24/08/2026
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าหาเหตุผลที่เกี่ยวกับรูปตั้งแต่สิ่งที่ใหญ่ที่สุดแล้วค่อยๆลดลงไปๆตามลำดับๆ จนกระทั่งถึงเล็กที่สุดที่อนุมานเรียกกันว่าปรมาณู(เพิ่มเติม;ปัจจุบันนี้พบว่ามีอนุภาคเล็กๆหลายชนิดเช่น quarks และ leptons) แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิอาจที่จะพิจารณาได้ว่าในปรมาณูเม็ดหนึ่งๆนั้น มีสภาพของรูปอะไรบ้างที่รวมกันอยู่จึงทำให้เม็ดปรมาณูเกิดขึ้นได้
สำหรับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ย่อมทรงทราบถึงความเป็นไปอยู่ของเม็ดปรมาณูอันหนึ่งๆว่ามีรูปอะไรบ้างที่รวมกันอยู่ จึงทำให้ปรมาณูมีขึ้นได้
พระองค์ทรงสามารถแยกจำนวนรูปในเม็ดปรมาณูซึ่งเล็กที่สุดนี้ออกเป็น ๘ ส่วน คือ รูปทั้ง ๘ ซึ่งรวมเรียกชื่อว่า อวินิพโภครูป อันมี มหาภูตรูป ๔ คือ ปถวี อาโป เตโช วาโย และวณฺโณ(สีต่างๆ) คนฺโธ(กลิ่นต่างๆ)รโส ( รสต่างๆ) โอชา(อาหาร)
อวินิพโภครูปนี้คือรูป ๘ รูปที่แยกจากกันไม่ได้ปรากฏอยู่ในปรมาณูเม็ดหนึ่งๆ นอกจากนี้ยังเป็นไปด้วยอำนาจของปัจจัยอีก ๕ ปัจจัย คือ สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ที่เข้าช่วยอุปการะในคราวเดียวกัน จึงทำให้ปรมาณูเม็ดหนึ่งๆนั้นปรากฏเป็นไปได้ตามสมควรแก่เหตุปัจจัย ดังที่กล่าวมาแล้ว
ความรู้วิทยาศาสตร์อย่างสูงสุดนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วเฉพาะหน้ามวลหมู่เทพยดา, มาร,พรหมทั้งหลายที่ในดาวดึงสาเทวโลก ซึ่งชาวเราทั้งหลายเรียกกันว่า อภิธรรมปิฎก นั่นเอง
ในสมัยที่ลัทธิต่างๆ กำลังแพร่หลายอย่างไพศาล ดังที่เราได้เห็นกันอยู่ ณ บัดนี้นั้น บุคคลใดมาเคารพนับถือเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บุคคลนั้นก็นับว่าเป็นผู้มีโชคดีอย่างที่สุดหาอะไรจะมาเปรียบเทียบมิได้
ต่อมาถ้าหากว่า ผู้นั้นได้รับการศึกษาเล่าเรียน ท่องจำ ในพระอภิธรรม มหาสติปัฏฐานสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร มงคลสูตร เหล่านี้เป็นต้นได้อีก ก็ย่อมเป็นสิริสวัสดิมงคลแก่ตนของตนอย่างสูงสุด
ต่อมาถ้าผู้นั้นได้มีโอกาสปลีกตน หลีกเร้นออกไปอยู่แต่ผู้เดียวในสถานที่ที่ห่างไกลจากเสียงอื้ออึง เอิกเกริก เฮฮา ต่างๆ ที่เกี่ยวกับชาวบ้าน คงได้รับแต่ความเงียบสงัดมีแต่เสียงสายลมพัดผ่านไปมา ในท้องอากาศพร้อมกับใบไม้ไหวในขณะที่ต้องลม ซึ่งกำลังเป็นไปอยู่ตามธรรมชาติอย่างเดียวเท่านั้น
แล้วก็จะพิจารณาเห็นการเกิดขึ้นติดต่อกันตามลำดับแห่งนามรูปวิถีของชนทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกว่า กายใจของเราและของคนอื่นที่เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นแถวๆ ที่เป็นนามรูปวิถีนี้นั้น เป็นธรรมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยปัจจัย ปัจจยุปบันเกี่ยวเนื่องกันโดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งเข้ามาจัดแจง คงเป็นไปตามธรรมนิยาม(กฎธรรมชาติ) จิตตนิยาม(ความเป็นไปของจิต)เท่านั้น
เมื่อได้พิจารณาเห็นเช่นนี้ ก็อาจที่จะอำนวยประโยชน์โสตถิผลให้บุคคลนั้นได้รับความสำเร็จตามความประสงค์ของตนๆ คือเป็นสาวกโพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ สัมมาสัมโพธิญาณ สมดังที่บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวไว้ว่า
สยํ พุทฺโธ สมฺโพเธสิ ธมฺเมปิ ธมฺมสตฺติโย
อโห โน ตสฺส สุตตฺตํ อโห โน ธมฺมจินฺตนํ ฯ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นผู้ทรงมีชัยชนะต่อเวรภัย ทั้งที่เป็นภายในและภายนอก พระองค์นั้นย่อมทรงรู้แจ้งนามรูปวิถีที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สืบเนื่องกัน ติดต่อกันไม่ขาดสายตามธรรมชาติของจิตตนิยาม และทรงรู้แจ้งอำนาจปัจจยธรรมทั้ง ๒๔ ประการ ที่ช่วยอุปการะให้ผลเกิดขึ้นโดยลำพังพระองค์เอง กับทรงแสดงให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ได้รู้เห็นในเรื่องเหล่านี้ด้วย
โอ เป็นที่น่ายินดีจริงหนอ ที่พวกเราทั้งหลายได้รับผลอันล้ำเลิศในการที่ได้มาเป็นสาวก สาวิกาแล้วได้รับการอบรมฟังธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นี้ และเป็นที่น่าปลื้มใจยิ่งจริงๆ หนอ ในเมื่อเราได้พิจารณาถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นติดต่อกันตามสภาพธรรมล้วนๆ โดยไม่ใช่เป็นสัตว์เป็นบุคคลแต่ประการใดแล้ว ทำให้เราได้รับผลคือเกิดปัญญารู้เห็นแจ่มแจ้งกว้างขวางในธรรมที่เป็นอนัตตะ(อนัตตา)
พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ย่อมทรงคุณอำนวยประโยชน์ให้แก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขความเจริญ คือความสุขกายสุขใจทั้งในภพนี้และภพหน้า ตลอดจนเข้าถึงพระนิพพานอันสงบจากทุกข์ทั้งปวง
อ้างอิงจาก
คำปรารภเบื้องต้นของหนังสือปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๔ วิถีสังคหะ หลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกะตรี
รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกเถระ ธัมมาจริยะ
อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย