03/05/2019
"พระพิมลธรรม"เรื่องของวงการสงฆ์ในอดีตที่ผิดพลาด
เรื่องในอดีต เอามาเล่าเพื่อเป็นกรณีศึกษา ให้ชาวพุทธได้มีความรู้และช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา ยาวหน่อย แต่รับรองอ่านแล้วไม่อยากละสายตาเลยครับ
กรณีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ)
เขียนโดย พระมหาวัฒนวงศ์ อาภสฺสรเมธี
ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงมีน้อยคนในยุคนี้ ที่เคยได้ยินเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) พระผู้พัฒนางานด้านพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูเผยแผ่พระพุทธศาสนาหัวก้าวหน้า ในยุครัฐบาลเผด็จการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม จวบจนถึงสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ งานที่พระพิมลธรรมได้บุกเบิกไว้ ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายต่อความคิดและความรู้สึกผู้คนในสมัยนั้นไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ความริษยา และการคุกคามของผู้มีอำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อม เรื่องราวความเป็นมาของท่านนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นตำนานแห่งการยืนหยัดต่อสู้กับความขัดแย้ง มิจฉาทิฐิ และการใช้อำนาจอันอยุติธรรมที่แอบแฝงอยู่ในสถาบันสงฆ์
การนำเรื่องราวของท่านมาเล่าสู่กันฟัง อาจช่วยให้เราได้ทบทวนความทรงจำ และรำลึกถึงหนทางการต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรมด้วยการยึดมั่นในธรรมของท่านด้วยจิตคารวะ
ในยุคนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ที่มีต่อความคิด ความรู้สึกของพระผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูปในคณะสงฆ์ รุนแรงถึงขั้นที่ฝ่ายตรงข้ามต้องยืมมือรัฐบาลเผด็จการในสมัยนั้นเข้ามาใช้อำนาจแทรกแซง เพื่อกำจัดท่านออกไปจากวงการสงฆ์เลยทีเดียว จนภายหลังแม้ท่านจะถูกถอดถอนจากสมณศักดิ์ ถูกรัฐบาลสั่งจับคุมขังด้วยข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ (อันเป็นข้อหายอดนิยมที่อุกฉกรรจ์มากในสมัยนั้น) และถูกบีบบังคับให้สึกออกจากสมณเพศ ท่านก็ยังคงยืนหยัดยึดมั่นอยู่ในธรรม ปฏิบัติธรรมอยู่ในห้องขัง ไม่ต่างจากตอนที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นเวลาถึง ๕ พรรษา จนเมื่อรัฐบาลเดิมหมดอำนาจไป กอรปกับมีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ศาลทหารกรุงเทพฯ จึงได้มีการสอบสวนและพิสูจน์ได้ว่าท่านบริสุทธิ์ ในครั้งนั้นท่านได้รับอิสรภาพ และได้กลับมาครองสมณเพศท่ามกลางความยินดีของศาสนิกจำนวนมาก แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะได้รับสมณศักดิ์กลับคืน จนในภายหลังที่พระสงฆ์ได้รวมตัวกันเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ท่าน ท่านจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์คืนกลับมาดังเดิม
สาเหตุเบื้องหลังเหตุการณ์อันอยุติธรรม และความขัดแย้งที่รุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ อาจกล่าวได้ว่ามีรากเหง้ามาจากอำนาจกิเลส มิจฉาทิฐิ ความริษยา และการผูกใจอาฆาตอย่างที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง ว่าพระผู้ใหญ่ระดับชั้นสมเด็จฯ และสังฆมนตรีบางรูปในสมัยนั้นจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ดังที่จะขอกล่าวต่อไปโดยลำดับ
ประวัติโดยสังเขป
พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) มีนามเดิมว่า อาจ ดวงมาลา ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๖ ณ ตำบลบ้านโต้น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๔ ปี ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งทางด้านปฏิบัติและปริยัติเรื่อยมา เมื่ออายุย่างเข้า ๑๘ ปีก็ได้ย้ายเข้ามาศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาในกรุงเทพฯ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยได้พำนักอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ นั้นเอง ต่อมาท่านได้รับอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดมหาธาตุฯ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “อาสโภ”
ท่านได้หมั่นเพียรศึกษาเรื่อยมาจนสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๘ ประโยค และได้เป็นครูสอนประจำสำนักวัดมหาธาตุฯ เป็นเวลาถึง ๗ ปี (๒๔๖๗–๒๔๗๕) ต่อมาจึงได้ถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาส ณ วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อไปฟื้นฟูการงานพระพุทธศาสนาที่นั่น ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย ท่านได้ทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่นั่นเป็นระยะเวลาถึง ๑๖ ปี (๒๔๗๕–๒๔๙๑) ในระหว่างนั้นท่านได้สร้างผลงานด้านการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาไว้ไม่น้อย และได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายประการ เป็นต้นว่า สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา เจ้าคณะตรวจการภาค แม่กองธรรมสนามหลวง และยังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีสุธรรมมุนี และเลื่อนชั้นเรื่อยมาจนเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมไตรโลกาจารย์
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านได้ย้ายกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ และได้เลื่อนสมณศักด์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้ารองสมเด็จที่ “พระพิมลธรรม” ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสนั้น ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองถึง ๔ สมัย
เหตุแห่งความขัดแย้ง
เหตุความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับพระพิมลธรรม จนท่านถึงกับต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง ถูกถอดถอนสมณศักดิ์ ตลอดจนจับกุมคุมขังนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เพราะในช่วงเวลาที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ท่านได้สร้างสรรค์งานทางด้านการศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างใหม่ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์ อันก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และมีทั้งผู้ที่ริษยาในความสำเร็จและชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านอยู่ไม่น้อย งานสำคัญ ๆ ที่ท่านได้บุกเบิกไว้ในยุคนั้นมีสามประการคือ
๑.การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากประเทศพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย
๒. การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ เพื่อต่อปริญญาโท และปริญญาเอก ดังที่ยังคงดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
๓.การฟื้นฟูวิปัสสนาธุระ คือตั้งสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯ เป็นแห่งแรก แล้วขยายให้กว้างขวางมากขึ้นโดยลำดับไปสู่อำเภอและจังหวัดต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศ
นอกจากงานสำคัญทั้งสามประการนี้แล้ว ท่านยังได้มีการทำงานด้านอื่น ๆ ที่ท้าทายความรู้สึกของคนยุคนั้นและมหาเถระสมาคมอีกไม่น้อย เช่น การไม่ออกกฎห้ามคอมมิวนิสต์บวชในพระพุทธศาสนา การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกะไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคยานาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น และการทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Rearmament : M.R.A. ) หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อว่า เอ็ม. อาร์. เอ. โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ เป็นต้น
งานเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะพระมหาเถระระดับสังฆนายกในสมัยนั้น คือสมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) และสังฆมนตรีบางท่าน เพราะท่านเหล่านั้นไม่เข้าใจและมองไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาในทางใด แต่ไม่กล้าขัดขวางโดยตรง ได้แต่แสดงความเห็นคัดค้าน ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา ก่อให้เกิดเป็นพลังกดดันและความขัดแย้งที่ค่อย ๆ สะสมเพิ่มมากขึ้นภายในสังฆสมาคมชั้นสูง
สาเหตุที่สำคัญอีกประการ ที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงก็คือ ความอิจฉาริษยาในชื่อเสียงเกียรติคุณของพระพิมลธรรมที่เฟื่องฟูมากในยุคนั้น เนื่องจากงานบุกเบิกใหม่ ๆ ที่พระพิมลธรรมได้มุ่งมั่นทำขึ้นเหล่านี้ยังผลให้ชื่อเสียง เกียรติคุณของท่านขจรขจายไปไกลยังนานาประเทศ ได้รับความเชื่อถือจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และกัมพูชา และยังได้รับเชิญเป็นรูปแรกให้เดินทางไปร่วมงานกับองค์กรทางศีลธรรมและศาสนาระดับนานาชาติ เช่น เอ็ม. อาร์. เอ. เป็นต้น
เพื่อให้เห็นสาเหตุและประเด็นความขัดแย้งที่ชัดเจนขึ้น เราอาจทำได้ด้วยการย้อนพิจารณาถึงงานสำคัญ ๆ ที่พระพิมลธรรมได้บุกเบิกทำขึ้นในยุคนั้นตามลำดับดังนี้
งานประการแรก คือ การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากประเทศพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย ในปีพ.ศ. ๒๔๙๑ พระพิมลธรรมได้เคยปรึกษากับเอกอัครราชฑูตพม่า เพื่อขอให้ทางพม่าช่วยจัดส่งพระภิกษุ ชั้นธัมมาจริยะที่มีความเชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฎกมายังประเทศไทย พร้อมทั้งจัดส่งพระไตรปิฎกภาษาบาลี อรรถกา และฎีกาฉบับอักษรพม่ามาให้ด้วย ทั้งนี้เพราะท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกันเป็นอย่างมาก
ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ สภาการพุทธศาสนาแห่งสหภาพพม่าจึงได้จัดส่งพระภิกษุระดับบัณฑิต ชั้นธัมมาจริยะ มายังประเทศไทย ๒ รูปคือ ท่านสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ และท่านเตชินทะ ธัมมาจริยะ ธัมมกถิกะ ซึ่งท่านอาจารย์ทั้งสองนี้ได้ช่วยฝังรากฐานวิชาความรู้พระอภิธรรมปิฎกไว้ให้อย่างดี เป็นระเบียบ เป็นหลักฐาน คือได้เขียนและแปลทำเป็นหลักสูตรไว้ให้ได้ใช้ศึกษาสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
ในปี ๒๔๙๓ ทางพม่าได้จัดส่งสมณฑูต พร้อมทั้งอัญเชิญพระไตรปิฎกภาษาบาลี อักษรพม่าพร้อมอรรถกถาและฎีกามายังประเทศไทยอีก ๓ ชุด ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ทางการคณะสงฆ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดส่งพระสมณฑูตพร้อมทั้งพระไตรปิฎกฉบับอักษรไทย ไปเยี่ยมตอบและมอบให้ประเทศพม่าด้วย
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พระพิมลธรรมได้ขอให้สภาการพุทธศาสนาสหภาพพม่า จัดส่งพระเถระฝ่ายวิปัสสนาจารย์ ให้มาสอนวิปัสสนาในเมืองไทย ๒ รูปคือ ท่านอูอาสภะ กัมมัฏฐานาจริยะ และท่านอูอินทวํสะ กัมมัฏฐานาจริยะ ซึ่งท่านพระอาจารย์ทั้งสองน ี้ก็ได้ช่วยเป็นกำลังเสริมสร้างการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานให้เจริญขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มเปิดฝึกสอนขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ก่อนเป็นแห่งแรก และได้ดำเนินสืบเนื่องเรื่อยมาดังที่ปรากฏผลให้เห็นในปัจจุบัน
แม้งานเหล่านี้จะปรากฏผลให้เห็นว่า ได้สร้างประโยชน์ให้กับการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างมาก แต่เนื่องจากในยุคนั้นยังมีคนไทยและพระภิกษุอีกไม่น้อยที่ยังมีอคติต่อพม่า จึงเป็นไปได้ว่างานที่พระพิมลธรรมได้ริเริ่มขึ้นนี้ คงมีฆราวาสและพระเถระหลายรูปที่นึกค้านไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าออกมาต่อต้านขัดขวางโดยตรงในตอนนั้น
านประการที่สอง คือ การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ เมื่อพระพิมลธรรมได้ประกาศถึงความตั้งใจในการนี้ออกไปในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ปรากฏว่ามีเสียงคัดค้านอย่างหนักหน่วง เพราะเป็นงานใหม่ที่ผู้บริหารคณะสงฆ์ไทยไม่เคยคิดมาก่อน และมองไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ได้อย่างไร แต่พระพิมลธรรมยังคงยืนยันในเจตนาเดิมต่อคณะสังฆมนตรี เพราะเห็นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการศาสนา และยังอาจได้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนิกในประเทศต่าง ๆ อีกด้วย (แม้จะมีผู้พบในภายหลังว่า การส่งพระเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศจะให้ทั้งคุณและโทษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ข้าพเจ้าไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดไว้ ณ ที่นี้ หากท่านสนใจประเด็นดังกล่าวสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ ความเข้าใจในเรื่องพระรัตนตรัย จากมุมมองของ ส.ศิวรักษ์ –ผู้เขียน)
เมื่อพระพิมลธรรมซึ่งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีในขณะนั้นได้แสดงเจตจำนง และแจ้งเรื่องไปว่า จะเดินทางไปส่งพระภิกษุสามเณรไปศึกษาวิชาพระพุทธศาสนายังประเทศพม่า อธิบดีกรมการศาสนา (นายบุญช่วย สมพงศ์) กับท่านสังมนตรีในสมัยนั้นต่างพากันคัดค้านโดยอ้างเหตุผลหลายประการ อาทิเช่น
“ประเทศพม่าเพิ่งหลุดจากความเป็นทาสของอังกฤษมาไม่นาน (คือเมื่อ ๔ มกราคม ๒๔๙๑) ส่วนประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์เป็นประเทศอิสระมาเป็นเวลานาน ตามรูปการณ์นี้แสดงว่า สถาบันของประเทศพม่าย่อมต่ำกว่าของประเทศไทย ไม่ควรไปศึกษาในประเทศที่ต่ำกว่า” ๑
เหตุผลอีกประการที่นำมาอ้างก็คือ “พระพุทธศาสนาของประเทศไทย มีค่าสูงกว่าพระพุทธศาสนาของประเทศใดในโลก ไม่มีชาติใดสู้ได้ การนำนักศึกษาของเราไปศึกษาพระพุทธศาสนาของเขา จึงไม่เป็นการสมควร แต่ควรให้คนอื่นมาศึกษาในประเทศของเราจึงจะถูก ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การที่ท่านเจ้าคุณสังฆมนตรีนำพระภิกษุไปศึกษาในประเทศพม่าคราวนี้ จะเป็นการเสียสถาบันของประเทศ...” ๒
พระพิมลธรรมมิได้ต่อรองเป็นทำนองหักล้างข้ออ้างของอธิบดีกรมการศาสนามากนัก ท่านปรารภเพียงแต่ว่า การเดินทางในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากกรรมสัมปาทิก ของสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยพร้อมกันแล้ว และได้เตรียมการทุกอย่าง พร้อมทั้งติดต่อเป็นการส่วนตัวกับผู้รู้จักในประเทศพม่า โดยการช่วยเหลือของอุปฑูตพม่าไว้พร้อมแล้ว จึงยากที่จะระงับการเดินทางได้
22/09/2017
Available at the Airport.
31/05/2017
ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งวารสารแล้วครับ...เมื่อ TCI ได้ประกาศผลการประเมินให้..วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม..ผ่านการประเมินอยู่ในฐาน 2...ขอขอบคุณผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกส่วนงาน และทีมงานทุกคนคือ คุณหมิว คุณสาริกา คุณมาริสา คุณออย ที่ช่วยรังสรรค์งานของเราให้ประสบผมสำเร็จด้วยดี
12/12/2016
ขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาติดตามครับ
01/10/2015
วารสารปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ ...
07/07/2015
คดีประวัติศาสตร์ กรณีพระพิมลธรรม
Updated over a year ago
มหาเถรประวัติิ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาสภมหาเถร ป.ธ.๘)
อัครมหาบัณฑิต
อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์
สภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฯลฯ
“ต่อไปเมืองไทยจะมีสังฆราชขี้คุก” สมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ปรมาจารย์โหราศาสตร์ไทยลั่นอมตะวาจาปกาศิตไว้เช่นนี้ ใครกันหรือคือสังฆราชขี้คุกที่สมเด็จพระสังฆราชอยู่ท่านระบุไว้ในคำทำนาย และวาจาของท่านศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ จุลสารพระธรรมทูตจะพาท่านตามไปดู
สังฆมณฑลไทย นับตั้งแต่ยุคปลายกรุงศรีอยุธยามา ต่างเกิดความผันผวนรวนเร เกิดความแตกแยก แก่งแย่งแข่งดี ชิงดีชิงเด่น เข่นฆ่า เล่นการเมืองทำลายกันในทุกวิถีทาง สาเหตุใหญ่ก็เพราะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหนีมาบวช แล้วก็เอาผ้าเหลืองไปเล่นการเมือง เช่น การเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์รัชกาลที่ ๒๑ นั้น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาบันทึกว่า
ลุศักราช ๙๖๔ ปีขาล จัตวาศก พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดระฆัง เพราะรู้พระไตรปิฎกสันทัด ได้สมณฐานันดรเป็นพระพิมลธรรม อนันตปรีชา ชำนาญทั้ง ไตรเพทางคศาสนะ มีศิษย์โยมมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ถวายตัวเป็นบุตรเลี้ยง ครั้งนั้นเชี่ยวชาญคนทั้งหลายนับถือมาก จึงคิดกันกับจมื่นศรีสรรักษ์แลศิษย์โยมเป็นความลับ ซ่องสุมพรรคพวกได้มากแล้วก็ปฏิวัติ เพลาพลบค่ำก็พากันไปซุ่มพล ณ ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้งได้อุดมฤกษ์ก็ยกพลมาฟันประตูมงคลสุนทรเข้าไปได้ในท้องสนามหลวง ขุนนางที่นอนเวรเอาความมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตกพระทัยตะลึงไปเป็นครู่ จึ่งตรัสว่า "เวราแล้วก็ตามเถิด แต่อย่าให้ลำบากเลย"
พระพิมลธรรมเข้าในพระราชวังได้ ให้กุมเอาพระเจ้าแผ่นดินไปพันธนาการไว้ให้มั่นคง รุ่งขึ้นให้นิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลร้อยหนึ่ง ให้ธูปเทียนสมาแล้ว ก็สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝังเสีย ณ วัดโคกพระยา พระศรีเสาวภาคอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับสองเดือน สมเด็จพระพิมลธรรมเสด็จขึ้นผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงธรรม...”
พระพิมลธรรม ใช่ ! เป็นพระสงฆ์ แต่กระหายอำนาจทางการเมือง ถึงกับทำการปฏิวัติจับพระเจ้าแผ่นดินประหารชีวิตมาแล้ว พลิกประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยไปอีกหน้าหนึ่ง ถึงกึ่งกลางพุทธกาล ก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐ เพียงเล็กน้อย ได้เกิดร่องรอยความอำมหิตทางการเมืองเข้าเข่นฆ่าพระภิกษุสงฆ์ ผู้ทรงราชทินนามว่า “พระพิมลธรรม” ซ้ำรอยเดิม ต่างกันแต่เพียงว่า คราวนี้ พระพิมลธรรมรูปนี้ เป็นอัจฉริยบุคคลผู้มุ่งมั่นสรรสร้างงานพระศาสนา โดยมิได้กระหายอำนาจเช่นพระพิมลธรรมในอดีต
มีคนกระซิบผู้มีอำนาจในสมัยกึ่งพุทธกาลว่า “ให้ระวังพระพิมลธรรมรูปนี้ไว้ให้ดี เพราะในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา พระพิมลธรรมเคยทำการปฏิวัติล้มล้างกษัตริย์สำเร็จมาแล้ว” อันธรรมดาว่าคนมีอำนาจ เมื่อจะมีอะไรมาสั่นทอนกำลังก็ย่อมลังเลสงสัย กลายเป็นความหวาดระแวงไป ในที่สุดรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้ชิงฆ่าพระพิมลธรรมเสียก่อน ด้วยความหวาดกลัวในศักยภาพของพระพิมลธรรมนั่นเอง ข้อหา “ยุยง แนะนำเสี้ยมสอน โฆษณาชวนเชื่อ และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร” คือข้อหาครอบจักรวาลที่รัฐบาลเผด็จการซึ่งหนุนหลังโดยคนนุ่งเหลืองห่มเหลืองกังฉินเป็นถึงระดับสมเด็จพระสังฆราช ได้ร่วมกันทำลายพระมหาเถระ ผู้สร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาในเมืองไทยอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาพระมหาเถระทั้งปวงในอดีต
มีคำอาฆาตจากสังฆนายกในสมัยนั้นว่า “จะทำพระพิมลธรรมให้เป็นพระมหาอาจ แล้วจะทำพระมหาอาจให้เป็นนายอาจในที่สุด” และสังฆนายกองค์นี้แหละ ที่เคยปรามาสพระพิมลธรรมไว้ต่อหน้า ขณะพาพระภิกษุผู้กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศไปกราบลาว่า“ท่านพิมลธรรมเอ๋ย ท่านจะเอาดีไปถึงไหน การพระศาสนาในเมืองไทยเราดีที่สุดอยู่แล้ว” สังฆนายกองค์นี้เช่นเดียวกัน ที่ภายหลังได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านเดินทางไปประชุมต่างประเทศ แต่ท่านพูด-อ่าน-ฟัง ภาษาอังกฤษไม่ได้ ต้องเอียงหน้าถามบริวาร ครั้นได้ทราบว่าเขาพูดอะไร จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก ด้วยพระอัจฉริยภาพจึงกล่าวว่า มีช่วงหนึ่งผู้เข้าร่วมประชุมบางท่านได้กล่าวติดตลกขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ได้ปรบมือและหัวเราะกันเต็มห้องประชุม แต่สมเด็จพระสังฆราชของไทยที่อวดว่าการพระศาสนาของเราเจริญที่สุดในโลกกลับฟังไม่รู้เรื่อง ต้องเอียงหน้าถามบริวาร ครั้นไ้ดทราบว่าเขาพูดอะไร จะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก ด้วยพระอัฉริยะภาพจึงกล่าวว่า
“หัวเราะทีหลัง ขายขี้หน้าเขา” ต่อจากนั้นจึงทรงกลับพระทัยส่งเสริมให้พระเณรศึกษาภาษาต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นทรงขัดขวางและทำลายพระพิมลธรรมมาแล้ว เรื่องนี้ยาวมาก เป็นคดีประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนาที่น่าศึกษาที่สุด จะว่าหนูล้มช้างก็ว่าได้ เพราะผลปรากฏในภายหลังว่าคณะสังฆมนตรี นับถึงสมเด็จพระสังฆราชในสมัยนั้นต่างใช้อำนาจผิด หรือทำนอกเหนืออำนาจทั้งสิ้น แต่ก็อย่างว่าแหละท่าน เมื่อคนส่วนใหญ่ทำผิดก็ย่อมจะกลายเป็นถูก แต่ถ้าคนส่วนน้อยทำถูก ก็ไม่แน่นักว่าจะถูกจริง ทั้งนี้เพราะมิได้ใช้พระธรรมวินัยอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรง เอาแต่เล่นพรรคเล่นพวก เห็นประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าประโยชน์ของพระศาสนาโดยรวม แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็นดื่นไป
พระพิมลธรรม นามเดิมท่านชื่อ อาจ นามสกุล ดวงมาลา เป็นชาวบ้านโต้น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เกิดวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ บิดา-มารดา ชื่อคุณพ่อพิมพ์ คุณแม่แจ้ ดวงมาลา บรรพชาเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ณ วัดศรีจันทร์ มีเจ้าอธิการหน่อ เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ร่ำเรียนเขียนอ่านอักษรลาวและไทยควบคู่กันไป โดยมีคู่มือคือคัมภีร์ใบลาน จุดหักเหในชีวิตของพระเดชพระคุณนั้น มาจากประกาศของทางการบ้านเมือง ให้พระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ผู้รู้ภาษาไทยพออ่านออกเขียนได้ให้เข้ารับการอบรมวิชาครู เพื่อจะได้บรรจุเป็นครูประชาบาล สามเณรอาจได้เข้าสมัครอบรมกับเขาด้วย อบรมอยู่ ๑ ปีมีการสอบไล่วัดผล ปรากฏว่าจากจำนวนผู้เข้าอบรมกว่า ๗๐ คน สามเณรอาจอายุเพียง ๑๕ ปี สามารถสอบไล่ได้อันดับที่ ๔ จึงได้รับการบรรจุเป็นครูประชาบาลประจำตำบลเมืองเก่า รับเงินเดือนๆ ละ ๖ บาท
ครั้นถึงปี พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านดำริว่า “ตัวเรานี้มีความรู้เพียงน้อยนิด ควรจะศึกษาร่ำเรียนแสวงหาความรู้มากขึ้น” จึงตัดสินใจลาออกจากครูประชาบาล เดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพระภิกษุ ๒ รูป สามเณรอีก ๑ องค์
เจ้าอธิการสี พระสังข์ สามเณรสาร และสามเณรอาจ ออกเดินทางเท้าเปล่าจากบ้านโต้น มุ่งหน้าไปยังจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นต้นทางรถไฟ ใช้เวลา ๙ วันจึงถึงสถานีโคราช ค้างแรม ๑ คืน จึงต่อรถไฟมุ่งสู่
หัวลำโพง
พอถึงสถานีกรุงเทพฯ คณะทั้งสี่ต่างก็แยกย้ายกันไป พระอธิการสีไปอยู่ราชบุรี พระสังข์ไปอยู่วัดพระยายัง สามเณรสารหนีกลับบ้านขอนแก่น ส่วนสามเณรอาจได้รับการฝากฝังจากพระครูพิศาลอรัญเขต ซึ่งเป็นน้า ให้เข้ารับการศึกษา ณ สำนักวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู
แต่ปรากฏว่า เวลานั้นกุฏิในวัดบวรนิเวศไม่ว่าง สามเณรอาจจึงไปพักอยู่กับพระอาจารย์ทองคำที่วัดชนะสงครามเป็นการชั่วคราว เดินเท้าไปเรียนหนังสือที่วัดมหาธาตุ ถึงออกพรรษา เรียนบาลีไวยากรณ์ชั้น 6 พระครูธรรมธร วัดบวรนิเวศมาตามว่ากุฏิที่วัดบวรว่างแล้ว ให้กลับไปอยู่ได้ แต่สามเณรอาจตอนนั้นกำลังติดพันการเรียนอยู่ จึงได้ขอร้องท่านพระครูธรรมธรได้ช่วยนำไปฝากศึกษาอยู่ที่วัดมหาธาตุด้วย ซึ่งท่านพระครูธรรมธรก็ตามใจ ได้กรุณานำไปฝากกับเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี ป.ธ.9) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุในขณะนั้นด้วยตนเอง นี่คือเส้นทางการเดินเข้าสู่สังกัดวัดมหาธาตุของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ ป.ธ.8) ซึ่งครั้งหลังสุดได้รับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนาขึ้นดำรงยศชั้นสุพรรณบัฏที่สมเด็จพระพุฒาจารย์
และจากนั้นอัจฉริยภาพของสามเณรอาจ ดวงมาลา ก็ฉายแววแพรวพราว พ.ศ.2464 สอบได้นักธรรมตรี ปีต่อมาได้นักธรรมโท ปีรุ่งขึ้นสอบได้เป็นสามเณรเปรียญ 3 ประโยค ซึ่งปีนี้ท่านมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้รับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุ มีพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา อาสโภ อีกปีหนึ่งพระมหาอาจสอบติดประโยค 4 ปีต่อมาได้ 5 ประโยค ถึงปี 2471 สอบได้นักธรรมชั้นเอก และประโยค ๗ และปี 2472 ท่านก็ครองพัดยศเปรียญ 8 ได้
แต่เหมือนฟ้าลิขิต คือครั้นสอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยคแล้ว แม้จะเพียรพยายามเพียงใด ก็ยังหาสามารถสอบไล่เปรียญธรรม 9 ประโยคได้ไม่ ใช้เวลาถึง 2 ปี สุดท้ายงานพระศาสนาก็มาพรากท่านไปจากวงการศึกษา นั่นคือได้รับการอาราธนาจากรัฐบาลและคณะสงฆ์ให้เป็นวิทยากรตระเวนออกเทศน์อบรมศีลธรรมแก่ประชาชน ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี และสระบุรี ปีนั้นเป็นปี พ.ศ.2475 และอีกสองปีต่อมา พระมหาอาจได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ เลื่อนยศขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนาม “พระศรีสุธรรมมุนี” ขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 31 ปี พรรษา 11
ปี พ.ศ.๒๔๗๖ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี ป.ธ.๙) ได้ส่งพระมหาอาจ อาสโภ ไปดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม และรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นพระมหาอาจก็เจริญรุ่งเรืองในตำแหน่งและหน้าที่การงานตามลำดับ ปี ๒๔๘๒ ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะมณฑลอยุธยา
ถึงตอนนี้ก็มีเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยเกิดขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองโดยคณะราษฎร์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ประเทศไทยจึงเข้าสู่ยุคใหม่ยุคประชาธิปไตย
เมื่อทางโลกเปลี่ยน ทางวัดก็ต้องเปลี่ยน เพราะเหมือนกางเกงสองขา จะเปลี่ยนเพียงข้างเดียวก็ทำไม่ได้ กิจการคณะสงฆ์ไทยจึงได้รับการปรับปรุงใหม่ รัฐบาลประชาธิปไตยได้ออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย พ.ศ.๒๔๘๔ มีสาระสำคัญคือให้พระสงฆ์ไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง แต่เดิมมาคือตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ คณะสงฆ์ไทยใช้พระราชบัญญัติ ร.ศ.๑๒๑ ซึ่งมีสาระว่าด้วยการยกพระภิกษุไทยที่ไปเข้ารีตมอญเรียกตัวเองว่า “ธรรมยุติ”[1] ให้ขึ้นเป็นคณะธรรมยุติกนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
และจากนั้นก็เป็นรายการซ้ายพิฆาตขวาคือคณะสงฆ์ธรรมยุติสามารถปกครองมหานิกายได้ แต่มหานิกายไม่มีสิทธิปกครองธรรมยุติ แถมธรรมยุติยังตีกินตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง ๘๔ ปี โดยที่พระสงฆ์ในฝ่ายมหานิกายไม่มีสิทธิ์แตะเก้าอี้ตัวนี้ เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ คณะพระภิกษุหนุ่มมหานิกาย ที่ใช้ชื่อว่า “คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา” จึงได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน จนนำไปสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ นั่นคือรัฐสภาไทยได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ประกาศใช้ในพระปรมาภิธัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เรียกชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระมหานิกายได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช
สาระสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ก็คือ ให้มีการแยกอำนาจคณะสงฆ์ออกเป็น ๓ ทาง เหมือนในทางบ้านเมือง คือ มีสังฆสภา ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๔๕ รูป มีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมายคณะสงฆ์ที่เรียกว่าสังฆาณัติ และควบคุมหรือคานอำนาจของฝ่ายสังฆมนตรี ประธานสังฆสภาเทียบเท่าตำแหน่งประธานรัฐสภาในฝ่ายโลก
มีคณะสังฆมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีฝ่ายสงฆ์ ประธานสังฆมนตรีเรียกว่าสังฆนายก เทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้งปวง แบ่งออกเป็น ๔ องค์การ หรือ ๔ กระทรวงหลัก คือ องค์การปกครอง เทียบเท่ากับกระทรวงมหาดไทย องค์การศึกษา เทียบเท่ากระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงธรรมการในอดีต องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ สององค์การหลังนี้นึกเทียบกระทรวงไม่ออก
มีคณะวินัยธร ได้แก่คณะผู้พิพากษาพิจารณาคดีต่าง ๆ ในทางสงฆ์ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฎีกา เหมือนตุลาการศาลทางโลก มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีต่าง ๆ
นอกจากนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีมาตราพิเศษ กำหนดให้มีการรวมนิกายสงฆ์ทั้งสองเข้าด้วยกัน มีระยะเวลาดำเนินการนาน ๘ ปี ซึ่งต่อมาเมื่อถึงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ โดนฉีกทิ้ง การรวมนิกายก็กระจุย กระจายไปตามอำนาจทางการเมืองด้วย
ทีนี้ก็มาเดินเรื่องพระพิมลธรรมกันต่อ เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ออกมาแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย นั่นคือหาพระสงฆ์มาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ พระมหาอาจ ซึ่งบัดนี้ดำรงยศเจ้าคุณชั้นสามัญชื่อพระศรีสุธรรมมุนี จึงได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกสังฆสภาชุดแรกในจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น ๔๑ รูปด้วย ถึง พ.ศ. ๒๔๘๘ พระศรีสุธรรมมุนี ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา และเป็นแม่กองธรรมสนามหลวงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย
กลับวัดมหาธาตุ ฯ
พ.ศ. ๒๔๙๑ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ รูปที่ ๑๕ ได้ถึงแก่มรณภาพลง หาพระภิกษุผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งไม่ได้ คณะสงฆ์วัดมหาธาตุทั้งปวง จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้กราบอาราธนาพระธรรมไตรโลกาจารย์ (อาจ อาสโภ ป.ธ.๘) วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศิษย์วัดมหาธาตุ กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย และเพียงแค่ย่างขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ของพระธรรมไตรโลกาจารย์ก็แรงรุ่ง
ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๙๒ พระธรรมไตรโลกาจารย์ อายุ ๔๖ พรรษา ๒๖ ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะในราชทินนาม “พระพิมลธรรม” ในรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
ปฏิวัติการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย
ท่านพิมลธรรมเอ๋ย ท่านจะเอาดีไปถึงไหน
การพระศาสนาในเมืองไทยเราดีที่สุดอยู่แล้ว !
เป็นถ้อยคำปรามเปรียบจากสมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.ธ.๙) วัดเบญจมบพิตร ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านลั่นวาจาไว้ต่อหน้าพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) และพระนิสิตหนุ่มหลายรูป ผู้กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า เกิดการต่อสู้หรือขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในด้านนโยบายการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ถ้าจะเปรียบก็คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายหัวก้าวหน้ากับพวกอนุรักษ์นิยม และแน่นอน สมเด็จปลด วัดเบญจมบพิตรย่อมจะอยู่ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมเกินร้อย
พระพิมลธรรมดำเนินนโยบายเสรีทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในวงการคณะสงฆ์ไทย ส่งพระภิกษุไปศึกษาต่อไปต่างประเทศ เช่น พม่า อินเดีย ศรีลังกา ญี่ปุ่น เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศพม่า นับว่าได้รับความสนใจจากพระพิมลธรรมมากที่สุด เพราะนอกจากจะส่งพระมหาบำเพ็ญ พระมหาไสว พระมหาแสวง ไปศึกษาพระปริยัติธรรมแล้ว ท่านยังส่งพระมหาโชดก ป.ธ.๙ ให้ไปสืบเอาแบบปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานสายสติปัฏฐาน ๔ กลับมายังเมืองไทยด้วย
“พระพม่าเก่งอภิธรรม พระเขมรเก่งวินัย พระไทยเก่งพระสูตร” เป็นคำจำกัดความมาเนิ่นนาน พระไทยที่ไปพม่านอกจากจะไปเรียนพระอภิธรรมแล้ว ยังไปรับเอาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแนวมหาสติปัฏฐานมาอีก และไทยกับพม่านั้น อ่านดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่เริ่มสร้างชาติ ก็ย่อมจะเห็นพม่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต ตีกรุงศรีอยุธยาแตกถึงสองครั้งสองหน สุดท้ายสงคราม ๙ ทัพ ในรัชกาลที่ ๑ ก็ยังฝังตรึงแน่นในจิตใจคนไทยทั้งชาติ ไม่เว้นแม้ผู้อยู่ในผ้าเหลือง
พูดให้ชัดก็คือ คนไทยแอนตี้พม่ามาแต่ดึกดำบรรพ์แบบเกลียดเข้าใส้ อย่างกรณีนายประชา มาลีนนท์ อาศัยอำนาจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แต่งตั้งนายไบรอัน มาร์คาร์ เชื้อชาติพม่าเข้าไปเป็นบอร์ดการบินไทย ก็ถูกพนักงานการบินไทยประท้วงทุบรถจนเสียหาย สุดท้ายก็ตั้งไม่ได้ นี่ว่ากันถึงความเกลียดพม่าจนเข้าใส้ของคนไทยใน พ.ศ.นี้ ปี 2001
เมื่อพระไทยเกลียดพระพม่า ก็ย่อมจะเกลียดทุกอย่างไปด้วย ตามสไตล์ไทย ๆ ที่พอคบใครก็จะรักเขาเอาทั้งหมด แต่ลองบทโกรธเกลียดขึ้นมาแล้ว หมาแมวก็เหมาเกลียดไปด้วย อย่านับแต่เพื่อนฝูงคนสนิทเลย ดังนั้นเรื่องพระพิมลธรรมไปเอาวัฒนธรรมการศึกษาของพม่ามาเชิดชู ถึงแม้จะดี แต่ว่าพระไทยส่วนใหญ่มีอคติ สุดท้ายก็กลายเป็นต้องเกลียดพระพิมลธรรมไปด้วย กระแสเรื่องนี้ท่านผู้อ่านก็คงมองเห็น จากเรื่องพระพิมลธรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา มาจนถึงพระพิมลธรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ ประวัติพระพิมลธรรมทั้งสองรูปจึงถูกนำมาประติดประต่อส่อฟ้องผู้มีอำนาจในขณะนั้น นั่นคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ด้านพระสงฆ์เอง เมื่อพระพิมลธรรมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการปกครอง ซึ่งมีอำนาจวาสนาบารมีมากที่สุด ก็เลยกลายเป็นที่อิจฉาไป เพราะไม่ว่าใครก็อยากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อพระพิมลธรรม ดี เด่น ดัง อยู่คนเดียว แถมยังกินรวบ เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย เป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งประเทศไทย เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ยาวไกลส่งพระไทยไปเรียนเมืองนอก และ ฯลฯ เรียกว่ามีทั้งอำนาจวาสนาและบารมี ยศพระพิมลธรรมนั้นเป็นชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ถ้าปรับขึ้นอีกขั้นเดียวก็ขึ้นเป็นสมเด็จแล้ว ขณะที่ดำรงยศพระพิมลธรรมนั้น ท่านมีอายุเพียง ๔๖ ปีเท่านั้น
ด้านบ้านเมือง วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการปฏิวัติล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล ป. และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ระเห็จออกนอกประเทศ ภายหลังพระพิมลธรรมเดินทางไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่นได้เข้าเยี่ยมถามสารทุกข์สุกดิบจอมพล ป.ด้วย ตรงนี้ก็ถูกนำมากล่าวหาว่าคิดล้มล้างรัฐบาล (เผด็จการ) นอกจากนั้นรัฐบาลเผด็จการยังฉีกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยทิ้ง สร้างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ขึ้นมา ให้ชื่อว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย พ.ศ.๒๕๐๕ มีลักษณะเป็นเผด็จการตามเดิม
ขณะที่พระพิมลธรรมดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองอยู่นั้น รัฐบาลได้พยายามขอร้องทางฝ่ายสงฆ์ให้ช่วยป้องกันคนเป็นคอมมิวนิสต์ ถึงขนาดว่าขอให้ทางพระช่วยออกกฎหมายคณะสงฆ์ห้ามมิให้คนที่มีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์บวช และเรื่องก็มาติดที่พระพิมลธรรมอีก ท่านให้เหตุผลว่า ทางการคณะสงฆ์ไม่สามารถอำนวยตามรัฐบาลได้ เพราะว่าความเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจ ไม่แสดงออกมาทางร่างกาย จึงสังเกตเห็นได้ยาก หากจะให้ทางการคณะสงฆ์ออกกฎห้ามมิให้ผู้มีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์บวชแล้วไซร้ ก็เห็นควรให้ทางรัฐบาลช่วยออกหนังสือรับรองว่าบุคคลใดบ้างที่มีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์ ??? เล่นถอนสายบัวเช่นนี้ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ก็อาย ม้วนเสื่อกลับพร้อมด้วยเก็บเป็นแผลไว้ในใจ เพื่อรอวันพิฆาตพุทธสาวกนามว่า พระพิมลธรรม
เหตุปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นศัตรูตัวร้าย ส่งผลให้ท่านต้องถูกปลดจากทุกตำแหน่ง ถูกถอดถอนสมณศักดิ์ ถูกจับสึก และถูกจำคุกสันติบาลอยู่นานนับ ๔ ปี อะไรที่ว่าสุดๆ ก็คงจะไม่เทียมเท่าชีวประวัติของพระพิมลธรรม เรื่องราวยังอีกยาวนาน ขอแฟน ๆ จุลสารพระธรรมทูตได้โปรดติดตามในตอนต่อไป ขอรับประกันความเข้มข้นว่าไม่แพ้กระทิงแดงแน่นอน
(โปรดติดตามตอนต่อไป ในจุลสารพระธรรมทูต เล่มที่ ๑๐)
[1] "ธรรมยุติ" เรื่องนี้ยาวครับ ผมเองอยากจะพูดในประเด็นนี้อีกเช่นกัน
เรื่องนิกายนี้ทำให้ครั้งหนึ่งสมัยหนึ่ง "สมเด็จพุฒาจารย์โต" ได้เดินทางเข้าไปในวังฯ สมัยรัชกาล 4
ถึงกับกล่าวว่า "วังนี้ช่างมืดมิด" โดยในขณะที่ท่านกล่าว เป็นเวลาเที่ยงวันเสียด้วย...อิอิ(Mr.DogGie)
สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวของพระพิมลธรรมเพิ่มเติม ผมแนะนำบทความนี้ครับ
"พระพิมลธรรมผจญมาร" อธิฐาน์ คงทรัพย์ –รวบรวมและเรียบเรียง
05/07/2015
เรียนทุกท่านครับ วารสารสถาบันวิจัยพิมลธรรม...เปิดรับบทความวิชาการ บทความวิจัยแล้วนะครับ ส่งได้ตลอดปี.. วารสารตีพิมพ์ ๒ ฉบับ/ปี...ท่านใดสนใจส่งมาได้ตลอดเลยครับ.