23/08/2026
SOCIETY: รู้จัก ‘ภาวะระมัดระวังสุดขีด’
นักวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง
ศึกษาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมากเกินไป
จนเอามีดทั้งบ้านไปซ่อน
ในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความระมัดระวังภัยอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับยุคหลังๆ ที่ข่าวอาชญากรรมรุนแรงแบบที่ 'ไม่เคยเกิดมาก่อน' จนกระทั่งเกิดถี่ขึ้น จึงไม่แปลกที่สังคมจะมีความระมัดระวังมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นสิ่งที่ดี ที่คนเริ่มสังเกตเห็นและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น อย่างน้อยๆ การ 'รับรู้สถานการณ์โดยรอบ' (Situational awareness) ก็เป็นสิ่งที่ดีเสมอในยุคที่ผู้คนมัวแต่ก้มหน้าลงดูหน้าจอจนละเลยสถานการณ์รอบๆ
แต่อีกด้านมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' (Hypervigilance) ที่เราอยากเล่าเป็นอุทาหรณ์ และมันมี 'เรื่องจริง' จากอดีตเจ้าหน้าที่ FBI ที่มีนามว่า จานา มอนโร (Jana Monroe)
แน่นอน คนทั่วไปไม่รู้จักจานา มอนโรแน่ๆ แต่ถ้าพูดถึงตัวละคร 'แคลริซ สตาร์ลิง' ในนวนิยายและภาพยนตร์ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง จากต้นยุคทศวรรษ 1990 อย่าง ‘Silence of The Lambs’ หลายคนคงร้องอ๋อ
มอนโรเป็นเจ้าหน้าที่หญิงคนแรกของหน่วยวิเคราะห์ฆาตกรต่อเนื่องของ FBI ที่เรียกว่า ‘Behavioral Science Unit’
ทั้งนี้ถ้าเคยดูซีรีส์ ‘Mindhunter’ ทาง Netflix นั่นคือเรื่องราวตอน 'ก่อตั้ง' หน่วยนี้ ซึ่งจริงๆ ตัวละครในวัฒนธรรมป๊อปจำนวนมากก็ล้วนเคยอยู่หน่วยนี้ เช่นเจ้าหน้าที่ฟ็อกซ์ มัลเดอร์ ตัวเอกซีรีส์ไซไฟในตำนานอย่าง ‘The X-Files’ ก็เคยทำงานหน่วยนี้ (ก่อนจะมาหมกมุ่นกับมนุษย์ต่างดาว)
มอนโรคือเจ้าหน้าที่จริงๆ ของหน่วยนี้ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าไปวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง และเป็น 'ต้นแบบ' ให้กับเจ้าหน้าที่ แคลริซ สตาร์ลิ่งใน ‘Silence of The Lambs’ และความจริงเธอก็ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับโจดี ฟอสเตอร์ เมื่อครั้งต้องรับบทนี้จนโด่งดังด้วย
ประเด็นคือ ชีวิตจริงของมอนโรเองก็ดาร์กไม่แพ้ในภาพยนตร์ ที่ฉายภาพปัญหาของการที่เจ้าหน้าที่นั้นจำต้อง 'เข้าไปในจิตใจฆาตกรมากเกินไป'
มอนโรเข้าไปในหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง ดำดิ่งไปในจิตใจของฆาตกร และเธอเห็นแพตเทิร์นการใช้ 'มีด' ในการสังหารเหยื่อของฆาตกรที่บุกเข้าไปในบ้านเหยื่อ และจำนวนมากมายนั้นล้วนใช้มีดในบ้านเหยื่อเป็นอาวุธ
และเมื่อเห็นดังนี้ เธอก็ค่อยๆ มีพฤติกรรม 'ซ่อนมีด' ในบ้านตัวเองให้หายากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้คดีแบบที่เธอทำมาเกิดกับครอบครัวของเธอ
จนถึงจุดหนึ่ง เมื่อสามีของเธอกลับบ้านแล้วหามีดไม่เจอ จึงโทรหาเธอเพื่อบอกว่า “เราต้องคุยกันหน่อย”
หลังจากคุยกัน เธอก็รู้แล้วว่า 'งาน' ได้เปลี่ยนเธอไปแค่ไหน และไม่นานเธอก็ออกจาก Behavioral Science Unit ไปอยู่หน่วยอื่นที่เผชิญภาระทางจิตใจน้อยลง
ภาวะที่มอนโรเป็นจัดเป็น 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' ที่ไม่ได้เกิดกับเธอเพียงคนเดียว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่น้อยก็เผชิญภาวะนี้ อธิบายง่ายๆ ก็คือถ้าทำคดีอาชญากรรมมากๆ เข้าก็จะเริ่มมีภาวะ 'ระมัดระวังสุดขีด' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะ 'PTSD' หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ
โดยในอเมริกาประเมินว่าเจ้าหน้าที่ 4-19 เปอร์เซ็นต์ มีภาวะแบบนี้ ทั้งนี้ถ้าดูซีรีส์เราจะเห็นว่าถ้าเจ้าหน้าที่ต้องพบกับเหตุฆาตกรรมรุนแรงต่อหน้า ก็จะมีการประเมินสุขภาพจิต และตัวเลขนี้คือสาเหตุหนึ่ง
ที่เล่าเรื่องของมอนโรเพราะเหตุว่า ทุกวันนี้ในบ้านเรา 'ข่าวอาชญากรรมรุนแรง' มักจะเกิดบ่อย ถึงไม่อยากเห็นก็มักหลีกเลี่ยงยาก และพอเรารับรู้มากๆ โอกาสเกิด 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' ก็เป็นไปได้ และมันไม่เป็นผลดีเลย กระทั่งมีงานศึกษามากมายชี้ถึงผลลัพธ์ของผู้ที่ต้องเจอกับภาวะนี้ มีตั้งแต่การหมดแรงทำงาน นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ไปจนถึงสารพัดปัญหาด้านความสัมพันธ์
แล้วเราควรจะทำอย่างไร ทางออกก็ไม่ใช่การไม่ใส่ใจ แต่ก็คือการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ดี (Good practice) ของสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นของเหตุร้ายต่างๆ ได้มากมาย และการช่างสังเกต ระแวดระวัง กับสิ่งรอบๆ ตัวก็ควรจะมีเป็นพื้นฐาน
และถ้าเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้เราไม่กล้าก้มหน้าเล่นมือถือในที่สาธารณะเป็นเวลานานๆ เพราะเราไม่รู้ว่า 'ภัย' จะโผล่มาจากไหนเมื่อไร จริงๆ มันก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเหตุของอันตรายร้ายแรงของคนทุกวันนี้ ส่วนสำคัญคือการไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมรอบตัว และการก้มลงดูหน้าจอโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างนี่เองตัวอันตรายเลย