Thalassemia Service Unit, CMDL, AMS, KKU

Thalassemia Service Unit, CMDL, AMS, KKU The diagnosis of thalassemia and common Hb disorders were serviced in both pre- and postnatal diagnosis.

หน่วยบริการธาลัสซีเมีย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์(ศวป.) คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้บริการตรวจวินิจฉัยธาลัสซีเมียและฮีโกลบินผิดปกติที่พบบ่อยในประเทศไทยอย่างครบวงจรทั้งก่อนและหลังคลอด

ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง ฮีโมโกลบินเอสองสูง: การทบทวนระดับโมเลกุลใหม่และผลกระทบต่อการคัดกรองพาหะบีตา-ธาลัสซีเ...
23/07/2026

ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง ฮีโมโกลบินเอสองสูง: การทบทวนระดับโมเลกุลใหม่และผลกระทบต่อการคัดกรองพาหะบีตา-ธาลัสซีเมีย
ประเทศไทยได้ปรับลดค่า cut-off ของ Hb A2 สำหรับการคัดกรองพาหะบีตา-ธาลัสซีเมีย จาก 4.0% เป็น 3.6% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้พื้นฐานระดับโมเลกุลของพาหะบีตา-ธาลัสซีเมียในประชากรไทยขนาดใหญ่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าว โดยคัดเลือกผู้ที่มีค่า Hb A2 ≥3.6% จำนวน 5,909 ราย มาตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจวิเคราะห์ฮีโมโกลบินและระดับโมเลกุลอย่างสมบูรณ์โดยใช้หลักการพื้นฐานของพีซีอาร์, DNA sequencing และ MLPA พบว่าเป็น A2A ที่ Hb A2 สูงจริง 5,395 ราย (91.3%), เป็นฮีโมโกลบินผิดปกติ 115 ราย (1.9%) และเกิดความผิดพลาดต่างๆ 399 ราย (6.8%)
- ในกลุ่มที่เป็น A2A ที่ Hb A2 สูงจริง 5,395 ราย พบว่าเป็นพาหะบีตา-ธาลัสซีเมีย 5,117 ราย (94.8%) เป็นพาหะบีตา-ธาลัสซีเมีย, มียีนบีตา-โกลบินปกติ 189 ราย (3.5%) และตรวจระดับโมเลกุลได้ไม่สมบูรณ์ 89 ราย (1.6%) ตรวจพบการกลายพันธุ์ของบีตา-ธาลัสซีเมีย ทั้งหมด 50 ชนิด ประกอบด้วยการกลายพันธุ์ที่ยังไม่เคยมีรายงานในประเทศไทย 9 ชนิด และการกลายพันธุ์ใหม่ 2 ชนิด
- ในผู้ป่วย 399 รายที่เกิดการแปลผลผิดพลาด พบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากค่า Hb A2 สูงปลอม 364 ราย (91.2%) รองลงมาคือความผิดพลาดของมนุษย์ 20 ราย (5.0%) และการได้รับเลือดจากผู้บริจาคที่มี Hb E จำนวน 15 ราย (3.8%)
- กลุ่มที่มีค่า Hb A2 อยู่ในช่วงก้ำกึ่ง (Hb A2 borderline, Hb A2 3.6-3.9%) มีสัดส่วนของ β⁰-thalassemia ต่ำกว่า แต่มีสัดส่วนของ β⁺-thalassemia สูงกว่า รวมทั้งพบผู้ที่มียีนบีตา-โกลบินปกติและการแปลผลผิดพลาดในอัตราที่สูงขึ้น
สรุปได้ว่า: การปรับลดค่า cut-off ของ Hb A2 ส่งผลให้พบความถี่ของการกลายพันธุ์บีตา-ธาลัสซีเมียในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป การศึกษานี้ได้มีการทบทวนฐานข้อมูลการกลายพันธุ์ของบีตา-ธาลัสซีเมียในประเทศไทยใหม่ ให้ครอบคลุมการกลายพันธุ์ทั้งหมด 50 ชนิด ซึ่งรวมถึงการกลายพันธุ์ที่เพิ่งมีรายงานในประเทศไทยและการกลายพันธุ์ใหม่ ค่า Hb A2 ที่อยู่ในช่วงก้ำกึ่งควรได้รับการแปลผลด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากมีโอกาสเกิดผลบวกลวงและความคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัยมากขึ้น อีกทั้งควรมีการประเมินความคุ้มค่าของการใช้ค่า cut-off ของ Hb A2 ที่ต่ำลงสำหรับการคัดกรองพาหะบีตา-ธาลัสซีเมียในประเทศไทยต่อไป

ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Laboratory Analysis, IF2025 = 2.5, Scopus Tier 1, ISI Q2
โดยมี รศ.ดร. กฤษดา สิงหะ คณะแพทยศาสตร์ ม.มหาสารคาม และ ศ.ดร. สุพรรณ ฟู่เจริญ คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น เป็นนักวิจัยหลัก
ได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) งบประมาณ ปี 2568
https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1002/jcla.70294

เข้าฟังการบรรยายได้ผ่าน face book live ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
23/07/2026

เข้าฟังการบรรยายได้ผ่าน face book live ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

22/07/2026
22/07/2026
ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง “Direct PCR - Based VNTR Analysis of TPO Intron 10 for Rapid MCC Detection”เป็นผลงาน...
19/05/2026

ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง “Direct PCR - Based VNTR Analysis of TPO Intron 10 for Rapid MCC Detection”

เป็นผลงานวิจัยด้านอณูพันธุศาสตร์ที่มุ่งพัฒนาเทคนิคการตรวจหา “การปนเปื้อนของเซลล์จากมารดา” หรือ Maternal Cell Contamination (MCC) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมก่อนคลอด โดยเฉพาะการตรวจจากน้ำคร่ำ หากมีเซลล์ของมารดาปะปนอยู่ อาจส่งผลให้ผลตรวจทางพันธุศาสตร์คลาดเคลื่อน และกระทบต่อการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมได้

งานวิจัยนี้ได้พัฒนาเทคนิค Direct PCR ร่วมกับการวิเคราะห์ Variable Number Tandem Repeat (VNTR) ในบริเวณ TPO intron 10 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางพันธุกรรมที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคลสูง จึงเหมาะสำหรับใช้แยกความแตกต่างระหว่าง DNA ของมารดาและทารก จุดเด่นสำคัญของวิธีนี้คือสามารถใช้ตัวอย่างเลือดหรือน้ำคร่ำได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการสกัด DNA ก่อน ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์ และลดต้นทุนในการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการ

ผลการศึกษาพบว่า เทคนิคดังกล่าวสามารถตรวจหา MCC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลชัดเจน รวดเร็ว และมีความแม่นยำ เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้ในงานตรวจวินิจฉัยทางพันธุศาสตร์และเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในห้องปฏิบัติการที่ต้องการเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการตรวจทางพันธุกรรมก่อนคลอด
นอกจากนี้ งานวิจัยยังสะท้อนให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอณูชีววิทยาเพื่อแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติในงานบริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ ความรวดเร็ว และความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมสมัยใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical and Translational Science, IF = 2.8, Scopus Tier 1, ISI Q2
โดยมี อ.ดร. พงศธร วิเชียร อาจารย์ประจำสาขาวิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.ดร. สุภาวดี แย้มศรี อาจารย์ประจำคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นนักวิจัยหลัก https://ascpt.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/cts.70474

ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง ฮีโมโกลบินผิดปกติที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยบีตา-ธาลัสซีเมีย: การศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาด...
18/04/2026

ผลงานกลุ่ม Thal CMDL ปี 2026 เรื่อง ฮีโมโกลบินผิดปกติที่ส่งผลต่อการวินิจฉัยบีตา-ธาลัสซีเมีย: การศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่

ฮีโมโกลบินผิดปกติหลายชนิดมักถูกแปลผลผิดพลาดเป็นบีตา-ธาลัสซีเมียหรือภาวะฮีโมโกลบินเอฟสูงในผู้ใหญ่ (hereditary persistence of fetal hemoglobin; HPFH) ในการตรวจวินิจฉัยธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในงานประจำวัน การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลฮีโมโกลบินผิดปกติ จำนวน 372 ราย ที่เข้ารับการตรวจ ณ หน่วยบริการธาลัสซีเมีย คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น พบฮีโมโกลบินผิดปกติทั้งหมด 21 ชนิด ทำการเก็บข้อมูล Hb A2, Hb F, ชนิดของฮีโมโกลบินผิดปกติและคำร้องขอการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ พบว่ามีฮีโมโกลบินผิดปกติที่แปลผลผิดพลาดเป็นบีตา-ธาลัสซีเมียหรือ HPFH อยู่ที่ 12.3% ในกลุ่มที่มีระดับ Hb A2 และ Hb F ปกติ โดยการแปลผลผิดพลาดนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่มี Hb A2 ≥ 3.6% (50.6%; odds ratio = 7.3) และ Hb F ≥ 5.0% (52.2%; odds ratio = 7.8] และสูงที่สุดในกลุ่มที่มีทั้ง Hb A2 ≥ 3.6% และ Hb F ≥ 5.0% (71.9% odds ratio = 18.2) ฮีโมโกลบินผิดปกติชนิด Hb Hope, Hb Tak, Hb Cook, Hb C, Hb Lepore และ Hb Q-Thailand มีความสัมพันธ์กับการแปลผลผิดพลาดที่สูง สรุปได้ว่าฮีโมโกลบินผิดปกติที่มีระดับ Hb A2 สูง และ/หรือมีการเคลื่อนที่ตำแหน่งเดียวกับ Hb F มีแนวโน้มที่จะถูกแปลผลผิดพลาดเป็นบีตา-ธาลัสซีเมียในงานประจำวัน การใช้วิธีวิเคราะห์ฮีโมโกลบินมากกว่าหนึ่งหลักการและการย้อม Hb F cell ในตัวอย่างที่มี Hb F สูง ร่วมกับการตรวจระดับโมเลกุล จะช่วยเพิ่มความถูกต้องในการวินิจฉัยได้

ตีพิมพ์ในวารสาร Plos One, IF2024 = 2.6, Scopus Q1, ISI Q2
โดยมี รศ.ดร. กฤษดา สิงหะ คณะแพทยศาสตร์ ม.มหาสารคาม และ ศ.ดร. สุพรรณ ฟู่เจริญ คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น เป็นนักวิจัยหลัก
(https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0346729)

06/03/2026

📣 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ขอแสดงความชื่นชมยินดีอย่างยิ่งกับ

ศาสตราจารย์ ดร.ทนพ.สุพรรณ ฟู่เจริญ
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์

ในโอกาสที่ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน
“Best Molecular Biology Scientists 2026”
จากการจัดอันดับโดยเว็บไซต์ Research.com

โดยได้รับการจัดอันดับ
🔹 อันดับที่ 2 ของประเทศไทย
🔹 อันดับที่ 2,613 ของโลก

ทั้งนี้ ศ.ดร.ทนพ.สุพรรณ ฟู่เจริญ มีผลงานวิจัยที่โดดเด่นในระดับนานาชาติ โดยมีดัชนีชี้วัดผลงานวิชาการ (D-index) อยู่ที่ 40 มียอดการอ้างอิงผลงาน (Citations) จำนวน 5,543 ครั้ง และมีผลงานตีพิมพ์รวมทั้งสิ้น 189 รายการ

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการวิจัยของคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการสร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

🎉 คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ศ.ดร.ทนพ.สุพรรณ ฟู่เจริญ มา ณ โอกาสนี้

19/02/2026

กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ ขอแสดงความยินดี กับ
รองศาสตราจารย์กฤษดา สิงหะ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์
เนื่องในโอกาสผ่านการพิจารณาทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
ประจำปีงบประมาณ 2569 เป็นทุนที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน ดังนั้นการได้รับทุนในครั้งนี้สะท้อนถึงผลงานวิจัยที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทย
#คณะแพทยศาสตร์ #มหาวิทยาลัยมหาสารคาม #สวรส #ทุนวิจัย2569 #วิจัยมมส #มมสมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของเอเชีย

ที่อยู่

123 CMDL, The Faculty Of Associated Medical Sciences, Khon Kaen University
Amphoe Muang Khon Kaen
40002

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6643202083

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thalassemia Service Unit, CMDL, AMS, KKUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Thalassemia Service Unit, CMDL, AMS, KKU:

ทางลัด

แชร์