล) ก็ให้เขาคอยเถิด และผู้ใดจากหมู่พวกเขาต้องการที่จะกลับภูมิลำเนาเลย(หลังจากละหมาดอีด)ก็ถือว่าข้าพเจ้าอนุมัติแก่เขาต่อสิ่งดังกล่าว” เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงมัสฮับ ฮะนะฟีย่ะห์ , ชาฟีอีย่ะห์ และ มาลีกีย่ะห์ ซึ่งเป็นทัศนะที่แข็งแรงที่สุดที่ถูกคัดลอกมาจากบรรดาศอฮาบะหฺ จึงเป็นทัศนะที่ถูกต้องที่สุดตามความเป็นจริง เนื่องจากการปรากฏดังกล่าวนั้น ไม่มีระบุถึงผู้ที่โต้แย้ง หรือ คัดค้าน ท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน รอฎียัลลอฮูอันฮู เลยในบรรดาศอฮาบะหฺที่อยู่ ณ. ที่นั่น ซึ่งดังกล่าวนี้ เป็นหลักฐานบ่งชี้อย่างชัดเจนถึง อิจมาอฺ มติเอกฉันของบรรดาศอฮาบะห์ในเรื่องนี้ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่ง มติดังกล่าวนี้จะถูกเรียกว่า (إجماع سكوتي) “อิจมาอฺซูกูตี” หมายถึง มติเงียบ คือ เมื่อคน ๆ หนึ่งจากบรรดานักวิชาการที่อยู่ร่วมสมัยกัน ได้ทำการออกฮุก่มหนึ่งมา และในขณะเดียวกันนั้น ไม่มีสักคนในบรรดานักวิชาการร่วมสมัยที่จะออกมาคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว ดังกล่าวนี้ ตามหลักการอูศูลุ้ลฟิกฮฺ หรือหลักทฤษฎีทางนิติศาสตร์อิสลาม ถือว่า เป็นมติเอกฉันในรูปแบบหนึ่ง .

และได้มีรายงานฮะดีษที่รายงานโดเย อีหม่ามมุสลิม รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ที่ถูกระบุไว้ในตำรา “ศอเฮี้ยะฮ” ของท่านมาสนับสนุนทัศนะดังกล่าวนี้ด้วย ซึ่งเป็นฮะดืที่รายงานมาจาก ฮะบี้บ อิบนุ ซาลิม ทาศของ อันนั้วะอฺมาน อิบนุ บะชี้ร ได้รายงานจาก อันนั้วะอฺมาน อิบนุ บะชี้ร รอฎียัลลอฮูอันฮู ได้กล่าวว่า

كان رسول الله صلى الله عليه وسلم يقرأ في العيدين ، وفي الجمعة بسبح اسم ربك الأعلى ، وهل أتاك حديث الغاشية ، قال : { وإذا اجتمع العيد والجمعة ، في يوم واحد ، يقرأ بهما أيضا في الصلاتين }

“ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม จะอ่าน ซูเราะห์ ซับบิฮิสมาร็อบบิกัลอะฮฺลา” และซูเราะห์ “ฮัลอะตากะฮะดีษุ้ลฆอชีย่ะหฺ” เป็นประจำ ในละหมาดอีดทั้งสอง และในละหมาดญุมุอะห์ และเขา(อันนั้วะอฺมาน) กล่าวว่า เมื่อวันอีด และวันศุกร์ ได้มาบรรจบในวันเดียวกัน ท่าน รอซูลุ้ลลอฮฺ ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม ก็อ่านสองซูเราะห์นี้เช่นกัน ในละหมาดทั้งสอง (หมายถึงทั้งในละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์)
(รายงานโดย มุสลิม)

ฮะดีษดังกล่าวนี้ เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการรายงานการกระทำของท่าน รอซูลุ้ลลอฮฺ ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม ว่าท่านเคยละหมาดอีด และละหมาดวันศุกร์ เมื่อทั้งสองมาบรรจบในวันเดียวกัน โดยที่ท่านจะไม่ละทิ้งอันหนึ่งอันใดเลย
ซึ่งจากหลักฐานทั้งสองข้างต้นนั้น ได้มีบรรดานักวิชาการฮะด๊ษ ได้ทำการวิเคราะหฺ วินิจฉัยถึงอุก่มของตัวบทฮะดีษที่ว่าด้วยฮุก่มต่าง ๆ ที่อยู่ในฮะดีษนี้
จนกระทั้ง อีหม่าม อิบนุล มุนซิ้ร รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ปราชญ์ฮะดีษระดับชั้นแนวหน้าของมัสฮับชาฟีอีย์ ได้ระบุใว้ในตำราฮะดีษของท่านที่มีชื่อว่า “อัลเอาซัฏ ฟีสสุนัน วัลอิจมาอฺ วัลอิคติล้าฟ” ดังนี้

وقال الشافعي مثله (أي مثل قول عثمان رضي الله عنه في الرخصة لأهل القرى)، وقال: لا يجوز هذا لأحد من أهل المصر أن يدعوا أن يجمِّعوا إلا من عذر، وقال النعمان (يعني الإمام أبا حنيفة) في العيدين يجتمعان في يوم واحد: يشهدهما جميعا الأول سنة والآخر فريضة، ولا يترك واحد منهما. قال أبو بكر: أجمع أهل العلم على وجوب صلاة الجمعة، ودلت الأخبار الثابتة عن رسول الله صلى الله عليه وسلم على أن فرائض الصلوات خمس، وصلاة العيدين ليس من الخمس، وإذا دل الكتاب والسنة والاتفاق على وجوب صلاة الجمعة، ودلت الأخبار عن رسول الله صلى الله عليه وسلم على أن فرائض الصلوات الخمس، وصلاة العيدين ليس من الخمس، وإذا دل الكتاب والسنة والاتفاق على وجوب صلاة الجمعة ودلت الأخبار عن رسول الله صلى الله عليه وسلم على أن صلاة العيد تطوع، لم يجز ترك فرض بتطوع

“และอีหม่าม อัชชาฟีอีย์ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ก็กล่าวอย่างนี่เช่นกัน (หมายถึงกล่าวอย่างที่อุษมาน อิบนุ อัฟฟานได้กล่าวอนุโลมใว้แก่ชาวชนบทเร่ร่อนที่ห่างไกล) และเขาได้กล่าวว่า ไม่อนุญาตสิ่งนี้แก่ชาวเมือง ที่จะละทั้งการรวมละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์ในวันเดียวกัน เว้นแต่ผู้ที่มีอุปสักเท่านั้น , และ อันนั้วะฮฺมาน (อีหม่ามอบู ฮะนีฟ่ะหฺ) รอฮีมาอุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า เมื่อสองอีดมาบรรจบในวันเดียวกัน ก็ต้องร่วมทำมันทั้งสองโดยที่ประการแรกนั้นเป็นสุนัต (หมายถึงละหมาดอีด) และประการหลังคือฟัรฎู (หมายถึงละหมาดวันศุกร์) และหนึ่งจากทั้งสองนั้นจะไม่ถูกละทิ้ง , และอบูบักร (อัลคอฏีบ อัลบัฆดาดี) รออีมาฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า บรรดานักวิชาการได้มีมติเป็นเอกฉันว่า การละหมาดญุมูฮะห์นั้นเป็นสิ่งที่วายิบ และบรรดารายงานทั้งหมดที่ชัดเจนว่ามาจากท่าน รอซูลุ้ลลอฮฺ ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม ว่าแท้จริงละหมาดที่เป็นฟัรฎูนั้นมีเพียงห้าละหมาดเท่านั้น และละหมาดอีดทั้งสองนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งจากละหมาดฟัรฎูทั้งห้า และเมื่อกีตาบุ้ลลอฮฺ และ ซุนนะหฺ และมติปวงปราชญ์ ชี้ชัดบนการวายิบละหมาดวันศุกร์ และรายงานต่าง ๆ จากท่าน รอซูลุ้ลลอฮฺ ซอลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม ชี้ชัดว่า ละหมาดอีดนั้นเป็นสุนัต ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่อนุญาตให้ละทั้งฟัรฎูด้วยเหตุสุนัต”
(ดู “อัลเอาซัฏ ฟีสสุนัน วัลอิจมาอฺ วัลอิคติล้าฟ” หน้า 291 เล่ม 4)

และอีหม่าม อันนะวะวีย์ รอฮีมาอุ้ลลอฮฺ ได้คัดลอกทัศนะมาจาก บรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ในโลกอิสลามถึงเรื่องดังกล่าวนี้ โดยท่านกล่าวว่า

قد ذكرنا أن مذهبنا وجوب الجمعة على أهل البلد وسقوطها عن أهل القرى وبه قال عثمان بن عفان وعمر بن عبد العزيز وجمهور العلماء

“และเราได้กล่าวไปแล้วว่า แท้จริงแล้วมัสฮับของเรา(มัสฮับชาฟีอียะหฺ)นั้น วายิบที่จะต้องละหมาดญุมูอะหฺแก่ชาวเมือง(หมายถึงที่ ๆ มีการละหมาดญุมูอะห์ตามปรกติทุก ๆ สัปดา) และฮุก่มจะตกไป(ไม่วายิบ)แก่ชาวชนบทห่างไกล(ที่ไม่มีละหมาดญุมูอะห์โดยปรกติอยู่แล้ว) และทัศนะนี้เป็นทัศนะที่ อัษมาน อิลนุ อัฟฟาน รอฎียัลลฮูอันฮู ยึดถือ และยังเป็นทัศนะของ อุมัร อิบนุ อับดิ้ลอะซี้ซ และบรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ในโลกอิสลาม รอฮีมาฮุมุ้ลลอฮฺ”
(ดู อัลมัจมั้วะฮฺ ชัรฮฺ อัลมุฮัสซับ หน้า 359 เล่ม 4)

และเช่นเดียวกัน อีหม่าม อัฏฏอฮาวีย์ รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ปราชญ์ระดับ “อัลมุฮักกิกูน” (ปราชญ์ที่อยู่ในระดับขั้นที่เชี่ยวชาญในการให้น้ำหนักและจัดเรียงทัศนะต่างในมัสอับและต่างมัสฮับ) ในมัสฮับฮะนะฟีย่ะห์ ก็ได้วินิจฉัยจากตัวบทฮะดีษดังกล่าวในตำรา “ชัรฮฺ มุชกิล อัลอาษ้าร” ของท่าน และได้มีความเห็นสอดคล้องกับ นักวิชาการส่วนใหญ่นี้เช่นกัน
(ดูรายละเอียดการวินิจฉัยของอีหม่ามอัฏฏอฮาวีย์ในเรื่องนี้ได้ในตำรา “ชัรฮฺ มุชกิล อัลอาษ้าร” หน้า 414 เล่ม 2)

และก็เช่นเดียวกัน อิหม่าม อิบนุ อับดิ้ลบัร รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ปราชญ์ระดับ “อัลมุฮักกิกูน” (ปราชญ์ที่อยู่ในระดับขั้นที่เชี่ยวชาญในการให้น้ำหนักและจัดเรียงทัศนะต่างในมัสอับและต่างมัสฮับ) ในมัสฮับมาลีกีย่ะหฺ ก็ได้ทำการวินิจฉัยจากตัวบทฮะดีษดังกล่าวในตำรา “อัตตัมฮี้ด” ของท่าน โดยให้ข้อสรุปในเชิงเดียวกันกับอีหม่าม อัฏฏอฮาวีย์ รอฮีมาฮุ้อลลอฮฺ ก่อนหน้า
(ดูรายละเอียดการวินิจฉัยของอีหม่าม อิบนุ อับดุ้ลบัร ในเรื่องนี้ได้ในตำรา “อัตตัมฮี้ด” หน้า 274 เล่ม 10)

และที่ชัดเจนเช่นกันคือ ได้มีระบุรายงานมาจาก ศิษของอีหม่าม มาลิก สามคนด้วยกัน คือ อิบนุ วะฮับ และ มัฏร็อฟ และ อิบนุ อัลมาญีชูน รอฮีมาฮุมุ้ลลอฮฺ ว่า พวกเขาได้ฟังอีหม่าม มาลิก รอฮีมาฮุ้ลลอฮฺ ให้ความเห็นสอดคล้องกับทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ในเรื่องนี้เช่นกัน
(ดูรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวได้ในตำรา “อัตตับศิเราะหฺ” หน้า 557 เล่ม 2)

ดังนั้นบทสรุปจากมัสอะละห์นี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ทัศนะที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้ คือทัศนะของปราชญ์ส่วนใหญ่ในโลกอิสลาม โดยให้การวินิจฉัยว่า เมื่อวันอีดมาบรรจบกันวันศุกร์นั้น ให้ทำการละหมาดอีด และละหมาดวันศุกร์ ไปด้วย และไม่อนุญาตให้ผู้ใดละทิ้ลละหมาดวันศุกร์ในวันอีดดังกล่าว เว้นแต่ผู้ที่มีอุปสักเท่านั้น เช่น ผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกล หรือพวกเร่ร่อนในทะเลทราย ซึ่งพวกเขาโดยปรกติแล้วในหมู่บ้านของพวกเขาก็ไม่มีการละหมาดญุมุอะห์อยู่แล้ว และเมื่อถึงวันอีด ผู้คนเหล่านี้ก็จะแห่กันมาละหมาดอีดในเมือง และพบปะสังสรรค์กันที่นั่น ดังนั้น กลุ่มคนประเภทดังกล่าวจึงถูกอนุโลมว่า หากเขาต้องการกลับบ้านภูมิลำเนาก่อนที่จะมีการละหมาดวันศุกร์ ก็ถือว่าการละหมาดวันศุกร์ได้ถูกผ่อนปรนแก่เขา หกมายถึงเขาไม่ต้องกลับมาละหมาดในเมืองอีก เพราะมันจะกลายเป็นความยากลำบากสำหรับเขาในการเดินทางไป ๆ มา ๆ แต่สำหรับคนเมือง หมายถึงเราท่านทั้งหลายที่มัสยิดบ้านเรามีการละหมาดวันศุกร์กันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่อนุญาตให้ละทิ้งการทำละหมาดวันศุกร์เพียงแค่วันอีดเป็นวันศุกร์
..เครดิต เขียนโดย อัมม้าร อัลมาเนี้ยะอฺ เดือน ซุลฮิจญะ ฮ.ศ. 1438.....แปลโดย أبو المغفل الفرقاني...

والله أعلم بالصواب .

บางครั้งคุณจะได้เห็นเพื่อนสนิทของคุณทิ่มแทงคุณ บางครั้งคุณจะได้เห็นคู่อริของคุณจะช่วยเหลือคุณ   บางครั้งคุณจะได้เห็นคนรว...
29/08/2017

บางครั้งคุณจะได้เห็นเพื่อนสนิทของคุณทิ่มแทงคุณ
บางครั้งคุณจะได้เห็นคู่อริของคุณจะช่วยเหลือคุณ
บางครั้งคุณจะได้เห็นคนรวยรับสินบนหรือคอรัปชั่น
และในบางครั้งคุณจะได้เห็นคนจนกำลังบริจาคทาน
นี่แหละทั้งหมดของของดุนยาที่คุณจะได้พบเจอ

ซอฮาบะห์เด็กที่วีรกรรมของท่านเหล่านั้นไม่เด็ก
16/04/2017

ซอฮาบะห์เด็กที่วีรกรรมของท่านเหล่านั้นไม่เด็ก

เด็กๆต้องการต้นแบบ
ถ้าพ่อแม่ไม่คอยแนะนำคนต้นแบบให้เขารู้จัก
เขาก็จะไปแสวงหาเอง

จะดีแค่ไหน ถ้าฮีโร่ของลูกเรา คือคนที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเดินไปบนหนทางอันเที่ยงตรง

ท่าน อีหม่าม ชาฟีอีย์ รอฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า:จงศึกษาจากผู้มีความรู้สูงกว่าท่านจงสอนผู้ที่พวกท่านมีความรู้สูงกว่าเขาเมื่อ...
08/12/2016

ท่าน อีหม่าม ชาฟีอีย์ รอฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า:
จงศึกษาจากผู้มีความรู้สูงกว่าท่าน
จงสอนผู้ที่พวกท่านมีความรู้สูงกว่าเขา
เมื่อพวกท่านกระทำเช่นนั้น พวกท่านจะรู้ในสิ่งที่พวกท่านเขลา และจดจำในสิ่งที่พวกท่านรู้

มนุษย์ที่ยากจนที่สุด...คือ ผู้ที่ทำให้ความดีงามของเขาหมดไปกับคำกล่าวที่ว่า: เขาพูดว่าอย่างนั้น,เขาถูกกล่าวถึงอย่างนี้
18/09/2016

มนุษย์ที่ยากจนที่สุด...คือ ผู้ที่ทำให้ความดีงามของเขาหมดไปกับคำกล่าวที่ว่า: เขาพูดว่าอย่างนั้น,เขาถูกกล่าวถึงอย่างนี้

มารยาทของการอ่านอัลกุรอาน .. !ส่งเสริมให้มีการแปรงฟันในทุกๆการอ่าน ดังนั้น ถือเป็นสิ่งสมควรแก่ผู้อ่านอัลกุรอาน เมื่อเขาต...
20/08/2016

มารยาทของการอ่านอัลกุรอาน .. !

ส่งเสริมให้มีการแปรงฟันในทุกๆการอ่าน ดังนั้น ถือเป็นสิ่งสมควรแก่ผู้อ่านอัลกุรอาน เมื่อเขาต้องการที่จะอ่าน ให้เขาทำความสะอาดปากของเขาด้วยการแปรงฟัน และส่งเสริมให้ผู้อ่านกุรอานนั้นอยู่ในสภาพที่มีความสะอาด(มีน้ำละหมาด) แต่หากเขาอ่านจากความจำของเขา เป็นต้น โดยเขามีหะดัษเล็ก(คือไม่มีน้ำละหมาด) และอ่านโดยมิได้สำผัสกับตัวมุศฮัฟ(เล่มกุรอาน) อย่างนี้ อนุญาตให้เขาอ่านได้โดยมติของบรรดามุสลี่มีน และไม่ถือว่าเป็นการทำสิ่งมักโระห์ แต่ทว่าการทิ้งมันย่อมประเสริฐกว่า(หมายถึง ถ้าเราละทิ้งการอ่านในสภาพที่ไม่มีน้ำละหมาด และไปอ่านในสภาพที่มีน้ำละหมาดได้นั้น ย่อมจะดีกว่า แต่การอ่านโดยไม่มีน้ำละหมาด ก็เป็นที่อนุญาตให้ทำได้เช่นกัน) เช่นเกียวกับที่ท่านอีหม่ามอัลฮ่าร่อมัยน์ อบูมูฮำหมัด อัลญู่วัยนีย์(ร่อฮี่ม่าฮุ้ลเลาะห์)ได้กล่าวไว้ ...

สรุป คือ ส่งเสริมให้แปรงฟันก่อนที่จะมีการอ่านกุรอาน และสุนัตให้อ่านกุรอานในสภาพที่มีความสะอาด(คือมีน้ำละหมาด)นั่นเอง

# Rofikee Muhammad #

คำสอนของอุลามาอ์ตะเซาวุฟ ในยุคต้นอิสลาม .. !!โดย รอฟีกี มูอำหมัด ท่านพี่น้องที่่รัก บรรดาอุลามาอ์ในสายตะเซาวุฟนั้น พวกเข...
18/07/2016

คำสอนของอุลามาอ์ตะเซาวุฟ ในยุคต้นอิสลาม .. !!

โดย รอฟีกี มูอำหมัด

ท่านพี่น้องที่่รัก บรรดาอุลามาอ์ในสายตะเซาวุฟนั้น พวกเขามีคำสอนและคำพูดดีๆมากมาย ให้เราได้ศึกษากัน การที่เราจะทราบได้ว่า "ซูฟีย์" เป็นเช่นไร เราก็จะรู้ได้จากคำสอนของพวกเขา

เราอย่าได้ฟังคนที่จ้องจะตำหนิ หรือ คนที่จ้องแต่จะทำลายแนวทางของผู้อื่น เพราะตาใจที่มืดบอด มักจะมองไม่เห็นความดีงามของผู้อื่น ขอเราอย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย

ดังนั้น วันนี้ เรามาเรียนรู้และทำความเข้าใจคำพูดของซูฟีย์ขั้นนำบางส่วน ในคำสอนแนวตะเซาวุฟกันครับ :

1.ท่านบิชร์ บิน อัลฮาริษ อุลามาอ์ชาวสลัฟ และเป็นซูฟีย์ เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 227 ท่านได้พูดถึงคนที่เป็นซูฟีย์ว่า

الصوفي : من صفا قلبه لله

"ซูฟีย์ ก็คือ คนที่ชำระจิตใจของเขาให้บริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์"

2.ท่านอบูมะห์ฟูส อัลกัรคีย์ อุลามาอ์ชาวสลัฟ และเป็นซูฟีย์ เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 201 ท่านเป็นคนสันโดษ และเป็นคนการอมัต ส่วนหนึ่งจากคมวาทะของท่าน คือ

إذا أراد الله بعبد خيرا فتح عليه باب العمل ، وأغلق عنه باب الجدل ، وإذا أراد به شرا فعكس ذلك

"เมื่ออัลเลาะห์ต้องการ(มีความประสงค์)ให้บ่าวคนหนึ่งได้รับความดีงาม พระองค์จะทรงเปิดประตูแห่งการทำอมั้ลให้แก่เขา และจะทรงปิดประตูแห่งการโต้เถียงจากตัวของเขา และเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ต้องการ(มีความประสงค์)ให้บ่าวคนหนึ่งได้รับความเลวร้าย พระองค์ก็จะทำให้กลับกัน"

3.อัลอิมามุ้ลกุดวะห์ ชัยคุ้ลอิสลาม อัลฟู่ดอยล์ บิน อิยาด บิน มัสอู๊ด อบูอาลีย์ อัตตะมีมี่ย์ อัลคู่รอซานี่ย์ ท่านเป็นอีหม่ามร๊อบบานีย์ เป็นผู้ที่จงรักภัคดีต่ออัลเลาะห์อย่างมากๆ เป็นนักทำอีบาดะห์ เป็นคนสันโดษ และเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลเลาะห์ต้าอาลาอย่างที่สุด เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 187 ส่วนหนึ่งจากคำพูดของเขา เช่น

ترك العمل من أجل الناس رياء ، والعمل لأجلهم شرك

แปลว่า "การละทิ้งการปฎิบัติอมั้ลจากเหตุของผู้คน ถือเป็น การริยาอ์(โอ้อวด) และการปฎิบัติอมั้ลเพราะผู้คน ถือเป็น ชีริก"

4.ท่านอะห์หมัด บิน อะบิ้ลฮะวารีย์ อับดุลเลาะห์ บิน มัยมูน อะบุ้ลอับบาส อัดดิมัชกีย์ ท่านเป็นมิตรสหายของท่านอีหม่ามดารอนีย์ ซึ่งท่านอีหม่ามญู่นัยด์ ได้เปรียบว่า เขาคือ ต้นโหรพา หรือ ต้นไม้หอมของเมืองชาม ท่านเสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 240 และส่วนหนึ่งจากคำพูดของเขา เช่น

من نظر إلى الدنيا نظر إرادة وحب لها أخرج الله نور اليقين والزهد من قلبه

"ใครที่มองดุนยา โดยมองอย่างตั้งใจ(คือเอามาเป็นจุดมุ่งมายในชีวิต) และมีความรัก(หลงไหล)ต่อโลกดุนยา อัลเลาะห์จะทรงนำรัศมี(แสงสว่าง)แห่งความเชื่อมั่นในพระองค์ และความสมถะ(ความสันโดษ)ออกไปจากหัวใจของเขา"

5.ท่านอัลฮาฟิส มูฮำหมัด บิน อัลมู่บาร๊อก บิน ยะอ์ลา อัลกุรอชีย์(ตระกูลกุเรช) อบูอับดุลเลาะห์ อัสซูรีย์ ท่านเป็นปราชญ์ผู้ทรงความรู้อีกท่านหนึ่ง ท่านได้รับตำแหน่งเป็น "อัลฮุจญะห์" เป็นนักทำอีบาดะห์ เป็นคนสันโดษ เป็นอุลามาอ์ฟิกห์ และเป็นมุฟตีย์ของเมืองดามัสกัส(ซีเรีย) เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 215 ส่วนหนึ่งจากวาทะของท่าน เช่น

علامة الحب لله المراقبة للمحبوب والتحرى لمرضاته

"เครื่องหมายของความรักที่มีต่ออัลเลาะห์ ก็คือ การที่บุคคลหนึ่งเพ่งจิตใจของเขาไปสู่ผู้ทรงเป็นที่รัก(นั่นคืออัลเลาะห์) และค้นหา(กระทำ)สิ่งที่ทำให้พระองค์พึงพอพระทัย"

6.ท่านยูซุฟ บิน อัสบาฎ อบูยะอ์กู๊บ ท่านเป็นซูฟีย์ เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 195 เป็นนักทำอีบาดะห์ และเป็นนักอ่าน ท่านอีหม่ามอิบนุฮิบบาน ได้กล่าวว่า เขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ และอุปนิสัยของเขา ก็คือ จะไม่รับประทานสิ่งใดเลย นอกจากเป็นสิ่งที่ฮ่าล้าลจริงๆเท่านั้น ส่วนหนึ่งจากวาทะของท่าน เช่น

التواضع : أن لا ترى أحدا إلا رأيته خيرا منك

"ความนอบน้อมถ่อมตน ก็คือ การที่ท่านจะไม่มองผู้ใด เว้นแต่ ท่านจะมองว่าเขานั้นมีดีกว่าท่าน"

7.อัลอิมามุ้ลกุดวะห์ อบูฮัฟซ์ อันนัยซาบูรีย์ อัลฮัดดาด เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 264 ท่านเป็นอีหม่ามร๊อบบานีย์ เป็นคนสันโดษ และเป็นผู้ทรงความรู้ ส่วนหนึ่งจากวาทะของท่าน เช่น

أحسن ما يتوسل به العبد إلى مولاه : الإفتقار إليه وملازمة السنة وطلب القوت من حله

"สิ่งที่ดีที่สุดที่บ่าวจะใช้เป็นสื่อไปยังพระเจ้าของเขา คือ การยึดพระองค์เป็นสรณะ(เป็นที่พึ่งพิง) และประจำอยู่กับการปฎิบัติซุนนะห์ และแสวงหาอาหารจากสิ่งที่ฮาล้าล"

8.อัลอี่มามุ้ลก้าบีร ซะฮ์ล บิน อับดุลเลาะห์ บิน ยูนุส อัตตุสตารีย์ ท่านเป็นคนวาเราะอ์ และเป็นคนการอมัต ท่านเสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 283 ส่วนหนึ่งจากวาทะของท่าน เช่น

الجاهل ميت والناسي نائم والعاصي سكران والمصر هالك

แปลว่า "คนโง่ ก็คือ คนที่ตายไปแล้ว , คนลืม ก็คือ คนที่กำลังนอนหลับ , คนชั่ว ก็คือ คนที่กำลังมึนเมา , และคนที่ฝ่าฝืน ก็คือ คนที่อยู่ในความเสียหาย"

บางส่วนจากถ้อยคำของอุลามาอ์ซูฟีย์ ในยุคต้นอิสลาม ที่เป็นต้นแบบของวิชาตะเซาวุฟอันบริสุทธิ์ .. (คัดลอกจากหนังสือ "อัตตะอัรรุฟ ลี่มัสฮับ อะห์ลิตตะเซาวุฟ" ของ ท่านเชค ตาญุ้ลอิสลาม อบีบักร มูฮำหมัด อิบนื อิบรอฮีม อัลกะลาบาซีย์)

ท่านอีหม่ามอัลฆอซาลีย์ เจ้าของ "เอียะห์ยาอุลูมิดดีน"(เสียชีวิตในปีฮิจเราะห์ที่ 505) ท่านได้กล่าวสรุปถึงกลุ่มชนซูฟีย์ว่า :

إني علمت يقينا أن الصوفية هم السالكون لطريق الله تعالي خاصة وأن سيرتهم أحسن السير وطريقتهم أصوب الطرق وأخلاقهم أزكي الأخلاق

"อันที่จริงฉันทราบโดยแน่ใจว่า แท้จริงแล้วคนซูฟีย์นั้น ก็คือ บรรดาผู้ที่เดินทางไปหาอัลเลาะห์โดยเฉพาะ และแท้จริงแนวทางของพวกเขานั้น เป็นแนวทางที่ดีที่สุด และเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด และมารยาทของพวกเขา ก็มีความสง่างามอย่างที่สุด"

(จากหนังสือ المنقذ من الضلال ของท่านอีหม่ามฆอซาลีย์)

แล้วพบกันในบทความต่อๆไปครับ

วัสสลามู่อ้าลัยกุม ว่าเราะห์ม่าตุ้ลลอฮ์ ว่าบ้าร่อกาตุฮ์

# Rofikee Muhammad #

การมีมารยาทต่ออัลเลาะห์ .. !!ในปัจจุบันนั้น น้อยเหลือเกินที่เราจะได้พบว่า มีใครสักคนที่หัวใจของเขาโดยส่วนมาก ยังคงผูกมัด...
29/04/2016

การมีมารยาทต่ออัลเลาะห์ .. !!

ในปัจจุบันนั้น น้อยเหลือเกินที่เราจะได้พบว่า มีใครสักคนที่หัวใจของเขาโดยส่วนมาก ยังคงผูกมัดไว้กับอัลเลาะห์ต้าอาลา

เราลองมาอ่านเรื่องนี้กันดู ในภาษาอาหรับ มันมีชื่อว่า :

منصوب على التعظيم

"ตกตำแหน่งที่ต้องใส่สระฟัตฮะ ซึ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่"

มันเป็นเรื่องเล่าของท่าน อิหม่าม อั้ลฆ่อซาลี ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์ ในช่วงวัยเด็ก ท่านได้เล่าว่า :

ครูผู้สอนวิชาไวยกรณ์ได้ถามฉัน ในขณะตอนที่ฉันยังเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา : เจ้าลูกเอ๋ย จงเอี๊ยะรอบ(หมายถึงบอกตำแหน่งของคำ) คำว่า
"رأيت الله أكبر كل شيء"

ดังนั้น ฉันจึงกล่าวตอบ ในทันทีเลย ว่า :: ร่ออัยตุ้ เฟี๊ยะ(กริยา) ฟาอิ้ล (ประธาน) และคำว่า อัลเลาะห์ มันซูบ อ้าลัตตะอ์ซีม (ตกตำแหน่งที่ต้องใส่สระฟัตฮะ มีความหมาย ถึงการแสดงความยิ่งใหญ่ มีเกียรติย์ยิ่ง )

และก็เกิดการถกเถียงกันเกิดขึ้นจากบรรดานักเรียนด้วยกัน ฉันจึงมองไปหาครู ขณะที่ฉันยังงงอยู่

ดังนั้นฉันก็เห็น ดวงตาทั้งสองของท่านหลั่งน้ำตาออกมา !! ชายผู้ที่ปรากฏขึ้นจากดวงใจที่นอบน้อมถ่อมตน

แท้ที่จริงแล้ว การที่ฉันยึดมั่นกับการให้เกียรติย์ต่อถ้อยคำที่สูงส่งนั้น(คำว่าอัลเลาะห์) มันทำให้ครูของฉัน เกิดอาการสั่นขึ้นมา เฉกเช่นที่พวกเขาได้เคยสั่งสอนฉันเอาไว้

ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ กล่าวตอบว่า (คำว่า อัลเลาะห์) ตกตำแหน่งเป็น กรรม ตัวที่1 .

และดวงตาทั้งสองของครูนั้น ก็หลั่งน้ำตาออกมา เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงการมีมารยาท ต่ออัลเลาะห์ ตะอาลา !!

# นี่เพียงแค่ในเรื่องไวยกรณ์ยังลึกซึ้งขนาดนี้

# แล้วถ้าเป็นทุกๆเรื่องในชีวิตล่ะ คำว่า อัลเลาะห์ จะลึกซึ้งแค่ไหนกัน ?
رَبَّنَا ظَلَمْنَا أَنفُسَنَا وَإِن لَّمْ تَغْفِرْ لَنَا وَتَرْحَمْنَا لَنَكُونَنَّ مِنَ الْخَاسِرِينَ

"โอ้อัลเลาะห์ แน่แท้เราได้อธรรมต่อตัวเอง และหากพระองค์ท่านไม่ทรวอภัยแก่เรา และไม่ทรงเมตตาต่อเราแล้ว แน่นอนว่า เราต้องตกอยู่ในหมู่ของบรรดาผู้ขาดทุนเป็นแน่" (ซูเราะห์ อัลอะอ์รอฟ อายะห์ที่ 23)

Cr : เจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก

ที่อยู่

Ao Luk

เบอร์โทรศัพท์

+66912043624

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สายธารแห่งมรดกท่านนบี صلى الله عليه وسلمผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์