สงคราม 20+

สงคราม 20+ เราเป็นมากกว่าเพจประวัติศาสตร์

ข้อปฎิบัติในการโพสต์ในแฟนเพจ
1.ห้ามโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นที่ลบลู่ดูหมิ่นเบื้องสูง
2.ห้ามโฆษณาสินค้าต่างๆ
3.ห้ามโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

ทำไม วอชิงตัน ไม่สถาปนาตนเป็นกษัตริย์แต่เลือกจะเป็นประธานาธิบดีของปวงชน
09/01/2021

ทำไม วอชิงตัน ไม่สถาปนาตนเป็นกษัตริย์แต่เลือกจะเป็นประธานาธิบดีของปวงชน

• 👑 ทำไม จอร์จ วอชิงตัน
ถึงไม่สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์
หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเอกราชจากอังกฤษ

-----

ทุกคนน่าจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า ในอดีตสหรัฐอเมริกาเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน จนกระทั่งพวกเขาได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามปฏิวัติอเมริกา (American Revolution War)

โดยมี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) นายพลคนสำคัญที่นำกองทัพอเมริกาเอาชนะอังกฤษ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ

แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เพราะเหตุใด จอร์จ วอชิงตัน ถึงไม่สถาปนาให้ตัวของเขาดำรงตำแหน่งเป็นกษัตริย์ของสหรัฐฯ แต่กลับสถาปนาตำแหน่งประธานาธิบดีขึ้นมาแทน

สำหรับคำตอบของข้อสงสัยนี้นั้น ก็เพราะว่า จอร์จ วอชิงตัน ไม่ได้มีแนวคิดที่อยากจะเป็นกษัตริย์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ในความคิดของวอชิงตัน เขารู้มาโดยตลอดว่า การที่เขานำชาวอเมริกาต่อสู้เพื่อเป็นอิสรภาพจากอังกฤษนั้น ก็คือการต่อสู้เพื่อให้ชาวอเมริกาได้หลุดพ้นจากระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ของอังกฤษ ที่ได้กดขี่และสร้างความอยุติธรรมให้กับชาวอาณานิคมอเมริกามาเป็นเวลาช้านาน

ซึ่งสิ่งที่ได้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของวอชิงตันและประชาชนชาวอเมริกาในตอนนั้น ก็คือข้อความที่ได้ปรากฏอยู่ในคำประกาศอิสรภาพแห่งสหรัฐฯ (United States Declaration of Independence) ที่มีใจความว่า

" All men are created equal ... , this statement is the very founding principal of our country."

- มนุษย์ทุกคนล้วนถูกสร้างขึ้นมาเท่าเทียมกัน
คำพูดนี้เป็นหลักในการก่อตั้งประเทศของเรา

ดังนั้นหากวอชิงตันมีแนวคิดที่จะสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ก็เท่ากับว่าเขาได้ทรยศกับเจตนารมณ์ของชาวอเมริกาเลยทีเดียว

" I didn't fight George III to become George I."

- ฉันไม่ได้ต่อสู้กับจอร์จที่ 3 เพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นจอร์จที่ 1

นี้เป็นหนึ่งในคำพูดของวอชิงตัน ในขณะที่เขานำกองทัพต่อสู้กับอังกฤษ

ดังนั้นเมื่อ จอร์จ วอชิงตัน ได้กลายเป็นผู้นำคนแรกของสหรัฐฯ เขาจึงได้สถาปนาตำแหน่งประธานาธิบดีขึ้นมา เพราะตำแหน่งนี้ คือตำแหน่งที่ประชาชนทุกคนเป็นผู้ที่เลือกมา

แม้แต่ในตอนที่วอชิงตันดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี เขาก็ยังมีแนวคิดว่า ตำแหน่งที่เขาเป็นอยู่นั้นสูงส่งมากจนเกินไป แต่ด้วยความที่ประชาชนชาวอเมริกันให้การยอมรับและเคารพในตัวเขา วอชิงตันจึงต้องยอมรับในมติของประชาชน และเป็นผู้นำของพวกเขาอย่างภาคภูมิ

หลังจากที่วอชิงตันสิ้นสุดตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 เขาก็ปฏิเสธที่จะเป็นประธานาธิบดีต่อในสมัยที่ 3 เพราะเขาไม่ต้องการที่จะยึดติดกับอำนาจอีกต่อไป (ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะดำรงตำแหน่งสูงสุดเพียงแค่ 2 สมัย ในเวลาต่อมา)

นอกจากนี้ วอชิงตันยังเป็นบุคคลที่ได้รับอิทธิพลมาจากยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในทวีปยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 17-18

ยุคเรืองปัญญา เป็นยุคสมัยที่แนวคิดความเป็นเหตุเป็นผล ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ รวมไปถึงแนวคิดของสิทธิเสรีภาพ ได้รับการพูดถึงและเป็นที่นิยมของชาวยุโรป

ดังนั้นวอชิงตันรวมไปถึงกลุ่มคนที่ร่วมกันสร้างชาติอเมริกาด้วยกันกับเขา จึงได้นำเอาแนวคิดแบบประชาธิปไตย ระบบประธานาธิบดี และความเชื่อของความเท่าเทียมกันของมนุษย์ มาปรับใช้กับประเทศของพวกเขานั่นเอง

-----

*** Reference

- https://www.quora.com/Why-did-George-Washington-turn-down-an-offer-to-become-a-king
- https://history.howstuffworks.com/historical-events/was-george-washington-really-offered-king-us.htm
- https://www.smithsonianmag.com/history/why-america-has-president-instead-exalted-highness-180961841/
- https://www.vision.org/biography-george-washington-man-who-would-not-be-king-493

ปรีชาหรือเป็นบ้า? เกิดอะไรขึ้นกับพระเจ้าจอร์ชที่ 3 แห่งอังกฤษ? กษัตริย์จอร์ชที่ 3 ครองราชย์ในยุคที่สถานการณ์ทางการเมืองผ...
09/01/2021

ปรีชาหรือเป็นบ้า? เกิดอะไรขึ้นกับพระเจ้าจอร์ชที่ 3 แห่งอังกฤษ?

กษัตริย์จอร์ชที่ 3 ครองราชย์ในยุคที่สถานการณ์ทางการเมืองผันผวนเป็นอย่างมาก ทรงอยู่ร่วมสมัยกัยเฟรเดอริกมหาราชของปรัสเซียและแคทเธอรีนมหาราชแห่งรัสเซีย ทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของอเมริกา และเป็นกษัตริย์คนแรกของออสเตรเลีย รัชสมัยของพระองค์เริ่มต้นด้วยสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา ตามมาด้วยการปฎิวัติฝรั่งเศส จบลงที่สงครามนโปเลียน

ในขณะที่ยุโรปลุกเป็นไฟ สุขภาพของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 กลับทรุดลงในช่วง 10 ปีสุดท้าย ทรงถูกกักตัวไว้ในพระราชวังวินเซอร์เป็นเวลานานถึงสิบปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐสภาอังกฤษประกาศให้มีการแต่งตั้ง “เจ้าชาย” ขึ้นสำเร็จราชการแทน ”พระบิดา” ผู้คนทั่วไปต่างรู้และพูดไปปากต่อปาก “กษัตริย์อังกฤษเป็นบ้าไปเสียแล้ว”

อาการป่วยของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 เกิดขึ้นได้อย่างไร? กษัตริย์ที่ถูกจดจำในฐานะชายวิปลาส เป็นคนอย่างไรแน่?

“มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่กษัตริย์จอรช์ที่ 3 ถูกจดจำในฐานะชายเสียสติ ทั้งที่ช่วง 50 ปีแรกของการครองราชย์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก” โรฮาน ฮัตตัน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษให้สัมภาษณ์

พระเจ้าจอร์ชที่ 3 เป็นกษัตริย์จากราชวงศ์ฮาโนเวอร์พระองค์แรกที่เกิดและเติบโตในอังกฤษ ต่างจากพระเจ้าจอร์ชที่ 1 และ 2 ซึ่งเกิดและเติบโตในเยอรมัน จอร์ชที่ 3 พูดอังกฤษเป็นภาษาหลักและมีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลาที่ทรงบริหารบ้านเมือง พระเจ้าจอร์ชเก็บเอกสารที่ถูกส่งมาถึงพระองค์ทุกฉบับ เรียงตามวันที่ จัดแฟ้มตามสมัยของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน ความละเอียดรอบคอบของพระองค์อาจจะดูมากไปด้วยซ้ำเมื่อทรงเขียนจดหมายโต้ตอบกับนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ สถานที่ และเวลาที่ตอบ ระบุชัดถึงหลักนาที

ความใส่ใจในรายละเอียดนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการบริหาร ทรงคาดการณ์จำนวนทหารที่อังกฤษต้องใช้สงครามกับอเมริกา ลงรายละเอียดว่าต้องใช้ผ้าห่มจำนวนเท่าไหร่ เสื้อฝนจำนวนกี่ชุด (ตามสภาพอากาศของพื้นที่ที่ทหารแต่ละหน่วยควรถูกส่งไปประจำการ) ทรงบันทึกด้วยว่าเรือรบที่ฝรั่งเศสส่งมาช่วยอเมริกามีจำนวนมากเท่าไหร่ และมีปืนใหญ่ประจำการกี่กระบอก พระองค์มีนาฬิกาในห้องสมุดสั่งทำพิเศษเพื่อให้สามารถบอกเวลาของทุกอาณานิคมใต้ธงสหราชอาณาจักร นาฬิกาที่ว่ายังรวมข้อมูลอื่นๆ เช่น การโคจรของดวงจันทร์ และการโคจรของโลก

พระเจ้าจอร์ชที่ 3 ละเอียดรอบคอบกับเรื่องครอบครัวด้วยเหมือนกันเมื่อทรงเขียนลิสท์เจ้าสาวของพระองค์เองและตัดสินใจเลือเจ้าหญิงเยอรมันที่ไม่เคยพบหน้า - เจ้าหญิงชาร์ล็อตแห่งเมคเลินบวร์ค-ชเตรลิทซ์ มาเป็นเจ้าสาว แม้ว่าชาร์ล็อตจะไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษแต่ชีวิตสมรสของทั้งสองก็ต้องถือว่าประสบความสำเร็จ ทรงมีโอรส-ธิดาร่วมกันถึง 15 พระองค์ใน 17 ปี และทรงจดส่วนสูงของลูกๆ ทุกคนในสมุดบันทึก และมักจัดเวลาไปพบปะลูกๆ ทุกคนแบบรายวัน

พระเจ้าจอร์ชที่ 3 ภูมิใจครอบครัวใหญ่ของพระองค์และมักพาครอบครัวเดินทางไปพักร้อนตามที่ต่างๆ ควีนชาร์ล็อตเคยบันทึกว่าพระองค์เคยหอบลูกเปลี่ยนที่พักถึง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ระหว่างนั้นกษัตริย์จะแต่งกายธรรมดาออกเยี่ยมราษฎรพร้อมคำถามมากมาย การปรากฎกายอย่างไม่คาดคิดของพระองค์ถูกนำไปเขียนล้อในการ์ตูนการเมืองว่าทรงเป็นพวก “ช่างตั้งคำถาม”

อาการป่วยของพระเจ้าจอร์ชเริ่มปรากฎครั้งแรกในราวปี 1788 เมื่อพระองค์แสดงท่าที่ประหลาด - พูดเร็วมาก ถามคำถาม และเล่าเรื่องราวมากมายแบบไม่ปะติดปะต่อกัน พระเจ้าจอร์ชมักอยู่ในอาการตื่นเต้นและโมโหอยู่ตลอดเวลา ทรงกล่าววาจาไม่เหมาะสมต่อหน้าสตรีซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ อาการป่วยของพระองค์เรียกได้ว่าหนักถึงขั้นทรงพยายามนำสเต็กไปปลูกเพราะเชื่อว่าเนื้อสามารถงอกได้จากต้นไม้ ทรงจับมือกับต้นไม้ธรรมดาโดยนึกว่าเป็นพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช อาการเหล่านี้ทำให้ควีนชาร์ล็อตรู้สึกกลัวและเริ่มถอยห่างจากพระสวามี พระราชินีหลีกหนีไปใช้ชีวิตตามลำพังในพระตำหนักส่วนตัวกับลูกสาว ทรงเลิกทานข้าวร่วมกับพระสวามีและปฎิเสธที่จะอยู่กับพระองค์ตามลำพัง

หมอจากทุกสารทิศถูกเรียกมาตรวจดูอาการของพระราชา ในยุคนั้นการแพทย์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าอาการป่วยทางจิตเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย พวกเขาเชื่อว่าพระองค์อาจป่วยเป็นเก๊าท์และเชื้อร้ายคงลามไปไกลทำให้เกิดอาการฟั่นเฟือน อย่างไรก็ดี การรักษามากมายไม่สามารถช่วยให้พระเจ้าจอร์ชหายสนิท อาการของพระองค์ดีขึ้นในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 1789 ก่อนกลับไปทรุดหนักอีกครั้งหลังทรงสะเทือนใจอย่างหนักกับการจากไปของลูกสาวคนโปรด - เจ้าหญิงอเมเลีย

อเมเลียป่วยเป็นวัณโรคก่อนจากโลกนี้ไปในวัย 27 ปี พระเจ้าจอร์ชไม่เคยทำใจได้และมักเรียกหาลูกสาวคนโปรดอยู่ซ้ำๆ อาการของพระองค์ทรุดหนักกระทั่งไม่สามารถจดจำบุคคลตรงหน้าและมักเรียกหาบุคคลที่ไม่มีอยู่จริง การป่วยของกษัตริย์ทำให้รัฐสภาตัดสินใจตั้งผู้สำเร็จราชการ โดยเลือกให้เจ้าชายจอร์ช - ลูกชายคนโตของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 ขึ้นมาทำหน้าที่ - เรียกกันว่า Prince Regent หรือเจ้าชายผู้สำเร็จราชการ ทำให้ช่วงเวลานี้ถูกจดจำในประวัติศาสตร์ในฐานะยุครีเจนซี่ - Regency era

พระเจ้าจอร์ชป่วยเป็นอะไร? คำถามนี้ยังคงเป็นปริศนา ข้อสันนิษฐานแรกๆ เชื่อว่าพระองค์ป่วยเป็นโรคพอร์ไฟเรีย ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ยาก เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายสร้างสารพอร์ไฟรินมากไป ผู้ป่วยโรคนี้มักมาพบแพทย์ด้วยการผิดปกติทางจิตโดยมีปัญหาเรื่องระบบประสาทร่วมกับอาการปวดท้องแบบเฉียบพลัน อย่างไรก็ดี อาการนี้พบได้ยากและไม่สามารถพิสูจน์ได้

แพทย์ในปัจจุบันให้ความเห็นว่าอาการของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 อาจจะใกล้กับโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์ คือมีช่วงเวลาซึมเศร้ากว่าปกติหรืออารมณ์ดีผิดปกติ กระทั่งก้าวร้าวผิดปกติโดยไม่มีเหตุผล น่าเสียดายที่สาขาวิชาจิตเวชในยุคนั้นยังไม่ได้รับการยอมรับ และการรักษาผู้ป่วยทางจิตก็ยังเน้นวิธีปลายเหตุเช่นการกักขัง มัดติดเก้าอี้ หรือการรักษาด้วย moral therapy เช่น การสั่งและขู่ให้ผู้ป่วยทำตัวดีๆ

หลังครองราชย์ยาวนาน 50 ปี พระเจ้าจอร์ชที่ 3 ใช้ชีวิต 10 สุดท้ายในฐานะผู้ถูกจองจำ ทรงถูกกักบริเวณไว้ในห้องพักที่พระราชวังวินเซอร์จนวันสุดท้ายของชีวิต กล่าวกันว่าพระเจ้าจอร์ชชอบมองออกไปนอกหน้าต่าง (แม้ว่าจะทรงตาบอด หูหนวก และแทบเดินไม่ได้ในช่วงปลายของชีวิต) และยังทรงยกมือขึ้นแสดงความเคารพทุกครั้งที่ทรงได้ยินเสียงกองทหารเดินผ่านหน้าต่างห้องของพระองค์

พระเจ้าจอร์ชที่ 3 สวรรคตในปี 1820 พระชนมายุ 81 พรรษา สำหรับนักประวัติศาสตร์ ยุคสมัยของพระเจ้าจอร์ชที่ 3 เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่อังกฤษมีการพัฒนาทั้งทางด้านสังคมและวิทยาศาสตร์ ทรงจากโลกนี้ไปพร้อมเมล็ดพันธุ์ของการปฎิวัติอุตสาหกรรมที่จะทำให้อังกฤษเจริญรุ่งเรื่องไปอีกหลายช่วงอายุคน สำหรับนักรัฐศาสตร์ บทบาทของพระองค์และการทำงานอย่างปรองดองกับรัฐสภา เป็นต้นแบบสำคัญสำหรับกษัตริย์อังกฤษในยุคหลัง ดังที่ทรงกล่าวในจดหมายฉบับท้ายๆ ถึงเจ้าชายจอร์ช ซึ่งจะรับหน้าที่ผู้สำเร็จราชการก่อนขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์ชที่ 4

“เจ้าชายที่เลวร้าอาจจะ (และควรจะ) ถูกยับยั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เจ้าชายที่ดีจะไม่มีวันสูญเสียเกียรติ์อันได้จากการอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ”

References:
https://screenrant.com/bridgerton-king-george-3-madness-illness-hidden-reason/
https://www.youtube.com/watch?v=2ZUzDlHarkI
https://www.youtube.com/watch?fbclid=IwAR3gOvgASZO-5H3coxniopGepyiobwxnlU94Rsh-GayiwjmgnVTz7Sdp1es&v=63umF2zRBp0&feature=youtu.be

03/01/2021
ภาพ : ทหารสหรัฐฯจากกรมทหารพลร่มที่ 502 (502nd Parachute Infantry Regiment /502nd PIR) สังกัดกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 101...
01/01/2021

ภาพ : ทหารสหรัฐฯจากกรมทหารพลร่มที่ 502 (502nd Parachute Infantry Regiment /502nd PIR) สังกัดกองพลส่งกำลังทางอากาศที่ 101 ( 101st Airborne Division) ขณะขับรถยนต์ทหารของเยอรมัน คูเบลวาเกน (Kübelwagen) ที่ยึดมาได้ ถนนโฮลเกตและคาเรนทัน (street Holgate and RN 13, Carentan) ในแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส 14 มิถุนายน ปี 1944

เสริม : รถยนต์ทหารของเยอรมัน คูเบลวาเกน หรือ Kübelwagen เป็นรถเคลื่อนย้ายกำลังพลขนเบาเอนกประสงค์ทางทหาร (Leichtes militärisches Nutzfahrzeug)รถอเนกประสงค์ขนาดเล็กทางทหาร หรือเรียกเพียงแค่ รถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เป็นคำที่ใช้สำหรับหมวดหมู่รถทหารน้ำหนักเบาที่สุด ยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อที่เหมือนรถจี๊ปสำหรับใช้งานทางทหาร โดยนิยามว่าเบากว่ารถบรรทุกและยานพาหนะทางทหารอื่น ๆ ขนาดกะทัดรัดโดยเนื้อแท้และมักจะไม่มีอาวุธ

ขอบคุณ : WW II uncovered

แอดมินนามปากกา

อดีตผู้นำลิเบียกับการพูดแต่น้ำที่ยูเอ็น
30/12/2020

อดีตผู้นำลิเบียกับการพูดแต่น้ำที่ยูเอ็น

• ช่วงคุณรู้หรือไม่?

-----

ย้อนกลับไปในปี 2009 ได้มีการจัดการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN general assembly) ครั้งที่ 64 ที่ถูกจัดขึ้นในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ซึ่งในการประชุมครั้งนั้น นับเป็นการประชุมกับทางสหประชาชาติครั้งแรกของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) ผู้นำเผด็จการของลิเบียในตอนนั้น ที่ได้ครองอำนาจปกครองลิเบียนานกว่า 40 ปี (และยังเป็นครั้งแรก ที่เขาได้เดินทางมาที่สหรัฐอเมริกาด้วย)

โดยกัดดาฟีก็ได้มีโอกาส ที่จะได้พูดต่อที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยเขาถูกกำหนดเวลาในการพูด อยู่ที่ราว 10 นาที

ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่า กัดดาฟีแกจะพูดเพลินเกินไปหน่อยหรือเปล่า เพราะกัดดาฟีได้ใช้เวลาในการพูดต่อที่ประชุมนี้ นานกว่า 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว (ไม่หน่อยแล้วมั้ง)

และที่สำคัญก็คือ สิ่งที่กัดดาฟีได้พูดนั้น เรียกได้ว่าหาแก่นสาระหรือประโยชน์อะไรไม่ได้เลย โดยสิ่งที่กัดดาฟีพูดในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงนี้ ยกตัวอย่างเช่น

- กล่าวหาอิสราเอล ว่าคือชาติที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี้

- เรียกร้องให้ชาติยุโรปทุกชาติ จ่ายเงินเป็นมูลค่าว่า 7.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 231 ล้านล้านบาท) เพื่อชดเชยให้กับชาติในแอฟริกา ในฐานะที่เคยล่าอาณานิคมในแอฟริกามาก่อน

- พูดในเชิงสนับสนุนโจรสลัดโซมาเลีย และเห็นด้วยกับการปล้นเรือพาณิชย์ของชาติต่าง ๆ โดยฝีมือของโจรสลัดโซมาเลีย

- เรียกประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในตอนนั้น อย่าง บารัค โอบามา ว่า "ไอ้ลูกชาย" เกือบ 10 ครั้ง ๆ ตลอดการพูด

- ทำการฉีกสำเนากฎบัตรสหประชาชาติและโยนทิ้ง โดยบอกว่าสหประชาชาติไม่ใช่สภาแห่งความมั่นคง แต่มันคือสภาแห่งความชั่วร้าย

- บอกว่าไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ถูกสร้างขึ้นในห้องทดลอง

นอกจากนี้ กัดดาฟียังได้ไปพูดแซวกับบรรดาตัวแทนของชาติต่าง ๆ ที่ได้มานั่งฟังแกพูด (วันนั้นแทบจะไม่มีใครฟังกัดดาฟีพูด เพราะลุกออกจากที่ประชุมกันเกือบหมด)

"พวกคุณไม่รู้สินะ ว่าผมน่ะตื่นตอนตี 4 เกือบทุกวัน พวกคุณคงเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบินมากใช่ไหมละ? ใช่แล้ว! คุณควรจะหลับ เพราะว่าพวกคุณเหนื่อยหลังจากนอนไม่หลับมาทั้งคืน" (อิหยังวะ?)

ซึ่งเรื่องราวของกัดดาฟีในการประชุมครั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็น 1 ในโมเมนต์ ที่แปลกและงงงวยมากที่สุด ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มาจนถึงตอนนี้เลยทีเดียว

-----

*** Reference

- https://www.theguardian.com/world/2009/sep/23/gaddafi-un-speech
-https://www.factinate.com/things/55-bizarre-facts-dictators/
- https://www.africanews.com/2017/09/19/throwback-to-former-libyan-leader-gaddafi-s-historic-speech-at-the-un-video/
- https://www.middleeasteye.net/big-story/un-general-assembly-memorable-moments

เมื่อ 26 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) เดือนธันวาคม หลายเหตุการณ์ไม่ใช่แค่คริสต์มาส,ปีใหม่26 ธันวาคม มันคือ วันสถาปนา...
28/12/2020

เมื่อ 26 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) เดือนธันวาคม หลายเหตุการณ์ไม่ใช่แค่คริสต์มาส,ปีใหม่

26 ธันวาคม มันคือ วันสถาปนาแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ หรือ เวียดกง (National Liberation Front of Southern Vietnam / Viet Cong) ช่วงสงครามเย็น สงครามกลางเมืองเวียดนาม

แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ หรือ เวียดกง เป็นกลุ่มแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในเขตเวียดนามใต้ ซึ่งก่อตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้านรัฐบาลเผด็จการเวียดนามใต้ และรวมดินแดนเวียดนามให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนามเหนืออีกที ภายหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาเจนีวาในปี 1954 ซึ่งส่งผลทำให้เวียดนามถูกแบ่งเป็น 2 ประเทศ คือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ กลุ่มกองทัพประชาชนเวียดนาม หรือเวียดมินห์ (Viet Minh) ซึ่งนำโดยโฮจิมินห์ ได้นำกำลังส่วนใหญ่ไปยังเวียดนามเหนือ อย่างไรก็ตาม ก็มีสมาชิกราว 5 พันถึง 1 หมื่นคน ที่ปฏิเสธจะข้ามพรมแดนขึ้นเหนือ และยังคงปักหลักอยู่ต่อไปในเขตเวียดนามใต้ ต่อมาเมื่อโง ดิ่ญ เสี่ยม เริ่มปราบปรามกลุ่มอื่น ๆ ในประเทศและเริ่มจัดการกับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างจริงจัง ก็ทำให้บรรดากลุ่มสมาชิกเวียดมินห์ที่ยังอยู่ในเวียดนามใต้ได้รวมตัวกันก่อตั้งแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ หรือเวียดกง เพื่อดำเนินการต่อต้านรัฐบาลเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการ พวกเขารวมตัวกันเป็นกำลังพลเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1960

การปฏิบัติการของกลุ่มเวียดกงจะมุ่งเน้นในการก่อการร้ายและการจลาจล โดยมีเวียดนามเหนือให้การสนับสนุนทางด้านอาวุธรวมถึงการฝึกกำลังพล ซึ่งจะว่าไปแล้วนับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ทหารอเมริกาที่เข้าร่วมในสงครามนั้นส่วนใหญ่ก็ต้องเผชิญหน้ากับพวกเวียดกงในดินแดนเวียดนามใต้นี่เอง มีไม่กี่ครั้งที่จะขึ้นไปปฏิบัติการถึงในเขตเวียดนามเหนือ ซึ่งพวกอเมริกันบางครั้งก็เรียกเวียดกงว่า วิกเตอร์ ชาร์ลี (Victor Charlie) ซึ่งย่อเป็น V-C เช่นเดียวกับเวียดกง พวกทหารอเมริกันส่วนใหญ่เกลียดและกลัวพวกเวียดกงมาก เพราะพวกเวียดกงจะใช้กลยุทธการรบแบบกองโจรคอยดักซุ่มโจมตีอย่างฉับพลัน และอาศัยความชำนาญภูมิประเทศในการหลบหนีอย่างไร้ร่องรอย การปราบปรามกลุ่มเวียดกงก็ทำได้ยากมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากกลุ่มเวียดกงจะแฝงตัวไปกับชาวบ้านทั่วไปจนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร
จนกระทั่งเมื่อไซ่ง่อนแตกในวันที่ 30 เมษายน 1975 และประเทศเวียดนามใต้ถูกยุบรวมเข้ากับเวียดนามเหนือเป็นเวียดนามเดียว กลุ่มเวียดกงจึงได้ยุบรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียดนาม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1976

เสริม : เหล่าทหารอเมริกันที่รบในสงครามเวียดนาม มักจะเรียกพวกเวียดกง ว่า วิกเตอร์ ชาร์ลี หรือ V-C "Victor" และ "Charlie" ซึ่งหมายถึงกองกำลังคอมมิวนิสต์โดยทั่วไปของเวียดนามเหนือ

ขอบคุณ : https://www.facebook.com/sararueaipueai/posts/1462638433869702/
https://www.britannica.com/topic/Viet-Cong
https://www.baanjomyut.com/library_2/asean_community/vietnam/01_9.html
https://www.deviantart.com/thegreypatriot/art/Viet-Cong-843953248

แอดมินนามปากกา

" ไม่ชอบก็บอกกันดี ๆ สิ "พลทหารแฟรงก์ โฮล์ม (Private Frank Holm) จากกรมทหารราบแคลการีไฮแลนเดอร์ส (Calgary Highlanders Re...
28/12/2020

" ไม่ชอบก็บอกกันดี ๆ สิ "

พลทหารแฟรงก์ โฮล์ม (Private Frank Holm) จากกรมทหารราบแคลการีไฮแลนเดอร์ส (Calgary Highlanders Regiment)ของกองทัพแคนาดา ได้เขียนบรรยายเกี่ยวกับวันคริสต์มาสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ไว้ในบันทึกของเขาว่า

"เมื่อคนเล่นแบ็กไพพ์ (Bagpipes) ของเราได้ยินพวกเยอรมันเล่นดนตรีกันอย่างสนุกสนานในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่แนวหน้าของเมือง Groesbeek อาจไปกระตุกจิตของเขาให้อยากร่วมวงด้วย เขาเพียงแค่อยากแสดงความเป็นมิตรด้วยการหยิบปี่แบ็กไพพ์มาเป่าเสริมวง แต่ดูเหมือนว่าพวกเยอรมันจะไม่ชอบสักเท่าไร สักพักต่อมาพวกเยอรมันเริ่มระดมยิงปืนครกใส่แนวของเรา ในขณะที่คนเป่าตัวต้นเหตุทำหน้าภาคภูมิใจมาก หมอนี้อาจจะอยากกวนส้นพวกเยอรมันแน่ ๆ"

ภาพ : ทหารแคนาดาจากกองพลน้อยไรเฟิล,กองพันที่ 1 สังกัดกองพลยานเกราะที่ 7 ขณะยิงปืนครกขนาด 2 นิ้ว (2-inch mortar)วันที่ 31 ธันวาคม ปี 1944

เสริม : แบ็กไพพ์ (Bagpipes) เป็นเครื่องเป่าลมโดยใช้ไม้อ้อล้อมที่ป้อนจากแหล่งกักเก็บอากาศคงที่ในรูปแบบของถุง ปี่สก็อตไฮแลนด์เป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดีในโลกแองโกลโฟน แต่ผู้คนเล่นปี่สก็อตมานานหลายศตวรรษทั่วยุโรปตอนเหนือแอฟริกาตอนเหนือและเอเชียตะวันตกรวมทั้งอนาโตเลียคอเคซัสและรอบอ่าวเปอร์เซีย

ขอบคุณ : https://www.instagram.com/battlefieldtoursgron/

แอดมินนามปากกา

ภาพ : หน่วยลาดตระเวนโซเวียต ขณะออกปฏิบัติการด้วยยูนิเวอร์เซล แคริเออร์ (Universal Carrier) ที่ได้รับมาจากอังกฤษในโครงการ...
28/12/2020

ภาพ : หน่วยลาดตระเวนโซเวียต ขณะออกปฏิบัติการด้วยยูนิเวอร์เซล แคริเออร์ (Universal Carrier) ที่ได้รับมาจากอังกฤษในโครงการ Lend Lease ยุทธการที่คูสค์ (Battle of Kursk) ย่านชานนครคูสค์ ห่างจากกรุงมอสโกไปทางใต้ 450 กิโลเมตร สหภาพโซเวียต ปี 1943

เสริม : ยูนิเวอร์เซล แคริเออร์ (Universal Carrier) ยังเป็นที่รู้จักกันคือ เบรน กัน แคริเออร์ และบางครั้งเรียกง่าย ๆ ว่า เบรน แคริเออร์ จากอาวุธปืนที่ถูกติดตั้งด้วยปืนกลเบา เป็นชื่อสามัญที่ได้อธิบายถึงตระกูลยานพาหนะหุ้มเกราะแบบสายพานที่ถูกสร้างขึ้นโดยวิคเกอรส์-อาร์มสตรองและบริษัทอื่น ๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันสนับสนุนอาวุธและยุทธปัจจัยต่าง ๆ ให้แก่โซเวียต ผ่านความร่วมมือกันทางทหาร ชื่อ สัญญาเช่า-ยืม (Lend Lease) โดยตั้งแต่ปี 1941 จนถึงปี 1945 ทางสหรัฐฯและอังกฤษได้ส่งรายการยุทธปัจจัยต่าง ๆ แลกกับการที่โซเวียตจะจ่ายเป็นเงินและทรัพยากรเป็นการแลกเปลี่ยน มีบางรายการที่ให้ฟรีหรือต้องคืนให้ในภายหลัง เช่น เรือรบ,เครื่องบิน เป็นต้น

ขอบคุณ: World War II History
https://ru.usembassy.gov/world-war-ii-allies-u-s-lend-lease-to-the-soviet-union-1941-1945/

แอดมินนามปากกา

วันคริสต์มาสสำหรับไฮนทซ์ กูเดรีอัน ในขณะที่สถานการณ์การรบในแนวรบด้านตะวันออกของสหภาพโซเวียต เริ่มไม่สู้ดี ฝ่ายเยอรมันกำล...
27/12/2020

วันคริสต์มาสสำหรับไฮนทซ์ กูเดรีอัน

ในขณะที่สถานการณ์การรบในแนวรบด้านตะวันออกของสหภาพโซเวียต เริ่มไม่สู้ดี ฝ่ายเยอรมันกำลังเสียเปรียบให้แก่กองทัพแดงโซเวียตที่นำโดยนายพลเกออร์กี จูคอฟ โถมกำลังบุกเข้าแนวรบเยอรมันตามแผนการรบของฝ่ายโซเวียต ต่อนายพลไฮนทซ์ กูเดรีอัน (Heinz Guderian) ผู้เชียวชาญการรบด้วยยานเกราะ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจอมพลวัลเทอร์ ฟ็อน เบราคิทช์ (walther von brauchitsch) ได้จัดกำลังพลให้กองทัพที่ 2 อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกองทัพยานเกราะที่ 2 ของกูเดรีอัน ทั้งยังออกคำสั่งอนุญาตให้ถอนกำลังได้ทันทีในกรณีที่ยังไม่เสียเมืองโอริออล (Orel) แต่เมื่อมีคำสั่งให้ทุกคนต้องสู้และยืนหยัดอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากฮิตเลอร์ นายพลไฮนทซ์ กูเดรีอัน จึงรีบเดินทางไปยัง Rastenburg (ปัจจุบัน คือ เมืองคัทชัร์น ในโปแลนด์ ) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม เพื่ออธิบายสถานการณ์การรบที่ย่ำแย่ต่อท่านผู้นำสูงสุด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ว่าเขาจำเป็นต้องถอนกำลัง แต่ไม่เป็นผล ต่อมาเขาก็ทำแบบเดียวกันกับจอมพลคลูเกอ (Gunther von Kluge) ผู้บัญชาการการแนวรบตะวันออก ในวันที่ 25 ธันวาคม แทนที่เขาจะได้ตามคำขอของเขา แต่ไฮนทซ์ กูเดรีอัน กลับถูกปลดออกจากการบัญชาการในแนวรบตะวันออก แต่สำหรับการกระทำทั้งหมดนี้ เดวิด กลนซ์ (David Glantz) และโจนาธาน เฮาส์ (Jonathan M. House) นักประวัติศาสตร์การทหาร ได้เขียนไว้ในหนังสือ When Titans clashed

" เช่นเดียวกับการกระทำที่ยอดเยี่ยมของสตาลินในการป้องกันมอสโค ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน คำสั่งที่รวดเร็วของฮิตเลอร์ กลับตรงสวนทางแม้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะออกคำสั่งด้วยความดื้อรั้นมากกว่าการคำนวณอย่างมีเหตุผล แต่ฝ่ายเยอรมันขาดแคลนทรัพยากรและการขนส่งกำลังบำรุงในการสร้างและล่าถอยกลับไปที่ แนวป้องกันใหม่สำหรับความยากลำบากทางยุทธวิธีทั้งหมดการป้องกันในสถานที่อย่างน้อยก็อนุญาตให้ผู้รุกรานยังรักษายุทธปัจจัยพื้นฐานและที่พักพิง โดยที่พวกเขาส่วนหนึ่งจะไม่มีชีวิตรอดพ้นจากฤดูหนาว อีกครั้งหนึ่งที่เหล่าทหารอาชีพทำผิดและ"สิบโทจากบาวาเรีย ถูก" น่าเสียดายสำหรับกองทัพเยอรมันความสำเร็จของคำสั่งนี้กระตุ้นให้ฮิตเลอร์กระหายในการยึดพื้นทุกตารางนิ้วเพิ่มมากขึ้น (... ) นี่กลายเป็นปฏิกิริยาแรกของเขาในสถานการณ์ที่ควรป้องกันโดยที่เขาไม่คำนึงถึงสถานการณ์เลย "

เขากลายเป็นเหยื่อของการจัดระบบ,ระเบียบของกองทัพเยอรมันในช่วงเวลาวิกฤต

ภาพ : ถ่ายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ซ้าย) นายพลไฮนทซ์ กูเดรีอัน (กลาง) และผู้บัญชาการระดับสูงของหน่วยวัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส แฮร์มัน เฟเกอไลน์ (ขวา) ถ่ายเมื่อวันที่ 15 เดือนกันยายน ปี 1944 พร้อมลายเซ็นและคำบรรยายในรูปภาพ ว่า "แทนความทรงจำของความพยายามร่วมกันในการรับใช้ท่านผู้นำของเรา"

สิบโทจากบาวาเรีย หมายถึง ตัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ถึงแม้จะเคยเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์หรือวางแผนการรบตามยุทธวิธีเท่ากับนายทหารอาชีพคนอื่น ๆ ฮิตเลอร์ มักจะตัดสินใจเดิมพันและบางครั้งก็ผิดพลาด

ขอบคุณ : https://www.alamy.com/stock-photo-heinz-guderian-1888-1954-german-panzer-leader-centre-with-hitler-at-129377219.html

แอดมินนามปากกา

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 1941 ฮ่องกงถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครองภาพ : นายพลทะกะชิ ซาไก (Takashi Sakai) ขณะควบม้าควบคู่มากับพ...
27/12/2020

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 1941 ฮ่องกงถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครอง

ภาพ : นายพลทะกะชิ ซาไก (Takashi Sakai) ขณะควบม้าควบคู่มากับพลเรือโท Miimi Massichi ผ่านแถวทหารญี่ปุ่น วันที่ 26 ธันวาคม ปี 1941

ในขณะที่การรบดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ใช้กำลังทหารและแสนยานุภาพที่เหนือกว่าฝ่ายป้องกัน ทำการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 24 ธันวาคม ทหารอังกฤษและแคนาดาจำนวน 53 นายที่ถูกจับเป็นเชลยศึกโดยทหารญี่ปุ่น ถูกประหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยน้ำมือของทหารญี่ปุ่น วันต่อมาทหารที่ได้รับบาดเจ็บกว่า 50 นายที่ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสนามชั่วคราวที่วิทยาลัยเซนต์สตีเฟน (St Stephen's College)ถูกทหารญี่ปุ่นที่บุกเข้าไปสังหารหมู่คาเตียง ไม่เว้นแม้แต่หมอหรือพยาบาล ริชาร์ด บี. แฟรงค์ (Richard B. Frank) ผู้เขียน Tower of Skulls: a History of the Asia‑Pacific War ได้บรรยายไว้ดังนี้

"จากการต่อต้านอย่างดุเดือดและต่อเนื่องทำให้ทหารญี่ปุ่นยิ่งโกรธแค้นไล่สังหารนักโทษอังกฤษและแคนาดาไปอย่างน้อย 157 คน ด้วยดาบปลายปืน,การตัดหัวและในบางกรณีก็ถูกเผาทั้งเป็น หลังจากฆ่าพวกทหารที่โรงพยาบาลแล้ว พวกทหารญี่ปุ่นก็โยนศพลงจากเตียงกองกับพื้นและบังคับข่มขืนพยาบาล 7 คน จากนั้นมีพยาบาล 3 คน ถูกตัดศีรษะ โดยถูกนำร่างที่เปลือยเปล่าไปทิ้งกองไว้ข้างนอก ข่าวนี้แพร่กระจายไปไกลทั้งในฮ่องกงและนอกดินแดน"

วันที่ 25 ธันวาคม ฮ่องกงยอมแพ้ ทหารจากฝ่ายสัมพันธมิตรกว่า 11,000 นาย ถูกจับเป็นเชลยศึก ด้วยการรบเพียง 18 วัน นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วกรุงลอนดอน

เสริม:ยุทธการที่ฮ่องกง (8–25 ธันวาคม 1941) ยังเป็นที่รู้จักคือ การป้องกันฮ่องกงและการยึดครองฮ่องกง เป็นหนึ่งในครั้งแรกของสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง เช้าในวันเดียวกันกับการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีคราวน์โคโลนีของบริเตนที่เกาะฮ่องกง การโจมตีในการละเมิดกฎหมายต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นไม่ได้ประกาศสงครามกับจักรวรรดิอังกฤษ การโจมตีของฝ่ายญี่ปุ่นนั้นก็ต้องพบการต่อต้านจากทหารในฮ่องกงประกอบไปด้วยกองกำลังท้องถิ่นอย่างทหารอังกฤษ, แคนาดา และอินเดีย ภายในสัปดาห์ กองกำลังฝ่ายป้องกันได้ถูกทอดทิ้งจากแผ่นดินใหญ่และน้อยกว่าสองสัปดาห์ต่อมา กองกำลังฝ่ายการป้องกันบนเกาะนั้นไม่สามารถป้องกันได้ อาณานิคมจึงได้ยอมจำนนและถูกยึดครองในที่สุด

ขอบคุณ : https://www.iwm.org.uk/collections/item/object/205195081

แอดมินนามปากกา

ภาพ : ถ่ายระหว่างการสำรวจทางทหารตามปกติ ในคาบสมุทรชุคชี คาบสมุทรทางตะวันออกสุดของเอเชีย สหภาพโซเวียต ปี 1950 ไม่แน่ใจว่า...
27/12/2020

ภาพ : ถ่ายระหว่างการสำรวจทางทหารตามปกติ ในคาบสมุทรชุคชี คาบสมุทรทางตะวันออกสุดของเอเชีย สหภาพโซเวียต ปี 1950 ไม่แน่ใจว่าคาบสมุทรชุคชีมีคนอยู่อาศัยหรือหมีขาวมากกว่ากัน ด้วยสภาพภูมิอากาศรุนแรงมากและบางครั้งสภาพอากาศอาจรุนแรงมากในฤดูหนาวจนอุณหภูมิลดลงถึง 40 องศาเซลเซียสต่ำกว่าศูนย์ (-40 ฟาเรนไฮต์) จนหมีขาวที่น่าสงสารและลูก ๆ ของพวกมันเริ่มอดอยากและอาจจะหนาวตาย แม้จะมีขนหนา ๆ ปกคลุมตัวมันอยู่

ทหารรัสเซียเหล่านี้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในเขตคาบสมุทรชุคชี ไม่ได้หันหลังให้กับสัตว์ที่ยากไร้และหิวโหยและพากันให้อาหารแก่พวกมัน แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีเนื้อมากพอที่จะเลี้ยงหมีขาวหลายตัว และทหารเหล่านี้ก็ตัดสินใจที่จะเลี้ยงหมีขาวด้วยสิ่งที่มีอยู่กับตัวไม่ว่าจะเป็นนมหรือขนมปัง เป็นต้น

(คำบรรยายในภาพ)

ขอบคุณ : https://rarehistoricalphotos.com/feeding-polar-bears-tank-1950/?

เราเป็นมากกว่าเพจประวัติศาสตร์ สนับสนุนเราได้ผ่านบัญชีธนาคารทหารไทย 459-2-41456-1

แอดมินนามปากกา

บางหน่วยของกรมทหารแคนาดาโทรอนโตสก็อต (The Toronto Scottish Regiment /Queen Elizabeth The Queen Mother's Own)ยังคงเลิมฉลอ...
27/12/2020

บางหน่วยของกรมทหารแคนาดาโทรอนโตสก็อต (The Toronto Scottish Regiment /Queen Elizabeth The Queen Mother's Own)ยังคงเลิมฉลองวันคริสต์มาสที่แนวหน้าในเมือง Groesbeek ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1944 เหล่าทหารและนายทหารต้องพากันรับประทานอาหารกันตามปกติ คืนของวันคริสต์มาสเหล่าทหารแคนาดาต่างพากันร้องเพลง ราตรีสงัด ราตรีสวัสดิ์ (Silent Night-Holy Night)ในสนามเพลาะและสร้างความประหลาดใจให้กับทหารเยอรมันที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแนวหน้า ในตอนนั่นเองพวกเขาก็พร้อมใจร่วมร้องเพลงราตรีสงัด ราตรีสวัสดิ์ ฉบับเยอรมัน "Stille Nacht-Heilige Nacht"

“ พวกเยอรมันกลายเป็นนักร้องที่ดีกว่าพวกแคนาดาของเราซะอีก”

ภาพ : ทหารแคนาดาจากกองพลน้อยไรเฟิล,กองพันที่ 1 สังกัดกองพลยานเกราะที่ 7 เดือนธันวาคม ปี 1944 ขณะถือเพียท์ เอ็มเค 1 เป็นอาวุธต่อสู้รถถังขนาดแบกพกพาของอังกฤษ

ขอบคุณ : https://www.instagram.com/battlefieldtoursgron/

แอดมินนามปากกา

ที่อยู่

Amphoe Sai Noi
57130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สงคราม 20+ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์