โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร มูลนิธิเด็ก

โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร มูลนิธิเด็ก #เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาของสามเณร

✨💯%  สิ่งที่สามเณรบอกกับคณะทำงานและคณะทำงานก็อยากบอกต่อ ..😀🥰👍 #ค่ายตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด ขออนุญาตแสดงภาพสนทนาใน LINE...
19/10/2023

✨💯% สิ่งที่สามเณรบอกกับคณะทำงาน
และคณะทำงานก็อยากบอกต่อ ..😀🥰👍

#ค่ายตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด

ขออนุญาตแสดงภาพสนทนา
ใน LINE กลุ่มตู้หนังสือฯมูลนิธิเด็ก

 #ค่ายตู้หนังสือในกุฏิพระและวัดวันที่ 17 -19 ตุลาคม 2566ณ ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านหนองบัวอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านเต้นท์จา...
19/10/2023

#ค่ายตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด
วันที่ 17 -19 ตุลาคม 2566
ณ ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านหนองบัว
อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

เต้นท์จากกำลังศรัทธา
ของผู้บริจาคมูลนิธิเด็ก

#เต้นท์สนามเพื่อกิจกรรมการเรียนรู้ของสามเณร
ขอขอบพระคุณท่านผู้บริจาคเป็นอย่างยิ่ง
#มูลนิธิเด็ก
โทร.02-814-1481

ณ ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านหนองบัวตำบลท่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านกิจกรรมหนังสือเล่มละ๑บาทในค่าย 'ตู้หนังสือในกุฏิพระและ...
19/10/2023

ณ ศูนย์การเรียนชุมชนบ้านหนองบัว
ตำบลท่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

กิจกรรมหนังสือเล่มละ๑บาท
ในค่าย 'ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด'
วันที่ ๑๙ ต.ค.๒๕๑๖

หลังกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแล้ว
กิจกรรมหนังสือเล่มละ ๑ บาท
เป็นกิจกรรมที่สามณเณรน้อย สามเณรโต
รอคอยที่จะได้หนังสือไปอ่านที่วัด

หนังสือนี้ได้นำมาพร้อมกับคณะทำงาน
เดินทางมาพันกว่าเล่ม

หนังสือนี้ในแต่ละวันจะมีสามเณรที่สนใจการอ่านจะมาจดจ่อที่กองหนังสือในทุกๆ วัน
หลังจากว่างจากกิจกรรมที่ทำอยู่ เช่นเดียวกับคุณครูพี่เลี้ยงก็คอยมาเปิดดูเปิดอ่านเช่นกัน

บางคน บางรูปก็เล็งๆ ไว้แล้วว่าถ้าวันที่เปิดการขายเล่มละ ๑ บาท ก็จะได้ซื้อหนังสือที่ชอบในราคา ๑ บาท

สามเณรบางรูป ได้หนังสือการ์ตูนจอมโจรลูแปง โคนัน วันพีซ หนังสือเรียน หนังสือพัฒนาตนเอง และหนังสือปรัชญา ซึ่งหนังสือที่เลือกไปนั้นเป็นหนังสือที่ไม่มีในตู้หนังสือฯ ทึ่มอบในที่กุฏิ

หนังสือเล่มละบาทถูกไปอยู่ในมือสามเณร หลวงพี่ พระอาจารย์และคุณลุงคุณป้าที่เข้ามาเยือนในค่ายรวมๆ 679 เล่ม

#กิจกรรมหนังสือเล่มละ๑บาท #จังหวัดน่าน
#มูลนิธิเด็ก
โทร 02-814-1481

#กิจกรรมตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด
#โครงการตู้หนังสือฯ

ค่าย  ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด"ภายใต้โครงการอาหารเพลและอาหาสมองเพื่อสามเณร มูลนิธิเด็ก**********************หลักการและเ...
17/10/2023

ค่าย ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด"
ภายใต้โครงการอาหารเพลและอาหาสมองเพื่อสามเณร มูลนิธิเด็ก

**********************
หลักการและเหตุผล
“ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด” เป็นโครงการที่ดำเนินงานในการจัดหาหนังสือธรรมะที่หลากหลาย ถวายแด่พระสง์และสามเณร ได้ก่อเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งโครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณรในชนบท ร่วมมือกับโรงเรียนสามเณรหรือโรงเรียนพระปริยัติธรรมจังหวัดน่าน โดยพระครูอนุกูลนันทกิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นผู้ประสานงานในพื้นที่ที่ให้พระสงฆ์และสามเณรได้มีหนังสือธรรมะที่หลากหลายมีไว้อ่าน จำนวน ๕๐ ตู้ วัด ๔๗ วัด หนังสือจำนวน ๓,๒๕๐ เล่ม กระจายอยู่ใน ๗ อำเภอ พระสงฆ์และสามเณรสามารถเข้าถึงหนังสือได้ จำนวน ๓๕๐ รูป

การอ่านหนังสือสำคัญอย่างไรกับสามเณร การอ่านหนังสือนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการ “บวช - เรียน” เพราะการอ่านถือเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งที่ไม่จำเป็นไปนั่ง ยืน เดิน สมาธิอย่างเดียว และที่สำคัญ “หนังสือ” คือ “อาหารสมอง” ที่ดีเลิศอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้สามเณรใช้ในการเติมเต็มเป็นอาหารของสมองให้ได้รับการกระตุ้นพัฒนา นำไปสู่การมีศักยภาพของสมองที่มากยิ่งขึ้น

ค่าย “ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด” ดำเนินการจัดขึ้นเพื่อให้ตัวแทนสามเณรที่มีตู้หนังสืออยู่ภายในกุฏิและวัด ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนบอกเล่าประสบการณ์การอ่านหนังสือและเพิ่มพูลทักษะด้านการอ่าน การจับประเด็นในหนังสือจากกัลยาณมิตรที่มีประสบการณ์มาช่วยจัดให้สามเณรได้ฝึกฝนด้านทักษะการอ่าน การจับประเด็นและการต่อยอดจากการอ่านหนังสือ เช่น ทักษะการเล่านิทาน ทักษะการทำสื่อเพื่อแนะนำหนังสือ เป็นต้น

วัตถุประสงค์
๑.เพื่อให้สามเณรได้ฝึกฝนทักษะด้านการอ่าน การจับประเด็นและการถอดองค์ความรู้จากหนังสือ
๒.เพื่อเป็นเวทีให้สามเณรได้รู้จักตนเอง รู้จักผู้อื่นและสังคมมากขึ้น
๓.เพื่อให้สามเณรได้ฝึกฝนทักษะการเล่านิทานและการจัดทำสื่อทางด้านโซเซียลมีเดีย

เป้าหมาย
๑. สามเณรจำนวน ๔๕ รูป(โรงเรียนละ ๕ รูป x ๙ โรงเรียน)
๒.คณะครูจำนวน ๑๕ รูป/คน
๓.คณะทำงานจากมูลนิธิเด็ก จำนวน ๑๐ คน
รวมทั้งหมด ๗๐ รูป/คน

************
สถานที่ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านหนองบัว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน

************
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
สามเณรได้เรียนรู้การสร้างความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น สามเณรได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติการเล่านิทาน ทำสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อสนับสนุนการอ่าน เพื่อก่อประโยชน์ให้ชุมชน สังคมและพระพุทธศาสนาต่อไป

ค่าย "ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด"จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖โดย โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณรในชนบท ม...
17/10/2023

ค่าย "ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด"
จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖

โดย โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณรในชนบท มูลนิธิเด็ก
ร่วมกับ เครือข่ายโรงเรียนพระปริยัติธรรม จ.น่าน

๑.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน
๒.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดดอนมงคลสันติสุขวิทยา ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน
๓.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดน้ำไคร้นันทชัยศึกษา ต.ยม อ.ท่าวังผา จ.น่าน
๔.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพระธาตุแช่แห้ง ต.ม่วงติ๊ด อ.ภูพาน จ.น่าน
๕.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดบุญยืน ต.กลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน
๖.โรงเรียนพระปริยัติศาสนาภิพัฒน์วัดเมืองราม ต.นาเหลือง อ.เวียงสา จ.น่าน
๗.โรงเรียนเชียงกลางปริยัติธรรมศึกษาวัดศรีบุญเรือง ต.เชียงกลาง อ.เชียงกลาง จ.น่าน
๘.โรงเรียนพระปริยัติธรรมานุสรณ์วัดฟ้าสวรรค์ ต.บ้านฟ้า อ.บ้านหลวง จ.น่าน
๙.โรงเรียนวัดป่าแม่จริมโสภิตาราม ต.แม่จริม อ.แม่จริม จ.น่าน

รวมสามเณรเข้าร่วม ๔๕ รูป

สถานที่
ศูนย์การเรียนบ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน

จัดโดยทีมครูวิทยากรจาก
#โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี
#มูลนิธิเด็ก

โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณรพิธีมอบตู้หนังสือโครงการตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด ณ วัดพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม...
15/11/2022

โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร
พิธีมอบตู้หนังสือโครงการตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด
ณ วัดพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม อ.ท่าวังผา จ.น่าน

วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายพิภพ ธงไชย เลขาธิการมูลนิธิเด็ก นางรัชนี ธงไชย กรรมการเลขานุการมูลนิธิเด็ก เป็นประธานในพิธีมอบตู้หนังสือประจำกุฏิพระและวัด ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม อ.ท่าวังผา จ.น่าน พร้อมด้วยคณะพระครูอาจารย์ จำนวน ๑๐ รูป และสามเณร จำนวน ๔๙ รูป เข้าร่วมพิธีมอบตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน ๕ โรง ที่เข้าร่วมรับตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด ได้แก่
๑.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน
๒.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดดอนมงคลสันติสุขวิทยา ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน ๓.โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดบุญยืน ต.กลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน
๔.โรงเรียนพระปริยัติศาสนาภิพัฒน์วัดเมืองราม ต.นาเหลือง อ.เวียงสา จ.น่าน
๕.โรงเรียนเชียงกลางปริยัติศึกษาวัดศรีบุญเรือง ต.เชียงกลาง อ.เชียงกลาง จ.น่าน
และวัดที่สามเณรพักจำวัด จำนวน ๔๕ วัด

โดยมีพระครูอนุกูลนันทกิจ (คงศิลป์ เขื่อนอ้น) ผู้อำนวยการโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม ขึ้นกล่าวต้อนรับคณะทำงานมูลนิธิเด็ก และกล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การมอบตู้หนังสือประจำกุฏิพระและวัด ถึงความเป็นมาของโครงการตู้หนังสือประจำวัด และชี้ให้ความสำคัญของการอ่านหนังสือ ว่าการอ่านหนังสือสามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร แนะนำให้สามเณรเห็นว่าในตู้หนังสือประจำวัดที่ได้มานี้ มีหนังสือที่ควรอ่านหลายเล่ม มีบางเล่มเป็นหนังสือที่ดี ซึ่งมีนักอ่านมากถึงระดับโลกก็มีอยู่ในตู้หนังสือนี้

โดยกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการนี้ว่า ณ บ้านพักริมน้ำน่าน
พระอาจารย์คงศิลป์ (พระครูอนุกูลนันทกิจ) กับ หลวงลุงก๊ง (พระธงไชย กอบเกื้อชัยพงษ์) ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพิภพ ธงไชย และได้ปรารภถึงอดีตตอนที่ยังเป็นพระคงศิลป์ยังเป็นสามเณรน้อย ได้มีประสบการณ์ที่ไม่ได้เรียนหนังสือตามระบบแต่ยังมีโอกาสดีที่ หลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนได้ทิ้งตู้หนังสือไว้ให้ในวัด สมบัติสำคัญที่หลวงพ่อมอบให้คือหนังสือที่หลากหลาย ทำให้ได้มีจึงมีโอกาสได้ฝึกฝนตนเองด้วยการอ่าน หนังสือเหล่านั้น

เลยปรารภกับโยมพิภพ ธงไชย ว่าวัดแต่ละวัดน่าจะมีตู้หนังสือประจำวัดเพื่อให้พระเณรได้มีโอกาสอ่านหนังสือพัฒนาสติปัญญา โยมพิภพ รับปากทันที่ว่าเอาสิๆ เดี๋ยวโยมจะจัดมาให้ อาตมาจึงตอบว่าดีมากเลย พระเณรจะได้มีโอกาสให้พระภิกษุและสามเณรได้เปิดหูเปิดตาสร้างดวงตาที่ ๓ ได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ เนื้อหาที่สมสมัย เป็นการพัฒนาสติปัญญาให้กับตนเอง ถือว่าเป็นการบำเพ็ญภาวนาทำสมาธิไปด้วยจากการอ่านหนังสือ กับทั้งถือได้ว่าได้มีโอกาสสนทนากับนักปราชญ์ระดับโลกจากการอ่านหนังสือ หรือสามารถหาคำตอบให้กับชีวิตด้วยการอ่านหนังสือ

หลังจากที่ได้พูดคุยในวันนั้นก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นการสนทนาแบบธรรมดาทั่วๆ ไป โยมพิภพ เองก็คงรับปากไปตามมารยาท เท่านั้น และแล้ว ความปรารถนาที่ต้องการตู้ที่บรรจุหนังสือดีๆ ประจำกุฏิพระและวัดเป็นจริงเกิดขึ้น เมื่อปลายเดือน ตุลาคม ๒๕๖๔ ทางพระครูอนุกูลนันทกิจ(พระคงศิลป์) ก็ได้รับทราบข่าวจากคุณสุพจน์ ชูนวล เจ้าหน้าที่มูลนิธิเด็กได้แจ้งให้ทราบว่าทางมูลนิธิเด็กจะจัดตู้หนังสือไปถวายประจำกุฏิพระและวัดจำนวน ๕๐ ตู้ สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาที่เข้าร่วมเครือข่ายกิจกรรม EF (Executive Function) คือโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม โรงเรียนวัดดอนมงคลสันติสุขโรงเรียนพระปริยัติศาสนาภิพัฒน์ วัดเมืองราม โรงเรียนวัดบุญยืน และโรงเรียนเชียงกลางปริยัติศึกษา เป็นเบื้องต้นก่อน

และในวันที ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ก็มาถึง จึงได้มีพิธีมอบตู้หนังสือในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในแต่ละวัดในแต่ละกุฎิของพระอาจารย์แต่ละโรงเรียนมีขุมทรัพย์ทางปัญญาอยู่ประจำตัวประจำกุฏิอย่างบริบูรณ์แล้ว ท่านคงใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการพัฒนาสติปัญญา สร้างสรรรพัฒนาเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น และประโยชน์ต่อชาวโลกได้

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนที่มีความปรารถนาและมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาทรัพยาการมนุษย์ของประเทศไทยโดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรให้มีเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญามีสามารถที่จะเป็นที่พึ่งของศรัทธาญาติโยมได้และสามารถยกระดับการพัฒนาประเทศชาติโดยองค์รวมให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ในอนาคต

ต่อจากนั้น คุณพิภพ ธงไชย เลขาธิการอาสามูลนิธิเด็ก
กล่าวถึงความเป็นมาว่า “ทำไมมูลนิธิเด็กถึงทำโครงการอ่านหนังสือ”

ประเทศไทยถูกโจมตี ว่ามีคนอ่านหนังสือน้อย ถ้าเทียบกับประเทศ ไต้หวัน ประเทศจีน แม้เวียดนาม ญี่ปุ่นเรารู้จักมานาน ว่าเขาเป็นมนุษย์นักอ่าน สมัยก่อนที่มีโทรศัพท์มือถือ คนญี่ปุ่นจะถือหนังสือ ถ้าไม่เป็นหนังสือเล่มก็เป็นหนังสือพิมพ์ นั่งในรถไฟฟ้าในกรุงโตเกียว ซึ่งการนั่งรถไฟฟ้าใช้เวลานาน ซึ่งมันน่าเบื่อ แม้ในยุโรปเขาก็ถือหนังสืออ่านกันโดยส่วนใหญ่ แต่ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นก็หันมาอ่านหนังสือผ่านมือถือ อ่านหนังสือผ่านแท็บเล็ต นิยมอ่านกันในไลน์

เลยมีการตั้งคำถามกันว่า การอ่านตัวหนังสือใน “ไลน์ (LINE) ” เป็นการอ่านหนังสือไหม?
เพราะ ไลน์ มาแทนการใช้โทรศัพท์พูดคุยกัน ตอนนี้แทบไม่ใช้วิธีพูดคุยกัน ใช้วิธีเขียนกันในไลน์ เขียนทักทายถามสาระทุกข์ พูดคุยกันด้วยประโยคสั้นๆ เพราะฉะนั้นการอ่านตัวหนังสือในไลน์ ไม่ถือเป็นการอ่านหนังสือ

แต่ถ้าไปอ่านในกลูเกิ้ลซึ่งเป็นบทความ หรืออ่านในทวิสเตอร์ ซึ่งเป็นบทความ ถือเป็นการอ่านหนังสือได้

เครื่องมือสื่อสารไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์มาก
เครื่องมือสื่อสารมีประโยชน์ไหม มีประโยชน์มาก เพียงแต่ว่าเราใช่เป็นหรือเปล่า

มีการพูดกันว่าการอ่านหนังสือในกระดาษ กับการอ่านตัวหนังสือหน้าจอ “เป็นการอ่าน” หรือเปล่า ?

คุณพิภพเล่าว่า ก่อนหน้าขึ้นมาพูด มีคนส่งข้อความมาให้ พูดถึงงานเขียนของนักวิจัยระดับโลก
ว่าการอ่านหนังสือหรือการอ่านตัวหนังสือในโทรศัพท์/หน้าจอ
เป็นการอ่านหรือเปล่า
โดยย่อๆ ว่า ในณะที่เราอ่า่นหนังสือจากกระดาษกับอ่านหนังสือหน้าจออิเลคทรอนิคนั้น

“เราใช้สมองคนละส่วนกัน” สมองนี้มีหลายส่วน อยากให้เณรน้อยทั้งหลายได้สนใจเรื่องสมองมนุษย์
ว่าสมองมนุษย์มีกี่ส่วน สามารถเปิดในกลูเกิ้ลจะเห็นภาพสมองมนุษย์ได้ทันที
อยากแนะนำให้เณรน้อยทั้งหลายได้สนใจเรื่องสมองมนุษย์ ว่าสมองมนุษย์มีกี่ส่วน

คุณพิภพเทียบกับด็กที่พามาด้วย ซึ่งเป็นเด็กออทิสติก ก็คือ จะสื่อสารกับเราไม่รู้เรื่อง แต่เขาฟังเรารู้เรื่อง ว่าให้เขาทำอะไร เขาทำได้ แต่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้

หมอบอกว่าสมองส่วนการพูดไม่มีประสิทธิภาพหรือถูกทำลายไป แต่สมองส่วนการฟังยังฟังได้อยู่ เพราะฉะนั้นอยากให้เณรน้อยได้ศึกษาเรื่องสมอง จะได้รู้ว่าในกะโหลกของเรามีกี่ส่วน และส่วนไหนที่ทำงานอะไร

ในปัจจุบันมีเครื่องมือสื่อสารมี ไลน์ ทวิสเตอร์ มีเฟสบุ๊ค มีโทรศัพท์พูดคุยผ่านไลน์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
การอ่านหนังสือจากหน้าจอ สมองเราจะอ่านข้ามบรรทัด อ่านข้ามตัวหนังสือไปมา
ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามจับใจความก็ตาม นักประสาทวิทยา (คนที่รู้เรื่องระบบประสาททั้งหมดในตัวเรา) ว่าการอ่านหนังสือแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะอ่านจากหน้าจอหรืออ่านจากกระดาษ มนุษย์จะใช้สมองหลายส่วนในการทำงานร่วมกัน ดังนั้นยิ่งอ่านหนังสือหน้าจอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการฝึกสมองของเราให้เกิดการอ่านอย่างไม่เป็นระบบ การอ่านแบบผ่านๆ อ่านข้ามๆ เหมือนสายตาเราอ่านไปทั่วหน้าเว็บเพจมากกว่าที่จะมองการอ่านแบบโฟกัส หรือการอ่านแบบจดจ่อ เพราะฉะนั้นเราจึงถนัดการอ่านแบบไลน์เพราะข้อความมันสั้นๆ แต่พออ่านในบทความในหนังสือเราจะกระโดด นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกเหตุการนี้ว่าเป็น Bi-Literate (ไบ-ลิเทอเรท) คือเราอ่านหนังสือได้แต่ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการอ่านแบบ Deep Reading (คือการอ่านแบบมีสมาธิ)

คุณพิภพยังกล่าวว่าการอ่าน มี “สมาธิ” เข้ามาเกี่ยวข้อง การอ่านเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง
การฝึกสมาธิไม่จำเป็นต้องไปนั่ง แล้วก็เพ่ง หรือตรวจดูลมหายใจ
การอ่านเป็นการฝึกสมาธิ เหมือนที่อาจารย์พุทธทาสภิกขุ ที่เขียนเรื่อง “คู่มือมนุษย์”
บอกว่า การทำงาน ก็คือการฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งฝึกสมาธิอย่างเดียว
เวลาเราทำงาน ปลูกผัก ปลูกอะไร รวมถึงการอ่านหนังสือด้วย

และพูดเปรียบเทียบให้เห็นว่า การอ่านยังมีความจำเป็น
การอ่านตัวหน้งสือบนหน้าจอ เขาไม่ได้แนะนำให้หยุดอ่านหนังสือจากหน้าจอ
แต่เขาแนะนำว่าควรวิริยะการอ่านหนังสือลงบ้างสลับสับเปลี่ยนระหว่างการอ่านหน้าจอ
มาเป็นอ่านหนังสือจากกระดาษบ้าง วันละประมาณ ๑๕ นาที
ชี้ให้เห็นทั้งหมดที่กล่าวมา เอ๊ะ! โลกสมัยใหม่เนี๊ยะเราจำเป็นต้องมีหนังสือเล่มหรือเปล่า
ตอนนี้ก็เป็นยืนยันกันทั่วไปว่า “จำเป็น”

ในเรื่องบวชเรียนของท่านสามเณรทั้งหลาย
ขอใช้คำว่าบวชเรียน “บวช” แล้วก็ “เรียน” สองคำ
สามเณรน้อยทั้งหลายรวมทั้งพระ ไม่ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ อันนี้ก็เถียงกันมาก ว่าพระควรจะทำงานพัฒนา ควรจะปลูกข้าว ปลูกผัก แน่นอนเลี้ยงสัตว์ไม่ได้แน่ เพราะผิดศีลข้อนึง ควรไหม หรือควรจะเดินบิณฑบาตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นส่วนของ “บวช-เรียน”
แต่เวลาเราพูดถึงเรื่องการบวชเรียน เรามักจะอ่านพระไตรปิฎก อ่านหนังสือพระธรรมเท่านั้น

คุณพิภพเล่าถึงลูกชายคนเล็ก เด็กชายเข้ม ไม่ยอมอ่านหนังสือ ดูแต่แทบเล็ต ดูติ๊กต๊อก
เพราะฉะนั้นการเรียนของเด็กสมัยใหม่นี่ ลูกชายคนเล็กของคุณพิภพ ไม่ได้เรียนจากหนังสือ แต่จะเรียนจากหน้าจอ และคุณพิภพต้องคอยเตือนกันอยู่เรื่อยว่า หน้าจอมีแสงซึ่งมีผลกระทบกับตาจะทำให้ตาบอด
เขาชอบเตะบอล ผมถามว่า “เข้มจะเป็นนักฟุตบอลตาบอดหรือเปล่า ในโลกนี้ไม่มีนักฟุตบอลตาบอด เพราะฉะนั้นดูหน้าจอแค่ชั่วโมงนึงพอนะ และดูห่างๆ”

หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วหนังสืออะไรที่นำมาใส่ในตู้
หนังสือพวกนี้จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสนาสมัยใหม่ ไม่ได้บอกศาสนาสมัยเก่าในพระไตปิฎกเป็นของไม่ดี แต่เป็นหนังสือที่ต้องอ่านเป็นพื้นฐาน และต่อไปทางมูลนิธิเด็กจะมีหนังสือที่เรียก พุทธธรรมฉบับย่อ คือเวลาเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาตำรา อ่านพระไตปิฎกเป็นหลัก ซึ่งก็เหนื่อยมาก ตอนนี้มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ไม่ต้องอ่านเป็นภาษาบาลี มีครูอาจารย์ที่เป็นครูยิ่งใหญ่ของสังคมการเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ พุทธรรม ย่อพระไตรปิฎกออกมาให้เห็นว่ามีอะไรบ้าง ก็จะนำมาใส่ในตู้หนังสือประจำวัดด้วย เอาฉบับย่อก่อน ซึ่งฉบับใหญ่หนามาก

คุณพิภพเล่าว่าท่านเจ้าคุณปยุต ปยุตโต ซึ่งเป็นพระที่คุณพิภพนับถือมากที่สุด
และผมก็เคยทำงานกับท่านตอนที่ท่านเป็นรองเลขามหาจุฬาฯ ท่านเป็นคนเตือนว่า

สามเณรคือคนที่ยากจนที่สุด ถ้าไม่จนไม่มาบวชเณร แล้วก็บวชเณรเพื่อการศึกษา เพื่อบวชเรียน
ท่านบอกว่า ถ้าขยายการศึกษาภาคบังคับไปจนถึงมัธยมคนก็จะมาบวชเรียนน้อยลง
แต่เนื่องจากเมืองไทยมีคนจนมาก และไม่สามารถไปเรียนในโรงเรียนธรรมดาได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายสูง
คุณพิภพบอกว่าที่พูดแบบนี้ไม่ได้บอกว่าท่านมีปม เวลาเป็นคนจนนะ คุณพิภพก็จน คุณรัชนี ธงไชย ก็จน
ตอนนี้มีนี้อยู่ประมาณพันล้านบาท น่าตกใจ เพราะดันไปยึดสนามบิน เลยถูกฟ้อง น่าตกใจนะ
พอเป็นคนจนแล้วสบายตัวมาก ฟ้องหนี้พันล้านบาท จะเอาอะไรละ คุณพิภพบอก ผมไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าเราเป็นคนมีทรัพย์สินมาก พอเราถูกฟ้องพันล้าน ก็ตกใจมาก เอ๊ะเดี๋ยวเขาจะมายึดนา จะมายึดบ้านเรา จะมายึดเงินในธนาคาร เพราะฉะนั้นที่พูดแบบนี้ไม่ได้บอกว่าความจนควรจะเป็นผม และท่านควรจะเป็นพระจนๆ เป็นเณรจนๆ ท่านไม่จำเป็นต้องมีสมบัติอะไร

หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาสมองความรู้ และท่านจะบอกว่า มูลนิธิเด็กยัดเยียดหนังสือมาให้นี่ คุณพิภพยอมรับว่า “ใช่ ยัดเยียด” แต่ต่อไปท่านบอกกับเราว่า “ท่านอยากอ่านหนังสืออะไร” เดี่ยวเราจะซื้อหาคนบริจาคมาให้ ยกเว้นหนังสือลามกอณาจาร หนังสือการใช้ความรุนแรง

คุณพิภพกล่าวถึงหนังสือหลายประเภทในตู้หนังสือ ยกตัวอย่างคู่มือมนุษย์ ของอาจารย์พุทธทาส จิตวิทยา นักจิตวิทยาชื่อ คาลจุง(คลาล์ ยุง) ชื่อฟรอยด์ (ซิกมุน ฟรอยด์) เจ้าพ่อเรื่องเพศ บอกว่าปมมนุษย์เกิดมาจากเรื่องเพศ บางคนอยากจะร่วมเพศกับแม่ น่าตกใจไหม.. เป็นปมเลย บางคนอยากทำตัวเป็นพ่อ เราก็มีหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องอนาคตอันเก่าแก่ บทเรียนจากลามะ ลามะคือเป็นวัดของท่านทไลลามะ ซึ่งอพยพมาจากธิเบต มีหนังสือประวัติบุคคล มีหนังสือของท่านติชนัทฮันห์ สันติในเรือนใจ ท่านเป็นพระเวียดนามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ตอนต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ พระเวียดนามเผาตัวเองเพื่อประท้วงและเสียชีวิต ท่านไปตั้งสำนักสงฆ์ที่ฝรั่งเศส

มูลนิธิเด็กรู้จักสำนักพิมพ์ต่างๆ เยอะและสามารถขอเขาลดราคาและซื้อมาให้ ขอคนบริจาค และท่านจะได้อ่านหนังสือพวกนี้ และอย่างที่บอกว่าท่านถูกยัดเยียดหนังสือให้อ่าน

มีหนังสือทไลลามะด้วย ท่านเป็นพระมหายาน เป็นพระวัชรญาณ ในศาสนานี่มีหลายนิกาย
คุณพิภพบอกว่าที่เล่าให้ฟังทั้งหมดนี้เพื่อส่งเสริมการอ่าน มีสติปาฐกถา ๔ ถ้าเล่มไหนท่านไม่อ่านให้วางไว้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทุกเล่ม แต่ถ้าทั้งตู้ท่านไม่อยากท่านสักเล่มนึง ท่านก็บอกมาว่าอยากอ่านอะไร จะซื้อมาให้

คุณพิภพกล่าวต่อว่าผมสนใจเรื่องการอ่านเพราะว่า การอ่านช่วยเราพัฒนาเป็นมนุษย์ แล้วเราสามารถจะพูดคุยกับนักเขียนดังๆ ของโลก นักคิดดังๆ ของโลก หรือนักการศาสนาดังๆ ของโลกซึ่งเราไม่มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับท่าน เราอ่านจากหนังสือ เราเบื่อเมื่อไหร่ก็วาง เวลาพูดคุย เราเบื่อที่จะพูดคุย เราก็ไม่กล้าที่จะออกจากวงสนทนา หรือเบื่อจากการฟังท่านก็ไม่กล้าเดินออก ใครแน่หน่อยเดินออกเลย บอกเบื่อนักคุณพิภพพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าอ่านหนังสือนี่ท่านเบื่อท่านก็วาง แล้วก็หยิบหนังสือประเภทอื่นมาอ่าน นี่คือความสนุกของหนังสือ เหมือนเล่นกีฬา บางทีเราเล่นอันนี้ก็เบื่อ เราก็เล่นกีฬาโน้นกีฬานี้ นี่คือทั้งหมดที่พูดให้ฟัง

ตู้หนังสือประจำวัดนี่ ท่านอาจจะบอกว่ามีแค่นี้เอง และก็ให้มาชะเต็มแล้ว และหนังสือใหม่ๆ จะเอามาใส่ยังไงละ เราจะให้อีกตู้ ออกแบบใหม่ ให้ตู้ต่อขึ้นมาได้ ใส่น๊อตกับข้างฝาก็กลายเป็นตู้หนังสือได้อีก

ทำไมคนไทยอ่านหนังสือน้อย เพราะว่าพ่อแม่คนไทย และระบบการศึกษาไทยไม่สงเสริมการอ่าน
ทำให้ท่านเมื่อเรียนหนังสือแล้ว ท่านลืมการอ่าน จะสงสัยว่าลืมการอ่านได้ยังไง ก็ยังอ่านหนังสือออก
คือเมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ลืมการอ่านหนังสือ ไปดูสิพอจบปริญญาตรีแล้วมาเป็นครูบาอาจารย์ก็ไม่อ่านหนังสือแล้ว และในบ้านเราจะไม่มีตู้หนังสือ

ยกตัวอย่างในบ้านสามเณร ถามสามเณรน้อยว่า ที่บ้านไหนใครมีตู้หนังสือบ้าง ไม่มีเลยเหรอ มีไหม บ้านไหนมีตู้กับข้าวยกมือ บ้านไหนมีตู้เสื้อผ้า เห็นไหมเยอะ! บ้านไหนมีตู้หนังสือ อ่าว ..ข้างหลัง (มีสามเณรยกมือ๑รูป)
ยกตัวอย่างอีกว่าเราเคยดูหนังฝรั่งไหม หนังฝรั่งจะมีเด็ก ถึงเวลาก็จะพาเด็กไปนอน แล้วก็จะอ่านนิทานให้ลูกฟังนิทานก่อนนอน วัฒนธรรมของเราไม่ใช่วัฒนธรรมการอ่าน วัฒนธรรมของเราเป็นวัฒนธรรมการฟัง เมื่อท่านบวชเรียนแล้ว ท่านจะเอาแต่พูดแต่ให้คนอื่นฟังที่เรียกว่าเทศน์ “ไม่ได้” และท่านเทศน์ท่านจะยกเอาแต่ในพระไตปิฏกมาพูด วันนี้ท่านอ่านหนังสือ ท่านอาจจะยกพระไตปิฎกมาสักสิบนาที ต่อไปท่านอาจจะนำเอาความคิดในหนังสือเล่มนึ่งยกมาในการเทศนามาพูดแทน พ่อแม่พี่น้องที่มาฟังธรรม ญาติธรรมทั้งหลายที่มาฟังในวันพระวันโกน ก็จะได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น

คุณพิภพยังกล่าวว่า เมื่ออ่านแล้วก็ฝึกการเขียนได้ แท็บเล็ต ข้อดีของแท็บเล็ตก็คือเขียนหนังสือง่ายขึ้น จิ้ม จิ้ม จิ้ม เขียนได้เล คุณพิภพเขียนได้เป็นเล่ม ยกตัวอย่างเขียนเรื่องเด็ก เขียนเรื่องเข้ม เด็กที่มาร่วมงานด้วย คุณพิภพเขียนในหน้าเฟสบุ๊คแล้วก็ส่งให้คนอื่นอ่าน ตอนนี้รวมจากหน้าเฟสบุ๊คมารวมพิมพ์เป็นเล่ม คุณพิภพบอกว่าหลายๆ ท่านก็จะเป็นนักเขียนได้ นอกจากท่านจะเป็นนักอ่าน นักคิด นักเทศน์ ยังเป็นนักเขียนได้อีก เพราะฉะนั้นจะมีพระนักเขียนในสังคมไทยนี่มีมากมายด้วยกัน

และแนะนำไดอารี่ ที่มีในตู้หนังสือประจำวัดนี้ว่า ปีนี้เป็นไดอารี่ฉบับพิเศษ เป็นไดอารี่ประวัติศาสตร์ จะแจกให้คนละเล่ม เป็นไดอารี่ประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งปีนี้ครบรอบ ๓๐ ปี ของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สามเณรน้อยทั้งหลายคงไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ พระครูอาจารย์หลายท่านอาจจะเคยอยู่ทันในเหตุการณ์ และ ๑๔ ตุลาคม ครบรอบ ๕๐ ปี พระครูอาจารย์อาจจะท่ันในหลายรุ่น

คุณพิภพย้อนเหตุการณ์ที่พูดคุยกันเรื่องมูลนิธิเด็กสนใจเรื่องหนังสือหลังจากคุยกับท่าน “พระครูอาจารย์อนุกูลนันกิจ” ที่บ้านริมน้ำน่าน ในวันนี้เป็นจริง และจะเปลี่ยนชื่อโครงการอาหารเพล ซึ่งเป็นชื่อโครงการหลักที่ดูแลตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด โดยบอกว่า อาหารเพล เราก็นึกแต่อาหารเฉยๆ แต่จะเติมว่า
โครงการอาหารเพลและอาหารสมอง หนังสือคืออาหารสมอง ถ้าท่านไม่มีอาหารสมอง สมองท่านจะฝ่อ ฝอก็คือ ถ้าพูดหยาบๆ คือ โง่ ไม่ฉลาด

ถ้ากินอาหารท่านจะสมบูรณ์ ฉันเนื้อสัตว์น้อยไปหน่อยท่านเลยผอม
นี่อาหารทางร่างกาย อาหารสมองเนี๊ยะคนเรามักจะลืมว่าจริงๆ เราต้องมี อาหารสมองฉันได้โดยการอ่าน โดยการสนทนา

ไปดูพระทิเบต จะสนทนากันแบบนี้ คุณพิภพทำท่ายกมือกำหมัด และบอกเล่าว่าพระทิเบตจะ พูด พูดกันออกมา ยังกับต่อยกันให้จับกันเป็นคู่ๆ สนทนากันเสียงดัง ต้องเสียงดังเพราะจะได้เข้าไปในหูด้วย ไม่ใช่สนทนาพูดกัน คุยกันซุบซิบๆ คุณพิภพชอบวิธีของพระทิเบต วิธีเรียนธรรมะของคนยิว คนยิวฉลาดที่สุด โดยการเรียน คุยกันดังๆ และจับคู่กัน แล้วก็เปลี่ยนคู่ คุณพิภพบอกว่าที่เล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ จะเปลี่ยนชื่อเป็น
"โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร"
ส่วนอาหารสมองก็คือหา #หนังสือ มาให้ท่านอ่าน

คุณพิภพสรุปอีกรอบว่า หนังสือนี้ในตู้แรก ถูกยัดเยียด ถูกเลือกมาให้ โดยคุณสุพจน์ ชูนวล หัวหน้าโครงการ เป็นผู้ยัดเยียดให้ แต่ยัดเยียดของที่ดีที่สุด เท่าที่ คุณสุพจน์ ชูนวล รู้สึกว่าดีที่สุด และหนังสือนี้ก็จะหลากหลายมาก
ยกเว้นหนังสือเรื่องความรุนแรง หนังสือเรื่องลามกอณาจาร

มีหนังสือจิตวิทยา มีหนังสือศาสนา และหนังสือต่างๆ และถ้าเดินไปร้านหนังสือ หรือมีคนบอกเขียนในไลน์ เจอหนังสือดีๆ ในหน้าเฟสบุ๊คตอนนี้คุณพิภพบอกว่าอ่านเป็นประจำ มีใครแนะนำหนังสือที่ดี ก็จะสั่งให้เลขาซื้อทันที เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปร้านหนังสือ ดูร้านในหน้าเฟสบุ๊ค ร้านหนังสือแล้วก็สั่งเอา สั่งไปที่คุณสุพจน์ ก็จะหาคนบริจาค เรามีคนศรัทธา เพราะสังคมไทยนอกจากจะศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว ก็คือศรัทธาศาสนา

คุณพิภพกล่าวถึงสามเณรว่า ท่านต้องรู้ว่าท่านทั้งหลายมีบุญญาธิการ มีรัศมีอยู่ในตัวเอง แต่จะเป็นรัศมีที่คนศรัทธา ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของท่านตามพระวินัยในพระไตปิฎก และท่านมีอาหารสมอง

โรงเรียนพระปริยัติธรรมมี เป้าหมายเชิงปริมาณให้มีเณร
สามเณรนำไปสู่การบวชพระ

เป้าหมายเชิงคุณภาพ ให้มีคุณภาพเชิงวิชาการ จริยธรรมในระดับดีขึ้น
ใช้คำว่าศักยภาพทางวิชาการ ก็คือหนังสือพวกนี้รวมถึงพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกเป็นพื้นฐานจะต้องอ่าน

เพราะฉะนั้นวันนี้มูลนิธิเด็กก็ส่งเสริม นอกจากส่งเสริมเชิงคุณภาพ ยังจัดบวชเณรภาคฤดูร้อน จนกระทั้งเณรของเราซึ่งเป็นเด็กโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ในนี้มีหนังสือเรื่องหมู่บ้านเด็กด้วย ลองให้ไปอ่านดู เป็นโรงเรียนที่ไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป มีเณรของเราก็ยังบวชอยู่ นั่งอยู๋ในนี้ด้วย มีสามเณรเต้ ธีรวัฒน์ บุญชู และสามเณรตี๋ สมชาย ศิวะโชคชัย ต่อไปก็จะบวชเป็นพระ และเคยมีสามเณรจากโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่มาบวชเรียนที่นี่ บวชถึง ๓ พรรษา ตอนนี้สึกแล้วทำงานอยู่ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

ขอขอบคุณพระอาจารย์อนุกูลนันทกิจที่สนับสนุนโครงการอาหารสมอง

คุณพิภพบอกว่าท่านคงฉันอาหารสมองนี้ได้อย่างมีความสุขและสนุก และก่อให้เกิดสมาธิ และหากต้องการหนังสือ ต้องการตู้หนังสือเพิ่มก็บอก และถ้าสึกแล้วจะนำตู้หนังสือไปไว้ที่ไหนดี มูลนิธิเด็กใจกว้าง

ให้ท่านขออนุญาตจากเจ้าอาวาสก่อน การอ่านหนังสือในการเป็นฆารวาสหรือในการเป็นสามเณร คุณพิภพมองว่าเป็นอาหารสมองเหมือนกัน ถ้าท่านไม่เอากลับไปก็เก็บไว้ หรืออยากได้บางเล่มกลับไป

แต่สิ่งที่คุณพิภพต้องการ ถ้าโครงการนี้สำเร็จคือ ท่านกลายเป็นคนมีนิสัยการอ่าน การอ่านช่วยสร้างประเทศชาติ เพราะว่าเราจะกลายเป็นประชาชนที่มีคุณภาพไม่ว่าจะอยู่ในคราบผ้าเหลือง หรือไม่อยู่ในคราบผ้าเหลือง ไม่เป็นไร เราก็จะกลายเป็นคนมีคุณภาพ การเป็นคนคุณภาพก็จะทำให้ประเทศกลายเป็นประเทศคุณภาพไปด้วย เหมือนกับประเทศต่างๆ เขาเจริญ ประชาชนเขาอ่านหนังสือกันมาก

จากวันที่คุยเล่นๆ ณบ้านริมน้ำน่าน กับพระอาจารย์อนุกูลนันทกิจในวันนั้น
วันนี้มาเปิดตัวแห่งแรกที่โรงเรียนปริยัติธรรมวัดนิโครธาราม ถือว่าโรงเรียนปริยัติธรรมให้เกียรติกับมูลนิธิเด็ก

และร่วมกันเปิดตัว "โครงการอาหารเพลและอาหารสมองสำหรับสามเณร"

เป็นหนังสือในกุฏิพระและวัด เราใช้อย่างจงใจ ตู้หนังสือในกุฏิพระและวัด มีความหมายคือ ถ้าไม่เก็บไว้ในกุฏิพระ ก็เก็บไว้ในวัด วัดทุกวัดมีศาลาการเปรียญ มีโบสถ์ ก็เก็บไว้ได้

ขอท่านทั้งหลายได้เจริญธรรมและมีอาหารสมองเจริญปัญญา

เรียบเรียงโดย
นายสุพจน์ ชูนวล โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร
นางสาวเอื้อมเดือน ชนะบุญวรานนท์ โครงการตู้หนังสือในบ้านเด็ก
๑๑.๑๑.๒๕๖๕
—----------------------------------------------------------------

ข้อมูลเพิ่มเติม

การคิดเชิงบริหาร (Executive Functions) คืออะไร EF คือการทำหน้าที่
ระดับสูงของสมองที่ช่วยให้เราควบคุมอารมณ์ ความคิด การกระทำ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย (Goal directed behaviors)
สมองส่วนหน้าสุดทำงานร่วมกับสมองส่วน อื่นๆ ทำให้เรา: • มีสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำงาน ไม่วอกแวก • ยั้งคิดก่อนทำ ไม่หุนหันพลันแล่น ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมตนเองได้ • กำกับตนเองได้ทั้งอารมณ์ ความคิด และการกระทำ

คือ ชุดกระบวนการคิด ที่ทำงานในสมองส่วนหน้าของเรา ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีตเข้ากับปัจจุบัน ทำให้รู้สึกยั้งคิดยั้งใจ ชะลอความอยาก กำกับพฤติกรรมและอารมณ์ของเราได้ ช่วยปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหา วางแผนบริหารจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ทักษะ EF ทำให้เราสามารถกำกับควบคุมตัวเองได้ (Self-Regulation) สามารถคิดในระดับสูง (High-Level Cognitive Functions) ได้ดีกว่าสัตว์ นั่นคือ มนุษย์สามารถใช้เหตุและผลได้ ควบคุมสัญชาตญาณและความรู้สึกให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้ สามารถวางแผนและดำเนินการสิ่งยากๆ ได้ พูดได้ว่าทักษะสมอง EF คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราเป็น “มนุษย์” แตกต่างไปจากสัตว์นั่นเอง
ทักษะสมอง EF ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่
• ทักษะการจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) • ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibition)
• ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility) • ทักษะควบคุมอารมณ์ (Emotional Control)
• ทักษะจดจ่อใจใส่ (Focus/Attention) • ทักษะติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring)
• ทักษะริเริ่มและลงมือทำ (Initialing) • ทักษะวางแผนและจัดระเบียบดำเนินการ (Planning and Organizing) • ทักษะมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence)
(อ้างอิง ผศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล)
—----------------------------------------

{ทะไลลามะ หรือ ตาแลลามา (ทิเบต) หรือ ต๋าไล่หล่ามะ (ภาษาจีน) หรือ ดาไลลามะ (อักษรโรมัน) เป็นตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก (นิกายหมวกเหลือง) เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ทะไลลามะ มาจากภาษามองโกเลีย แปลว่า มหาสมุทร และภาษาทิเบต แปลว่า พระชั้นสูง} (อ้างอิง วิกิพีเดีย)
—----------------------------------

สติปัฏฐาน๔ หมายถึง ข้อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ใช้สติเป็นประธานในการกำหนดระลึกรู้สิ่งทั้งหลาย
ตามความเป็นจริงโดยไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ซึ่งจะทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง
—-----------------------------------

คารล์ จี จุง (Carl G Jung) เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ระหว่างปี ๑๘๗๕ -๑๙๖๑ เป็นหนึ่งในนักจิตวิทยาที่สืบทอดแนวคิดมาจากทฤษฎีของ Sigmund Freud ทฤษฎีของ Jung นั้นมีการพัฒนาจากทฤษฎีจิตใต้สำนึกของ Freud จนกระทั่งเป็นทฤษฎีจิตใต้สำนึกในแบบของเขาเอง โดยเขามีความเชื่อว่ามนุษย์ที่เกิดมามีข้อมูลที่รับมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งจะเป็นการชี้นำ พฤติกรรม และกำหนดจิตสำนึก ตลอดจนการตอบสนองต่อประสบการณ์ และโลกส่วนตัวของเขา บุคลิกภาพแต่ละบุคคลจึงเป็นผลของการกระทำของแรงภายใน ( Inner Forces ) ที่กระทำต่อแรงภายนอก (Outer Forces)

ทฤษฎีของ Jung แตกต่างจาก Frued ที่อธิบายว่า พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรงกระตุ้นทางเพศ แต่ Jung เชื่อว่าบุคคลจะเป็นคนเช่นใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กด้วยเช่นกันองค์ประกอบของจิต (Structural Components of Psyche) เป็นผลรวมทั้งหมดของบุคลิกภาพที่ประกอบด้วยระบบต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกัน โครงสร้างของบุคลิกภาพของ Jung มีดังนี้ ตัวตน (Ego) อีโก้ของ Jung จิตใต้สำนึก ปม (thaihypnosis.com)
—----------------------------------------------

ฟรอยด์ (ซีคมุนท์ ฟร็อยท์) เกิดในครอบครัวที่มีอาชีพขายขนสัตว์เกิดที่ ไฟรแบร์คอินเมเริน มอเรเวีย ออสเตรีย-ฮังการี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเช็ก) เชื้อสายยิว มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ๑๘๕๖ - ค.ศ. ๑๙๓๙ รวมอายุ ๘๓ ปี เป็นประสาทแพทย์ชาวออสเตรีย ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะบิดาแห่งจิตวิเคราะห์
บิดามารดาของฟร็อยท์ยากจน แต่ได้ส่งเสียให้ฟร็อยท์ได้รับการศึกษา ฟรอยด์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กเขามีผลการเรียนดีที่สุดในชั้นเรียน เขามีความโดนเด่นภาษาศาสตร์
สอบผ่านชั้นสูงสุดด้วยคะแนนดีที่สุดโดยเฉพาะวิชาเรียงความ ซึ่งฟรอยด์ ใช้ภาษาได้ดีมาก มีสำนวนที่สวยงามแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกกลัวและกังวลกับความสำเร็จของตน การเขียนทำให้ครูของเขาเห็นพรสวรรค์ของฟรอยด์ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ

เมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาศาสตร์ แต่เปลี่ยนไปศึกษาแพทยศาสตร์แทน โดยรับผิดชอบการวิจัยโรคสมองพิการ ภาวะเสียการสื่อความ และจุลประสาทกายวิภาคศาสตร์ เขาเดินหน้าเพื่อพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับจิตไร้สำนึกและกลไกของการกดเก็บ และตั้งสาขาจิตบำบัดด้วยวาจา โดยตั้งจิตวิเคราะห์ ซึ่งเป็นวิธีการทางคลินิกเพื่อรักษาจิตพยาธิวิทยาผ่านบทสนทนาและระหว่างผู้รับการรักษากับนักจิตวิเคราะห์ แม้จิตวิเคราะห์จะใช้เป็นการปฏิบัติเพื่อการรักษาลดลง แต่ก็ได้บันดาลใจแก่การพัฒนาจิตบำบัดอื่นอีกหลายรูปแบบ ซึ่งบางรูปแบบแตกออกจากแนวคิดและวิธีการดั้งเดิมของฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างของบุคลิกภาพจะประกอบด้วย อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้

ฟรอยด์ได้แบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น ๓ ระดับ คือ
จิตสำนึก (Conscious) จิตก่อนสำนึก (Pre-conscious) และจิตไร้สำนึก


ฟรอยด์แบ่ง สัญชาติมนุษย์เรามีสัญชาติญาณติดตัวมาแต่กำเนิด และได้แบ่งสัญชาติญาณออกเป็น 2 ชนิดคือ
1) สัญชาติญาณเพื่อการดำรงชีวิต (Life instinct)
2) สัญชาติญาณเพื่อความตาย (Death instinct)
สัญชาตญาณบางอย่าง จะถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก ฟรอยด์ได้อธิบายเกี่ยวกับสัญชาตญาณ เพื่อการดำรงชีวิตไว้อย่างละเอียด ได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์เรามีพลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิด เรียกพลังงานนี้ว่า "Libido” เป็นพลังงานที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ อยากสร้างสรรค์ และอยากจะมีความรัก มีแรงขับทางด้านเพศ หรือกามารมณ์ (S*x) เพื่อจุดเป้าหมาย คือความสุขและความพึงพอใจ (Pleasure) โดยมีส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก และได้เรียกส่วนนี้ว่า อีโรจีเนียสโซน (Erogenous Zones) แบ่งออกเป็นส่วนต่างดังนี้
- ส่วนปาก ช่องปาก (Oral)
- ส่วนทางทวารหนัก (A**l)
- และส่วนทางอวัยวะสืบพันธุ์ (Ge***al Organ)

ฟรอยด์แบ่งความพึงพอใจในส่วนต่างๆ ของร่างกายนี้ เป็นไปตามวัย เริ่มตั้งแต่วัยทารก จนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๕ ขั้น คือ
๑. ขั้นปาก (Oral Stage)
๒. ขั้นทวารหนัก (A**l Stage)
๓. ขั้นอวัยวะเพศ (Ph***ic Stage)
๔. ขั้นแฝง (Latence Stage)
๕. ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Ge***al Stage)

17/02/2020

ที่อยู่

95/24 หมู่ 6 ซอยกระทุ่มล้ม 18 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต. กระทุ่มล้ม
Amphoe Sam Phran
73220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โครงการอาหารเพลและอาหารสมองเพื่อสามเณร มูลนิธิเด็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท