โรงเรียนเบาหวานวิทยา อำเภอพิมาย

โรงเรียนเบาหวานวิทยา อำเภอพิมาย อัพเดตความรู้เรื่องสุขภาพ
(1)

ภาพแสดง: เนื้อเยื่อไขมันรอบๆหลอดเลือดและการควบคุมความยืดหยุ่นของหลอดเลือดภาพ A เส้นเลือดประกอบด้วยชั้นสุดเป็นเซลล์ชั้นเด...
26/08/2026

ภาพแสดง: เนื้อเยื่อไขมันรอบๆหลอดเลือดและการควบคุมความยืดหยุ่นของหลอดเลือด
ภาพ A เส้นเลือดประกอบด้วยชั้นสุดเป็นเซลล์ชั้นเดียวเรียงกันเป็นเยื่อบุหลอดเลือด(Endothelium),ชั้นผนังหลอดเลือดเป็นกล้ามเนื้อเรียบ(Vascular smooth muscle cells,หรือ VSMCs),ชั้นนอก(Adventitia)และชั้นเนื้อเยื่อไขมันรอบๆหลอดเลือด(Perivascular adipose tissue)
ภาพ B การควบคุมความยืดหยุ่นของหลอดเลือดโดยเนื้อเยื่อไขมันรอบหลอดเลือดในคนที่ไม่อ้วนขึ้นอยู่กับการหลั่งสาร Adipokines จากเซลล์ไขมัน Adipokines เหล่านี้จะออกฤทธิ์ต่อเยื่อบุและกล้ามเนื้อเรียบในผนังหลอดเลือดร่วมกับไนตริกออกไซด์(NO)เกิดการขยายและคลายตัวของผนังหลอดเลือด
ภาพ C ในคนที่อ้วน การหลั่งสารจากไขมันรอบหลอดเลือดจะเปลี่ยนไป โดยสารที่ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดจะลดลง ในขณะที่สารที่ออกฤทธิ์ให้เส้นเลือดหดตัวจะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีสารที่กระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันแทรกซึมเข้ามาและกระตุ้นให้มีการขยายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบในผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ นำไปสู่การอักเสบในวงกว้างของเนื้อเยื่อไขมันรอบหลอดเลือดและการหนาตัวของผนังหลอดเลือดในที่สุด
อ้างอิง Role of Perivascular Adipose Tissue in Vascular Physiology and Pathology
https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/HYPERTENSIONAHA.116.08451?__cf_chl_tk=5klW54xipeYSZDpl.bof.gQJBktNOWNs.ad9jRIr24w-1787630735-1.0.1.1-xfC.tbDYL0o6P.ps1vg.4BU_X5cZjgR2n37LyrcN.YA

ข้อสังเกตุเพิ่มเติม แม้จะยังไม่เป็นเบาหวาน แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สมองและโรคเรื้อรังอื่นๆรวมทั้งมะเร็...
26/08/2026

ข้อสังเกตุเพิ่มเติม แม้จะยังไม่เป็นเบาหวาน แต่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สมองและโรคเรื้อรังอื่นๆรวมทั้งมะเร็ง จากภาวะดื้ออินซูลินในผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวานส่วนใหญ่
และกลุ่มนี้มักจะยังไม่มีอาการเจ็บป่วย หลายคนยังรู้สึกแข็งแรงดี บางคนเป็นนักกีฬา จึงไม่ค่อยตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ จนกว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว

คนที่มีน้ำตาลสะสมอยู่ในช่วง 5.7-6.4% ในทางการแพทย์เรียกว่า มีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes)

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในนั้น 5.7% พอดี ไม่รู้คนตรวจแล็บมือลั่นหรือเปล่า แต่ยอมรับก็ได้ ตัวเลขนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานจริงๆอยู่ในระดับหนึ่ง ถ้าเป็น 5.8 5.9 หรือ 6.0 ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากครับ

แต่ที่คนจำนวนมากน่าจะไม่เข้าใจคือ แต่ละขั้นที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในอัตราเท่ากันนะครับ

จากการศึกษาของสมาคมโรคเบาหวานสหรัฐ (ADA) พบว่า คนที่มีน้ำตาลสะสม 5.5–6.0% จำนวน 100 คน จะเป็นเบาหวานใน 5 ปีประมาณ 9–25 คน แต่น้ำตาลอยู่ในช่วง 6.0–6.5% จำนวนคนเป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 25–50 คน

ถ้าใช้คำว่าอย่างน้อย 9 คน กับอย่างน้อย 25 คน จะเห็นชัดว่ามันมีอัตราเร่ง เอามาทำเป็นกราฟโดยประมาณจะได้ตามรูป

ใครยังแค่ 5.7-5.8 กลับออกมาซะดีๆครับ ยังทันอยู่

จะไม่ให้ปลื้มได้อย่างไรข้อความผ่านหัวใจดวงน้อยของผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร วิทยากร ครู กPhimai Diabetes Remission Traini...
25/08/2026

จะไม่ให้ปลื้มได้อย่างไร
ข้อความผ่านหัวใจดวงน้อย

ของผู้เข้ารับการอบรม
หลักสูตร วิทยากร ครู ก
Phimai Diabetes Remission Training Center

รุ่นวันที่ 20 - 21 สิงหาคม 69
___&&&____

ขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่เต็มที่กับทุกกิจกรรม ทำให้รู้สึกอยากปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งๆที่เคยทำมาหลายครั้งและล้มเหลว. แต่ครั้งนี้จะทำให้สำเร็จค่ะ
❤❤❤❤

สตูล~พิมาย
ไม่เสียใจที่มา
ถ้าไม่มาเสียใจ
รักทีมงานค่ะ
ภิญญดา
❤❤❤❤❤❤

สนุกและได้ความรู้ในการนำไปปรับปรุงการดูแลผู้ป่วย. NCD
❤❤❤❤❤❤❤

ประทับใจอาจารย์ทุกคนค่ะ
ได้ความรู้เกี่ยวกับอาหารโลว์คาร์บและแนวทางแก้ไขใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองและผู้ป่วยเบาหวาน
อาจารย์สอนดีเข้าใจเนื้อหาดีมากเลยค่ะ
❤❤❤❤❤❤

เป็นการอบรมที่ให้ความรู้เยอะมากๆ
ขอบคุณวิทยากรทุกๆท่านค่ะ. ความรู้ที่ได้รับมาจะนำไปปฏิบัติและถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ค่ะ
❤❤❤❤❤❤

ขอบพระคุณวิทยากรเป็นอย่างสูงที่ให้ความรู้รวมถึงแรงบันดาลใจให้ผม
จะนำความรู้ไปใช้กับชุมชนของผมและตัวผมเอง
ขอบคุณครับ
พจท.วิชัย
❤❤❤❤❤❤

ดีใจที่ได้เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้เต็มที่และจะนำไปใช้ในชีวิตเพื่อลดไขมันให้ได้ค่ะ
❤❤❤❤❤❤❤

ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านมากๆค่ะ
เป็นหลักสูตรที่ดีมากสำหรับใช้ดูแลสุขภาพทั้งตัวเองและผู้รับบริการ. จะนำไปปรับใช้
#ทีมชัยบาดาล
❤❤❤❤❤❤❤

¤ ได้รับความรู้มากขึ้น
¤ อาจารย์ทุกท่านเป็นกันเอง
มีความรู้ความสามารถ เป็นแบบอย่างที่ดี
¤ ความรู้สึกว่ามาครั้งนี้คุ้มค่าและนำไปใช้ได้เอง
❤❤❤❤❤❤❤

อาจารย์สอนดี เป็นกันเองได้ความรู้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในพื้นที่
การโลว์คาร์บ+การออกกำลังกาย. นำไปดูแลตนเองได้ด้วย
❤❤❤❤❤❤

ประทับใจทีมวิทยากรดูแลดีมากค่ะ. จะนำความรู้ในครั้งนี้ไปปรับใช้กับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดค่ะ
❤❤❤❤❤❤

เป็นการอบรมที่มีประโยชน์มาก. คุ้มค่ากับที่เราเดินทางมาไกล. สัญญาว่าจะนำไปทำต่อกับคนไข้และองค์กร
เจนจิรา
โรงพยาบาลบึงกาฬ
❤❤❤❤❤❤❤❤❤

กนกวรรณ #ชัยบาดาล
¤ อจ.ผู้ให้ความรู้เก่งมากค่ะ
¤ ประทับใจหุ่นอาจารย์ทุกท่าน
¤ วิทยากรทุกท่านเป็นตัวอย่างที่ดี
❤❤❤❤❤❤❤

กระจ่าง
ที่ให้เข้าใจมากขึ้นต่อการโลว์คาร์บมากกว่าการคำนวนแคลอรี่
❤❤❤❤❤❤

รพ.บึงกาฬ
รู้สึกมีความยินดีและขอบคุณสำหรับการทำกิจกรรมการอบรมครูเบาหวานนี้เป็นอย่างมากค่ะ หวังว่าในอนาคตจะมีการจัดกิจกรรมแบบนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง
❤❤❤❤❤❤❤❤
___&&&____
สนใจเข้ารับการอบรม ติดต่อ
คุณกุ้ง 0817604887
Line ID :0817604887

ใครยังไม่เคยอ่านเล่มภาษาอังกฤษ ซื้อเล่มแปลเป็นภาษาไทยมาอ่านเลยดีกว่าครับ
25/08/2026

ใครยังไม่เคยอ่านเล่มภาษาอังกฤษ ซื้อเล่มแปลเป็นภาษาไทยมาอ่านเลยดีกว่าครับ

ตั้งใจจะทำ vs. ทำจริง
25/08/2026

ตั้งใจจะทำ vs. ทำจริง

Thinking, Fast and Slow

Kahneman เป็นนักจิตวิทยาที่ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2002 จากงานที่นำความรู้ด้านจิตวิทยามาอธิบายว่า มนุษย์ตัดสินใจอย่างไร โดยเฉพาะเวลาอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน เขาทำงานสำคัญร่วมกับ Amos Tversky และพัฒนาแนวคิดอย่าง heuristics, cognitive biases และ prospect theory

Thinking, Fast and Slow นั้นเป็นหนังสือที่ Kahneman เขียนภายหลัง ตีพิมพ์ในปี 2011 เพื่อรวบรวมและเล่างานวิจัยตลอดชีวิตของเขาให้อ่านง่ายขึ้น โดยใช้ภาพจำว่า สมองมีวิธีคิดอยู่สองแบบ

System 1 Thinking Fast
ทำงานเร็ว อัตโนมัติ ใช้ความรู้สึก ประสบการณ์ และการคาดเดา เช่น เห็นหน้าคนแล้วรู้ทันทีว่าเขากำลังโกรธ อ่านคำง่าย ๆ หรือเบรกเมื่อรถตัดหน้า
System 2 Thinking Slow
ใช้ความสนใจและความพยายามมากกว่า เช่น คิดเลขยาก ๆ เปรียบเทียบทางเลือก ตรวจสอบเหตุผล หรือตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อน

หัวใจของงาน Kahneman คือ คนเราไม่ได้ใช้เหตุผลคำนวณทุกเรื่อง สมองมักอาศัย ทางลัดทางความคิด ซึ่งรวดเร็วและมีประโยชน์มากในชีวิตจริง ทว่าทางลัดเหล่านี้ทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างเป็นระบบได้ เช่น anchoring, availability bias, loss aversion และ overconfidence งานกลุ่มนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐศาสตร์เริ่มยอมรับว่า “มนุษย์จริงๆ” ไม่ได้ตัดสินใจอย่าง rational ตามแบบจำลองเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมเสมอไป

ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า System 1 กับ System 2 ไม่ใช่สมองสองก้อน หรือวงจรสมองสองชุดที่แบ่งเขตกันชัด ๆ มันเป็นกรอบอธิบายลักษณะการประมวลผลข้อมูลของมนุษย์ Kahneman ใช้คำสองระบบเพื่อให้เราเข้าใจง่าย และรางวัลโนเบลของ Kahneman ก็ไม่ได้มอบให้จากการค้นพบ System 1/System 2 โดยตรง รางวัลปี 2002 ระบุชัดว่าให้จากการนำงานจิตวิทยาเรื่อง judgment และ decision-making under uncertainty เข้ามาสู่เศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะงานที่ทำร่วมกับ Tversky

แต่นี่แหละครับจุดที่ Thinking, Fast and Slow เอามาอธิบายสุขภาพได้สนุกมาก

ลองนึกภาพคนคนหนึ่งตอนสองทุ่ม เขาเพิ่งอ่านเรื่องเบาหวาน ไขมันพอกตับ การนอน และการออกกำลัง เขาเข้าใจหมดเลยว่าอาหารแบบไหนควรกิน ควรเดินหลังอาหาร ควรเข้านอนให้เร็ว และพรุ่งนี้เช้าควรออกกำลัง ตอนนั้นสมองกำลังอยู่ในโหมดคิด วิเคราะห์ เปรียบเทียบผลดีผลเสีย คล้ายสิ่งที่ Kahneman เรียกว่า System 2

จากนั้นสี่ทุ่ม เดินผ่านตู้เย็น เห็นขนมที่ชอบ ตรงนี้เกมเปลี่ยนทันที

กลิ่น รส ความเคยชิน ความหิว ความเหนื่อย ความเครียด และความทรงจำว่า “กินแล้วมีความสุข” สามารถกระตุ้นการตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องผ่านการคิดเป็นเหตุเป็นผล พฤติกรรมสุขภาพจึงได้รับอิทธิพลทั้งจากกระบวนการคิดแบบไตร่ตรองและกระบวนการอัตโนมัติ งานทบทวนด้าน health behaviour พบภาพนี้ค่อนข้างสม่ำเสมอ และยังมีเรื่องนิสัย สิ่งแวดล้อม อารมณ์ และสิ่งเร้ารอบตัวเข้ามาร่วมด้วย

พูดง่าย ๆ ได้ว่า เรามักวางแผนสุขภาพตอนที่กำลังคิด แต่เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ตอนที่ไม่ได้กำลังวางแผน

นี่ทำให้เกิดสิ่งที่วงการจิตวิทยาพฤติกรรมเรียกว่า intention–behaviour gap หรือช่องว่างระหว่าง “ตั้งใจจะทำ” กับ “ทำจริง” เรื่องนี้วัดออกมาได้ด้วยครับ meta-analysis คลาสสิกของ Webb และ Sheeran รวบรวมการทดลอง 47 ชุด พบว่า intervention สามารถทำให้ “ความตั้งใจ” เปลี่ยนค่อนข้างมาก โดย effect size ประมาณ 0.66 ขณะที่พฤติกรรมจริงเปลี่ยนเพียงประมาณ 0.36 หมายความว่า ทำให้คนอยากเปลี่ยนได้ ไม่ได้แปลว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนตามในขนาดเดียวกัน

ในเรื่องการออกกำลังกายยิ่งเห็นภาพชัด Meta-analysis ปี 2023 รวมคนเกือบ 30,000 คน พบว่าในกลุ่มคนที่ตั้งใจจะออกกำลังกาย ประมาณ 47.6% ไม่สามารถทำได้ตามความตั้งใจ ตรงนี้ผมว่าน่าสนใจมากสำหรับงานสื่อสารสุขภาพเพราะมันอธิบายว่า การให้ความรู้เป็นเพียงขั้นแรกของการเปลี่ยนพฤติกรรม

สมมติเราบอกคนว่า “น้ำหวานหนึ่งแก้วมีน้ำตาล 12 ช้อนชา” เขาอาจตกใจ เข้าใจ และตั้งใจว่าจะไม่กิน นั่นคือความรู้ใหม่เข้าไปถึงกระบวนการคิดเชิงเหตุผลแล้ว วันต่อมาเขาเดินเข้าร้านเดิม เวลาเดิม เพื่อนกลุ่มเดิม อากาศร้อนเหมือนเดิม เห็นแก้วเย็น ๆ มีหยดน้ำเกาะอยู่ข้างแก้ว แล้วสมองก็จำประสบการณ์เดิมได้ว่า “อันนี้อร่อย” ความรู้เรื่องน้ำตาล 12 ช้อนชาอยู่ในสมองครบถ้วนครับ เพียงแต่มันกำลังแข่งขันกับระบบอัตโนมัติที่ฝึกซ้อมพฤติกรรมนี้มาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คำว่า
“รู้อยู่แล้ว ทำไมยังทำอีก”

อาจเป็นคำถามที่ตั้งโจทย์พฤติกรรมมนุษย์ง่ายเกินไป เพราะ “รู้” เป็นข้อมูลอย่างหนึ่ง ส่วนพฤติกรรมจริงเกิดจากหลายอย่างรวมกัน ทั้งแรงจูงใจอัตโนมัติ ความเคยชิน สิ่งเร้า สภาพแวดล้อม ความสามารถในการควบคุมตนเอง และแผนรับมือสถานการณ์จริง งานทบทวน dual-process models ก็พบองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ในโมเดลสุขภาพหลายแบบ

ตัวอย่างชัดมากอีกเรื่องคือการออกกำลัง เวลาเรานั่งอ่านบทความ “ออกกำลังช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ” เหตุผลนี้ฟังดีมาก แต่ตอนหกโมงเช้า สิ่งที่สมองได้รับตรงหน้าคือ
เตียงอุ่น ๆ = รางวัลตอนนี้
ส่วนสุขภาพดีตอนอายุ 70 = รางวัลอีกหลายสิบปีข้างหน้า

รางวัลทั้งสองอยู่ห่างกันมหาศาลในเชิงประสบการณ์ คนจึงสามารถเชื่ออย่างจริงใจเลยครับว่า “การออกกำลังดี” และยังเลือกนอนต่อได้ โดยไม่มีความขัดแย้งทางตรรกะแปลกประหลาดอะไรเลย เพราะตัวเลือกกำลังถูกประเมินในคนละสถานการณ์ และตรงนี้นำไปสู่บทเรียนที่สำคัญมากสำหรับการดูแลสุขภาพครับ

ถ้าเราต้องใช้ System 2 มานั่งต่อสู้กันทุกวันว่า
กินดีไหม
ออกกำลังไหม
นอนหรือดู Netflix
สั่งน้ำหวานหรือไม่
เดินหลังอาหารหรือไม่
ชีวิตมันคงจะเหนื่อยมาก

วิธีที่น่าสนใจกว่าคือค่อย ๆ ทำให้ พฤติกรรมที่เราต้องการกลายเป็นสิ่งอัตโนมัติ เช่น
กินอาหาร realfood เป็นอาหารประจำ
ไม่ซื้อของที่รู้ว่าตัวเองควบคุมยากมาเก็บไว้
วางรองเท้าผ้าใบพร้อมไว้ที่หน้าประตู
กินเสร็จแล้วเดินเป็นกิจวัตร
มีเวลานอนค่อนข้างแน่นอน

เราใช้การคิดอย่างตั้งใจในช่วงแรก เพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมและสร้างกิจวัตร หลังจากทำซ้ำมากพอ พฤติกรรมบางส่วนจะต้องพึ่งการตัดสินใจสด ๆ น้อยลง แนวคิดเรื่อง automaticity และ habit เป็นประเด็นสำคัญในงานด้านการรักษาพฤติกรรมสุขภาพระยะยาวเช่นกัน
ยังมีเทคนิคหนึ่งที่หลักฐานค่อนข้างน่าสนใจ คือ implementation intention แทนที่จะคิดว่า “ต่อไปฉันจะกินดีขึ้น” เปลี่ยนเป็น “ถ้าหิวตอนบ่าย ฉันจะกิน X” หรือ “ถ้ากินอาหารเย็นเสร็จ ฉันจะเดิน 15 นาที”

เป็นโครงสร้างก็จะประมาณ “ถ้า X เกิดขึ้น ฉันจะทำ Y”

Meta-analysis เรื่องอาหารพบว่าการทำแผนลักษณะนี้ช่วยเพิ่มพฤติกรรมการเลือกอาหารที่ต้องการได้ระดับหนึ่ง โดยผลค่อนข้างชัดในด้านการเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพ และเล็กลงเมื่อใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมเดิม

ผมเลยชอบสรุปเรื่องนี้เป็นประโยคหนึ่งว่า “ความรู้บอกเราว่าจะไปไหน นิสัยและสภาพแวดล้อมเป็นคนพาเราไปถึงที่นั่น”

แต่ Kahneman เขาไม่ได้หมายความว่า System 1 ไม่ได้แปลว่า “ตัวร้าย” และ System 2 ก็ไม่ได้แปลว่า “ตัวดี” นะครับ คือ System 1 ทำให้เราใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องคิดทุกเรื่อง เช่น ขับรถ เดิน เปิดประตู แปรงฟัน หรือกินอาหารประจำวันที่คุ้นเคย เป้าหมายของการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจึงอาจเป็นเรื่องที่สวยกว่านั้น เราใช้การคิดช้าออกแบบชีวิต จนวันหนึ่งพฤติกรรมดีสามารถเกิดขึ้นได้โดยแทบไม่ต้องคิด เมื่อนั้น “สุขภาพดี” จะเริ่มเปลี่ยนสถานะจากสิ่งที่ต้องใช้วินัยตลอดเวลา ไปเป็น

วิถีปกติของชีวิต

ทีนี้เลิกโทษวินัย เลิกโทษตัวเอง เลิกอ่านโซเชียลที่พร่ำบอกว่าคุณทำผิด คุณทำแย่ คุณรู้ไม่พอ คุณไม่พยายาม ได้แล้วนะครับ บางทีมันมีเหตุผลของมันว่า “ทำไมเรารู้ว่าอะไรดีต่อสุขภาพ แล้วยังไม่ทำ”

บางทีมันแค่ขาดทริคในการบาลานซ์สมองครับ
แค่นี้ก็ผิดทางได้แล้วครับ

#วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด

สาเหตุที่บางคนหิวบ่อยเกินไป•กินโปรตีนไม่เพียงพอ•นอนน้อย•กินคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะที่ผ่านกระบวนการเช่น แป้ง น้ำตาล หรือมี E...
23/08/2026

สาเหตุที่บางคนหิวบ่อยเกินไป
•กินโปรตีนไม่เพียงพอ
•นอนน้อย
•กินคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะที่ผ่านกระบวนการเช่น แป้ง น้ำตาล หรือมี Empty calory มากไป
•กินไขมันน้อยเกินไป
•ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
•กินอาหารที่มีไฟเบอร์ต่ำ
•กินในบรรยากาศที่รีบเร่ง,วุ่นวายบ่อยๆ
•ออกกำลังกายมากเป็นประจำ
•ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
•กินอาหารที่เป็นของเหลวมากเกินไป
•เครียดบ่อยๆ
•ใช้ยาบางอย่างเช่น อินซูลิน,ยาคุม,ยาทางจิตประสาทฯลฯ
•กินเร็ว,เคี้ยวน้อยเกินไป
•มีโรคบางอย่างเช่นเบาหวาน,ธัยรอยด์เป็นพิษฯลฯ
แปลจาก https://www.healthline.com/nutrition/14-reasons-always-hungry

23/08/2026

งานวิจัยพบว่า
คนรุ่นใหม่มีแนวโน้ม
อายุร่างกายสูงกว่าอายุจริง เมื่อเทียบกับคนรุ่นเก่า

23/08/2026

คนเป็นเบาหวาน
มีHDL-Cต่ำกว่าคนปกติ
และถ้าอ้วนด้วย
HDL-Cยิ่งต่ำกว่าคนไม่อ้วน

22/08/2026

การนอนหลับ
คือการดีท็อกซ์
ที่ทรงพลังที่สุด

ที่อยู่

สำนักงานสาธารณสุขอำเภอพิมาย
Amphoe Phimai
30110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โรงเรียนเบาหวานวิทยา อำเภอพิมายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท