IQ Knowledge Center สอนอ่าน ไทย-อังกฤษ
รับประกันอ่านได้?

- คอร์สฝึกเขียนพยัญชนะ รับประกันเขียนได้ภายใน 3 เดือน
รายละเอียด: เริ่มได้ตั้งแต่ 2 ปีครึ่งเป็นต้นไป จบคอร์สเด็กจะสามารถเขียนพยัญชนะไทยและสระได้อย่างถูกต้องตามหลักกายภาพวิทยา ทำให้เขียนได้ง่ายและเขียนได้เร็วกว่าสถาบันอื่น

- คอร์สสอนอ่านภาษาไทย รับประกันอ่านได้ภายใน 6 เดือน
รายละเอียด: นับตั้งแต่ไม่รู้จักตัวหนังสือ จบคอร์สสามารถอ่านโจทย์, คำสั่ง, หนังสือนิทาน ได้ เขียนเนื้อเรื่องสั้นๆได้ เริ่มเรีย

นได้ตั้งแต่ 4 ขวบเป็นต้นไปหรือเป็นนร.ที่จบคอร์สฝึกเขียนจากทางศูนย์ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านการสะกดคำ เรียนรู้ช้า พัฒนาการช้า

-คอร์สอ่านแปล TEXT BOOK(สำหรับนร. EP, INTER หรือที่ต้องการไปศึกษาต่อต่างประเทศ)
รายละเอียดคอร์ส : คอร์สถูกแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้

ระดับที่ 1 : รับประกันอ่านได้ภายใน 6 เดือนเริ่มตั้งแต่ไม่รู้จักพยัญชนะเลย สำหรับเด็กที่ยังอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกสะกดไม่เป็น เริ่มเรียนได้ตั้งแต่ ป.1 เป็นต้นไปแต่จะต้องเป็นเด็กที่อ่านภาษาไทยออกแล้วเท่านั้นเนื่องจากใช้พื้นฐานการสะกดคำแบบภาษาไทยจึงทำให้เด็กจากศูนย์เราสามารถอ่านได้เร็วกว่าเด็กจากสถาบันอื่นๆถึง 6 เท่า

ระดับที่ 2 : ฝึกเปิดดิกและเรียบเรียงเนื้อหาใจความออกมาเป็นภาษาไทย
ระยะเวลาเรียน 6 เดือน สำหรับน้องๆที่อ่านภาษาอังกฤษออก แต่อ่านเนื้อเรื่องไม่เข้าใจ เรียนจบแล้วจะทำให้สามารถอ่านแปลทั้งโจทย์ คำสั่ง คำถามและตอบคำถามได้

ระดับที่ 3 : ฝึกแปล TEXT BOOK (หนังสือเรียนวิชา คณิต-วิทย์-หรือนิตยสารทั่วไป ที่เป็นเนื้อหาภาษาอังกฤษ) รับประกันอ่านแปลได้ภายใน 6 เดือน ซึ่งเป็นคอร์สต่อเนื่องจากระดับที่ 2 เรียนจบแล้วเด็กจะสามารถอ่านเนื้อหา โจทย์ คำสั่งต่างในข้อสอบและแบบฝึกหัดได้เอง ไม่ว่าจะใช้หนังสือจากสำนักพิมพ์ใดทั่วโลก เด็กก็จะอ่านแปลได้ เพราะที่นี่สอนหลักการเพื่อให้สามารถอ่านแปลได้อย่างถูกต้องตามหลักการ ไม่ได้สอนท่องจำ มีเพียงเจ้าแรกและเจ้าเดียวในเมืองไทยที่รับประกัน

08/01/2020

#สอนอ่านไทยสำหรับเด็กพิเศษ รับไม่เกิน 7 คน
เพิ่งพูดได้ตอน 4Y3M พูดได้ 3 เดือนก็เริ่มอ่านหนังสือได้ เป็นกำลังใจให้ครอบครัวคนพิเศษนะคะ เด็กทุกคนเรียนรู้ได้ แค่ช้าเร็วต่างกันตามความสนใจ อย่าเพิ่งท้อนะคะ
เราเผยแพร่เป็นวิทยาทาน สนใจทักใต้โพสหลักเลยค่ะ เดี๋ยวดึงเข้ากลุ่มให้ค่ะ

24/02/2019
18/02/2019

'การยอมรับในความแตกต่าง'...เริ่มต้นที่ครอบครัว
ปัจจุบันสังคมของเราแคบลง เนื่องด้วยคนทุกคนสามารถเข้าถึงข่าวสาร พูดคุยกับผู้อื่นที่อยู่อีกซีกโลกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส...ในขณะที่โลกโดนย่อให้เล็กลง ใจของเราเล็กลงไปด้วยหรือไม่?
‘ความแตกต่าง’ ในสังคม คือ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความแตกต่างไม่ได้หมายถึงแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก ภาษาที่ใช้สื่อสารเท่านั้น แต่หมายรวมถึง ‘ความเชื่อ’ ‘ทัศนคติ’ ‘การให้คุณค่า’ ‘วิถีชีวิต’ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘พันธุกรรม’ และ ‘สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู’
ในเมื่อ ‘พันธุกรรม’ คือปัจจัยทางชีวภาพที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ ‘การเลี้ยงดู’ คือปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้...บางคนบอกว่า “ไม่จริงเสียหน่อย เพราะตอนที่เขาเป็นเด็กเขาเปลี่ยนพ่อแม่ของเขาไม่ได้” นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องเศร้าของใครหลายๆ คน แต่วันนี้ที่เราเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเรารู้ตัวแล้วว่า เราย้อนเวลากลับไปแก้ที่พ่อแม่ของตนเองไม่ได้ เราควรยอมรับ และเดินหน้าต่อไป
ที่สำคัญสำหรับใครบางคน ที่วันนี้ได้มีโอกาสเป็นพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่ง เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเราเพื่อเขาไหม?
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน Diana Baumrind (1971) ได้แบ่งรูปแบบการเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ออกเป็น 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะส่งผลต่อเด็กที่เติบโตมาแตกต่างกัน
(1) พ่อแม่ที่ชอบควบคุมและเรียกร้องจากลูก (Authoritarian parenting style)
พ่อแม่รูปแบบนี้จะค่อนข้างเรียกร้องให้ลูกตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง แต่เมื่อลูกต้องการการตอบสนองจากตน จะตอบสนองลูกน้อยหรือแทบไม่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกเลย พ่อแม่มักจะเข้มงวดมาก ไม่ค่อยอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง และต้องการควบคุมลูกอยู่เสมอ ไม่สามารถยอมรับได้ หากลูกจะเรียกร้องให้ตนรับฟังความคิดเห็น (แต่ส่วนมากเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นแบบน้ี มักเกรงกลัวพ่อแม่เกินกว่าจะพูดโต้แย้งหรือเสนอความคิด และพูดความรู้สึกของตนอยู่แล้ว) ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กกลุ่มนี้จึงห่างเหินมาก เพราะพ่อแม่ควบคุมลูกไว้เสมอ
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ชอบควบคุม เด็กอาจจะมีแนวโน้มเคารพกฎกติกาอย่างเข้มงวด ปราศจากความยืดหยุ่น ไม่ค่อยประนีประนอม เมื่อเข้าสู่สังคมอาจจะปรับตัวได้ยาก มีความวิตกกังวลสูง คนในสังคมจะมองเขาเป็นเด็กขี้อายและเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะเขาไม่โต้แย้งออกมา แต่อาจจะต่อต้านอยู่ภายใน ดูภายนอกควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ถ้าหากวันใดควบคุมไม่ได้ จะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับเป็นคนละคน และสุดท้าย หากมีใครที่แตกต่างจากตนหรือกลุ่ม เขาจะมองว่า ‘ความแตกต่างที่คนๆ นั้นมี เป็นสิ่งที่ไม่ดี และยอมรับไม่ได้’ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเองก็ไม่ยอมรับตัวเขาเมื่อเขาเห็นต่างจากพ่อแม่นั่นเอง (และพ่อแม่ไม่ยอมรับเขาอย่างรุนแรงด้วย)
(2) พ่อแม่ที่เอาใจลูกและทำตามคำเรียกร้องของลูกแทบจะทุกอย่าง (Permissive parenting style)
พ่อแม่รูปแบบนี้มักจะทำตามคำเรียกร้องจากลูกเสมอ แม้ว่า ‘สิ่งนั้นจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ตาม’ ถ้าพวกเขาไม่ติดขัดอะไร ลูกจะได้รับสิ่งนั้นในทันที พ่อแม่กลุ่มนี้จะกลัวการขัดใจลูก เพราะกลัวว่า ‘ถ้าขัดใจลูกแล้วลูกร้องไห้ ลูกจะไม่รักตนเอง’ รูปแบบของการให้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต อาจจะมีความพยายามในการสอนลูกบ้าง แต่จะเป็นไปในลักษณะพูดขอร้องให้ลูกทำมากกว่าการบอกว่ามันจะเป็นต้องทำ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปในลักษณะที่พ่อแม่อยู่ใต้การควบคุมของลูกเสียมากกว่า
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เอาใจ เด็กจะยึดตัวเป็นศูนย์กลาง (ของทุกสิ่ง) ไม่พยายามควบคุมตนเอง ไม่มีวินัยและความรับผิดชอบ รอคอยไม่เป็น และไม่ต้องการแบ่งปันอะไรให้ใคร เมื่อเข้าสู่สังคม แม้จะเป็นคนที่เห็นคุณค่าในตัวเองสูง แต่กลับไม่รู้สึกมั่นคง เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เสมอ มักจะชอบการควบคุมบงการให้ผู้อื่นทำตามข้อเรียกร้องของตน ไม่มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎกติกา เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเอาอกเอาใจเขาอยู่เสมอ ไม่เคยขัดใจ เมื่อเจอเรื่องขัดใจจะยอมรับสิ่งนั้นไม่ได้
(3) พ่อแม่ที่ทอดทิ้งลูก (Uninvolved parenting style)
พ่อแม่รูปแบบนี้มักจะไม่เอาใจใส่ลูกหรือเอาใจใส่น้อยมาก เรียกได้ว่าแทบไม่สนใจหรือตอบสนองต่อลูกเลย เมื่อลูกต้องการให้พ่อแม่กอด เล่นด้วย หรือ ทำอะไรด้วย พ่อแม่กลุ่มนี้มักจะปฏิเสธหรือเพิกเฉยต่อการร้องขอนั้น และปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว แม้จะไม่ได้ทิ้งลูกให้อยู่บ้านคนเดียว และพ่อแม่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับลูก แต่พ่อแม่อาจจะไม่ปฏิสัมพันธ์กับลูกเลย โดยมากจะปรากฏในพ่อแม่ที่ให้ความสำคัญกับลูก (ในพ่อแม่ที่มีปริมาณงานเท่าๆ กัน พ่อแม่บางคนเลือกที่จะใช้เวลาอันน้อยนิดกับลูก แต่พ่อแม่กลุ่มนี้คือไม่สนใจจะพยายามเลย) และเล่นกับลูกไม่เป็น และไม่อยากเริ่มต้นเข้าหาลูกก่อน พวกเขาไม่เห็นความสำคัญของการเลี้ยงดู ‘จิตใจ’ ของลูกเท่าใดนัก ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น คือ ในช่วงแรกลูกอาจจะพยายามเรียกร้องจากพ่อแม่ให้รักเขา สนใจเขา แต่นานวันเมื่อเขาไม่ได้รับมัน พวกเขาก็ถอดใจ และถอยห่างจากพ่อแม่ในที่สุด
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ทอดทิ้งเขา เด็กจะรู้สึกว่าตนไม่มีคุณค่า ไม่คู่ควรกับสิ่งดีๆ ไม่ไว้ใจโลกและไม่เชื่อใจใคร พวกเขาเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่ต้องการพึ่งพิงใคร แม้เขาต้องการความรัก แต่จะไม่กล้าเปิดใจให้ใครเข้ามาง่ายๆ เมื่อเขาสังคมมักจะต่อต้านการเข้าไปอยู่ร่วมกับผู้อื่น ไม่อยากเข้ากลุ่ม และไม่อยากสร้างความสัมพันธ์กับใคร เพราะแท้ที่จริงแล้ว พวกเขากลัวการถูกปฏิเสธมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงพยายามทำตัวแกร่ง บางคนทำตัวสวนกระแสสังคมเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตนเอง เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา เหมือนว่าเด็กกลุ่มนี้จะทำตัวแตกต่าง แต่ทว่า...เขาไม่พร้อมจะยอมรับในความแตกต่างจากกลุ่มอื่นที่ต่างจากกลุ่มตน
(4) พ่อแม่ที่เอาใจใส่ (Authoritative parenting style)
พ่อแม่รูปแบบนี้ค่อนข้างเอาใจใส่ลูก ตอบสนองลูกเมื่อลูกร้องขอและสิ่งนั้นเหมาะสม มีการสอนสั่งวินัย และอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช้อารมณ์ในการเลี้ยงลูก ให้การควบคุมในเรื่องที่ลูกยังไม่สามารถทำได้เอง แต่ในเรื่องที่ลูกสามารถทำได้แล้วพ่อแม่รูปแบบน้ีจะปล่อยให้ลูกได้รับผิดชอบและทำเอง ให้ความช่วยเหลือเมื่อยามจำเป็น แต่ไม่ทำให้ทุกอย่างที่ลูกทำได้ มีกติกาที่ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็รับฟังความเห็นของลูก (ที่แตกต่าง) เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีความคาดหวังในตัวลูก แต่สิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ทั้งลูกและตนเห็นพ้องต้องกัน และคาดหวังตามความเป็นจริง สนับสนุนลูกเท่าที่ตนทำได้
ผลลัพธ์ของเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เอาใจใส่ เด็กจะเห็นคุณค่าในตนเอง ในขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าในตัวผู้อื่นเช่นกัน ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เมื่อเข้าสู่สังคมเขาจะสามารถปรับตัวเข้าสู่กลุ่ม และยอมรับในกฏกติกาได้ เมื่อเพื่อนแตกต่างจากตน ยินดีที่จะเรียนรู้ทำความเข้าใจในความแตกต่างนั้น
แม้ว่าจะมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อคนๆ หนึ่ง แต่ ‘การเลี้ยงดู’ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิผลอย่างมากต่อการเติบโตของเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่
ในสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง หากเราสามารถเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ยอมรับความแตกต่างอย่างเข้าใจ ไม่ดูถูกผู้อื่นว่าด้อยกว่าตน และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อคุณค่าที่ตนเองเชื่อโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
'การยอมรับ’ จึงควรมาก่อน ‘ความเข้าใจ’ เพราะหากปราศจากซึ่งการยอมรับแล้ว เราจะพยายามหาข้อผิดพลาดในตัวของอีกฝ่าย จนไม่สามารถเปิดใจยอมรับได้ ในทางกลับกันหากเราพยายาม ‘ยอมรับ’ ก่อน แม้สิ่งนั้นไม่ได้ถูก (ใจ) ไปเสียทั้งหมด แต่นั่นจะนำไปสู่ความเข้าใจได้ เพราะเราจะตั้งใจฟังเขาได้ และยอมรับเขาอย่างแท้จริง
ดังนั้น วันนี้ที่เราย้อนกลับไปแก้ไขพ่อแม่ของเราไม่ได้ ให้เรามองไปข้างหน้า ยอมรับตัวเรา ถ้าสิ่งไหนดี ให้รักษามันไว้ ถ้าสิ่งไหนไม่ดี ก็เรียนรู้เป็นบทเรียน เพื่อวันหนึ่งเรามีเด็กน้อยที่ต้องดูแล เราจะได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ดีๆ ในใจเขา เพื่องอกงามเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต
ด้วยรักจากใจ
เม
ตามใจนักจิตวิทยา
อ้างอิง
Darling, N. (1999). Parenting Style and Its Correlates. ERIC Digest.

26/10/2018

#ข้าวตัง 4Y6M
เรียนๆขาดๆ ทำบ้างไม่ทำบ้าง
ตามสไตล์นักเรียนอินดี้
2018.10.26

เวลาหลอกให้มาเขียนก็จะบอกว่ามาขึ้นจรวดกันเร้วก็พอจะช่วยให้ข้าวตังสนุกกับการเขียนได้จนพอจะทำให้แบบฝึกเขียนของไอคิวโนวเลจก...
10/10/2018

เวลาหลอกให้มาเขียนก็จะบอกว่ามาขึ้นจรวดกันเร้ว
ก็พอจะช่วยให้ข้าวตังสนุกกับการเขียนได้
จนพอจะทำให้แบบฝึกเขียนของไอคิวโนวเลจ
กลายเป็นเครื่องมือช่วยในการรอคอยอะไรนานๆได้บ้าง
เช่นนั่งเครื่องเป็นเวลานาน
รอบนี้เราไปสิงคโปร์กันใช้เวลา ประมาณ 2 ชม.ครึ่งบนเครื่อง
ข้าวตังทำเสร็จพอดี ไม่โวยวาย ไม่งอแง ก็จัดว่าใช้ได้แล้ว
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ได้ทั้งฝึกเขียน ผลพลอยได้คือการรอคอยแบบไม่เป็นกังวลจนเกินไป

เริ่มฝึกเขียน เดือน เมษา ที่ผ่านมายังไม่เข้าใจคำสั่งกันเลยตอนนั้น...ก็ปล่อยให้ข้าวตังขีดๆเขียนๆตามใจชอบไปค่ะ
10/10/2018

เริ่มฝึกเขียน เดือน เมษา ที่ผ่านมา
ยังไม่เข้าใจคำสั่งกันเลยตอนนั้น...
ก็ปล่อยให้ข้าวตังขีดๆเขียนๆตามใจชอบไปค่ะ

08/10/2018

แจกฟรี แบบฝึกหัด เขียนไทย
เด็กหัดทำเองได้ เขียนได้เร็ว
จำกัดเพียง 100 คนแรกที่แชร์โพส
กติกาง่ายๆ
แชร์+แคปหน้าจอ+เม้นใต้โพส+ทิ้งอีเมลไว้

ที่อยู่

Amphoe Muang Thalang

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ IQ Knowledge Centerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง IQ Knowledge Center:

ทางลัด

แชร์