29/09/2019
#ผ่านไปได้อย่างไรในวันที่ลูกเรียนหนัก
ช่วงนี้หลายโรงเรียนกำลังสอบไล่ พ่อแม่หลายคนก็กำลังติวสอบให้ลูก เป็นช่วงที่เคร่งเครียดกันพอสมควร
ชีวิตคนเรามีปัญหาอุปสรรคให้ต้องเผชิญ การเรียนก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของความท้าทายในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ซึ่งในที่สุดจะผ่านไปเหมือนทุกเรื่องในชีวิตนั่นแหละค่ะ
สำหรับเด็กที่เรียนหนัก การบ้านเยอะ สอบแยะและยาก สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กผ่านพ้นไปได้ก็คือมีกำลังใจที่ดี เริ่มจากครอบครัว
หมอจึงอยากเขียนบทความเกี่ยวกับว่า พ่อแม่จะมีส่วนช่วยลูกอย่างไรให้ผ่านพ้นการเรียนที่หนักหนาไปได้อย่างไม่สะบักสะบอมเกินไป และทำให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์และกลายเป็นบทเรียนที่ดีในชีวิตข้างหน้าได้ด้วยค่ะ
1.พ่อแม่เองอย่าเครียดมากไป
พ่อแม่หลายคนแม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็มีความคาดหวังกับเรื่องเรียนของลูกอย่างมาก จนเกิดความเครียดและเผลอส่งต่อความเครียดนั้นไปที่ลูก
พ่อแม่เองพยายามทำใจให้สบาย ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับการสอบของลูกมากเกินไป ลูกเห็นเราไม่เคร่งเครียด เขาจะมีแนวโน้มเครียดน้อยลงไปด้วยระดับหนึ่งค่ะ
อยากให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี คงไม่ใช่การที่จะไม่เครียดเลย หากเครียดก็ไม่เป็นไร แต่สำคัญคือการจัดการความเครียดที่เกิดได้อย่างเหมาะสม พ่อแม่ก็ควรมีวิธีการจัดการความเครียดให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง เช่น การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้เพียงพอ รักษาสุขภาพร่างกายด้วย เป็นต้น
2.พ่อแม่อย่านำผลการเรียนของลูกไปเป็นเงื่อนไขความรักของพ่อแม่ หรือมุมมองของพ่อแม่ที่มีต่อเขา
จริงๆแล้ว ไม่ว่าเด็กจะเรียนเก่งหรือไม่ พ่อแม่ย่อมรักลูกแน่นอน
แต่พ่อแม่บางคนมีคำพูดคาดหวังกับลูก เช่น ลูกต้องสอบให้ได้คะแนนดีๆ พ่อแม่ถึงจะรักหนู หนูถึงจะเป็นเด็กดี
พ่อแม่เป็นคนสำคัญของเด็ก เมื่อเป็นสิ่งที่คนสำคัญมอบความคาดหวังมาให้ เด็กก็อยากที่จะทำตาม อยากให้พ่อแม่ชื่นชมและพอใจ
"หนูอยากเรียนเก่ง แม่จะได้รักหนู" ประโยคซื่อๆของเด็กหกขวบคนหนึ่ง ที่หมอฟังแล้วสะท้อนใจ "เวลาสอบได้คะแนนไม่ดี หน้าแม่จะเศร้า แม่จะไม่ยิ้ม หนูกลัวว่าแม่จะไม่รัก"
ตรงนั้นจะทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคงในความรักของพ่อแม่ และหากเขาเรียนไม่เก่ง เขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าพอที่พ่อแม่จะรัก
3.พ่อแม่ควรจะมองความสามารถของลูกตามความเป็นจริง ที่สุดควรยอมรับลูกอย่างที่ลูกเป็น
เช่น ลูกของครอบครัวหนึ่งเรียนเก่งพอสมควรแต่อาจจะไม่เก่งคณิตศาสตร์ คุณแม่อยากให้ลูกได้ 4.00 จึงหาครูพิเศษมาติวเข้มคณิตศาสตร์ให้ แต่บางครั้งหลังจากติวไปแล้วเด็กก็ยังทำได้ไม่ดี เพราะทำไม่ได้จริงๆ เพราะไม่ถนัดคณิตศาสตร์ ก็ควรจะต้องเข้าใจ ยอมรับ
4.อย่าเอาความฝันของพ่อแม่ไปผูกติดกับตัวลูก
บางครั้งพ่อแม่มีความฝันบางอย่างที่ทำไม่ได้ ก็คิดว่าความฝันของตัวเองเป็นสิ่งที่วิเศษสุดสำหรับเด็ก แต่ก็อาจจะลืมคิด หรือถามลูกว่า ลูกมีความสุขกับสิ่งที่พ่อแม่ฝันหรือไม่ จนกลายเป็นว่าการแข่งขันเรื่องเรียนของเด็กสมัยนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เด็กแข่งขันเพื่อไปถึงความฝันของพ่อแม่ด้วย
5.หยุดเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
บางทีลูกเราก็ทำได้ดีแล้ว แต่อาจจะไม่ได้เก่งเท่าเพื่อนๆ พ่อแม่เลยคิดไปว่าลูกเราทำได้ไม่ดี จริงๆแต่ละคนมีขีดจำกัด ข้อดีข้อเสียต่างกัน ถ้าจะเปรียบเทียบ ให้เปรียบเทียบกับตัวของลูกเองที่ผ่านมา แล้วพ่อแม่อาจจะเห็นว่า เขาพัฒนาขึ้นแล้วนะ
6.ควรมีสติ อย่าวิ่งตามกระแสสังคมรอบข้างเกินไป
พ่อแม่หลายๆคน ที่ให้ลูกเรียนพิเศษมากมายบอกหมอว่า จริงๆก็ไม่ได้อยากให้ลูกเครียด แต่ทุกคนรอบข้างให้ลูกเรียนกันหมด เลยต้องให้ลูกเรียนกวดวิชาด้วย บางคนเรียนจนไม่มีเวลาแบบที่เด็กๆควรจะมี
เด็กควรได้เล่นอิสระพักผ่อนตามประสาเด็กบ้าง ถ้าเรียนก็เอาเท่าที่จำเป็น
คนอื่นเค้าวิ่งกันหมด กลัวว่าถ้าจะเดินเฉยๆ จะไม่ทัน
ซึ่งก็ต้องระวัง ถ้าวิ่งเร็วไป ก็ทำให้หกล้มคลุกคลานกันไปตามๆกันได้
7.ชีวิตยังมีด้านต่างๆที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตนอกเหนือจากการเรียน
โดยเฉพาะการจะประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คุณสมบัติ เช่น การจัดการปัญหาเฉพาะหน้า การพึ่งพาตัวเองได้ และอยู่ร่วมกับคนรอบข้าง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เรียนเก่งจะมีคุณสมบัติเหล่านี้เสมอ ดังนั้นอยากให้พ่อแม่ให้ความสำคัญ และอย่าลืมพัฒนาปลูกฝังคุณสมบัติด้านอื่นๆในการใช้ชีวิตให้ลูกด้วย
แม้ว่าจะเรียนหนักแต่ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจ หมอเชื่อว่าเด็กจะผ่านพ้นมันไปจนกระทั่งเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขได้
#หมอมินบานเย็น