Blind Justice คนตาบอดกับการต่อสู้กับความยุติธรรมที่มืดบอด I have worked as a lecturer at the Faculty of Political Science, Ubon Ratchathani University since 2008.

My teaching specialty involves politics and governance, contemporary political and social theory, social and public policy analysis and research, development and globalization, and methods in Social Science research. My research interest focuses primarily on human rights, social justice and social policy, in particular relating to social and economic issues towards people with disabilities, such a

s family care, education, employment and income choices, social protection systems, social support networks, disability advocacy and policy of social inclusion. Beyond academic tasks in the University, I have long intended to provide academic service in response to the need of disabled people in local community. Previously I had given advice to teachers in rural areas on how to accommodate disabled students in school environments. I had also cooperated with local authorities as regards making local public services accessible for people with disabilities, as well as empowering them to live their life independently and participate fully in their community. Ultimately, I have been determined towards the pursuit of my academic and professional endeavor including my long-term social missions: promoting equal rights, equal opportunities and social justice, eliminating all forms of discrimination against all individuals, and creating inclusive society for all. PhD thesis
The Lived Experience of Blind Street Musicians in Thailand
https://unsworks.unsw.edu.au/handle/1959.4/60130

30/09/2024
25/09/2024

จากเหตุการณ์ที่ผมถูกพิจารณาว่าไม่ควรได้รับการสอนออนไลน์ทั้งหมด แต่ต้องแบ่งการสอนออนไลน์ประมาณครึ่งหนึ่งให้กับอาจารย์ที่ไปสอนในที่ตั้งด้วย โดยมีเหตุผลว่าผมไม่ได้ออกแรงเดินทางไปสอน จึงไม่น่าจะได้รับค่าตอบแทนเท่ากับอาจารย์ที่เดินทางไปสอน เพราะอาจทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมได้ ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนรับอาสาสอนออนไลน์ก่อน และไม่มีใครเสนอตัวรับสอนในรายวิชานี้มาก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านรายละเอียดตามลิงค์ที่โพสต์ไว้ในช่องคอมเม้นต์ได้ครับ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจมากที่สุด คือ คำพูดของอาจารย์สมชาย (นามสมมุติ) ที่กล่าวประมาณว่า "ถ้าผมขับรถได้ ผมก็จะได้สอนเท่ากับคนอื่น" ซึ่งแสดงถึงอคติต่อความพิการของผมอย่างชัดเจน
ต่อมา ผมได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณของมหาวิทยาลัย โดยคาดหวังว่าการคุกคามทางวาจานี้จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม คำตัดสินที่ผมได้รับกลับทำให้ผมตกตะลึง คณะกรรมการสรุปว่าไม่มีการละเมิดจรรยาบรรณ โดยอ้างว่าการโต้เถียงในที่ประชุมนั้นถือเป็นเรื่องปกติ และหากผมไม่ตาบอด ผมก็คงไม่รู้สึกโกรธหรือเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น (ไม่ได้ระบุในหนังสือผลการพิจารณา แต่ผมทราบอย่างไม่เป็นทางการ) คำตัดสินนี้ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจที่ผมได้รับจากคำพูดดังกล่าว และสะท้อนถึงอคติที่ฝังลึกในสถาบัน ซึ่งมองข้ามปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการอย่างสิ้นเชิง
การที่คณะกรรมการมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการถกเถียงธรรมดา ไม่เพียงแต่ลดทอนความสำคัญของปัญหาที่ผมเผชิญ แต่ยังแสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยพร้อมจะเพิกเฉยต่อการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมต่อผู้พิการ ผมจึงตัดสินใจที่จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ เพราะการเกิดมาตาบอดไม่ใช่ทางที่ผมเลือก แต่คนอื่นมีทางเลือกที่จะไม่ตีตราหรือกีดกันผมเพราะผมเกิดมาตาบอด
การพิจารณาของคณะกรรมการจรรยาบรรณของมหาวิทยาลัยขาดความสมเหตุสมผลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีความย้อนแย้งและไร้ตรรกะด้วยการตั้งสมมุติฐานว่า "ถ้าผมไม่ตาบอด ผมก็จะไม่โกรธหรือรู้สึกอะไร" ทั้ง ๆ ที่ความจริงคือผมตาบอด และผมมีความรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดและท่าทีของคนกลุ่มนี้อย่างมาก นี่ทำให้ผมตั้งข้อสงสัยว่าคณะกรรมการไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจความรู้สึกของผมจริง ๆ กันแน่ การเข้าใจหรือเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผมในฐานะผู้ถูกกระทำจำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมอย่างนั้นหรือ? แต่พอเป็นเรื่องผู้ประสบภัย ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเข้าอกเข้าใจถึงความลำบากทุกข์ยากนั้นได้และพร้อมที่จะบริจาคหรือช่วยเหลือ หรือการให้ความเป็นธรรมกับผมเทียบไม่ได้กับการบริจาคช่วยเหลือซึ่งทำให้ตนเองรู้สึกว่าได้ทำบุญ ?
ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินครั้งนี้ไม่ได้ยึดหลักการและข้อเท็จจริง แต่มาจากความเข้าใจส่วนตัวที่ไม่สมบูรณ์ หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น คือมาจากอคติส่วนตัว เพราะแม้แต่คำกล่าวของอาจารย์สมชายที่ให้ผมขับรถไปสอนก็ยังไม่มีการนำมาพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่กลับไปพิจารณาเรื่องการแบ่งภาระงานของหลักสูตร ซึ่งไม่ใช่ข้อร้องเรียนของผมแต่อย่างใด
ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เพื่อนร่วมงานบางส่วน—ทั้งคณะกรรมการจรรยาบรรณของมหาวิทยาลัย และโดยเฉพาะในสาขาวิชาการปกครองที่ควรยึดถือความยุติธรรม—กลับมีส่วนในการสนับสนุนอคติเหล่านี้ การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของผม แต่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อสังคม เพราะตราบใดที่สถาบันการศึกษายังคงปล่อยให้การเลือกปฏิบัติแฝงตัวอยู่ เราก็ล้มเหลวทั้งต่อสังคมและต่อตัวเราเอง
เราจะเลือกเป็นสถาบันแบบไหน? สถาบันที่ส่งเสริมความยุติธรรม หรือสถาบันที่พร้อมจะเพิกเฉยต่อความไม่เท่าเทียม?

12/07/2024
24/05/2024

ต่อไปนี้จะเป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผมเอง ซึ่งผมมองว่าน่าจะนำไปถกเถียงกันได้ในเชิงปรัชญา และผมได้แสดงความเห็นและความรู้สึกของตนเองไว้แล้ว
เรื่องเป็นอย่างงี้ครับ เมื่อเดือนก่อน ในการประชุมสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีการหาผู้สอนในรายวิชาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นรายวิชาสำหรับนักเรียนมัธยมที่ต้องการเรียนล่วงหน้า ซึ่งเป็นการเรียนผสมผสานระหว่างการเรียนในที่ตั้งและการเรียนออนไลน์ และมีค่าตอบแทนพิเศษ ปรากฏว่าไม่มีอาจารย์คนไหนรับเป็นผู้สอน ส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นความท้าทายที่จะได้สอนนักเรียนมัธยม จึงอาสารับสอนออนไลน์ แต่ในที่ประชุมวันนั้น ยังไม่มีอาจารย์คนไหนที่ประสงค์จะสอนในที่ตั้ง จึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับผู้สอนในที่ตั้งของรายวิชานี้ แต่ที่ประชุมได้รับทราบแล้วว่าผมจะเป็นผู้สอนออนไลน์
ต่อมา มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาคุยกับผมเป็นการส่วนตัว โดยแสดงความประสงค์ว่าจะขอสอนในที่ตั้ง และให้ผมแจ้งว่าประสงค์จะสอนในหัวข้อใดบ้าง ผมจึงตอบกลับไปว่า ขอให้อาจารย์ประสานกับทางโรงเรียนก่อนว่า จะมีการสอนในที่ตั้งกี่ครั้ง และจะมีการสอนออนไลน์กี่ครั้ง เพื่อที่จะได้จัดลำดับเนื้อหาให้เหมาะสม
หลังจากที่อาจารย์คนนั้นได้ประสานกับทางโรงเรียนแล้ว ผมได้รับแจ้งว่า ทางโรงเรียนประสงค์ให้มีการสอนในที่ตั้งสลับกับการสอนออนไลน์ นั่นหมายความว่า ผมกับอาจารย์คนนั้นจะได้สอนกันประมาณคนละครึ่งวิชา แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ อาจารย์คนดังกล่าวให้ผมเลือกหัวข้อในการสอนออนไลน์เพียงสี่หัวข้อ ผมจึงถามกลับไปว่าแปลว่าอาจารย์ประสงค์จะสอนทั้งในที่ตั้งและออนไลน์ใช่หรือไม่ และประสงค์จะมีชั่วโมงสอนมากกว่าผมใช่หรือไม่ ซึ่งอาจารย์คนนั้นตอบว่าใช่ การมีชั่วโมงสอนมากกว่าเท่ากับว่าจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษมากกว่า เมื่อเขากล้าขอ ผมก็กล้าให้ สุดท้าย ผมจึงขอถอนตัวออกจากรายวิชานี้ในที่สุด เพราะบังเอิญต้องเปิดกลุ่มเรียนในรายวิชาอื่นเพิ่มอีกหนึ่งกลุ่ม และได้แจ้งเป็นวาระการประชุมของสาขาวิชาการปกครองในวันนี้
เมื่อถึงการประชุมในวันนี้ ผมแจ้งว่า ผมขอถอนตัวจากการเป็นผู้สอนในรายวิชาดังกล่าว แต่ผมต้องการทราบว่า เพราะอะไรจึงให้ผมสอนเพียงสี่ครั้ง จริงๆคำตอบไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่ผมสันนิษฐานไว้ ผู้สอนแจ้งว่า เค้าต้องขับรถไปสอน ในขณะที่ผมสอนออนไลน์ เค้ารู้สึกว่าเค้าเสียเปรียบ พูดง่ายง่ายคือมันไม่เป็นธรรมสำหรับเขา ก็คือ ผมไม่ได้ออกแรงขับรถไปไหน แต่ได้ค่าตอบแทนพิเศษเท่ากับเขา ซึ่งแน่นอนครับว่า เขาสามารถเบิกค่าน้ำมันและค่าเดินทางได้ตลอดหลักสูตร
ต่อมา มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งให้เค้าเป็นคนมาพูดคุยกับผมเรื่องขอสอนในรายวิชานี้ ลุกขึ้นมาสนับสนุนว่า เค้าต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ผมเลยย้อนถามไปว่า แล้วเวลาที่ผมสอนเยอะกว่าคนอื่น ทำไมไม่มีใครรู้สึกว่า ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมบ้าง และส่งอาจารย์คนอื่นมาช่วยสอนบ้าง เค้าตอบว่าไม่ได้มีผมคนเดียวที่สอนเกินคนอื่นก็สอนเกิน เค้าเองก็สอนเกิน โอเคล่ะ นี่แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบตอบคำถามของผม และเป็นคำตอบที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตรรกะวิบัติ ผมเลยถามต่อไปว่า การที่ใครสักคนรับที่จะสอน ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไซด์หรือเป็นแบบออนไลน์เป็นเจตจำนงของเค้าใช่ไหม หมายความว่า ถ้าเค้าแจ้งความประสงค์ที่จะรับสอนในที่ตั้ง แล้วทราบดีว่าต้องขับรถไปสอนด้วยตนเอง เค้าก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้นด้วยหรือไม่ สมมติเช่นถ้าผมเป็นคนมองเห็น และผมรับที่จะไปสอนในที่ตั้ง ผมก็ต้องรู้ว่า ตัวเองจะต้องออกแรงขับรถไปสอนด้วยตัวเอง ผมจะมองว่าคนที่นั่งสอนออนไลน์เฉยๆเอาเปรียบผมได้หรือไม่ ในเมื่อผมไม่ได้อาสาขอสอนออนไลน์ก่อน อาจารย์คนนั้น ซึ่งเป็นคนริเริ่มไอเดียให้อาจารย์ที่รับสอนในที่ตั้ง ก็ตอบว่า ถ้าอาจารย์อยากจะสอน ก็สอนได้ ก็ให้เดินทางไปสอนในที่ตั้งด้วยแล้วกัน ผมก็เลยตอบว่า จริงๆ ถ้าให้ผมไปสอนในที่ตั้งผมก็ไปสอนได้นะ ถ้ามีค่าเดินทางให้ จริงๆทางโรงเรียนก็ไม่ได้ระบุว่าจำเป็นต้องขับรถไปเท่านั้น ผู้สอนสามารถเดินทางได้โดยรถไฟหรือรถประจำทาง แต่เมื่อผมปฏิเสธไปแล้วว่าผมขอถอนตัว ผมจึงไม่รับสอนในรายวิชานี้ และย้อนถามกลับไปว่า ถ้าคุณคิดว่า คุณต้องการความเป็นธรรมในเชิงปริมาณ คุณคิดว่า การที่เราทำงานกันแบบทุกวันนี้ มันควรมีความเป็นธรรมแบบเดียวกันนี้ทุกเรื่องหรือไม่ และความเป็นธรรมแบบปริมาณนี้เกิดขึ้นจริงกับการทำงานกับทุกเรื่องหรือไม่ แน่นอนครับ เป็นนักวิชาการ ก็ต้องคุยเรื่องหลักการกันบ้าง สรุปก็คือ ไม่มีคำตอบและข้อสรุปต่อคำถามนี้
ผมจึงตัดพ้อว่า ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเอาเปรียบและเบียดเบียนใคร อะไรที่ผมทำได้ ผมก็ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานของคณะ หรืออาสาที่จะทำเพื่อส่วนรวม ผมจึงยกตัวอย่างเรื่องที่ผมเคลื่อนไหวให้มหาวิทยาลัยปรับขึ้นเงินเดือน ซึ่งผมอาสาที่จะเสียสละทำเรื่องนี้กับเพื่อนอาจารย์ด้วยกันอีก 20 กว่าคน ซึ่งมีผมเป็นอาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์เพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ บริหารศาสตร์และศิลปศาสตร์ โดยผมกับเพื่อนที่ต่อสู้มาด้วยกัน ไม่เคยไปเรียกร้องให้คนอื่นมาเสียสละ หรือชี้นิ้วว่าคนนั้นกำลังเอาเปรียบเราอยู่ ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยปรับขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนที่ไม่ได้รับให้ปรับขึ้นเงินเดือนในอัตรา 1.6 เหมือนกัน เพื่อนอาจารย์ที่ทำเรื่องนี้ไม่เคยมองว่าตัวเองเสียเปรียบ หรือกำลังรับภาระมากกว่าคนอื่น แต่เราสู้เพื่อความเป็นธรรมในเชิงระบบ พวกเราต้องเผชิญทั้งความกดดันจากหลายทาง มีค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อศาล ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยกีดกัน แม้แต่บางท่านพลาดโอกาสในการเป็นคณบดี เพราะต่อสู้เรื่องนี้ นี่ยังไม่รวมถึงความเครียดที่สะสม ถ้าจะมาพูดเรื่องความเป็นธรรมเชิงปริมาณ พวกคุณไม่ควรจะได้เงินจากการเรียกร้องนี้แม้แต่บาทเดียวด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้คุณอยู่อย่างสบายทั้งลูกทั้งเมีย แบบนี้เรียกว่าความเป็นธรรมได้ไหม พวกคุณเป็นนักรัฐศาสตร์ แต่กลับมีความคิดที่คับแคบ ความเป็นธรรมของพวกคุณคือความเป็นธรรมที่บิดเบี้ยวและตอแหล จริงๆส่วนตัวไม่อยากลำเลิบเรื่องการต่อสู้ให้มหาวิทยาลัยปรับขึ้นเงินเดือน เพียงแต่ต้องการให้เค้าสำเหนียกเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมให้ลึกและกว้างกว่านี้
นอกจากนี้ ผมสรุปได้อีกประเด็นหนึ่งว่า คนพวกนี้ไม่มีความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า empathy ส่วนตัวไม่เคยหยิบยกประเด็นความพิการของตนเองมาเป็นเหตุผล โดยหวังว่าคนเหล่านั้นจะอนุมานได้เอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ถ้าไม่เรียกว่าเป็นพวกขาดความเข้าอกเข้าใจ แล้วจะเรียกคนพวกนี้ว่าอะไร
ที่น่าสนใจคือ คนพวกนี้ควรยังจะสอนหลักการทางรัฐศาสตร์ซึ่งเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค หรือความเป็นธรรมและความยุติธรรมหรือไม่ หรือท่านที่อ่านคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่คนเป็นอาจารย์ทางรัฐศาสตร์จะต้องสมาทานแนวคิดทางรัฐศาสตร์ด้วยหรือจริงๆแล้วไม่จำเป็นเพราะเป็นแค่การสอนหนังสือ บางคนสอนวิชาปรัชญาการเมือง แต่คิดเรื่องความเป็นธรรมได้แค่ในรูปแบบนี้ คงสอนได้แค่แนวคิดของสำนักอรรถประโยชน์นิยม ถ้าคนพวกนี้สอนแนวคิดของ John Rawles Immanuel Kant และพล่ามได้เป็นตุเป็นตะ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขจัดความเหลื่อมล้ำ หรือความไม่เป็นธรรมและอื่นๆ ก็น่าจะอนุมานได้ว่าพวกนี้ตอแหล เสียดาย บางคนสำเร็จการศึกษามาจากต่างประเทศ และเกือบทั้งหมดได้รับปริญญาเอก แต่ไม่ได้แสดงพื้นฐานความรู้ทางปรัชญาดังที่ควรจะเป็นตามชื่อปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตเลย พวกนี้เรียนไปก็เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ยิ่งถ้าเป็นพวกที่ได้รับทุนด้วยแล้ว ก็รู้สึกสงสารนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ถ้าผมมีลูกมีหลาน แล้วจะเรียนรัฐศาสตร์ที่นี่ โดยเฉพาะสาขาวิชาการปกครอง ผมจะตัดออกจากกองมรดก และตัดพ่อตัดลูกเลย
ผมเลยสรุปในที่ประชุมว่า พวกคุณติดหนี้บุญคุณผม ใช้ยังไง ก็ใช้ไม่หมด และผมจะรักษาชีวิตไว้ให้ยาวที่สุด เพื่อที่จะรอเห็นพวกคุณได้รับกรรมกับการกระทำครั้งนี้ มีคนบอกให้ปรง ผมก็พยายามปลงนะ แต่บางอย่างมันเป็นหลักการที่ต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะผมต้องปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความรู้คนอื่นไปอีก 11 ปีหลังจากนี้ ถ้าตัวเองไม่เชื่อไม่ยึดถือ ผมก็ไม่ควรจะไปสอนใคร
นอกจากนั้นสิ่งที่ผมรับรู้ได้จากการมาเป็นอาจารย์ที่นี่ก็คือความอิจฉาริษยา ความไม่ต้องการเห็นคนอื่นก้าวหน้าหรือได้ดี การชักใยเพื่อจงใจเล่นงานคนอื่น ไม่เน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง ไม่รู้เหมือนกันว่าคนพวกนี้มีปมด้อยอะไร ถึงกระทำกับผู้อื่นได้ขนาดนี้ ส่วนตัวก็มีปมด้อยมาตั้งแต่เด็กเด็กนะ ไม่ว่าจะเกิดมาตาบอด พ่อแม่แยกทาง ยากจนและอื่นๆ แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปเบียดเบียน หรือทำร้ายใคร นี่คงเป็นเวรกรรมของผมเองมั้งครับ

ที่อยู่

Faculty Of Political Science, Ubon Ratchathani University, 85 Stholamark Road , Muang Si Khai, Warin Chamrap, Ubon Ratchathani
Amphoe Warinjamrap
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Blind Justiceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Blind Justice:

ทางลัด

แชร์