วิชา มรดก
ตัวอย่างข้อสอบเนติฯ สมัยที่ ๖๕
นายเดือนกับนางจันทร์จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่แต่ละคนมีอายุ ๑๕ ปี โดยได้รับความยินยอมจากบิดามารดาฝ่ายของตนแล้ว เมื่อนางจันทร์มีอายุเกือบ ๑๗ ปี ก็มีครรภ์และคลอดบุตรคนแรกคือ นายดำ แล้วมีบุตรอีก ๒ คน คือนายเหลืองและนายเขียว ต่อมานายดำมีนายสมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และนายเหลืองมีนายสีเป็นบุตรบุญธรรม เมื่อนายเดือนตาย นายเดือนมีทรัพย์มรดก ๓๐๐,๐๐๐ บาท หากปรากฎว่านายเขียวและบิดามารดาของนายเดือนตายก่อนนายเดือน และก่อนที่นายเดือนตายนายดำได้ปลอมพินัยกรรมว่านายเดือนทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่นายดำทั้งหมด ส่วนนายเหลืองสละมรดกโดยชอบ
ให้วินิจฉัยว่า บุคคลใดบ้างมีสิทธิรับมรดกของนายเดือน และได้รับคนละเท่าใด
ตามปัญหาที่ถามมีประเด็นดังนี้
บรรพ ๕ ครอบครัว
(๑) การสมรสจะทำได้มีเงื่อนไขอย่างไร (มาตรา ๑๔๔๘)
(๒) ตามปัญหาคู่สมรสแต่ละคนมีอายุ ๑๕ ปี การสมรสย่อมตกเป็นโมฆียะ (มาตรา ๑๕๐๓)
(๓) การสมรสที่ตกเป็นโมฆียะดังกล่าวจะสมบูรณ์ได้หรือไม่ และสมบูรณ์เมื่อใด (มาตรา ๑๕๐๔ วรรคสอง)
เฉพาะวิชากฎหมายครอบครัวนี้ มี ๓ มาตราที่เกี่ยวข้อง
บรรพ ๖ มรดก มีประเด็นที่จะต้องพิจารณา ๔ เรื่อง
(๑) ทายาทโดยธรรมมีใครบ้าง (มาตรา ๑๖๒๙)
(๒) การแบ่งมรดก (มาตรา ๑๖๓๕ (๑))
(๓) การเสียสิทธิในการรับมรดก การถูกกำจัดมิให้รับมรดก มีหลักเกณฑ์อย่างไร มาตรา (๑๖๐๖ (๕), มาตรา ๑๖๓๙, และมาตรา ๑๖๔๓ กรณีหนึ่ง) และ
(๔) การสละมรดก (มาตรา ๑๖๑๘ และมาตรา ๑๖๑๕ วรรคสอง อีกกรณีหนึ่ง)
เฉพาะวิชา บรรพ ๖ มรดก จึงมี ๘ มาตรา
ธงคำตอบ
นายเดือนกับนางจันทร์จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่แต่ละคนมีอายุ ๑๕ ปี แม้จะได้รับความยินยอมจากบิดามารดาฝ่ายของตนแล้วก็ตาม ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ เพราะการสมรสจะทำได้เมื่อชายและหญิงต้องมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์แล้ว การสมรสจึงตกเป็นโมฆียะตามมาตรา ๑๕๐๓ แต่เมื่อศาลยังมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรส จนนางจันทร์มีครรภ์ก่อนอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ การสมรสจึงสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรสตามมาตรา ๑๕๐๔ วรรคสอง
ทายาทโดยธรรมของนายเดือนได้แก่นายดำ นายเหลือง ผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๙(๑) และนางจันทร์คู่สมรสตามมาตรา ๑๖๒๙(๒) วรรคสองเท่านั้น ส่วนนายเขียวกับบิดารมารดาของนายเดือนตายก่อนนายเดือน ย่อมไม่มีสภาพบุคคลที่จะรับมรดกได้ตามมาตรา ๑๖๐๔ วรรคหนึ่ง นายดำ นายเหลือง และนางจันทร์จึมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งมรดกคนละส่วนเท่ากันตามมาตรา ๑๖๓๕(๑)
นายดำปลอมพินัยกรรมของนายเดือน นายดำจึงถูกกำจัดมิให้รับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๖(๕) ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดก่อนนายเดือนตาย นายสมบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำและเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง จึงรับมรดกแทนที่นายดำได้ ตามมาตรา ๑๖๓๙ และมาตรา ๑๖๔๓
นายเหลืองสละมรดกของนายเดือน นายสีเป็นบุตรบุญธรรมของนายเหลืองถือว่าเป็นผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๒๗ ย่อมสืบมรดกได้ตามสิทธิของนายเหลืองตามมาตรา ๑๖๑๕ วรรคสอง
ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกของนายเดือนจึงได้แก่ นางจันทร์ นายสมตามส่วนของนายดำ และนายสีตามส่วนของนายเหลือง คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
เพื่อนช่วยเพื่อน
โครงการที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการบริ?
โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน เอกสารประกอบการบรรยาย และวีดีโอบันทึกการบรรยาย
แวะมาทักทายกันในวิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกันนะคะ
ฎีกาใหม่ค่ะทุกคน เรื่องการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด (ร้องขัดทรัพย์)
คำพิพากษาฎีกาที่ 3943/2561
การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1471(1) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องนำที่ดินพิพาทที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องสามารถทำได้ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชำระด้วยก็เป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้องในที่ดินพิพาท เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นสินส่วนตัว ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้คือที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
บ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเป็นบ้านสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็นบ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคงใช้เลขที่บ้านตามเดิม และด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันตกเป็นกรรมสิทธิของผู้ร้องแต่ผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 144 หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมในบ้านพิพาทด้วย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ในส่วนบ้านพิพาทได้
- ย่อโดย นายประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ (ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา)
ศาลฎีกาของประเทศไทยโดยคำพิพากษาฎีกาที่ 2281/2555 ได้วางบรรทัดฐานเกี่ยวกับสถานะของพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบโดยเอกชนผู้เสียหายเอาไว้ ดังรายละเอียดแห่งคดีที่ปรากฏต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2281/2555
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเบิก อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี กับพวกอีก 3 คนที่หลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันบุกรุกเข้าไปภายในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมชาย เพียรแย้ม ผู้เสียหาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วร่วมกันตรวจค้นจับกุมผู้เสียหายโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 100,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใส่กุญแจมือผู้เสียหายไขว้หลัง ทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายจนยินยอมมอบเงินส่วนที่ขาด 30,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 กับพวกผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีภูธรอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ในภายหลัง จำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จับกุมจำเลยที่ 2 กับพวก เมื่อพบเหตุดังกล่าว อันเป็นการมิชอบต่อหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 กับพวกในการกระทำความผิดดังกล่าวโดยพูดไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 2 กับพวกรับเงิน 70,000 บาท จากผู้เสียหาย และต่อมาผู้เสียหายกับพวกนำเงิน 30,000 บาท มาชำระคืนแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการสนับสนุนจำเลยที่ 2 กับพวกในการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 337, 337 ประกอบมาตรา 86, 362, 364, 365, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นายสมชาย แย้มเพียร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก, 365(1)(2) ประกอบมาตรา 362, 364 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 337 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 100,000 บาทแก่โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสี่คนอ้างตนเองว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุมนายสมชาย แย้มเพียร โจทก์ร่วม โดยกล่าวหาว่าขายเมทแอมเฟตามีน แล้วเรียกเงิน 100,000 บาท เมื่อโจทก์ร่วมยินยอมจ่ายให้จึงปล่อยตัวโจทก์ร่วมอันเป็นการกรรโชกทรัพย์โจทก์ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ร่วมเป็นคนร้ายกรรโชกทรัพย์โจทก์ร่วมหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนายสมชายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมและนางกุล ชูเชิด ภริยาโจทก์ร่วมว่า หลังเกิดเหตุถูกคนร้ายกรรโชกทรัพย์ประมาณ 4 ถึง 5 วัน เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางพลีได้นำหมายค้นเข้าค้นบ้านโจทก์ร่วมแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และโจทก์ร่วมได้โวยวายว่าเพิ่งถูกตรวจค้นและเสียเงินไป 100,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจที่มาตรวจสอบถามว่าเสียเงินให้ใคร โจทก์ร่วมจึงแจ้งเรื่องที่ถูกกรรโชกทรัพย์ให้ทราบ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำโจทก์ร่วมและนางกุลไปสอบปากคำและให้ดูภาพถ่ายเจ้าพนักงานตำรวจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางพลี โจทก์ร่วมและนางกุลจำได้และชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการชี้รูปและภาพถ่ายหมาย จ.2 จ.9 และ จ.10 ต่อมาจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อสู้คดี พนักงานสอบสวนจัดให้โจทก์ร่วมและนางกุลชี้ตัวจำเลยที่ 2 ได้ถูกต้องตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาและภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.4 จ.12 และ จ.13 แต่กลับได้ความจากโจทก์ร่วมตอบโจทก์ว่า รู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อนเนื่องจากเป็นญาติทางมารดา ก่อนเกิดเหตุเคยมาที่บ้านและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน หากเป็นจริงดังที่โจทก์ร่วมตอบโจทก์ เหตุไฉนเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางพลีสอบถามว่าใครเป็นคนกรรโชกทรัพย์ ในวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมทำไมไม่ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เลย หาจำต้องไปดูภาพถ่ายของเจ้าพนักงานตำรวจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางพลีไม่ ส่วนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนางชิด บัวทอง มารดาโจทก์ร่วมตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า วันเกิดเหตุจำหน้าและลักษณะของคนร้ายทั้งสี่คนไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นญาติกันไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงเรียกจ่าน้อย ดังนั้น ในวันเกิดเหตุถ้าจำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย เชื่อว่านางชิดน่าจะจำหน้าได้ ที่นางชิดตอบทนายโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุตาเป็นต้อกระจกไม่สามารถจำชายคนร้ายทั้งสี่คนได้ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันประกอบกับนางชิดได้พูดเสนอให้เงินคนร้าย 100,000 บาท หากพยานมองไม่เห็นหน้าจะเจรจาต่อรองกับคนร้ายได้อย่างไร ไม่ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสี่ได้อำพรางใบหน้าแต่อย่างใด เชื่อว่าถ้าพยานเคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนก็ย่อมจำได้ว่าเป็นใคร นอกจากนี้โจทก์ร่วมตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่าหลังจากจำเลยที่ 2 ถูกดำเนินคดีแล้ว จำเลยที่ 2 เคยมาพูดคุยกับโจทก์ร่วมเกี่ยวกับคดีจะมีการบันทึกเสียงไว้หรือไม่ โจทก์ร่วมไม่ทราบ ทนายจำเลยที่ 2 ได้นำเทปบันทึกเสียงพร้อมกับบันทึกการถอดเทปมาประกอบการถามค้านโจทก์ร่วมและอ้างเป็นพยานวัตถุและพยานเอกสารตาม ว.ล.1 และ ว.ล.3 ซึ่งแสดงว่าการบันทึกเทปดังกล่าวเป็นการแอบบันทึกขณะที่มีการสนทนากันระหว่างโจทก์ร่วมกับพยานและจำเลยที่ 2 โดยที่โจทก์ร่วมและพยานไม่ทราบมาก่อน จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 แม้หลักกฎหมายดังกล่าวจะใช้ตัดพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกรณีที่เจ้าพนักงานของรัฐใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ไม่ได้บัญญัติห้ามไม่ให้นำไปใช้กับการแสวงหาพยานหลักฐานของบุคคลธรรมดา แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างพิจารณาคดีได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมาตรา 11 บัญญัติให้เพิ่มเติมมาตรา 226/1 ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบได้ ถ้าพยานหลักฐานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญา เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับในการรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เทปบันทึกเสียงรวมทั้งบันทึกการถอดเทปดังกล่าว แม้จะได้มาโดยมิชอบแต่เมื่อศาลนำมาฟังจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียอันเกิดจากผลกระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมทางอาญาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงนำพยานหลักฐานดังกล่าวมารับฟังได้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาจากบันทึกการถอดเทปดังกล่าว ได้ใจความว่าโจทก์ร่วมไม่สมัครใจและไม่มีความเป็นอิสระในการชี้ตัวจำเลยที่ 2 จึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าโจทก์ร่วมและนางกุลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ชี้ภาพถ่ายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ผิดตัวหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุอันควรแก่การสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2 ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย”
พิพากษายืน
การรับฟังพยานหลักฐาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4055-4056/2548
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 หมายความว่า คู่ความใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใด คู่ความฝ่ายนั้นต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริงนั้น แต่ว่าคู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป หรือซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้หรือซึ่งศาลเห็นว่าไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว การที่ศาลแรงงานกลางได้ตรวจสำนวนโดยพิเคราะห์คำฟ้องคำให้การ พยานหลักฐานต่างๆ ที่คู่ความส่งต่อศาลและสอบถามข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้นั้น เป็นการรับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 84 และ 104 ประกอบพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 แล้ว
การฝ่าฝืนคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง ซึ่งนายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (4) ต้องเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรงหรือกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนสำหรับการฝ่าฝืนในกรณีไม่ร้ายแรง ปรากฏว่าในระหว่างเวลาทำงานและในที่ทำงาน โจทก์ทั้งสองได้โต้เถียงกันในเรื่องการทำงาน เมื่อหัวหน้างานห้ามปรามให้เงียบ โจทก์ทั้งสองก็ยังคงโต้เถียงกันอีก และโจทก์ที่ 2 ได้เขวี้ยงท่อพีวีซีใส่โจทก์ที่ 1 แต่ไม่โดน และทรัพย์สินของจำเลยไม่ได้เสียหาย เป็นการกระทำที่มีลักษณะไม่รุนแรงและไม่เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝื นในกรณีที่ไม่ร้ายแรง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองทันทีโดยไม่เคยตักเตือนโจทก์ทั้งสองเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118(2) และ (3)
บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต ภาคสอง สมัยที่ ๗๑ เล่ม ๑๕
คำถาม : ทายาทของผู้มรณะยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ ซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลาที่จะยื่นอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ก่อนที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่และสั่งรับอุทธรณ์ที่ยื่นมาหลังจากนั้น จะถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายหรือไม่?
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๑๙/๒๕๖๑
ส. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะขณะที่ยังไม่พ้นระยะเวลาที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นรับคำร้องแล้วจะต้องไต่สวนคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ และ ๔๓ เสียก่อน แล้วจึงจะมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะและที่ยื่นมาในภายหลัง การที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ว่า "สั่งใหม่ ในชั้นนี้เห็นควรอนุญาตไปก่อน" รวมทั้งที่สั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องที่ยื่นในภายหลังต่อมา ก่อนที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ
และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ ส. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ และต่อมาสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ ต้องถือว่าศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เพราะมีพฤติการณ์พิเศษตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ที่ยื่นต่อมาในภายหลัง และได้รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นภายในกำหนดไว้แล้ว มิใช่เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย
คำรับ (Admission)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๐๙ / ๒๕๓๗ ไม่ยุติประเด็น (๒)
๑. คำรับของคู่ความ # คำรับของพยาน
(๑) คำรับของคู่ความคนใด มีผลผูกพันคู่ความคนนั้นเท่านั้น หามีผลผูกพันคู่ความคนอื่น ๆ ไม่ แม้จะเป็นคู่ความร่วมกันก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๓๒๐ / ๒๕๔๐
๒. คำรับในศาล # คำรับนอกศาล
ในศาลชั้นใดก็ได้ อาจแปรสภาพไปเป็นคำรับในศาลได้ ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับนั้น มิเช่นนั้น ศาลสูงย้อนสำนวน หรือฟังใหม่ให้ถูกต้องได้ ๑๒๙๒ / ๒๕๔๕ ตามปวิพ. ๒๔๓ (๓) (ก) แม้คดีนั้นจะต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๘๗ / ๒๕๓๘
๓. คำรับที่เป็นผลร้ายต่อผู้ทำคำรับ # คำรับที่เป็นคุณ
ปัญหา : กรณีคำรับขัดแย้งกับบทสันนิษฐานเด็ดขาด
(๑) คดีแพ่ง # คดีอาญา
๔. คำรับโดยปริยาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๘๓ / ๒๕๔๒ ท้าผลคดีเรื่องหนึ่ง ต่อมาจำเลยแถลงว่าคดีดังกล่าวได้มีการถอนฟ้อง และฟ้องเป็นคดีใหม่มีประเด็นเหมือนเดิมทุกประการ ขอให้ถือผลคดีใหม่เป็นข้อแพ้ชนะ ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้และสั่งให้รอผลคดีใหม่ โจทก์มิได้โต้แย้ง = คู่ความตกลงกันโดยปริยายให้เปลี่ยนเงื่อนไขของคำท้ามาเป็นผลของคดีใหม่แทนผลของคดีเดิม
๕. กฎหมายถือว่ารับ ปวิพ. มาตรา ๑๐๐ วรรคสอง - มาตรา ๑๘๓ วรรคสอง - มาตรา ๑๒๓ วรรคหนึ่ง
- มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
คำรับ ๕. แม้ความจริงมิได้รับ แต่กฎหมายถือว่ารับ
(๑) ปวิพ. มาตรา ๑๐๐ วรรคสอง
(๒) ปวิพ. มาตรา ๑๘๓ วรรคสอง
(๓) ปวิพ. มาตรา ๑๒๓ วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๑๓/๑๕๔๕ โจทก์ฟ้องให้ จล. ๑ รับผิดแทนลูกจ้างผู้ทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้ จล. ๒ ร่วมรับผิดเต็มจำนวนตามสัญญาประกันภัย จล. ๒ ให้การว่าต้องรับผิดไม่เกิน ๕๐, ๐๐๐ บาท ตามที่ระบุในกรมธรรม์ฯ เท่านั้น โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกกรมธรรม์ฯ จากจล. ๒ เพื่อแสดงว่าต้องรับผิดเต็มจำนวน จล. ๒ ได้รับคำสั่งแล้วไม่ส่งกรมธรรม์ฯ ดังกล่าว โดยไม่นำสืบพยานให้เห็นเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่า จล. ๒ ได้ยอมรับข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างแล้ว ตามปวิพ. ม. ๑๒๓ วรรคหนึ่ง
(๔) ปวิพ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
๖. คำท้า = คำรับที่มีเงื่อนไข
๔.๑ ความหมาย ปวิพ. ม. ๘๔ หรือ ๑๓๘
๔.๒ เงื่อนไขของคำท้าต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ต้องเกี่ยวกับการดำเนิน ไม่ขัดต่อความสงบ
ไม่เป็นการพนันขันต่อ เช่น ท้าสาบาน – ท้า พยาน – ท้าผู้เชี่ยวชาญ – ท้าผลคดีอื่น – ท้าศาล
๔.๓ ผลของคำท้า ผูกพันคู่ความ และศาล คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๐/๓๘, ๗๕/๔๐ ฝ่ายใดจะถอนคำท้าโดยพลการไม่ได้
๔.๔ ปัญหากรณีคำท้าไม่บรรลุผล
หลัก : พิจารณาต่อไปเสมือนไม่มีคำท้า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๕๘/๒๕๓๗ เว้นแต่ คู่ความแสดงชัดแจ้งว่าให้ศาลพิพากษาคดีไปเลย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๒/๒๕๓๘)
๗. คำรับในคดีอาญา
๗.๑ จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำผิดตามฟ้อง (ปวิอ. มาตรา ๑๗๖)
“ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้…”
(๑) แต่ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยจะมิได้กระทำผิดตามที่รับสารภาพศาลจะให้คู่ความสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง หรือไม่ และแม้คู่ความไม่สืบพยานหลักฐาน ศาลก็อาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเองในฐานะที่เป็นพยานหลักฐานของศาลได้ ตามปวิพ. มาตรา ๒๒๘
***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๔๔ / ๒๕๔๔ : แม้ในคดีจำเลยให้การรับสารภาพซึ่ง ปวิอ. มาตรา ๑๗๖ ให้อำนาจศาลพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องสืบพยานก็ตาม แต่หากยังไม่แน่ใจว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่แล้ว ศาลสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ มิใช่ต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยเสียทีเดียว ทั้ง ปวิอ. มาตรา ๒๒๘ ยังให้อำนาจศาลที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเองได้อีกด้วย เมื่อปรากฏจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ก็สมควรที่จะให้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป
(๒) ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี หรือ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายก็ดี ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ตามปวิอ. มาตรา๑๘๕
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๗๖/๒๕๒๕ จำเลยให้การรับสารภาพฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องระบุว่าผู้เยาว์ตามบุตรสาวของจำเลยไปกรุงเทพฯ โดยได้รับอนุญาตจากมารดาแล้วจำเลยเพียงรับตัวผู้เยาว์ไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายอาหาร ดังนี้ จำเลยไม่มีความผิดต้องยกฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๙/๒๕๑๕, ๒๑๗๘/๒๕๑๗, ๒๐๖๗/๒๕๑๔)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๗๔๒/๒๕๔๔ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ย่อมแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาเดียวเท่านั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องโจทก์ทุกประการจึงเป็นคำรับสารภาพที่ไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใด โจทก์จึงต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดในข้อหาใดข้อหาหนึ่ง แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น และแม้ว่าในคำร้องขอบรรเทาโทษของจำเลยจะมีเนื้อหาว่าจำเลยรับซื้อไมโครโฟนของกลางไว้เพื่อให้หลานใช้ร้องเพลงเล่นก็ตาม แต่คำร้องขอบรรเทาโทษมิใช่คำให้การ แต่เป็นเพียงการขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและบรรยายเหตุผลต่าง ๆ ให้ศาลปรานี ถึงแม้จะมีถ้อยคำที่อาจแสดงว่าจำเลยรับสารภาพในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือมิได้รับสารภาพในความผิดฐานใดเลยก็มิอาจถือได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลย เมื่อคำให้การของจำเลยไม่สามารถรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาใด ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยไม่ได้
หมายเหตุ : (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง) มาตรา 176 ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้
Note : แม้คำร้องขอบรรเทาโทษจะมิใช่คำให้การรับสารภาพฐานรับของโจร แต่ก็เป็นคำรับในศาลอย่างหนึ่ง น่าจะฟังประกอบคำให้การรับสารภาพที่ไม่ชัดแจ้ง ให้ชัดขึ้นได้
๗.๒ ถ้าข้อหาที่จำเลยรับสารภาพมีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
(๑) มาตรฐานการสืบประกอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๓๙๙/๒๕๔๔ ที่โจทก์ต้องสืบพยานหลักฐาน ในกรณีนี้ไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่มั่นใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้ว
(๒) พยานหลักฐานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยตาม ปวิอ. มาตรา ๑๗๖ นี้ ควรจะเป็นพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากคำรับสารภาพของจำเลยเอง หากโจทก์มีแต่คำให้การรับสารภาพของำเลยในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนมาสืบประกอบ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ศาลมักถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยกระทำผิดเว้นแต่จะมีเหตุผลพิเศษให้เชื่อได้(คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๒๑/๒๕๔๔, ๕๒๔๓/ ๒๕๔๔)
(๓) กรณีมีเหตุผลพิเศษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙/๒๕๔๕ จำเลยรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพต่อหน้าสื่อมวลชนและชาวบ้านจำนวนมาก ยากที่จะเป็นการรับเพราะถูกข่มขู่หรือหลอกลวง ทั้งจำเลยเป็นตำรวจมากว่า ๒๐ ปี ย่อมทราบดีว่าผลของการรับสารภาพเป็นอย่างไร ประกอบกับมีรายละเอียดของการกระทำชัดเจนเป็นขั้นตอนสมเหตุสมผล สอดคล้องกับเรื่องราวที่จำเลยเล่าให้บิดาของจำเลยฟังหลังเกิดเหตุเพียง ๗ วัน พฤติการณ์แห่งคดีไม่มีข้ออันควรสงสัยว่าจำเลยมิได้กระทำผิดแต่อย่างใด ฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริง
๗.๓ จำเลยมิได้รับสารภาพ แต่รับข้อเท็จจริงบางข้อบางประเด็นต่อศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ตามคำรับนั้น (ปวิพ. มาตรา ๘๔ (๑) ประกอบ ปวิอ. มาตรา ๑๕) แม้ในคดีที่มีโทษประหารชีวิต
(๑) ฎ. ๓๐๔๐ / ๒๕๓๕ เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในอีกคดีหนึ่ง และเคยต้องโทษในคดีนั้นจริงย่อมฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำรับของจำเลยว่า จำเลยต้องโทษในคดีดังกล่าว แต่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้จริงตามที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ศาลจึงนำโทษที่รอไว้นั้นมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ โดยโจทก์ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมาสืบในข้อนี้อีก
(๒) โจทก์รับข้อเท็จจริงในศาล ก็ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำรับของโจทก์ได้เช่นกันตาม ปวิพ. มาตรา ๘๔ (๑) ประกอบ ปวิอ. มาตรา ๑๕
กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน
กฎเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในทางอรรถคดี
การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ๔ ช่องทาง
๑. โดยคำรับ (Admission) ของคู่ความ
๒. โดยบทกฎหมายที่สันนิษฐานข้อเท็จจริงไว้เป็นการเด็ดขาด หรือ หลักกฎหมายปิดปาก
๓. โดยหลัก Judicial Notice หรือ ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป
๔. โดยพยานหลักฐาน (Evidence) ในสำนวนคดีเรื่องนั้น
บทกฎหมายไทยที่เกี่ยวกับพยานหลักฐาน
๑. คดีเพ่ง - คดีอาญาทั่วไป
๑.๑ ปวิพ. ม. ๘๔ – ๑๓๐
๑.๒ ปวิอ. ม. ๒๒๖ – ๒๔๔
๑.๓ พรบ. ลักษณะพยาน ร.ศ. ๑๑๓
๑.๔ ปวิพ. และ ปวิอ. เรื่องอื่น ที่มีผลกระทบต่อพยานหลักฐาน
เช่น (๑) ปวิพ. ม. ๑๘๓, ๒๓๘, ๒๔๓
(๒) ปวิอ. ม. ๗ ทวิ, ๑๓๔, ๑๗๒, ตรี
๑.๕ บทกฎหมายอื่นที่มีผลกระทบต่อพยานหลักฐาน เช่น
(๑) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ม. ๒๔๓ วรรคสอง
(๒) ประมวลรัษฎากร ม. ๑๑๘
๒. คดีชำนาญพิเศษในระบบศาลยุติธรรม
๒.๑ ศาลแรงงาน
๒.๒ ศาลภาษีอากร
๒.๓ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ
๒.๔ ศาลล้มละลาย
๓. คดีปกครองในศาลปกครอง
๔. คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
๕. คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร
ขั้นตอนในการใช้กฎมายลักษณะพยานฯ
๑. กรณีใดต้องใช้พยานหลักฐาน - กรณีใดไม่ต้องใช้ - กรณีใดต้องไม่ใช้พยานหลักฐาน : When is Evidence needed
๒. หน้าที่นำสืบ : Burden of Proof
๓. การรับฟังพยานหลักฐาน การคัดเลือกพยานหลักฐาน : Admissibility of Evidence
๔. การยื่นพยานหลักฐาน = วิธีการนำสืบพยานหลักฐาน : Adduction of Evidence = Introduction of Evidence
๕. น้ำหนักพยานหลักฐาน : Weight of Evidence = ความหน้าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
: Cogency of Evidence
ปัญหาข้อกฎหมาย
๑. มีบทกฎหมายใดใช้บังคับอยู่ หรือไม่ อย่างไร เว้นแต่ กฎหมายลำดับรองที่มีฐานะต่ำกว่ากฏกระทรวง
๒. บทกฎหมายดังกล่าวมี ความหมายกว้างแคบอย่างไร
๓. เมื่อนำบทกฎหมายนั้นไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีแล้ว จะให้ผลอย่างไร
ปัญหาข้อเท็จจริง
๑. บุคคลใด กระทำการใด หรือไม่ อย่างไร มีสภาพจิตในอย่างไร
(๑) เจตนา หรือไม่
(๒) ประมาท หรือไม่
๒. มีเหตุการณ์ใด เกิดขึ้น หรือไม่ อย่างไร
๓. มีวัตถุ หรือ สภาวการณ์ใดอยู่ในเหตุการณ์นั้นหรือไม่
Note ๑. ปัญหาเกี่ยวกับ เจตนา หรือ ประมาท
๒. การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ หรือ ศาล
กฎหมาย คร. ๑๒๖๐/ ๒๕๔๑
๑) เข้าเงื่อนไขของกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจ หรือไม่
๒) หากเข้าเงื่อนไข ต้องพิจารณาต่อไปว่าใช้เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ คร. ๑๒๖๐/ ๒๕๔๑ กำหนดไว้หรือไม่
๓) ข้อเท็จจริงใช้อย่างเหมาะสม หรือไม่
๓. การตีความเอกสาร (ฎ. ๑๒๑ / ๒๕๔๒)
๑) หากเป็นการตีความถ้อยคำในเอกสาร โดย # เฉพาะ = ข้อความ
๒) หากตีความเพื่อหาเจตนาที่แท้จริง = Fact
กรณีใดต้องใช้พยานหลักฐาน
หลัก ๑ : ปัญหาข้อกฎหมาย ต้องไม่ใช้พยานหลักฐาน ศาลต้องใช้ความรู้ทางกฎหมายของศาลมาวินิจฉัย
Note ๑. กฎหมายต่างประเทศ (๕๓๐ / ๒๕๐๘)
๒. กฎหมายระหว่างประเทศ (๗๓๙ / ๒๕๐๘)
๓. กฎหมายลำกับรองที่มีฐานะต่ำกว่ากฎกระทรวง เช่น ประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ฯ
๔. กฎหมายท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติกรุงเทพฯ หรือเทศบัญญัติต่าง ๆ
๕. กฎหมายอิสลาม
๖. การอุดช่องว่างกฎหมาย
๗. มติคณะรัฐมนตรี มิใช่กฎหมาย แต่ ๘๘๗๔ / ๔๓ มติเปลี่ยนวันหยุดราชการ ศาลรู้ได้เองในฐานะที่วันหยุดราชการเป็นข้อเท็จจริงซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป
ปัญหาข้อเท็จจริง ต้องวินิจฉัยด้วยพยานหลักฐาน
๑. ความรู้เห็นของศาลมิใช่พยานหลักฐาน จะนำมาตัดสินปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ฎ. ๙๘๗ / ๒๔๙๑
๒. คำร้อง – คำขอ – หรือคำแถลงของคู่ความ ไม่ใช่พยานหลักฐาน ฎ. ๑๐๐๗/ ๒๕๐๐
๓. เทปบันทึกเสียงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ฎ.๗๑๕๕/๒๕๓๙ - ฎ.๔๓๐๑/๒๕๔๓ ถือว่าเป็นพยานวัตถุ ถอดข้อความมาเป็นเอกสารได้ แต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเพราะอาจมีการตัดต่อหรือดัดแปลงลอกเลียนเสียงได้โดยไม่ยาก
๔. ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ = เอกสาร (ฏ.๗๒๖๔/๒๕๔๒ ถ้าระบบการบันทึก การเก็บรักษา และการเรียกข้อมูลเป็นไปตามปกติ ก็น่าเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม้ในคดีอาญา)
๕. สำเนาเอกสารที่ส่งทางโทรสาร
๑) จากต่างประเทศ มาตรา ๙๓(๒) ฎ.๓๓๙๕/๔๒
๒) ในประเทศ มาตรา ๑๒๓ มาตรา ๙๓ (๒)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๔๙ / ๒๕๔๒
กระสุนปืนขนาด . ๒๒๓ เป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่ เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งศาลไม่อาจทราบได้เอง
Note : กระสุนปืนใดนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ต้องพิจารณาตามกฎกระทรวง (ฉบับที่ ๑๑) กฎกระทรวงดังกล่าวมีอยู่หรือไม่อย่างไร เป็นข้อกฎหมาย แต่กระสนปืน .๒๒๓ เป็นกระสุนปืนที่มีลักษณะตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ต้องใช้พยานผู้ชำนาญการพิเศษมาพิสูจน์
พยานหลักฐานในสำนวน # พยานหลักฐานนอกสำนวน
๑. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๘๗/๒๔๙๑ เจ้าหน้าที่นำมารวมไว้ในสำนวนเอง
๒. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๓–๑๓๔/๒๓๙๑ (ป.) กรณีการรวมการพิจารณาพิพากษาคดี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๑๒–๑๓๑๔/๒๕๔๒)
๓. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๓๙/๒๕๒๐ # คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๘/๒๕๐๗ กรณีอ้างสำนวนคดีเรื่องอื่นมาเป็นพยานหลักฐาน
Note : ๑) กรณีขอให้นับโทษต่อ หรือ บวกโทษในคดีอื่น
๔. กรณีสืบพยานหลักฐานไว้ในชั้นไต่สวนคำร้องคำขอปลีกย่อยในคดีนั้นแล้ว เช่น
๑) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๓๖–๔๐๓๗/๒๕๓๐ สืบพยานคำพิพากษาฎีกาไว้ในชั้นไต่สวนอนาถาแล้ว
๒) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๐๙/๒๕๔๒ คำเบิกความของบุตรจำเลยในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวว่าโจทก์โอนที่พิพาทให้จำเลยถือแทนโดยไม่มีการซื้อขายจริง รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้
๓) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๗๕๕/๒๕๓๑ เอกสารแสดงอำนาจฟ้องของโจทก์ที่นำสืบไว้ในชั้นไต่สวนขอพิจารณาคดีใหม่หลังพิพากษา มิใช่พยานหลักฐานในสำนวน (ม. ๑๙๙ ตรี – เบญจ)
ปัญหา : ถ้านำสืบไว้ในชั้นไต่สวนก่อนพิพากษา ตามปวิพ. ม. ๑๙๙
กรณีไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา ฎ. ๒๖๔๔ / ๒๕๓๕, ๑๔๕๕ / ๒๕๓๗
๕. พยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์คำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต้องส่งต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงจะส่งต่อศาลไม่ได้ แม้ศาลจะสั่งให้ส่งมาให้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ถูกต้องตาม มาตรา ๑๐๕ แห่ง พรบ.ล้มละลาย ไม่รับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ (ฎ.๔๔๖๗/๒๕๓๘)
๖. กรณีจำเลยให้การชัดแจ้ง แต่มิได้แสดงเหตุ = ไม่มีประเด็นนำสืบแม้ศาลชั้นต้นให้สืบมาก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๗ / ๒๕๔๒ จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ถูกโจทก์ร่วมกับธนาคารทำกลฉ้อฉลให้โอนไปแต่มิได้แสดงเหตุว่าถูกกลฉ้อฉลอย่างไร จึงต้องห้ามมิให้นำสืบข้ออ้างดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะให้นำสืบถึงรายละเอียดเหล่านี้มาก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมกับธนาคารทำกลฉ้อฉลจำเลย เมื่อโจทก์มีหลักฐานมาแสดงว่าได้ซื้อทีพิพาทมาจากธนาคารโดยชอบโจทก์ จึงมีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท
๗. รายงานของพนักงานคุมประพฤติ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๔๔ / ๒๕๔๔)
๑) ศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่คนร้ายตามที่พนักงานคุมประพฤติรายงานมิได้ เพราะรายงานของพนักงานคุมประพฤติมิใช่พยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ กฎหมายให้ศาลใช้รายงานดังกล่าวเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น
๒) ถึงแม้ปวิอ. มาตรา ๑๗๖ จะให้อำนาจศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ให้การรับสารภาพโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานอื่นก็ตาม แต่ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำผิดหรือตามกฎหมายการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลก็จะลงโทษจำเลยไปตามคำรับสารภาพมิได้ ต้องพิพากษายกฟ้องตามปวิอ.มาตรา ๑๘๕ และในกรณีที่พนักงานคุมประพฤติรายงานว่าจำเลยมิใช่ผู้กระทำผิด ศาลก็ควรจะให้มีการสืบพยานหลักฐานให้ได้ความถ่องแท้เสียก่อน หาควรด่วนพิพากษาลงโทษจำเลยไปทันทีไม่
๓) หากไม่มีคู่ความฝ่ายใดนำสืบ ศาลควรใช้อำนาจตามปวิอ. มาตรา ๒๒๘ เรียกพยานหลักฐานตามที่ปรากฏในรายงานของพนักงานคุมประพฤติมาสืบเองได้ ในฐานะพยานหลักฐานของศาล แล้วจึงค่อยพิพากษาไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ
หลัก ๒ : ปัญหาข้อเท็จจริงต้องใช้พยานหลักฐานเป็นหลักในการวินิจฉัย จะใช้ความรู้ของศาลไม่ได้ และพยานหลักฐานที่ใช้ต้องเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น จะใช้พยานหลักฐานนอกสำนวนไม่ได้ / เว้นแต่ ตาม ปวิพ. มาตรา ๘๔
(๑) ข้อเท็จจริง ซึ่งรู้กันอยู่ทั่วไป
(๒) ข้อเท็จจริง ซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ และ
(๓) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วในศาล
ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้
๑. ปวิอ. มาตรา ๔๖ : คำพิพากษาคดีอาญา ผูกพันคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องฯ
(๑) คดีแพ่งเกี่ยวเนื่อง : ข้อเท็จจริงที่พิพาทกันในคดีแพ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดในคดีอาญาหรือไม่ (๙๐๕ / ๒๕๔๒)
๑) ๙๐๕ / ๒๕๔๒ คดีฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายเพราะจำเลยใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าใช้หนังสือมอบอำนาจปลอม
๒) ๗๘๖๙ / ๒๕๔๒ : คดีหมิ่นประมาททางแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีหมิ่นประมาททางอาญา ซึ่งพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยลงข่าวว่าโจทก์ค้ายาเสพติด เป็นการใส่ความโจทก์โดยประการที่ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง จำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริง หรือจำเลยไม่รู้ว่าไม่จริง
(๒) คดีอาญาถึงที่สุด
(๓) ผู้ที่จะถูกผูกพันต้องเป็น หรือถือว่าเป็นคู่ความใน
๑) คดีอาญา (ฎ. ๒๒๐๔ / ๒๕๔๒ อัยการฟ้องจำเลยตามพรบ. จราจรทางบก ๒๕๒๒ ในข้อหาที่โจทก์มิใช่ผู้เสียหาย ศาลยกฟ้อง โดยจำเลยไม่ประมาท ไม่ผูกพัน โจทก์ในคดีละเมิด)
๒) ๑๙๔๙ / ๒๕๔๒ : เจ้าของรถที่ถูกชน มิใช่คู่ความในคดีอาญา ๒๙๑
๓) กรณีนายจ้าง – ลูกจ้าง
(๔) ผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา
๑) ๒๖๓๗ /๒๕๔๒ ศาลอาญายกฟ้องฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เพราะจำเลยไม่มีเจตนาไม่ผูกพันเรื่องประมาทในคดีเพ่ง
๒) โจทก์มีส่วนประมาทอยู่ด้วย
๒. ปวิพ. มาตรา ๑๔๕ : คำพิพากษาคดีแพ่งผูกพันแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๓๖–๔๐๓๗/๒๕๓๐ คำพิพากษาเกี่ยวกับทรัพย์สินผูกพันคู่ความเด็ดขาดตามมาตรา ๑๔๕ วรรคแรก ไม่ต้องนำมาตรา ๑๔๕ (๒) มาใช้ (ฎ.๗๔๓๒–๗๔๔๐/๒๕๔๒)
๓. ไม่มีบทบัญญัติให้คำพิพากษาคดีแพ่งไปผูกพันคดีอาญา (๔๗๕๑ / ๒๕๓๙) แต่อ้างมาเป็นพยานหลักฐานได้ชั้นหนึ่ง
๔. คดีอาญาถึงที่สุดในชั้นฎีกาคดีแพ่งศาลฎีกาคดีแพ่งรับฟังคำพิพากษาคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตามปวิพ. ๒๔๓ (๓) (ข)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๒๗ / ๒๕๓๘, ๓๕๔๘ / ๒๕๓๙, ๔๘๖ / ๒๕๔๒ คดีอาญาถึงที่สุดในระหว่างอายุอุทธรณ์ – อุทธรณ์ได้
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Faculty Of Law
Amphoe Muang Khon Kaen
40000