Laohajit Trilingual Nursery

Laohajit Trilingual Nursery ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Laohajit Trilingual Nursery, เตรียมอนุบาล, 25 ถนนลำพูน – ป่าซาง ซอย 1 บ้านสันดอนรอม ต. ในเมือง, Amphoe Pa Sang.

07/04/2022

บ้านรก เล่นแล้วเก็บไม่เรียบร้อย สอนให้เก็บใหม่ได้
สอนให้อ่าน เขียน คิดเลข โตแล้วก็ยังสอนได้
#แต่สอนให้คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ
มันสอนกันยากมากกว่าหลายเท่าเลยนะครับ 😊
(ยิ่งโต ยิ่งสอนยาก 😅)

#ดีต่อลูก

21/03/2022

ถอดบทเรียนจากภาพยนตร์ “Turning Red (2022)”
บทเรียนที่ 1 Overprotective Parents
เมื่อการปกป้องเกินพอดี กลายเป็นแรงกดดันมหาศาล
เด็กหญิงเม่ยลี่วัย 13 ปีอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเธอ
บ้านของเธอเป็นศาลเจ้าที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้
คุณแม่ของเธอเป็นคนที่เข้มงวดและปกป้องลูกสาวราวกับไข่ในหิน
เม่ยลี่ทราบข้อนี้ดีและพยายามทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทของแม่ตลอด
เธอเป็นนักเรียนดีเด่น ทันทีที่กลับถึงบ้านเธอจะช่วยงานที่บ้านก่อนเสมอ
เธอเลือกพูด ทำ และเป็นในสิ่งที่แม่ของเธอต้องการ
แต่แท้จริงแล้วเม่ยลี่ก็เหมือนเด็กหญิงวัยแรกรุ่นทั่วไป
เธอชอบฟังเพลงเสียงดัง
เธอชอบเต้นกับเพื่อนๆ ของเธอ
เธอเป็นแฟนคลับวงบอยแบนด์ และอยากไปดูคอนเสิร์ต
เธอชอบเด็กผู้ชาย และแอบแต่งฟิค (เรื่องราว) ตามจินตนาการเกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนั้นลงไปสมุดของเธอ
เม่ยลี่พยายามปกปิดตัวตนในด้านนี้ของเธอจากแม่ เพราะเธอกลัวว่าแม่จะยอมรับไม่ได้และผิดหวังในตัวเธอ
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง เม่ยลี่ตื่นมาพร้อมกับพบว่าเธอได้กลายร่างเป็นแพนด้าแดงยักษ์
***
“เมื่อการปกป้องเกินพอดี กลายเป็นแรงกดดันมหาศาล”
เราบางคนตั้งแต่เล็กจนโตเติบโตมาภายใต้เงาของพ่อแม่ตลอดเวลา กล่าวคือ พ่อแม่มีอิทธิพลต่อทุกด้านและมิติในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการเลือกของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเสื้อผ้าหน้าผม ไม่จนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการตัดสินใจเลือกคณะที่ต้องการจะเรียน อาชีพที่อยากจะเป็น และครอบครัวในแบบที่ตัวเองต้องการ
Foster Cline และ Jim Fay (1990) เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่มี
ความต้องการดูแลสอดส่องลูกของตนแทบจะตลอดเวลา มักจะควบคุมบงการและคอยคิดแทนลูก ทำแทนลูกในแทบทุกๆ เรื่องที่ตนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ซึ่งทำให้ลูกที่เติบโตมากับพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์มักจะไม่กล้าตัดสินใจ และมีความกังวลเมื่อต้องพึ่งพาตนเอง
นอกจากนี้ นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Diana Baumrind (1971) กล่าวว่า “พ่อแม่ที่ชอบควบคุมและเรียกร้องจากลูก (Authoritarian parenting style)” คือพ่อแม่ที่มักจะเข้มงวดมาก ไม่ค่อยอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง และต้องการควบคุมลูกอยู่เสมอ ไม่สามารถยอมรับได้ หากลูกจะเรียกร้องให้ตนรับฟังความคิดเห็น (แต่ส่วนมากเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นแบบน้ี มักเกรงกลัวพ่อแม่เกินกว่าจะพูดโต้แย้งหรือเสนอความคิด และพูดความรู้สึกของตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกมักจะเป็นไปในลักษณะที่ลูกเกรงกลัวและไม่กล้าจะเป็นตัวของตัวเอง เพราะพ่อแม่ควบคุมลูกไว้เสมอ
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ชอบควบคุม เด็กอาจจะมีแนวโน้มเคารพกฎกติกาอย่างเข้มงวด ปราศจากความยืดหยุ่น ไม่ค่อยประนีประนอม เมื่อเข้าสู่สังคมอาจจะปรับตัวได้ยาก มีความวิตกกังวลสูง คนในสังคมจะมองเขาเป็นเด็กขี้อายและเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะเขาไม่โต้แย้งออกมา แต่อาจจะต่อต้านอยู่ภายใน
แม้ภายนอกควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ถ้าหากวันใดควบคุมไม่ได้ จะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับเป็นคนละคน และสุดท้าย หากมีใครที่แตกต่างจากตนหรือกลุ่ม เขาจะมองว่า "ความแตกต่างที่คนๆ นั้นมี เป็นสิ่งที่ไม่ดี และยอมรับไม่ได้" เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเองก็ไม่ยอมรับตัวเขาเมื่อเขาเห็นต่างจากพ่อแม่นั่นเอง (และพ่อแม่ไม่ยอมรับเขาอย่างรุนแรงด้วย)
***
10 สัญญาณบ่งบอกว่า “เรากำลังจะเป็นพ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์ หรือ ควบคุมบงการลูกจนเกินเหตุ”
1. เรามีแนวโน้มตามติดลูกไปทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งเวลาลูกเข้าห้องน้ำ (ในกรณีที่ลูกใช้ห้องนำ้เป็นแล้ว) สนามเด็กเล่น ห้องเรียนของลูก และที่อื่นๆ ที่ควรมีแค่ลูกกับเพื่อนของเขา หรือ ครูของเขา

2. เรามีแนวโน้มช่วยทำการบ้านให้ลูก ไม่ใช่สอนการบ้านลูก เมื่อลูกโครงการอะไร หรือ งานประดิษฐ์อะไร เรามักจะอาสาทำให้ลูกทั้งชิ้นงานเลย เพราะรู้สึกว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าลูกมีงานดีๆ ไปส่งครู

3. เรามีแนวโน้มเตรียมอาหารที่ลูกชอบให้ลูก โดยที่เขาอาจจะยังไม่ทันเอ่ยปากขอจากเรา เราจะตระเตรียมอาหารให้พอดีคำ หั่นเอาไว้ให้เขาพร้อมกิน และถ้าทำได้เราอาจจะป้อนเขาแทนที่จะให้เขากินเอง

4. เรามีแนวโน้มที่จะปกป้องลูกในสถานการณ์ที่เราไม่แน่ใจ เช่น ไม่ยอมให้ลูกปีนต้นไม้ หากต้นไม้นั้นเราเอื้อมไม่ถึง ไม่ยอมให้ลูกฝึกจักรยานสองล้อจนกว่าจะมีเครื่องป้องกันครบถ้วน ไม่ยอมให้ลูกใช้กรรไกรหรือของมีคม ไม่ยอมให้ลูกทำอะไรที่เรากลัวว่าจะเกิดอันตรายได้ แม้จะเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม

5. เรามีแนวโน้มตัดสินใจแทนลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกเพื่อน เลือกเรียน เลือกคู่ชีวิต และเลือกทำอะไรก็ตาม

6. เรามีแนวโน้มจะสั่งให้ลูกทุกอะไร และมักจะตอบคำถามแทนลูกเวลาที่มีคนมาถามเขา

7. เรามีแนวโน้มจะทนไม่ได้เมื่อลูกผิดหวังจากสิ่งที่เขาตั้งใจ (หรือเราตั้งใจให้เขาได้) เราจะลงไปแก้ปัญหาให้ลูกทันที และเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่เขาต้องการ (หรือเราต้องการ)

8. เรามีแนวโน้มจะไม่ยอมให้ลูกไปไหนโดยที่ไม่มีเราอยู่ตรงนั้น (ยกเว้นโรงเรียน) เช่น ไปทัศนศึกษา ไปค่ายค้างคืน ไปบ้านเพื่อน ไปเที่ยวกับเพื่อน และอื่นๆ

9. เรามีแนวโน้มจะตรวจสอบของส่วนตัวของลูก เช่น ห้องนอน โทรศัพท์มือถือ สมุดไดอารี่ เฟสบุ๊ค และอื่นๆ

10. เรามีแนวโน้มจะเป็นทุกข์ใจเมื่อเราไม่รู้อะไรบางอย่างจากลูก เราจะถามเซ้าซี้และถามจนกว่าลูกจะตอบ ถ้าลูกไม่ตอบ เราจะไปถามเพื่อนของลูก หรือ คนรอบตัวลูกจนกว่าเราจะได้ข้อมูลที่เราพอใจ
ถ้าหากเรามีแนวโน้มจะเป็นพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์ เราควรจะตระหนักรู้ และลดความวิตกกังวลของเราลง เพราะเราไม่ควรทำร้ายลูกเราด้วยเหตุผล “ในนามแห่งความรัก”
บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราไม่รู้ตัวว่า "เรากำลังทำร้ายเด็ก” เพราะเราคิดว่าการกระทำของเราทำไปเพราะความรัก
หนึ่งในการกระทำที่ว่า คือ “การสอดส่องทุกกระเบียดนิ้ว และบงการควบคุมชีวิตลูกตลอด 24 ชั่วโมง” และเมื่อเราทำไปแล้ว เรามักตบท้ายการกระทำของเราด้วยคำพูดที่ว่า “ที่พ่อแม่ทำไปนั้น เพราะพ่อแม่รักลูกนะ”
ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เราสามารถสอนเด็กได้ด้วย “การใจดีแต่ไม่ใจอ่อน (Kind but firm)” ซึ่งการสอนนี้ ต้องเริ่มด้วยการมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กก่อน หากเราไม่มีสายสัมพันธ์นี้ เด็กจะไม่เห็นเรา เพราะเราไม่มีอยู่จริงในสายตาเขา
สายสัมพันธ์จะเป็นเชือกที่มองไม่เห็นคอยดึงรั้งเขาไว้เวลาเขาจะไปทำผิด เขาจะนึกถึงเรา เพราะเขารักเรา
สายสัมพันธ์ที่ดีต้องมาพร้อมกับวินัยตามวัย เด็กควรเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเองตามพัฒนาการของเขา และเรียนรู้งานที่เขาสามารถทำได้เพื่อส่วนรวม เมื่อเขาโตพอ เช่น การทำงานบ้าน และการช่วยเหลืองานต่างๆ ตามวัย ทั้งนี้วินัยจะช่วยให้เด็กรู้ว่า “อะไรสำคัญสำหรับชีวิตเขา” และเขาจะรู้ว่า “ความจำเป็น (Need)” ต้องมาก่อน “ความต้องการ (Want)” เสมอ
ที่สำคัญผู้ใหญ่มักลืมว่า “เรามีหน้าที่ควบคุมกติกา” ไม่ใช่ไม่ควบคุมเด็ก เราใช้กติกาที่ตกลงกันควบคุมซึ่งกันและกัน ไม่ให้เราทำร้ายกัน หรือ ทำให้ตนเองเดือดร้อน เมื่อเด็กทำผิด ให้ทวนกติกาหรือข้อตกลงกับเขา และให้เขาได้รับผลลัพธ์จากการกระทำ โดยมีผู้ใหญ่คอยสอนเขาว่า “ทำแบบนี้ไม่ได้ แล้วทำแบบไหนได้บ้าง” ไม่ใช่บอกเเค่ว่า เขาทำผิด แต่ไม่บอกเขาเลยว่าที่ถูกเป็นอย่างไร
***
ก่อนจะสายเกินไป ในฐานะพ่อแม่เราควรปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของลูก เพราะเด็กทุกคนต้องการบ้านที่ปลอดภัย ไม่ใช่บ้านที่เป็นเสมือนสถานที่ลงโทษและคอยจ้องจับผิดเขาตลอดเวลา
“บ้านที่แท้จริง หาใช่สถานที่ หากแต่เป็นบุคคลต่างหาก”
พ่อแม่สามารถเป็นบ้านที่ปลอดภัยให้กับลูกได้ โดยเริ่มจากสิ่งหล่านี้...
ข้อที่ 1 “ให้การรับฟัง”
ข้อที่ 2 “ให้การยอมรับในสิ่งที่เด็กเป็น”
ข้อที่ 3 “ให้ความรักและการสนับสนุนทางใจ”
ข้อที่ 4 “ให้อภัยและการสอน”
ข้อที่ 5 “ให้ความเชื่อมั่น”
***
สุดท้าย เมื่อถึงเวลาอันสมควร พ่อแม่ทุกคนควรบอกลาและปลดปล่อยลูกให้เป็นอิสระทั้งกายใจ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ โดยสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำเพื่อลูกทุกคนได้คือการยอมรับในตัวตนของลูก และอวยพรให้เขาเติบโตออกไปใช้ชีวิตเพื่อตัวเขาเองอย่างแท้จริง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Baumrind, D. (1971). Current patterns of parental authority. Developmental psychology, 4(1p2), 1.
Cline, F., & Fay, J. (2020). Parenting with love and logic: Teaching children responsibility. NavPress Publishing Group.
Darling, N (1999) Parenting Style and Its Correlates ERIC Digest

"LJ Edutainment show 2022 "ของ Laohajit Trilingual Nursery. ในวันเสาร์ที่12มีนาคม2565 ในธีมของ"Super Hero" ความใฝ่ฝันของ...
12/03/2022

"LJ Edutainment show 2022 "ของ Laohajit Trilingual Nursery. ในวันเสาร์ที่12มีนาคม2565 ในธีมของ"Super Hero" ความใฝ่ฝันของน้องๆระดับเนอสเซอรี่ อนุบาล และประถมศึกษาปีที่1-3 ค่ะ 🎉🎉🎉🎉🎉🎉

03/02/2022

ลองใช้ชีวิตแบบ slow life กับลูก
ถ้าอยู่กับธรรมชาติได้ ก็ยิ่งดี

แล้วคุณจะพบว่า
ลูกน่ารักขึ้น 😊
เชื่อฟังขึ้น🥰
ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นด้วย 😄

บางที...
ชีวิตที่เร่งเกินไป
คือสาเหตุหลัก ของลูกดื้อ ในโลกยุคนี้

หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

23/01/2022

เด็กๆ พลังล้นเหลือ
ผู้ใหญ่จะชวนไปปล่อยพลังอย่างไรดี
ช่วงนี้เด็กๆ หลายๆ บ้านอาจจะเริ่มรู้สึกอึดอัดที่ไม่ได้ออกไปไหน
ธรรมชาติของเด็กๆ พวกเขามีพลังมากมาย เรียกง่ายๆ ว่า “ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย”
ผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะหมดแรงตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว
ในบทความนี้จึงอยากแนะนำแนวทางที่จะช่วยให้เรารับมือกับเด็กๆ ที่มีพลังล้นเหลือได้ดีขึ้น
ข้อแนะนำข้อที่ 1 “เราห้ามให้เด็กหยุดทำพฤติกรรมไม่ได้ แต่เราสามารถให้เขาทำพฤติกรรมนั้นในกิจกรรม เวลา สถานที่ ที่เหมาะสมได้”
“เปลี่ยนจากอยู่ไม่สุข วิ่งเล่นป่วนในคาบเรียน ให้เด็กได้วิ่งเล่นอย่างเต็มที่ในสนามก่อนจะเริ่มเรียน”
เด็กๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงาน พวกเขาต้องการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ในสายตาผู้ใหญ่ มันคือการอยู่ไม่นิ่ง อยู่ไม่สุข และไม่เหมาะสม ถ้าเราให้เด็กๆ ไปเคลื่อนไหวและใช้พลังที่ล้นเหลือของพวกเขา จนพลังงานนั้นอยู่ในระดับที่เขาควบคุมได้ เด็กๆ จะสงบและพร้อมทำกิจกรรมตรงหน้ามากขึ้น
อาจจะให้เด็กๆ ได้ใช้พลังให้สุดเเรงด้วยกิจกรรมออกแรงที่ต้องใช้ความเร็วหรือการจับเวลา เช่น การวิ่งให้เร็วที่สุดไปที่เส้นชัย หรือ แข่งกันวิ่งเก็บบอลหรือของทั่วห้องใส่ตระกร้าภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้ความเร็วอย่างที่เขาต้องการด้วย
ในกรณีที่เด็กเริ่มเข้าใจกติกาและสามารถทำตามกติกาได้ เราอาจจะให้เขาไปเล่นกีฬาที่ได้ออกแรงและต้องใช้ความเร็วเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเขา
การให้เด็กๆ วิ่งเล่นรอบบ้านหรือในสนามประมาณ 1 ชั่วโมง แม้หัวของเด็กๆ จะชุ่มไปด้วยเหงื่อและแก้มของพวกเขาจะแดงระเรื่อ แต่สิ่งที่พบนอกจากนี้ คือ รอยยิ้มที่สดใสขึ้น ระยะเวลาที่เด็กๆ จะสามารถนั่งทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น การเรียน การทำการบ้าน ก็นานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากต่ำกว่า 10 นาที เป็น 15-20 นาที
***
ข้อแนะนำข้อที่ 2 “เมื่อเด็กชอบทำตรงข้ามคำสั่ง ก็ชวนเด็กมาเล่นเกมทำตรงข้ามคำสั่งเสียเลย”
กิจกรรมที่สามารถนำมาเล่นกับเด็กๆ ในวันที่พวกเขาทำตรงข้ามคำสั่งเราทั้งหมด ได้แก่
“เกมโลกกลับตาลปัตร” เด็กๆต้องทำตรงข้ามคำสั่ง เช่น...
ถ้าสั่งให้ยืนต้องนั่งลง ให้นั่งต้องยืน
ถ้าสั่งให้พูดเบาๆ ให้พูดดังๆ
ถ้าสั่งให้เดินเร็วๆ ให้เดินช้าๆ
เป็นต้น
โดยเกมนี้ผู้ใหญ่สามารถผลัดกันกับเด็กๆ เป็นผู้นำ (คนสั่ง) และ ผู้ตาม (ทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายได้)
การเล่นเกมนี้ได้ตอบสนองสิ่งที่เด็กต้องการ คือ ทำตรงข้ามกับคำสั่ง แต่เกมนี้พวกเขากลับได้เรียนรู้การทำตามคำสั่งครั้งแรก โดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เกมนี้ทำให้เด็กๆ ได้มีโอกาสมาสั่งเราด้วย เราผลัดกันสั่งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เขาได้เรียรู้ คือ การเป็นผู้ฟังและทำตาม และเป็นผู้นำและตัดสินใจด้วย เกมน้ีไม่มีใครคุมใคร กติกาเป็นผู้คุมเราทั้งสอง เด็กและผู้ใหญ่อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน
***
ข้อแนะนำที่ 3 “เมื่อเด็กๆ ใจร้อนและชอบทำอะไรเร็วๆ ผู้ใหญ่สามารถให้เขาทำกิจกรรมที่ต้องระมัดระวังและท้าทายมากขึ้น”
กิจกรรม “เดินไต่ลวด”
ในเมื่อเด็กๆ ชอบวิ่งเร็วๆ เราก็เพิ่มกติกาให้เป็นเกมเสียเลย เขาต้องเดินบนเส้น (เทปกาวสีติดบนพื้นเป็นเส้นตรง ซิกแซก หรือเส้นอื่นๆ) หรือ บนสะพาน (ถ้าไม่มีสะพานทรงตัว จะเป็นเบาะ หรือ เก้าอี้เตี้ยวางต่อกันก็ได้) เขาต้องระวังมากขึ้น
กิจกรรม “พื้นลาวา”
เด็กๆ ต้องระวังไม่ให้เท้าเหยียบพื้นที่ถูกสมมติให้เป็นลาวาร้อนๆ พวกเขาต้องปีนป่าย และเดินข้ามเกาะ (เบาะ/แผ่นโฟม/เทปกาวที่แปะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม) ต่างๆ จนไปถึงปลายทาง
กิจกรรมที่ต้องระมัดระวัง
ในเด็กเล็ก เราอาจจะให้เทน้ำใส่แก้วหลายๆ แก้ว กรอกน้ำใส่ขวด หรือ ตักถั่ว/ข้าวสารใส่ขวด เป็นต้น ถ้าเขาเร่งจนเกินไปน้ำหรือถั่วอาจจะกระฉอก และเด็กๆ ต้องทำหลายครั้งกว่าจะเต็ม
ในเด็กโต เราสามารถให้เขาทำงานประดิษฐ์ งานไม้ (เลื่อยไม้ ตอกตะปู) งานครัว (หั่นผักผลไม้) ถักโครเชต์ เย็บผ้า เกม Puzzle ต่างๆ (ต่อจิ๊กซอว์ และอื่นๆ) เป็นต้น
***
ข้อแนะนำที่ 4 “เล่นน้ำ เล่นดิน เล่นทราย เล่นปีน เล่นทำงานบ้าน เล่นในกล่อง”
เมื่อคิดอะไรไม่ออก สิ่งที่จะช่วยทุ่นแรงพ่อแม่อย่างเรา คือ “เล่นน้ำ เล่นดิน เล่นทราย”
บางครั้งแค่เปิดน้ำใส่กะละมังในห้องน้ำสักสองสามใบ ให้เด็กๆ ได้ลงไปแช่ ได้ไปตีน้ำ ตัก เท สาด กรี๊ดกร๊าดอยู่ในนั้น ก็เป็นการปล่อยพลังได้มหาศาล
บางทีมีทราย มีดิน ให้เด็กๆ ลงไปเล่น ไปตัก ขุด คลุก มุด ขยำ ก็ช่วยสลายพลังไปได้มาพอดู ยิ่งทรายหรือดินที่เล่นกับน้ำได้ เด็กๆ ยิ่งชอบ ได้ผสมสารพัดสูตรทำกับข้าวผ่านการจำลองทรายและดินผสมกับน้ำ
บ้านไหนมีต้นไม้หรือเครื่องเล่นให้เด็กๆ ปีนเล่น ก็สามารถช่วยให้เด็กๆ ได้ออกแรงอย่างเหมาะสมเช่นกัน แต่ถ้าไม่มี “ตัวพ่อกับแม่” นี่แหละที่สามารถเป็นภูเขาจำลองให้เด็กๆ ขึ้นมาปีนป่ายหรือเหยียบ ถือโอกาสให้ลูกๆ เหยียบหลังให้เราเป็นการนวดผ่อนคลายเสียเลย
เล่นทำงานบ้าน สำหรับพ่อแม่อาจจะมองงานบ้านเป็นงาน แต่สำหรับเด็กเล็กๆ แล้ว พวกเขาอาจจะมองว่าเป็นการเล่น ชวนลูกๆ ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า ตากผ้าด้วยกัน เด็กๆ อาจจะถือโอกาสเล่นน้ำไปในตัว หรือ จะชวนทำกับข้าว เด็กๆ หลายบ้านอาจจะชอบมากกว่าเล่นของเล่นครัวจำลองกับอาหารพลาสติกเสียอีก
สุดท้าย คิดอะไรไม่ออก นำกล่องลัง (เชื่อว่าหลายๆ บ้านน่าจะมีจากการซื้อของออนไลน์จำนวนมากในช่วงนี้) มาให้เด็กๆ เล่น ยิ่งกล่องใหญ่ ยิ่งสนุก เด็กๆ อาจจะสมมติให้กล่องเหล่านั้นเป็นบ้านของเขา นอกจากนี้ให้สีเทียนกับเด็กๆ นำไปเขียนสะเปะสะปะ หรือ สติกเกอร์สักแผ่น เท่านี้ก็ใช้เวลาไปมากโขแล้ว
เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมในเรื่องของการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ เพื่อให้เขามีร่างกายที่พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การช่วยเหลือตัวเอง การขีดเขียน การวาด การตัดกระดาษ การควบคุมแรง การกะระยะ เเละอื่นๆ
ซึ่งการเล่นนอกบ้าน การเล่นดิน เล่นทราย เล่นน้ำ เล่นดิน เล่นทราย การขีดเขียนสะเปะสะปะ การเล่นด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย และการทำงานบ้านจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการร่างกายที่สมวัย ทั้งนี้ต้องผนวกกับการสอนให้เขาอดทนรอคอยและแก้ปัญหาได้ตามวัย ผู้ใหญ่ไม่ควรรู้ใจ ทำให้เด็กทุกอย่าง ให้เขารอบ้าง และทำเองให้เยอะๆ ทำไม่ได้ เราจับมือสอนเขาทำ และลองให้เขาทำอีกครั้ง ทำไม่ได้ดีครั้งแรกไม่เป็นไร ค่อยๆ ฝึกฝนกันไป
***
ข้อแนะนำท่ี 5 “ให้กติกาและตารางเวลาเป็นผู้ควบคุมเด็ก เพื่อให้เขาเรียนรู้การควบคุมตัวเองในอนาคต”
“กติกา"
เราควรกำหนดกติกากับเด็กให้ชัดเจนตั้งแต่แรก กติกาไม่ควรมีข้อ และกติกาพื้นฐานที่ควรมี
(1) ไม่ทำร้ายตัวเอง
(2) ไม่ทำร้ายผู้อื่น
(3) ไม่ทำลายข้าวของ
ส่วนข้ออื่นๆ ที่จะเพิ่มเข้าไป ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว
“ตารางเวลา”
เราควรใช้ตารางเวลากับเด็กๆ เพราะเมื่อมีตารางเวลา เด็กจะต้องดูว่า เขาจะทำอะไรเวลาไหน โดยมีผู้ใหญ่ควบคุมให้เขาสามารถทำตามตารางเวลาได้ ถ้าไม่มีตารางเวลา เราจะต้องคอยสั่งเขาตลอดเวลา ว่า เวลานี้ควรทำอะไร และต้องทำอะไรต่อ ตารางเวลาเด็กเล็ก ควรมีเรื่อง ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าว ทำงานบ้าน เล่น และอ่านนิทาน เข้านอนเวลาไหน
***
ข้อแนะนำสุดท้าย “เหนื่อยก็พัก และเฝ้าดูลูกๆ เล่น”
บางครั้งพ่อแม่และผู้ใหญ่มักเป็นกังวลว่า “วันนี้เราต้องทำอะไรกับลูกดี”
เรามักจะรู้สึกผิดจากการที่ "ที่ปล่อยให้วันแต่ละวันของลูกผ่านไปโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย”
ณ จุดนี้ เราลืมมองย้อนไปว่า “เด็กๆ ก็ต้องเวลาว่างท่ีได้อยู่กับตัวเองบ้าง”
บางทีการไม่ได้ทำอะไรเลย และให้เด็กๆ ได้เล่นอย่างอิสระภายใตกติกา (กฎ 3 ข้อ) ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน ให้เด็กๆ ได้รู้สึกเบื่อบ้าง เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์การเล่นใหม่ๆ
ไม่เป็นไรที่เราจะพักผ่อน แค่เพียงการเฝ้าดูและให้ความช่วยเหลือยามจำเป็น
อาจจะเป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องการจากเรา
**********
การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโต เหมือนกับการวิ่งมาราธอน เพราะผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน บางครั้งอาจจะใช้เป็นเดือน เป็นหลายเดือน หรือ เป็นปี
ถ้าเราวิ่งสุดแรง เหนื่อยก็ไม่ยอมพัก เราอาจจะวิ่งไปไม่สุดทาง
ค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่พอเหมาะกับเรา เหนื่อยก็ผ่อนแรง หายเหนื่อยก็วิ่งต่อ
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ บ้านนะคะ
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
ป.ล. บ้านไหนมีกิจกรรมปล่อยพลัง สามารถนำมาแบ่งปันกันได้นะคะ

17/01/2022

ทำไม "คุณพ่อ" ควร “อ่านนิทาน” ก่อนนอนให้ลูกฟัง?
งานวิจัยเผย ลูกจะได้ประโยชน์จากการฟังนิทานจากพ่อมากกว่าแม่
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย เผยว่า การที่พ่อพูดคุยหรือใช้คำศัพท์ต่าง ๆในระหว่างอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง จะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านการใช้ภาษา (Language Development) ของลูกเป็นอย่างมาก
ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าลูกจะได้ประโยชน์จากการฟังนิทานจากพ่อมากกว่าแม่ จากการสำรวจ เด็กจะจดจ่อและตั้งใจฟังการเล่านิทานจากพ่อมากกว่าเนื่องจาก “วิธี” การอ่านหนังสือนิทานของพ่อและแม่นั้นต่างกัน
ในระหว่างการเล่านิทาน เป็นธรรมดาที่พ่อเเม่จะมีบทบาทในการพูดเสริม ถามคำถามเพื่อต่อยอดจินตนาการนอกเหนือจากในนิทาน ซึ่งการใช้คำศัพท์หรือการถามคำถามของพ่อเเละเเม่นั้นต่างกันอย่าสิ้นเชิง
ตัวอย่าง: แม่มักจะถามคำถามที่เป็นข้อเท็จจริงที่มาจากหนังสือ เช่น “หมูมีกี่ตัว? บ้านของหมูเเต่ละตัวเป็นอย่างไร?”
เเต่ในทางตรงกันข้าม พ่อมักจะถามคำถามที่อาศัยจินตนาการ การใช้ภาษาที่ซับซ้อนและคิดนอกกรอบของลูกมากกว่า เช่น “บ้านของเราเหมือนกับบ้านของหมูตัวไหนน้า”
ซึ่งคำถามเชิงนามธรรมเเบบนี้ทำให้ลูกได้ฝึกคิดวิเคราะห์ จินตนาการ และฝึกสมองในการคิดเพื่อตอบคำถาม
ทั้งนี้งานวิจัยยังพบว่าลูกผู้หญิงจะได้ประโยชน์มากกว่าเมื่อพ่ออ่านนิทานให้ฟังอีกด้วย
เห็นแบบนี้เเล้ว อยากให้คุณพ่อมีส่วนร่วมในการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังมากขึ้น หรือจะให้ดีที่สุดคือทั้งคุณพ่อเเละคุณเเม่อยู่กับลูกร่วมกันอ่านนิทานให้ลูกฟัง คงไม่มีอะไรดีเท่ากับการอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อส่งลูกเข้านอนหรอกจริงไหม?
ที่มา: University of Wollongong
https://ro.uow.edu.au/cgi/viewcontent.cgi?referer=https://www.google.com/&httpsredir=1&article=2345&context=sspapers

20/12/2021

Laohajit Trilingual Nursery.👶👧

"Learn Teach Inspire"

We will walk together.👫👭

New normal.✌️❤️

.🏡

"สอนเด็กปลูกต้นไม้ แต่ได้ต้น EF" 🌿☘️🌱 เด็กๆได้ทักษะต่างๆมากมาย1. ฝึกการจดจ่อใส่ใจ ด้วยการพยายามเตรียมดิน ปลูกผัก รดน้ำผั...
16/12/2021

"สอนเด็กปลูกต้นไม้ แต่ได้ต้น EF" 🌿☘️🌱

เด็กๆได้ทักษะต่างๆมากมาย

1. ฝึกการจดจ่อใส่ใจ ด้วยการพยายามเตรียมดิน ปลูกผัก รดน้ำผัก

2. ทำให้มือและตาทำงานให้สัมพันธ์กัน ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

4. มีความตั้งใจ ได้ลงมือทำตามที่คิดไว้

5. ได้ฝึกความอดทน ความเพียรพยายาม ในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

6. ฝึกการควบคุมอารมณ์ และอดทนต่อสิ่งที่สงสัยได้

7. มีความภาคภูมิใจในตนเอง ที่ได้ปลูกต้นไม้ และได้ผลผลิตตามเป้าหมาย ถ้าต้นไม้ที่เด็กๆปลูกเป็นผักผลไม้ที่เก็บดอกผลได้ ลูกจะได้รับอาหารรู้จักวางแผนจัดการ ว่าจะแบ่งให้ใคร เอาไปทำอะไรต่อ กินหรือขาย เป็นต้น

16/12/64 📅

Exclusive Functions (EF)
ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ
คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ไขเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น

Laohajit Nursery Trilingual Program "Loy krathong festival 2021"🎉🎉On 19 Novemrber 2021At Laohajit Nursery Lamphun.Today,...
19/11/2021

Laohajit Nursery Trilingual Program "Loy krathong festival 2021"🎉🎉
On 19 Novemrber 2021
At Laohajit Nursery Lamphun.

Today, our nursery has organized Loy Krathong Day activities to carry on tradition and Thai culture under Covid-19 measures.

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน (พมจ.)ที่มาตรวจเยี่ยมเลาหจิตรเนอสเซอรี่ของเรา...
15/11/2021

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน (พมจ.)ที่มาตรวจเยี่ยมเลาหจิตรเนอสเซอรี่ของเรา เพื่อการตรวจเยี่ยมและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการโควิด -19
ในวันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน 2564
เวลา 10:40 น.
ณ เลาหจิตรเนอสเซอรี่

เตรียมความพร้อมต้อนรับเด็กๆกลับสู่โรงเรียน 😊Preparing safety class rooms. Get ready to welcoming the students back on ca...
28/10/2021

เตรียมความพร้อมต้อนรับเด็กๆกลับสู่โรงเรียน 😊

Preparing safety class rooms.
Get ready to welcoming the students back on campus. 🎉

ที่อยู่

25 ถนนลำพูน – ป่าซาง ซอย 1 บ้านสันดอนรอม ต. ในเมือง
Amphoe Pa Sang
51000

เบอร์โทรศัพท์

+6653511225

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Laohajit Trilingual Nurseryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์