06/09/2025
https://www.facebook.com/share/p/171KZSr3xx/
แมวส้มเล่าเรื่อง EP102 โรคและอาการทางจิตเวช ที่คุณอาจเข้าใจผิด
🔸 ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ผู้คนเริ่มตระหนักถึงสุขภาพจิตกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นคำว่า ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือ แพนิก โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีดบ่อยขึ้น มีคนแชร์เรื่องราวของตัวเองเกี่ยวกับการเข้ารับการบำบัดหรือกินยาเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ อย่างเปิดเผยมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องดีที่สังคมเริ่มลดอคติต่อการเข้าบำบัดรักษากับจิตแพทย์ลงไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นชื่อและอาการของโรคทางจิตเวชได้แฝงอยู่ในภาษาพูดในชีวิตประจำวัน เนื้อหาของซีรีส์ ละคร อนิเมะ หรือข่าวต่าง ๆ เช่น การใช้คำว่า “ไบโพล่าร์” แทนความหมายของคนอารมณ์แปรปรวน หรือการมองว่า “โรคจิต” ว่าเป็นบุคคลที่หื่นกามคอยคุกคามทางเพศอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในแวดลงจิตวิทยามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “โรคทางจิตเวช” และอาการต่าง ๆ ของโรคเหล่านั้น
🔸 บทความนี้ผู้เขียนจึงอยากชวนคุณมาทำความเข้าใจโรคทางจิตเวชให้มากขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แต่เพื่อให้คุณเข้าใจคนที่เผชิญกับมันได้ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น เพราะบางทีคำที่เราพูดติดปาก หรือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนนี้ อาจกำลังกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นที่ทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่กล้าก้าวออกมารับการรักษา
🔸 ก่อนเข้าเนื้อหาเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชและอาการต่าง ๆ ผู้เขียนต้องขอเตือนก่อนนะครับ ว่าถึงแม้ผู้อ่านจะมีข้อมูลหรือมีความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชมากเพียงใดก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้เองนะครับว่าตัวท่านเองและผู้อื่นป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่ คุณผู้อ่านสามารถทำได้เพียงการคัดกรองว่าตัวท่านหรือคนรอบข้างมีความเสี่ยงจะเป็นโรคทางจิตเวชหรือไม่เท่านั้น ผู้ที่สามารถวินิจฉัยได้มีเพียงแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ข้อมูลที่ผู้เขียนกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้หลาย ๆ ส่วน ไม่ได้ใช้คำศัพท์ตาม ICD-11 ที่พัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก หรือ DSM-V-TR ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ที่เป็นคู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตที่จิตแพทย์ใช้กันทั่วโลกแบบเป๊ะๆ เพราะคำที่ใช้ในคู่มือนี้เต็มไปด้วยศัพท์ทางการแพทย์ ผู้เขียนจึงขอปรับภาษาเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ
1️⃣โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) เป็นโรคทางอารมณ์ที่มีอาการหลายอย่าง ไม่ได้มีเพียงอาการเศร้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยจะมีทั้งอารมณ์เศร้าตลอดทั้งวัน เบื่อกิจกรรมที่เคยชอบ รู้สึกไร้ค่า ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย การนอนหลับมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างผิดปกติ การรับประทานที่มาขึ้นหรือน้อยลงผิดปกติ และอาจมีความคิดเกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเองหรือความตาย อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบทางลบต่อการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งนี้ ผู้ป่วยแต่ละรายไม่ได้แสดงอาการเหมือนกันทั้งหมด บางคนอาจมีอาการเพียงบางข้อหรืออาจแสดงอาการในลักษณะที่ต่างออกไป เช่น เด็กอาจแสดงออกด้วยความหงุดหงิดมากกว่าอารมณ์เศร้า หรือบางคนอาจไม่มีอารมณ์เศร้าปรากฎออกมาอย่างเด่นชัดแต่มีอารมณ์เบื่อกับทุกสิ่งแม้กระทั้งงานอดิเรกที่เคยชอบทำก็ยังเบื่อ
2️⃣โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) เป็นโรคทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงเป็นช่วง ๆ ระหว่างภาวะแมเนีย (Manic Episode) ซึ่งมีลักษณะอารมณ์คึกคักผิดปกติ มั่นใจในตนเองสูง พูดเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ทำอะไรไม่ยั้งคิด นอนน้อยลง และมีพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ยั้งคิด และภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode) ที่ตรงกันข้าม โดยมีอารมณ์หดหู่ เบื่อหน่าย มองตนเองในแง่ลบ รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร และอาจมีความคิดอยากตาย ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกัน บางคนอาจมีช่วงแมเนียเด่น บางคนมีช่วงซึมเศร้าเด่น หรือมีอาการแบบผสมที่เกิดพร้อมกัน แต่ถึงอย่างนั้นอาการของโรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบ “เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” ในวันเดียว แบบอารมณ์เปลี่ยนแปลงปุบปับจักอารมณ์ดีเป็นโกรธแบบทันทีมันใด แต่อารมณ์จะเปลี่ยนเป็นช่วงที่ยาวนานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ และอาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในบางช่วงระยะเวลา เช่น อาจอยู่ในช่วงแมเนีย 2 สัปดาห์ เปลียนเป็นช่วงซึมเศร้า 3 สัปดาห์ กลับเป็นปกติ 1 สัปดาห์ แล้วกลับไปแมเนียใหม่อีก 3 สัปดาห์
3️⃣โรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชในกลุ่มความวิตกกังวลที่มีลักษณะเด่นคือ การเกิดอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรงอย่างกะทันหัน โดยที่ไม่มีเหตุการณ์อันตรายจริงในขณะนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น เหงื่อออก หายใจไม่ทัน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนจะเป็นลม และอาการทางจิตใจ เช่น กลัวว่าจะตาย กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ หรือกลัวว่าจะเสียสติ อาการเหล่านี้อาจกินเวลาหลายนาทีจนถึงเกือบชั่วโมง หลังจากอาการสงบลงผู้ป่วยมักรู้สึกอ่อนเพลียสุดๆ ในการเกิดอาการผู้ป่วยแต่ละคนมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกัน บางคนอาจเกิดอาการจากสถานการณ์ที่มีความเครียดหรือกดดันสูง ขณะที่บางรายอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าและทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะเกิดอาการอีกในอนาคต และอาการเหล่านี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งหรือ 2 ครั้งในชีวิต
4️⃣โรคบาดแผลทางจิตใจหลังเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-Traumatic Stress Disorder : PTSD) เป็นโรคที่เกิดขึ้นภายหลังจากประสบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ สงคราม หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ป่วยมักมีความทรงจำที่ตามหลอกหลอน เช่น เห็นภาพเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ ในความฝัน หรือรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปอยู่ในเหตุการณ์เดิม (Flashback) ทำให้มีอารมณ์หม่นหมอง หวาดระแวง หงุดหงิด โทษตัวเอง และมีอาการทางกายอย่างใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเวียนหัวเมื่อเผชิญสิ่งกระตุ้นที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์เลวร้ายเดิม ทำให้พยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสิ่งใด ๆ ที่จะทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นอีก ความแตกต่างระหว่าง PTSD และโรคแพนิคคือ ผู้ป่วย PTSD มักมีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาแล้วนานเกิน 1 เดือน ส่วนโรคแพนิคมักเกิดอาการตื่นตระหนกกะทันหันโดยไม่จำเป็นต้องมีความทรงจำอันเลวร้ายที่เกี้ยวข้องกับปัจจัยกระตุ้นมาก่อน
5️⃣โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder : GAD) หรือที่มักเรียกด้วยชื่อง่าย ๆ ว่า “โรคคิดมาก” เป็นโรคจิตเวชที่มีลักษณะเด่นคือ ผู้ป่วยมีความกังวลหรือครุ่นคิดในแง่ลบเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากเกินไปอย่างควบคุมไม่ได้ แม้เหตุการณ์ที่กังวลจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงก็ตาม ความกังวลที่เกิดขึ้นครอบคลุมชีวิตหลายด้าน เช่น การงาน การเงิน สุขภาพ หรือความปลอดภัยของคนใกล้ชิด มักทำให้เกิดอาการทางจากความเครียด เช่น ปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่ ปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออก มือเย็น เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท และอาจทำให้สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย และลดประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียน
6️⃣โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder : OCD) เป็นโรคจิตเวชที่มีลักษณะเด่นคือ ผู้ป่วยมีการคิดซ้ำ ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (ย้ำคิด) ซึ่งมักทำให้เกิดความกังวลอย่างมากจึงต้องทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพื่อลดความกังวลนั้น (ย้ำทำ) เช่น ตรวจสอบกลอนประตูหลายรอบเพราะกลัวขโมย ล้างมือ อาบน้ำ หรือทำความสะอาดบ้านซ้ำหลายครั้งเพราะกลัวเชื้อโรค อาการเหล่านี้อาจใช้เวลามากในแต่ละวันจนรบกวนการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพกายจากการทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ มากเกินไป เช่น ล้างมือหรืออาบน้ำสระผมบ่อยครั้งมากเกินไป
7️⃣โรคจิต (Psychotic Disorder) เป็นกลุ่มความผิดปกติทางจิตใจที่มีอาการสำคัญคือ การหลุดออกจากความเป็นจริง ผู้ป่วยมักมีอาการหลงผิด (Delusion) เช่น เชื่อว่ามีคนสะกดรอยตาม กำลังถูกปองร้าย เชื่อว่าตนเองมีอำนาจพิเศษแบบสามารถสื่อสารทางจิตกับคนอื่นในระยะไกลได้ และเชื่อว่าตนเองเป็นคนอื่น สิ่งอื่น หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่แบบคิดว่าตนเองเป็น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และมีอีกอาการสำคัญคืออาการประสาทหลอน (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงคนพูดทั้งที่ไม่มีใครอยู่ มองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง นอกจากนี้ยังอาจมีลักษณะการพูดที่ดูสับสน มีพฤติกรรมแปลกประหลาดแบบที่คนปกติไม่ทำกัน มีอารมณ์ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือแสดงความรู้สึกน้อยอย่างผิดปกติจนดูเฉยเมย ไม่สนใจสิ่งรอบตัว โรคจิตนั้นสามารถแบ่งแยกย่อนออกได้เป็นหลายประเภท ตามลักษณะสาเหตุและอาการ โรคที่พบได้บ่อยที่สุดคือโรคจิตเภท (Schizophrenia) ที่มักเริ่มแสดงอาการของโรคจิตในช่วงในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะมีแนวโน้มเป็นเรื้อรัง โดยคนที่เป็นโรคจิตเภทนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพฤติกรรมรุนแรงและไปทำร้ายคนอื่น อีกประเภทที่พบบ่อยเช่นกันคือโรคจิตที่เกิดจากสารเสพติด (Substance-Induced Psychotic Disorder) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากใช้ยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาบ้า กัญชา หรือยากระตุ้นระบบประสาท รวมถึงสามารถเกิดจากติดดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย ทำให้เกิดอาการหลงผิด หวาดระแวง หรือประสาทหลอนได้อย่างรุนแรงได้ และในบางรายอาจมีพฤติกรรมอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น
8️⃣โรคหลายอัตลักษณ์ (Dissociative Identity Disorder : DID) เป็นโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมีตัวตนมากกว่าหนึ่งภายในจิตใจ โดยแต่ละตัวตนจะมีชื่อ นิสัย และมุมมองต่อโลกที่แตกต่างกัน รวมถึงมีความทรงจำที่แยกขาดออกจากกันด้วย แต่ละตัวตนจะผลัดกันออกมาควบคุมร่างกายของผู้ป่วย โดยตัวตนหนึ่งอาจไม่รู้ว่าตัวตนอื่นทำอะไรบ้าง ผู้ป่วยมักมีปัญหาความทรงจำขาดหาย เช่น จำไม่ได้ว่าตัวเองไปที่ไหน ทำอะไร พบสิ่งของที่ไม่ใช่ของตนเองโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน หรืองุนงงว่าอยู่ ๆ ตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร อาการนี้มักเป็นผลจากประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกมารุณกรรมซ้ำ ๆ จนจิตใจแยกตัวตนขึ้นมาเพื่อรับมือกับความเจ็บปวด อาการของโรคจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และมักพบร่วมกับโรค PTSD แม้โรคนี้จะมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคจิต แต่ผู้ป่วย DID ไม่มีอาการประสาทหลอนเหมือนผู้ป่วยโรคจิต เช่น โรคจิตเภท กรณีศึกษาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ บิลลี่ มิลลิแกน (Billy Milligan) ผู้ป่วยที่แสดงตัวตนมากถึง 24 คน และ เจนนี่ เฮย์น (Jeny Hayn) หญิงชาวออสเตรเลียที่เป็นผู้ป่วย DID รายแรกที่ศาลยอมรับคำให้การจากตัวตนอื่น ๆ ในตัวของเธอในคดีการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก
9️⃣ไซโคพาธ (Psychopath) เป็นคำใช้กันทั่วไปเพื่ออธิบายบุคคลที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder – ASPD) ในระดับรุนแรง มีลักษณะเด่นคือการไม่รับรู้ถึงความผิดชอบชั่วดี ไม่รู้สึกผิดเมื่อทำร้ายผู้อื่น ขาดความเห็นอกเห็นใจ อารมณ์ด้านชา ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และควบคุมความอยากของนเองได้ไม่ดีนัก ทำให้มีความเสี่ยงก่อคดีต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป งานวิจัยพบว่าคนที่เป็นไซโคพาธมีสมองส่วนอมิกดาลา (amygdala) และสมองส่วนหน้าบางจุดที่เล็กกว่าปกติ ซึ่งสมองทั้ง 2 ส่วนนี้จะทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความกลัวและการตัดสินใจทางคุณธรรม และมีการพบว่านักโทษที่ยิ่งก่อคดีร้ายแรงก็ยิ่งมีโครงสร้างสมองสอดคล้องกับกับสมองคนที่เป็นไซโคพาธมากขึ้นเท่านั้น แม้คนที่เป็นไซโคพาธบางคนจะไม่ก่อดีอาชญากรรมแต่ก็มีลักษณะนิสัยที่ดูเย็นชา เช่น ในกรณีของศาสตราจารย์เจมส์ แฟลลอน (James Fallon) ที่พบว่าภาพสแกนสมองว่าตนเองมีลักษณะเป็นสมองแบบไซโคพาธแต่เขากลับใช้เป็นข้อได้เปรียบในการทำงานโดยไม่ใช้อารมณ์มาเกี่ยวข้อง ส่วนคำว่าโซซิโอพาธ (Sociopath) มักใช้เรียกบุคคลที่มีลักษณะต่อต้านสังคมเช่นเดียวกันแต่เชื่อว่าเกิดจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่เติบโตมามากกว่าปัจจัยทางสมองหรือพันธุกรรม
🔟ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) ไม่ใช่ชื่อโรคจิตเวชทางการ แต่เป็นภาวะที่บุคคลแยกตัวออกจากสังคมแบบสุดโต่ง โดยเก็บตัวอยู่ในห้องหรือบ้านของตนเองเป็นเวลานานหลายเดือน หลายปี โดยไม่ต้องการพบปะกับผู้อื่น และพึ่งพาครอบครัวในการจัดหาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตจำพวกอาหารและน้ำ มักพบในคนที่เป็นโรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder) ที่บุคคลมีความกังวลต่อการถูกผู้อื่นตัดสินอย่างรุนแรง จนหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เมื่ออาการของโรคกลัวสังคมเรื้อรัง อาจมีอาการรุนแรงขึ้นและนำไปสู่พฤติกรรมแยกตัวแบบฮิคิโคโมริได้ ผู้ที่มีภาวะนี้มักไม่มั่นใจในตนเอง กลัวความล้มเหลว หรือมีบาดแผลทางจิตใจจากความสัมพันธ์ในครอบครัว โรงเรียน หรือที่ทำงาน จนมองว่าการอยู่ลำพังเจ็บปวดน้อยกว่าการอยู่กับผู้คน หากปล่อยไว้โดยไม่รับการช่วยเหลือจะกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
🔸 หลังจากที่ผู้อ่านรู้จักโรคและอาการทางจิตเวชต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เข้าใจได้ว่าหลายสิ่งที่เราเคยได้ยินหรือเคยเชื่อนั้นอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์ แต่อย่าลืมนะครับตัวท่านไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าใครเป็นหรือไม่เป็นโรคต่าง ๆ หรือไม่ เพราะโรคทางจิตเวชนั้นมีความซับซ้อนมาก หลายโรคแสดงออกแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แถมยังมีหลายโรคที่มีอาการทับซ้อนกันอีก
ถ้าเกิดอ่านแล้วสงสัยขึ้นมาว่าตัวท่านเองหรือคนใกล้ชิดของท่านป่วยเป็นโรคหรือมีอาการตามข้างต้นหรือไม่ ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินและขอคำแนะนำวิธีการการดูแลที่เหมาะสม เพราะการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น และทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข พร้อมลดอคติและความเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชในสังคมอีกด้วย
______________
เขียน เรียบเรียง และภาพประกอบโดย วัชระ ประทาน