วิทยาศาสตร์น่ารู้ by ครูปอกี้

วิทยาศาสตร์น่ารู้ by ครูปอกี้ มาเรียนรู้กับวิทยาศาสตร์กันเถอะ

23/08/2026

SOCIETY: รู้จัก ‘ภาวะระมัดระวังสุดขีด’
นักวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง
ศึกษาคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมากเกินไป
จนเอามีดทั้งบ้านไปซ่อน
ในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีความระมัดระวังภัยอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับยุคหลังๆ ที่ข่าวอาชญากรรมรุนแรงแบบที่ 'ไม่เคยเกิดมาก่อน' จนกระทั่งเกิดถี่ขึ้น จึงไม่แปลกที่สังคมจะมีความระมัดระวังมากขึ้นด้วย
นั่นเป็นสิ่งที่ดี ที่คนเริ่มสังเกตเห็นและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น อย่างน้อยๆ การ 'รับรู้สถานการณ์โดยรอบ' (Situational awareness) ก็เป็นสิ่งที่ดีเสมอในยุคที่ผู้คนมัวแต่ก้มหน้าลงดูหน้าจอจนละเลยสถานการณ์รอบๆ
แต่อีกด้านมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' (Hypervigilance) ที่เราอยากเล่าเป็นอุทาหรณ์ และมันมี 'เรื่องจริง' จากอดีตเจ้าหน้าที่ FBI ที่มีนามว่า จานา มอนโร (Jana Monroe)
แน่นอน คนทั่วไปไม่รู้จักจานา มอนโรแน่ๆ แต่ถ้าพูดถึงตัวละคร 'แคลริซ สตาร์ลิง' ในนวนิยายและภาพยนตร์ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง จากต้นยุคทศวรรษ 1990 อย่าง ‘Silence of The Lambs’ หลายคนคงร้องอ๋อ
มอนโรเป็นเจ้าหน้าที่หญิงคนแรกของหน่วยวิเคราะห์ฆาตกรต่อเนื่องของ FBI ที่เรียกว่า ‘Behavioral Science Unit’
ทั้งนี้ถ้าเคยดูซีรีส์ ‘Mindhunter’ ทาง Netflix นั่นคือเรื่องราวตอน 'ก่อตั้ง' หน่วยนี้ ซึ่งจริงๆ ตัวละครในวัฒนธรรมป๊อปจำนวนมากก็ล้วนเคยอยู่หน่วยนี้ เช่นเจ้าหน้าที่ฟ็อกซ์ มัลเดอร์ ตัวเอกซีรีส์ไซไฟในตำนานอย่าง ‘The X-Files’ ก็เคยทำงานหน่วยนี้ (ก่อนจะมาหมกมุ่นกับมนุษย์ต่างดาว)
มอนโรคือเจ้าหน้าที่จริงๆ ของหน่วยนี้ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้าไปวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง และเป็น 'ต้นแบบ' ให้กับเจ้าหน้าที่ แคลริซ สตาร์ลิ่งใน ‘Silence of The Lambs’ และความจริงเธอก็ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับโจดี ฟอสเตอร์ เมื่อครั้งต้องรับบทนี้จนโด่งดังด้วย
ประเด็นคือ ชีวิตจริงของมอนโรเองก็ดาร์กไม่แพ้ในภาพยนตร์ ที่ฉายภาพปัญหาของการที่เจ้าหน้าที่นั้นจำต้อง 'เข้าไปในจิตใจฆาตกรมากเกินไป'
มอนโรเข้าไปในหน่วยวิเคราะห์พฤติกรรมฆาตกรต่อเนื่อง ดำดิ่งไปในจิตใจของฆาตกร และเธอเห็นแพตเทิร์นการใช้ 'มีด' ในการสังหารเหยื่อของฆาตกรที่บุกเข้าไปในบ้านเหยื่อ และจำนวนมากมายนั้นล้วนใช้มีดในบ้านเหยื่อเป็นอาวุธ
และเมื่อเห็นดังนี้ เธอก็ค่อยๆ มีพฤติกรรม 'ซ่อนมีด' ในบ้านตัวเองให้หายากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้คดีแบบที่เธอทำมาเกิดกับครอบครัวของเธอ
จนถึงจุดหนึ่ง เมื่อสามีของเธอกลับบ้านแล้วหามีดไม่เจอ จึงโทรหาเธอเพื่อบอกว่า “เราต้องคุยกันหน่อย”
หลังจากคุยกัน เธอก็รู้แล้วว่า 'งาน' ได้เปลี่ยนเธอไปแค่ไหน และไม่นานเธอก็ออกจาก Behavioral Science Unit ไปอยู่หน่วยอื่นที่เผชิญภาระทางจิตใจน้อยลง
ภาวะที่มอนโรเป็นจัดเป็น 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' ที่ไม่ได้เกิดกับเธอเพียงคนเดียว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่น้อยก็เผชิญภาวะนี้ อธิบายง่ายๆ ก็คือถ้าทำคดีอาชญากรรมมากๆ เข้าก็จะเริ่มมีภาวะ 'ระมัดระวังสุดขีด' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะ 'PTSD' หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ
โดยในอเมริกาประเมินว่าเจ้าหน้าที่ 4-19 เปอร์เซ็นต์ มีภาวะแบบนี้ ทั้งนี้ถ้าดูซีรีส์เราจะเห็นว่าถ้าเจ้าหน้าที่ต้องพบกับเหตุฆาตกรรมรุนแรงต่อหน้า ก็จะมีการประเมินสุขภาพจิต และตัวเลขนี้คือสาเหตุหนึ่ง
ที่เล่าเรื่องของมอนโรเพราะเหตุว่า ทุกวันนี้ในบ้านเรา 'ข่าวอาชญากรรมรุนแรง' มักจะเกิดบ่อย ถึงไม่อยากเห็นก็มักหลีกเลี่ยงยาก และพอเรารับรู้มากๆ โอกาสเกิด 'ภาวะระมัดระวังสุดขีด' ก็เป็นไปได้ และมันไม่เป็นผลดีเลย กระทั่งมีงานศึกษามากมายชี้ถึงผลลัพธ์ของผู้ที่ต้องเจอกับภาวะนี้ มีตั้งแต่การหมดแรงทำงาน นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ไปจนถึงสารพัดปัญหาด้านความสัมพันธ์
แล้วเราควรจะทำอย่างไร ทางออกก็ไม่ใช่การไม่ใส่ใจ แต่ก็คือการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่ดี (Good practice) ของสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นของเหตุร้ายต่างๆ ได้มากมาย และการช่างสังเกต ระแวดระวัง กับสิ่งรอบๆ ตัวก็ควรจะมีเป็นพื้นฐาน
และถ้าเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้เราไม่กล้าก้มหน้าเล่นมือถือในที่สาธารณะเป็นเวลานานๆ เพราะเราไม่รู้ว่า 'ภัย' จะโผล่มาจากไหนเมื่อไร จริงๆ มันก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเหตุของอันตรายร้ายแรงของคนทุกวันนี้ ส่วนสำคัญคือการไม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมรอบตัว และการก้มลงดูหน้าจอโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้างนี่เองตัวอันตรายเลย

23/08/2026

ทำไมเราถึงเห็นใครดีกว่าไม่ได้?
รู้จัก ‘Tall Poppy Syndrome’
เมื่อสังคมมักลดทอนคนที่โดดเด่นกว่าตัวเอง
คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่า เหตุใดบางครั้งคนที่ทำงานเก่ง โดดเด่นเกินหน้าเกินตา หรือมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มักถูกหมั่นไส้ ถูกเพ่งเล็ง ถูกนินทา แทนที่จะได้รับการสนับสนุนหรือชื่นชม ไม่เว้นแม้แต่ดารา ศิลปิน หรือบุคคลสาธารณะที่ประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียง ยิ่งพวกเขาโด่งดังมากเท่าใด ก็ยิ่งตกเป็นเป้าถูกจับผิดมากเท่านั้น ราวกับว่าสังคมพร้อมที่จะฉุดรั้งคนเก่งหรือคนที่ประสบความสำเร็จลงมาเหยียบย่ำเสมอหากมีโอกาส ซึ่งในทางสังคมวิทยาและจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Tall Poppy Syndrome’ หรือปรากฏการณ์ดอกป็อปปีที่สูงเกินไป
คำว่า ‘Tall Poppy’ เป็นสำนวนที่มีมานานตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ ตำนานเล่าว่า กษัตริย์ทาร์ควิน (Tarquin the Proud) มักจะใช้ดาบตัดต้นป็อปปีที่สูงขึ้นล้ำต้นอื่นทุกครั้ง เวลาที่พระองค์เข้าไปเยี่ยมชมสวนดอกไม้ พร้อมตรัสกับพระโอรสว่า “เมื่อใดที่ผู้คนยกตนเองสูงส่งเกินไป มักจะถูกโค่นล้มลงมา” กล่าวคือ ใครก็ตามที่โดดเด่นและพุ่งทะยานเหนือคนอื่น มักจะจบลงที่การถูกดึงให้กลับลงมาเท่ากันหรือต่ำกว่า ซึ่งถึงแม้จะผ่านยุคโรมันมากว่าพันปีแล้ว แต่เรายังคงเห็นดอกป็อปปีเกิดใหม่ถูกเหยียบย่ำและตัดทิ้งอยู่เสมอ
Tall Poppy Syndrome คือพฤติกรรมหรือรูปแบบทางสังคมที่มักกีดกัน เพิกเฉย หรือปฏิเสธคนที่เก่ง โดดเด่น หรือประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเอง มักเกิดจากความอิจฉาริษยา อคติทางเพศ การเหยียดเชื้อชาติ ความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันทางสังคมสูง ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อรักษาที่ยืนของตนเอง ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำสูญเสียความเคารพในตัวเอง (Self-respect) เกิดความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ไปจนถึงรู้สึกหมดไฟ (Burnout) ในการทำงาน จนสุดท้ายก็ต้องยอมลดศักยภาพของตนเอง เพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้
ข้อมูลจากการศึกษางานวิจัยหลายชิ้นยืนยันความรุนแรงของปรากฏการณ์นี้ โดยงานวิจัย Tall Poppy Syndrome: Implications for entrepreneurship in New Zealand ที่สำรวจปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome จากนักธุรกิจจำนวน 40 คน พบว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่เคยพบเจอปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome ด้วยตัวเอง พวกเขาจึงมักเก็บตัวเงียบๆ และไม่โอ้อวดหรือบอกใครว่าตัวเองกำลังทำธุรกิจอะไร เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมาก วัฒนธรรมการแข่งขันในแวดวงธุรกิจจึงค่อนข้างดุเดือด
นอกจากนี้ สิ่งที่แย่ไปกว่าการไม่ยอมรับคนเก่ง คือการไม่ยอมรับคนโดดเด่นที่ท้าทายอคติทางเพศ ซึ่งจะขับเน้นให้ปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome รุนแรงมากขึ้น โดยในงานวิจัยระดับนานาชาติจาก Women of Influence ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงวัยทำงาน 4,710 คนใน 103 ประเทศพบว่า ผู้หญิงกว่า 86.8% เคยเผชิญกับปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome ในที่ทำงาน พวกเธอถูกบั่นทอน โจมตี หรือไม่ชอบหน้า เพียงเพราะทำผลงานได้ดีกว่าคนอื่น
อีกทั้งงานวิจัยดังกล่าวยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า กลุ่มคนที่มักลงมือบั่นทอนความรู้สึกจะเป็นหัวหน้าผู้ชายที่เห็นใครเก่งกว่าไม่ได้ หรือไม่ก็เป็นเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่ชอบขัดแข้งขัดขากันเอง ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกระทำได้รับผลกระทบทางจิตใจเป็นอย่างมาก โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 85.6% รายงานว่า มีความเครียดเพิ่มขึ้น ขณะที่อีก 66.2% รู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตนเอง จนนำไปสู่การตัดสินใจลาออกที่สูงถึง 67.8% เนื่องจากคนที่เผชิญปัญหาดังกล่าวกว่า 75% ยอมรับว่า ปรากฏการณ์ Tall Poppy Syndrome ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถลบล้างวัฒนธรรมการชอบเตะตัดขาคนเก่งออกไปจากสังคมได้ แต่สิ่งที่เริ่มทำได้คือ การสร้างเกราะป้องกันทางจิตใจที่แข็งแรงให้กับตัวเอง หากวันนี้คุณเป็นดอกป็อปปีที่กำลังเติบโต จงเบ่งบานในแบบของตัวเองต่อไป รักษาความพยายามและภาคภูมิใจที่ตัวเองมีครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรอบข้างที่ดี คอยบ่มเพาะพรวนดินให้เราเติบโตมาอย่างงดงาม อย่าปล่อยให้ตัวเองเหี่ยวเฉาหรือโรยรา เพียงเพราะความเกลียดชังของคนอื่น
เรื่อง: กนกวรรณ เชียงตันติ์
ภาพ: ปราโมทย์ ปิ่นศรี
ที่มา:
- https://www.tallpoppysyndrome.org/from-ancient-rome-to-social-media-the-enduring-lessons-of-the-tall-poppy-syndrome/
- https://www.medicalnewstoday.com/articles/tall-poppy-syndrome
- https://www.researchgate.net/publication/305885693_Tall_Poppy_Syndrome_Implications_for_entrepreneurship_in_New_Zealand
- https://www.womenofinfluence.ca/2023/03/01/tps-press-release/

21/08/2026

PYMK มาแล้วค่ะ เทปนี้ หลุยส์ ปาสเตอร์ นักจุลชีววิทยาผู้ช่วยชีวิตคนนับล้านจากโรคพิษสุนัขบ้าและที่มาของคำว่า “พาสเจอร์ไรซ์”

21/08/2026

เช็กลิสต์ 7 ของกินเร่งหลอดเลือดอักเสบ! กินบ่อย เสี่ยงตีบตันเร็วกว่าที่คิด!

หลอดเลือดตีบตันน่ากลัวตรงที่มันไม่ได้ส่งจดหมายมาบอกเราก่อนครับว่า
“อีก 3 ปีข้างหน้าผมจะเริ่มตันแล้วนะ”
คราบไขมันสามารถค่อย ๆ สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเป็นเวลาหลายปี มีทั้ง LDL การอักเสบ และปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จนวันหนึ่งถ้าคราบนั้นแตกและเกิดลิ่มเลือดขึ้นมา เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองอาจถูกขวางอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือ Stroke ได้ครับ
หลายคนอาจคิดว่า
“กิน ๆ ไปเถอะ อย่าคิดมากเลย”
หรือ “ก็กินแบบนี้มาตั้งหลายปี ยังไม่เห็นเป็นอะไร”
ตรงนี้เข้าใจได้ครับ เพราะหลอดเลือดไม่ได้ตอบเราหลังมื้ออาหารเหมือนกระเพาะ กินเผ็ดแล้วแสบท้องเรายังรู้ แต่หลอดเลือดสะสมความเสียหายเงียบกว่านั้นมาก
และต้องแยกให้ชัดก่อนนะครับว่า ไม่มีอาหารชิ้นเดียวที่กินเข้าไปแล้วทำให้หลอดเลือดอักเสบจนตีบทันที สิ่งที่มีน้ำหนักจริงคือรูปแบบที่กินบ่อย ๆ เป็นเดือนเป็นปี โดยเฉพาะอาหารที่ดัน LDL ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และการอักเสบเรื้อรังไปในทิศทางที่ไม่ดีครับ รูปแบบอาหารที่มีน้ำตาลเติมเพิ่ม โซเดียม ไขมันอิ่มตัว และอาหารแปรรูปสูง เป็นสิ่งที่องค์กรสุขภาพหัวใจแนะนำให้จำกัดครับ
ลองเปิดตู้เย็น เปิดลิ้นชักขนม แล้วเช็ก 7 กลุ่มนี้กันครับ

1️⃣ น้ำหวาน ชานม กาแฟหวาน น้ำอัดลม — ดื่มง่ายจนลืมว่านี่ก็คือน้ำตาล
น้ำหวานน่ากลัวตรงที่ กินเข้าไปง่ายมาก แต่ความอิ่มน้อยครับ
กาแฟหวานหนึ่งแก้วตอนเช้า
บ่ายชานมอีกแก้ว
เย็นน้ำอัดลมกับอาหาร
บางวันยังไม่ได้แตะขนมเลย แต่ได้น้ำตาลจากเครื่องดื่มไปเยอะแล้ว
การกินน้ำตาลที่เติมเพิ่มมากเป็นประจำสัมพันธ์กับน้ำหนักเกิน ไตรกลีเซอไรด์สูง และปัญหาระบบเผาผลาญ ซึ่งทั้งหมดเดินไปทางเดียวกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ อาหารที่ดีต่อหัวใจจึงเน้นลดเครื่องดื่มหวานและน้ำตาลเติมเพิ่ม
ไม่ได้แปลว่าแตะชาเย็นหนึ่งแก้วแล้วหลอดเลือดอักเสบนะครับ
แต่ถ้า “ของหวาน” กลายเป็น “เครื่องดื่มประจำวัน” ตรงนี้ผมอยากให้เริ่มจริงจัง

2️⃣ ขนมปังขาว เบเกอรี่ ขนมหวาน และแป้งขัดสีที่กินเยอะเกิน
บางคนบอกผมว่า
“ผมไม่ได้กินของมันเลยนะครับ”
แต่เช้าเป็นขนมปังกับกาแฟหวาน
บ่ายคุกกี้
เย็นข้าวเยอะ
หลังอาหารมีขนมอีก
ไขมันในอาหารอาจไม่ได้มาก แต่ น้ำตาลกับแป้งขัดสีหรือคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปมาก (refined carbohydrate) เยอะครับ
อาหารกลุ่มนี้มักมีใยอาหารต่ำ กินง่าย และถ้าแทนที่อาหารอย่างผัก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนดีเป็นประจำ ภาพรวมของระบบเผาผลาญก็ไม่ค่อยดีนัก รูปแบบอาหารที่ดีต่อหัวใจจึงเน้นธัญพืชไม่ขัดสีและจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปมากกับของหวานครับ
ข้าวขาวไม่ใช่ยาพิษนะครับ
ขนมปังก็ไม่ได้ต้องห้าม
ประเด็นคือ ปริมาณและความถี่ ถ้าทั้งวันเป็นแป้งขัดสีซ้อนกันหลายชั้น แล้วผักกับใยอาหารแทบไม่มี แบบนี้ค่อยน่าห่วง

3️⃣ ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง และเนื้อแปรรูปที่กินเป็นประจำ
กลุ่มนี้ผมอยากให้แยกจาก “เนื้อสัตว์ทุกชนิด” นะครับ
ปลา ไก่ หมู เนื้อ กับ เนื้อแปรรูป ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หรือเนื้อแปรรูปหลายชนิด มักมีโซเดียมสูง และบางชนิดมีไขมันอิ่มตัวสูงด้วย การกินเนื้อแปรรูปมากเป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้นครับ
ปัญหาคือมันสะดวกมากครับ
เช้าไส้กรอก
เที่ยงข้าวผัดแฮม
เย็นยำกุนเชียง
กินทีละนิดเลยไม่รู้สึกว่าเยอะ แต่รวมทั้งสัปดาห์อาจเจอกันแทบทุกวัน
ไม่ต้องประกาศเลิกตลอดชีวิตครับ
แค่ให้มันกลับไปเป็น “อาหารบางครั้ง” มากกว่า “โปรตีนประจำบ้าน”

4️⃣ ของทอดบ่อย ๆ โดยเฉพาะมื้อที่ทั้งทอด ทั้งมัน ทั้งพลังงานสูง
ไก่ทอด
หมูทอด
เฟรนช์ฟรายส์
กล้วยทอด
ปาท่องโก๋
ปัญหาของของทอดไม่ได้มีแค่คำว่า “น้ำมัน” ครับ
อาหารทอดจำนวนมากพลังงานสูง กินง่าย และมักมาพร้อมแป้งขัดสี เกลือ หรือไขมันอิ่มตัวอีกหลายอย่าง ถ้ากินบ่อยก็ทำให้น้ำหนักและไขมันในเลือดจัดการยากขึ้น
แต่ผมไม่อยากให้กลายเป็นว่า
“น้ำมันพืชทุกชนิดทำให้หลอดเลือดอักเสบ”
อันนี้ไม่ถูกครับ
การแทนไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัวจากน้ำมันพืชเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจได้ และไม่มีเหตุผลให้เหมารวมน้ำมันพืชทุกชนิดว่าเป็นตัวการอักเสบครับ
โจทย์จริงคือ ของทอดบ่อย + พลังงานเกิน + ไขมันอิ่มตัวสูง + อาหารแปรรูปเยอะ มากกว่าการไล่กลัวน้ำมันเป็นขวด ๆ

5️⃣ หมูติดมัน หนังไก่ เนย ครีม และไขมันอิ่มตัวที่กินเยอะเป็นประจำ
ไขมันอิ่มตัวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ LDL โดยตรงครับ
อาหารอย่างเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เนย ครีม ผลิตภัณฑ์นมไขมันสูง รวมถึงน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์ม มีไขมันอิ่มตัวมากกว่าน้ำมันพืชหลายชนิด
ถ้าได้รับไขมันอิ่มตัวมากเป็นประจำ LDL สามารถสูงขึ้น และ LDL ที่สูงเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดคราบไขมันในผนังหลอดเลือดครับ
ผมไม่ได้บอกว่า
“กินหมูสามชั้นหนึ่งคำแล้วหลอดเลือดตัน”
แต่ถ้าทุกมื้อเป็น
หมูกรอบ
หนังไก่
แกงกะทิ
ของทอด
แล้วแทบไม่มีปลา ถั่ว หรือไขมันไม่อิ่มตัวเข้ามาแทน
แบบนี้สัดส่วนทั้งสัปดาห์ก็เริ่มเอียงครับ
คำสำคัญคือ “แทน”
ให้ปลา ถั่ว และไขมันไม่อิ่มตัวเข้ามาแทนไขมันอิ่มตัวบางส่วน ไม่ใช่กินของเดิมครบแล้วเติมถั่วกับอะโวคาโดเข้าไปอีก เพราะพลังงานก็ยังนับเหมือนเดิมครับ

6️⃣ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมถุง อาหารสำเร็จรูป และของเค็มจัด
กลุ่มนี้หลายคนไม่ได้กลัวเรื่องไขมัน แต่ลืมดู โซเดียม
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
มันฝรั่งทอดกรอบ
อาหารแช่แข็งบางชนิด
อาหารหมักเค็ม
น้ำจิ้มเยอะ ๆ
หรืออาหารสำเร็จรูปที่รสเข้ม
ถ้ากินบ่อย โซเดียมสามารถสูงเกินได้ง่ายครับ
โซเดียมสูงสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่สูงขึ้น และความดันสูงเป็นหนึ่งในตัวเร่งความเสียหายของผนังหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจกับ Stroke ครับ
ตรงนี้จึงไม่ได้แปลว่าเกลือไปเกาะผนังหลอดเลือดโดยตรงนะครับ
มันเป็นคนละกลไก
แต่สุดท้ายมาชนกันตรงว่า หลอดเลือดต้องรับแรงดันสูงอยู่เรื่อย ๆ
ถ้าความดันสูงอยู่แล้ว ของเค็มจึงเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากครับ

7️⃣ อาหารแปรรูปหนัก ๆ ที่รวม “หวาน + มัน + เค็ม” อยู่ในชิ้นเดียว
ข้อนี้ผมว่าตัวจริงครับ เพราะมันไม่ได้มาเป็นผู้ร้ายทีละตัว
บางอย่างมาเป็นแพ็กเกจเลย
ขนมอบหวาน
โดนัท
เค้ก
คุกกี้
ขนมถุง
ฟาสต์ฟู้ดบางมื้อ
อาหารสำเร็จรูปบางชนิด
มีทั้งน้ำตาล แป้งขัดสี ไขมันอิ่มตัว โซเดียม และพลังงานสูงอยู่ด้วยกัน
งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปมากในปริมาณสูง กับการอักเสบระดับต่ำและโรคเรื้อรังต่าง ๆ แต่ต้องพูดให้ตรงครับว่า ไม่ได้หมายความว่าอาหารแปรรูปทุกอย่างเป็นพิษ เพราะเต้าหู้ โยเกิร์ต ปลากระป๋อง หรือผักแช่แข็งก็ผ่านการแปรรูปได้เช่นกัน
สิ่งที่ผมอยากให้ลดคืออาหารที่แปรรูปหนักจนกลายเป็น หวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง ใยอาหารน้อย และกินแทนอาหารจริงเกือบทุกมื้อ
ตรงนี้แหละครับที่ภาพรวมเริ่มมีปัญหา
แล้วถ้ากินของพวกนี้อยู่ทุกวัน ต้องเลิกหมดตั้งแต่พรุ่งนี้ไหม?
ไม่ต้องครับ และผมก็ไม่อยากให้โพสต์นี้จบด้วยการเปิดตู้เย็นแล้วรู้สึกว่า
“งั้นไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว”

เริ่มจาก 5 อย่างนี้ก่อนก็ได้ครับ
• เปลี่ยนเครื่องดื่มประจำจากหวานเป็น น้ำเปล่า ชา หรือกาแฟที่ลดหวานลง
• ให้ผัก ถั่ว และอาหารที่มีใยอาหารเข้ามาอยู่ในมื้อจริง ๆ ไม่ใช่แตงกวา 2 ชิ้นข้างจาน
• สลับเนื้อแปรรูปกับ ปลา ไข่ เต้าหู้ ไก่ หรือเนื้อที่ผ่านการแปรรูปน้อยกว่า
• ของทอดไม่ต้องหายจากชีวิต แต่ลดความถี่แล้วสลับเป็นต้ม นึ่ง ย่าง อบ หรือผัดน้ำมันพอเหมาะ
• เวลาเลือกอาหารสำเร็จรูป ลองพลิกดู น้ำตาล โซเดียม และไขมันอิ่มตัว บ้างครับ อาหารที่ดีต่อหัวใจโดยรวมควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และไขมันไม่อิ่มตัว พร้อมลดน้ำตาลเติมเพิ่ม โซเดียม ไขมันอิ่มตัว และอาหารแปรรูปหนัก ๆ
และถ้ามี LDL สูง ความดันสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวโรคหัวใจเร็ว อย่าดูอาหารอย่างเดียวครับ เพราะความเสี่ยงหลอดเลือดเป็นผลรวมของหลายเรื่อง ต้องจัดการตัวเลขเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย

หลอดเลือดตีบตันไม่ได้เกิดจากมื้อหนักเมื่อคืนแล้วเช้านี้ตีบทันทีครับ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ค่อย ๆ สะสมจาก LDL ความดัน น้ำตาล การสูบบุหรี่ น้ำหนัก การอักเสบ และพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
อาหาร 7 กลุ่มที่พูดถึงวันนี้จึงไม่ได้เป็นของต้องห้าม แต่ถ้า น้ำหวาน ขนมแป้งขัดสี เนื้อแปรรูป ของทอด ไขมันอิ่มตัว ของเค็ม และอาหารแปรรูปหนัก กลายเป็นอาหารหลักแทบทุกวัน ผมอยากให้เริ่มขยับสัดส่วนครับ
ข่าวดีคือหลอดเลือดไม่ได้มีแต่ทางแย่ลงอย่างเดียว
วันนี้ลดน้ำหวานหนึ่งแก้ว
พรุ่งนี้เพิ่มผักอีกหนึ่งส่วน
สลับไส้กรอกเป็นปลา
เดินเพิ่มหลังอาหาร
คุม LDL น้ำตาล และความดันให้ดีขึ้น
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ทำต่อกันเป็นปี ก็มีความหมายกับความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดมากครับ
ไม่ต้องกินให้สมบูรณ์แบบทุกมื้อ
แค่ทำให้มื้อที่ดีมีมากกว่ามื้อที่ทำร้ายสุขภาพ และทำแบบนั้นให้ได้นานพอ
เพราะเราเปลี่ยนสิ่งที่กินเมื่อวานไม่ได้แล้วครับ แต่สิ่งที่จะวางลงในจานมื้อต่อไป เรายังเลือกได้เสมอ
ใครมีคำถาม หรืออยากให้ผมเขียนความรู้เรื่องอะไรคอมเมนต์กันมาได้เลยนะครับ

21/08/2026

ไม่ว่าตอนนี้คุณผู้อ่านที่รักจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม แต่ข้อความที่เราอยากสื่อสารผ่านบทความนี้คือ เกิดมาครั้งเดียว อย่าลืม appreciate การมีอยู่ของ ‘ชีวิต’ อยู่กับปัจจุบัน และสนุกกับโมเมนต์ ‘ตรงหน้า’ เรารู้ว่าความเครียดหรือความกดดันมันเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ ในยุคนี้ แต่ไม่ว่าจะเครียดเรื่องส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ การยังรู้สึกว่าตัวเองยังได้ใช้ชีวิตและยังพอมองเห็นความสวยงามของสิ่งรอบตัว คงเป็นอะไรที่ทำให้เรายังยิ้มออกและหาความสุขจากเรื่องเล็กๆ ได้บ้าง
และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งคนรุ่นใหม่หรือคนวัยทำงานก็เริ่มหันกลับมาหาเวลาให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตลักษณะนี้กันมากขึ้น ผ่านเทรนด์ที่ชื่อว่า ‘Nonnamaxxing’ หรือการใช้ชีวิตแบบ ‘คุณยายที่อิตาลี’ โดยเฉพาะที่ซาร์ดิเนีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Blue Zone หรือพื้นที่ที่คนมีสุขภาวะที่ดีจนมีอายุยืนยาว ตั้งแต่ 90 หรือ 100 ปีเลยทีเดียว
ซึ่งหัวใจสำคัญของ Nonnamaxxing ก็เป็นไปตามที่เราบอกในพารากราฟแรกว่ามันคือการ appreciate กับตัวเองและสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการออกไปเดินเล่นข้างนอกในที่ต่างๆ เปิดหน้าต่างรับลม ชมนกชมไม้ ยิ้มให้คนแปลกหน้า มีความสุขกับการทำอะไรแฮนด์เมด เช่น ไปจ่ายตลาดเพื่อเลือกวัตถุดิบดีๆ มาทำกับข้าวกินเอง ถักนิตติ้งเอง ทำสวน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับคนใกล้ตัวอย่างครอบครัวและเพื่อนพ้อง โดยไม่ได้จับมือถือมาไถเล่น ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือการชะลอชีวิตให้ ‘ช้าลง’ เพื่อให้เราได้ผ่อนคลายและเบรคจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนโลกที่หมุนไว ซึ่งบางครั้งก็บีบให้เราวิ่งเร็วหรือเครียดมากจนลืมหาเวลาพัก
เอาจริงๆ แนวคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ไกลจากคนไทยมากขนาดนั้นอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาก็มีเหล่าผู้สูงอายุบางบ้านที่มีไลฟ์สไตล์แบบที่กล่าวมา เช่น ตอนเห็นลูกหลานทำงานเหนื่อยๆ แล้วบอกว่า “หาเวลาพักบ้างนะลูก” หรือการเห็นเรานั่งอยู่หน้าจอนานๆ ก็จะบอกว่า “ต้องลุกขึ้นไปเดินบ้าง” บางคนจึงชอบสอนลูกหลานให้เดินออกกำลังกายบ่อยๆ หรืออย่างการทำกับข้าวกินเอง แม่ๆ ก็มักบอกข้อดีของการทำเองที่เราสามารถดูความสะอาด ประโยชน์ และโภชนาการได้ พวกท่านหลายคนจึงชอบไปจ่ายตลาดมาทำกับข้าวกันมาก! จนเกิดประโยคที่คนไทยชอบพูด “กับข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าที่บ้าน” หรืออย่างบางบ้าน ก็อาจมีผู้สูงอายุที่ยังสนุกกับการได้เม้าท์มอยกับแก๊งเพื่อน และบางคนก็เก่งสุดๆ กับการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับคนที่บังเอิญเจอในที่ต่างๆ แล้วจริตตรงกัน
เราเลยคิดว่าคนไทยบ้านเรา ก็สามารถเอาแนวคิดแบบ Nonnamaxxing บางอย่าง มาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ไม่ยากนัก ในมุมของคุณยายชาวอิตาลี Licia Fertz วัย 96 ปี จากเมืองวิเทอร์โบ เธอแชร์ไว้กับ SELF อย่างน่ารักว่า “อย่าคิดว่าตัวเองแก่เลย คุณเกิดมาพร้อมกับความเยาว์วัย!” และ “ถ้าถามว่าเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการมีชีวิตยืนยาวและมีความสุขคืออะไร? คำตอบคืออย่าแยกตัวออกจากผู้อื่นค่ะ จงหมั่นติดต่อกับผู้คน ไปเที่ยว วางแผนสำหรับ outing และเปิดประตูออกจากบ้านบ้างนะคะ” นั่นทำให้เธอยังสนุกกับการใช้ชีวิตทั้งในแง่ของการแต่งหน้า หาเดรสสีสันต่างๆ มาใส่ อยู่กับหลาน เล่นกับเหลน หรืออย่าง Jonathan Alpert นักจิตบำบัด ก็มองว่าเทรนด์นี้สามารถปรับใช้ได้ทุกเจนฯ เพราะเสน่ห์ของสิ่งนี้คือ “ภาพฝันของการมีชีวิตที่รู้สึกสงบทางใจ อบอุ่น และไม่เร่งรีบ เพราะคนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังเบิร์นเอาต์จากความกดดันที่ต้องคอยเป็นคนที่เค้นตัวเองให้ดีขึ้น เป็นคน productive และต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้กลายเป็นคอนเทนต์”
Bec McWilliam นักจิตวิทยา กล่าวไว้ถึงคนทำงานว่า “เมื่อเราโฟกัสแต่เรื่อง productivity มากเกินไป เรามักจะเสียสละวันพักผ่อนของเราไป ละเลยเรื่องความสัมพันธ์ และการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาวะที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นการชะลอจังหวะชีวิตให้ช้าลงจะช่วยจัดการความเครียด ปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และช่วยเตือนใจเราว่าคุณค่าของคนเราไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จที่เราทำได้เพียงอย่างเดียว”
การหาอะไรทำอย่างอื่นนอกจากงาน จึงเป็นอะไรที่ Nonnamaxxing สามารถมอบให้กับคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานได้ McWilliam มองว่า แค่กิจวัตรเล็กๆ อย่างการลุกขึ้นมาจัดเตียงนอนก็สามารถสะท้อนถึงการที่เราควรโฟกัสในสิ่งที่ ‘ควบคุม’ ได้ หรือการกินข้าวกับคนรอบข้างโดยไม่หยิบมือถือ ก็ช่วยให้ผู้คนจดจ่ออยู่กับช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันได้มากขึ้น เพราะ “การสร้างสายสัมพันธ์ที่มีความหมายมักอาศัยการสบตา การตั้งใจฟัง และการสังเกตอารมณ์หรือท่าทางของอีกฝ่ายที่มีความละเอียดอ่อนได้ ซึ่งมันอาจทำได้ยากขึ้นหากมีอุปกรณ์ต่างๆ คอยดึงความสนใจไปจากกัน”
และการที่คนรุ่นใหม่โหยหาความสงบทางจิตใจให้ตัวเองมากขึ้นผ่านไลฟ์สไตล์แบบนี้ ก็สะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาขาดหายไปจากชีวิต Doriel Jacov นักจิตบำบัด ได้แชร์เรื่องนี้กับ Newsweek ไว้ว่า “คน Gen Z และคนหนุ่มสาวหลายต่อหลายคนได้รับผลกระทบอย่างมากจากการกระตุ้นทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่องหลายปี รวมถึงวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง productivity เมื่อบวกกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจไปอีก เทรนด์อย่าง Nonnamaxxing จึงสมเหตุสมผลในแง่การเป็นตัวช่วยตอบสนองทางด้านจิตวิทยา เทรนด์นี้สะท้อนถึงความปรารถนาอันลึกซึ้งต่อ ‘ความเรียบง่าย’ และการเชื่อมต่อทางอารมณ์ในโลกใบนี้ที่เรามักจะรู้สึกหนักหน่วงและไม่มั่นคงอยู่บ่อยๆ”
เมื่อการใช้ชีวิตแบบที่อยู่กับตัวเอง โฟกัสตัวเอง ทำกิจกรรมออฟไลน์ มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างโดยวางโทรศัพท์ไว้ไกลๆ และการอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันเป็น ‘ปกติ’ นั่นหมายถึง ที่ผ่านมา หลายคนอาจจมอยู่กับโลกที่หมุนรอบโทรศัพท์ โซเชียลฯ การกดดันตัวเอง เครียดเรื่องงาน กังวลเรื่องความคาดหวังทางสังคม จนสูญสิ้น ‘Me Time’ หรือการหาเวลาให้ตัวเองไปอย่างยาวนาน ไปพร้อมๆ กับใช้เวลากับคนที่รักน้อยลงโดยทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว
ดังนั้นถ้าตอนนี้เริ่มรู้ตัวจนอยากกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้งแล้ว นี่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ‘เพื่อตัวเอง’ เพื่อให้เราได้มองเห็นความสุขทั้งเล็กๆ และใหญ่ๆ ในชีวิตมากขึ้น และมีใจที่เบ่งบาน พร้อมยิ้มรับกับทุกโมเมนต์ในปัจจุบันขณะ

อ้างอิง:

https://www.self.com/story/nonnamaxxing-health-longevity

https://nypost.com/2026/04/14/health/should-you-be-nonnamaxxing-blue-zone-twist-could-be-key-to-longevity/

https://www.foxnews.com/health/experts-reveal-nonnamaxxing-trend-may-improve-mental-physical-health

https://www.newsweek.com/nonna-maxxing-gen-z-guilt-free-answer-modern-lifestyle-11645560

https://www.bodyandsoul.com.au/houseofwellness/nonnamaxxing-is-the-cosy-life-upgrade-everyones-suddenly-craving/image-gallery/1f748f5dfa0ff857b4af7fcba9a73661?page=4

21/08/2026

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างปัญหากับน้ำหนักตัวมาก โดยเป็นได้สองแบบคือ เบื่อไม่อยากกิน กับ กินมากขึ้น ช่วงหลังดิ่งก็กิน


1️⃣ สายเบื่ออาหาร:

โรคซึมเศร้ามักพบร่วมกับ Cortisol สูงเรื้อรัง เพราะเป็นทั้งหนึ่งในเหตุให้เกิดโรค (เพราะทำให้สมองฝ่อ) และเป็นผลของโรค (โรคทำให้เกิด stress response ตลอด)

ผลคือสมองจุดที่เรียกว่า Ventral pallidum: ศูนย์สร้างความสุขใจและแรงจูงใจ ในการกินอาหาร มันฝ่อไป ดังนั้นในกลุ่มนี้กินเพิ่มขึ้น และใช้การกินเป็นการแก้การดิ่ง


2️⃣ สายกินเพิ่มขึ้น

โรคซึมเศร้ามักมีการอักเสบในสมองแบบอ่อนๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เซลล์ประสาทหลายจุดเสียหาย

รวมถึงบริเวณศูนย์อิ่ม และหลอดเลือดใกล้เคียงด้วย ผลคือทำให้
▪️ ฮอร์โมน Leptin (ตัวทำให้อิ่ม) ผ่านหลอดเลือดได้ยากขึ้น
▪️ ศูนย์อิ่มตอบสนองต่อ Leptin ได้น้อยลง

ผลคือทำให้ Leptin ที่คอยทำให้อิ่ม ทำงานไม่ได้ เลยหิวมากขึ้น

นอกจากนี้ยาต้านเศร้าบางตัว สามารถเพิ่มการอยากอาหารได้ (แต่ไม่ทุกคน)
✔️ Mirtazapine (Remeron): เพิ่มได้เยอะ เพราะบล็อกทั้งฮิสตามีนและ serotonin ที่คอยลดการหิว
✔️ กลุ่ม TCA เช่น Amitryptyline: เพิ่มได้ เพราะบล็อกฮีสตามีน

นอกนั้นมีผลบ้าง และไม่ทุกคน


ใครเป็นสายกินมากขึ้น
และกังวลว่าเป็นจากยาหรือไม่ ลองปรึกษาหมอได้นะคะ

18/08/2026

ถ้าเดาใจฟ้าฝนไม่ถูก แวะไปดูเพจ พยากรณ์อากาศประเทศไทย ก่อน เพราะนี่คือเพจที่ทำนายฟ้าฝนได้เหมือนเป็นหมอดู เรียกว่าร้อน-ฝน-หนาว ‘มาตามนัด’ เสมอ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงพยากรณ์อากาศได้แม่นกว่าภาครัฐเสียอีก

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือ ป๊อป-ชินวัชร์ สุรัสวดี แอดมินและนักวิทยาศาสตร์ไทยผู้คร่ำหวอดในวงการพยากรณ์อากาศ การันตีด้วยรางวัล Gold Medal with the Congratulations of the Jury ที่คนทั่วโลกยอมรับ ซึ่งคอลัมน์ Page Maker พาไปคุยกับเจ้าตัวถึงที่มาที่ไปที่ทำให้เขาหลงใหลศาสตร์การคำนวณฟ้าฝน รวมถึงเบื้องหลังการทำเพจที่มีคนติดตามมากกว่า 1 ล้าน https://readthecloud.com/interview/pagemaker/fahfonth-chinnawat-surussavadee/

พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

#พยากรณ์อากาศประเทศไทย #ฟ้าฝน #พยากรณ์อากาศ

12/08/2026

นักวิทย์พยายามสอนกุ้งให้ว่ายน้ำและกินอาหารในสภาวะไร้น้ำหนัก หวังนำไปเพาะเลี้ยงในอวกาศในอนาคตเพื่อเป็นอาหารของนักบิน
โดยการทดลองสุดน่าทึ่งนี้มาจากคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอคายามะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ได้ส่งกุ้งไปอวกาศจริง ๆ แต่ได้ใส่กุ้งลงไปในกล่องเลี้ยงที่อยู่ในเครื่องเหวี่ยงที่ชื่อว่า Clinostat อีกที ซึ่งจะใช้การหมุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำลองสภาวะไร้น้ำหนักหรือแรงโน้มถ่วงต่ำบนดาวต่าง ๆ
ทว่าด้วยอัตราการหมุนปกติของเครื่องเพียง 10–25 รอบต่อนาทีก็กลับไม่มีศักยภาพดีพอที่จะนำมาใช้กับกุ้งได้ เพราะอวัยวะที่ชื่อว่า Statocyst ของกุ้งมีความไวต่อแรงโน้มถ่วงมาก และยังคงรับรู้ทิศทางของแรงโน้มถ่วงโลกได้ตามปกติแม้จะมีการหมุนเหวี่ยงก็ตาม จึงทำให้กุ้งสามารถจะขยับขาหรือว่ายน้ำ เพื่อปรับพิกัดร่างกายให้ตรงดิ่งตามแรงโน้มถ่วงโลก
เพราะฉะนั้นแล้วทีมวิจัยจากญี่ปุ่น จึงได้พัฒนาเครื่อง Clinostat ความเร็วสูงแบบพิเศษ ซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูงถึง 130 รอบต่อนาที จนกุ้งไม่สามารถปรับทิศทางของร่างกายได้ทัน นับได้ว่าประสบความสำเร็จในการสร้างสภาวะไร้น้ำหนักจำลองสำหรับกุ้งได้จริง ๆ โดยกุ้งที่นำมาทดลองนั้นเป็นกุ้งขนาดเล็กอย่างตัวอ่อนกุ้งคุรุมะ ที่มักใช้ทำซูชิกุ้งเป็นเวลานาน 15 นาที จนพบว่ากุ้งพวกนี้จะอาศัยการเกาะตาข่ายพลาสติกเพื่อไม่ให้ตัวเองลอยไปตามการกระเพื่อมของน้ำ
ทั้งพฤติกรรมการหาอาหารจากการออกล่าหาอาหารตามปกติ ก็กลายมาเป็นการรอจับเม็ดอาหารที่ลอยมาตรงหน้าปากพอดีแทน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมกุ้งเมื่อผ่านสภาวะจำลองมา 24 ชั่วโมงแล้ว พบว่ายีนที่ควบคุมการสร้างไคตินและเปลือกนอกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แสดงว่าสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำส่งผลกระทบต่อกุ้งในระดับเซลล์จริง ๆ
ต่อมาทีมวิจัยได้ลองทำการทดลองนี้กับไรทะเลที่เป็นอาหารหลักของกุ้งดูบ้างเป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน ซึ่งปรากฏว่าไรทะเลสามารถจับสาหร่ายกิน ขับถ่าย และเจริญเติบโตจนตัวใหญ่ขึ้นได้ตามปกติ โดยไม่ได้รับผลกระทบที่เป็นอันตรายร้ายแรงแม้จะอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักก็ตาม
งานวิจัยเรื่องนี้จึงแสดงให้เห็นว่ากุ้งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพสูงมาก ที่จะนำไปเพาะเลี้ยงนอกโลก ทั้งบนสถานีอวกาศและฐานบนดาวต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับนักบินอวกาศหรือผู้ตั้งถิ่นฐานนอกโลกในระยะแรก ก่อนที่จะเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อย่างเช่น ปลาสายพันธุ์ต่าง ๆ ต่อไป ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทดลองที่มากขึ้นในอนาคต
News by Chinapong Lienpanich, The Space Times

12/08/2026

ที่อยู่

โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม
Ang Thong
14000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิทยาศาสตร์น่ารู้ by ครูปอกี้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท