ZetaOrigin AI Academy Thailand

ZetaOrigin AI Academy Thailand

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ZetaOrigin AI Academy Thailand, เว็บไซต์เพื่อการศึกษา, 148/90 หมู่ 4 ตำบลห้วยกะปิ, Amphoe Muang Chon Buri.

ZetaOrigin AI Academy Thailand
ศูนย์องค์ความรู้ AI สำหรับคนไทย — สอนสร้าง AI ส่วนตัว, สอน Local LLM, อบรมองค์กร, และรับสร้าง AI เฉพาะทาง (AI for Business)

• ขายหนังสือคู่มือสร้าง AI
• คอร์สเรียนออนไลน์
• หลักสูตรอบรม AI
• รับจ้างสร้าง AI Local

Photos from ZetaOrigin AI Academy Thailand's post 30/05/2026

🚀 AI Agent ทั่วไปอาจสั่งงานคอมได้ แต่ Waibon DOS AI กำลังไปไกลกว่านั้น

วันนี้ AI Agent หลายตัวเริ่มสั่งเปิดโปรแกรม กดเมนู เขียนไฟล์ หรือทำงานทั่วไปในคอมได้แล้ว

แต่นั่นยังเป็นแค่ “ชั้นบน” ของระบบ

เป้าหมายต่อไปของ ZetaOrigin / Waibon DOS AI คือการสร้าง Local AI Agent ที่ลงลึกกว่านั้นมาก — ลงไปถึงชั้นระบบที่ช่าง IT และผู้ดูแล Server ใช้จริง เช่น service, startup, process, event log, network, disk, driver, policy, script, installer, repair workflow และระบบกู้คืน

เราไม่ได้ต้องการ AI ที่แค่บอกว่า “เครื่องมีปัญหาอะไร”

แต่เราต้องการ AI ที่สามารถ:

🔹 ตรวจระบบ
🔹 วางแผนซ่อม
🔹 สำรองข้อมูลก่อนทำ
🔹 ลงมือแก้ไข
🔹 ติดตั้งโปรแกรมเสริม
🔹 สร้าง script / workflow
🔹 ซ่อม config / service / startup
🔹 เตรียมชุดติดตั้งโปรแกรม
🔹 เตรียม Rescue / Install USB ในอนาคต
🔹 ทดสอบหลังทำ
🔹 ส่งหลักฐาน PASS / FAIL / BLOCKED
🔹 และ rollback ได้เมื่อจำเป็น

คนไม่ควรต้องลงมือเองทุกขั้น
คนควรเป็นคนสั่งเป้าหมาย ตรวจแผน อนุมัติจุดเสี่ยง และตัดสินใจ
ส่วนงานค้นหา แก้ไข ติดตั้ง ทดสอบ และทำรายงาน ให้ AI Agent เป็นคนทำให้จบ

นี่คือแนวทางของ AI ผู้ช่วย IT และผู้ดูแลระบบตัวจริง

จุดสำคัญคือ ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งโมเดลใหญ่เสมอไป
เพราะถ้า AI มีเครื่องมือที่ถูกต้อง มี Safe Executor มี Backup มี Rollback มี Proof และมี Action Plan ที่ชัดเจน โมเดล Local ขนาดเล็กก็สามารถทำงานจริงได้มากกว่าที่หลายคนคิด

เทียร์ถัดไปของ Waibon DOS AI จะเดินไปทางนี้:

✅ Pro — สำหรับช่างคอม นักพัฒนา และคนที่ต้องการให้ AI ลงมือช่วยซ่อม/สร้าง/ติดตั้ง
✅ Business — สำหรับทีม IT บริษัท โรงเรียน ร้านค้า และองค์กรขนาดเล็ก
✅ Enterprise — สำหรับ deployment ภายใน, offline server, custom policy, internal catalog และระบบกู้คืนเฉพาะองค์กร

เราตั้งเป้าให้ Waibon DOS AI เป็นหนึ่งใน AI Agent สาย IT ที่ลงลึกถึงระดับระบบจริง ไม่ใช่แค่สั่งงานหน้าจอ

และนี่อาจเป็นก้าวสำคัญของ AI ไทยที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “คุยเก่ง”
แต่ก้าวไปสู่ AI ที่ ลงมือทำงานระบบจริงได้

ZetaOrigin / Waibon DOS AI
Local-first. Action-first. Safe-first. Proof-first.

Photos from ZetaOrigin AI Academy Thailand's post 29/05/2026

Waibon DOS AI เปิดให้ทดลองดาวน์โหลดใช้งานแล้วครับ

ตอนนี้ Waibon DOS AI เวอร์ชันทดลอง Free Alpha พร้อมให้ดาวน์โหลดไปลองใช้งานจริงแล้วครับ

Waibon DOS AI คือระบบ AI Command OS / AI Agent ที่ออกแบบจากแนวคิดแบบ DOS แต่ไม่ใช่ DOS ธรรมดา เป็นพื้นที่ทำงานที่ให้ผู้ใช้คุยกับ AI ผ่านหน้าคอนโซล แล้วให้ AI ช่วยทำงานผ่านคำสั่ง เมนู และ workflow ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นขั้นตอน

ผมเชื่อว่า Waibon DOS AI น่าจะเป็นหนึ่งใน AI Agent ฝีมือคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานฟรี โดยไม่ต้องผ่านการตั้งค่าที่ซับซ้อนมากเหมือนระบบ AI Agent ทั่วไป

แนวคิดคือ ดาวน์โหลด ติดตั้งเหมือนโปรแกรมทั่วไป แล้วเริ่มใช้งานได้ทันที

สิ่งที่ระบบทำได้ในตอนนี้ เช่น

- คุยกับ AI เป็นภาษาไทยได้
- ใช้โมเดล Local AI บนเครื่องตัวเองผ่าน Ollama
- ค่าเริ่มต้นใช้โมเดล qwen3:1.7b ซึ่งเหมาะกับคอมพิวเตอร์ทั่วไปและเครื่องสเปกไม่สูงมาก
- สามารถทำงานแบบ offline ได้ในงานที่ใช้ Local Model
- เปิดเมนูผู้ใช้งานด้วย F1
- เปิดเมนู Admin/System ด้วย F2
- มีระบบ Safe Executor ช่วยลดความเสี่ยงจากคำสั่งอันตราย
- มีระบบ Backup / Rollback / Proof สำหรับตรวจสอบงานที่ทำ
- มีเมนูช่วยงานด้าน CODE, WEB, REPORT, MODEL, MEMORY, RESCUE, GIT, SWARM และงานระบบอื่น ๆ
- เหมาะสำหรับคนที่ไม่เก่งเทคนิคเชิงลึก แต่อยากลองใช้งาน AI Agent บนเครื่องตัวเอง

จุดสำคัญคือ Waibon DOS AI ไม่ได้ล็อกให้ใช้แค่โมเดลเดียว
ถ้าเครื่องของผู้ใช้แรงขึ้น หรืออยากลองโมเดลใหญ่ขึ้น ก็สามารถติดตั้งโมเดลเพิ่มผ่าน Ollama ได้ เช่น qwen3 รุ่นใหญ่ขึ้น หรือโมเดลอื่นที่รองรับ แล้วสลับใช้งานผ่านระบบ Catalog / Model ของ Waibon DOS AI ได้

แนวทางคือ

เครื่องสเปกต่ำ ใช้ qwen3:1.7b เป็นค่าเริ่มต้น
เครื่องแรงขึ้น สามารถเพิ่มโมเดลที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ตอบละเอียดขึ้น
ผู้ใช้สามารถกลับมาใช้โมเดลเริ่มต้นได้ ถ้าเครื่องเริ่มช้าหรือทำงานหนักเกินไป

และสำหรับคนที่ต้องการงานที่ลึกขึ้น เช่น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เขียนโค้ดเก่งขึ้น ทำงานเอกสารซับซ้อนขึ้น หรือใช้โมเดลระดับสูงของค่ายใหญ่ ๆ ในอนาคต ระบบถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อ API จากผู้ให้บริการหลายค่ายผ่านเมนู Catalog / Model ได้ ไม่ว่าจะเป็นโมเดล Local หรือ Cloud/API Model

หมายความว่า ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเริ่มจาก Local AI ที่ใช้งานง่ายและประหยัดก่อน
ส่วนผู้ใช้ขั้นสูงหรือองค์กร สามารถต่อยอดไปใช้โมเดลที่ใหญ่ขึ้นหรือ API ที่เหมาะกับงานของตัวเองได้

สิ่งที่ผมชอบมากคือระบบนี้สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์เก่า สเปกไม่สูง และยังทำงานแบบ offline ได้ในระดับพื้นฐาน จึงเหมาะกับพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร หรือสถานที่ที่เทคโนโลยี AI ยังเข้าไม่ถึงมากนัก

ผมมองว่ามันอาจเป็นประโยชน์กับโรงเรียนชนบท โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือชุมชนที่อยากให้นักเรียนได้ทดลองใช้ AI เพื่อช่วยเรียนรู้ ถามตอบ ฝึกคิด ฝึกเขียน ฝึกภาษา หรือใช้เป็นผู้ช่วยครูในบางงาน โดยไม่จำเป็นต้องมีระบบราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้น

แนวคิดหลักของ Waibon DOS AI คือ
ไม่อยากให้ผู้ใช้ต้องจำคำสั่งยาว ๆ เองทั้งหมด แต่ให้ผู้ใช้บอกเป้าหมายเป็นภาษาคน แล้วระบบช่วยพาไปสู่คำสั่ง เครื่องมือ หรือ workflow ที่เหมาะสม

ตอนนี้ยังเป็นเวอร์ชันทดลอง Free Alpha
อาจยังไม่สมบูรณ์แบบทุกจุด แต่สามารถดาวน์โหลดไปทดลองใช้งาน ดูแนวคิด และช่วยส่ง feedback กลับมาได้ครับ

ดาวน์โหลดได้ที่:

https://zetaorigin.com/download/waibon-dos-ai

ไฟล์ติดตั้งโดยตรง:

https://downloads.zetaorigin.com/Waibon_DOS_AI_Setup_v0.3.53.exe

ถ้า Windows ขึ้นแจ้งเตือนความปลอดภัยตอนติดตั้ง ให้เลือกดูรายละเอียดเพิ่มเติม แล้วกด Run anyway ได้ เพราะไฟล์ยังเป็นเวอร์ชันทดลองที่ยังไม่ได้ทำ Code Signing เต็มรูปแบบ

ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยติดตามและเป็นกำลังใจครับ
นี่เป็นก้าวแรกของระบบ AI Command OS / Local AI Agent ที่พัฒนาโดย ZetaOrigin / Waibon AI











ื่อการศึกษา

22/05/2026

🧑‍💻⚙️ เจาะสถาปัตยกรรม OpenHands
AI Software Agent ที่ไม่ได้แค่เขียนโค้ด แต่ต้อง “ทำงานวิศวกรรมให้จบ” 🔥

ถ้ามอง OpenHands แบบผิวเผิน
บางคนอาจคิดว่า…

“ก็คือ AI ช่วยเขียนโค้ดอีกตัวหนึ่งใช่ไหม?”

แต่ถ้ามองในเชิงสถาปัตยกรรม
OpenHands น่าสนใจกว่านั้นมาก

เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็นแค่ช่องแชตสำหรับถามเรื่องโค้ด
แต่มันถูกออกแบบเป็น **Software Agent Platform**

หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ…

**ระบบที่ให้ AI Agent เข้าไปทำงานใน codebase, terminal, browser, runtime และ workflow ของนักพัฒนาได้จริง**

นี่คือจุดที่ทำให้ OpenHands น่าสนใจมากสำหรับคนทำ AI Agent

เพราะงาน coding agent ที่ใช้ได้จริง
ไม่ได้ชนะกันแค่ “โมเดลเขียนโค้ดเก่งแค่ไหน”

แต่ชนะกันที่ระบบรอบโมเดลว่า
สามารถทำให้ AI ทำงานจริงได้ปลอดภัย ควบคุมได้ และตรวจสอบได้แค่ไหน

━━━━━━━━━━━━━━━

🧠 1) Agent Brain = โมเดลที่คิด วางแผน และตัดสินใจ

หัวใจแรกคือ LLM หรือโมเดล AI

แต่ใน OpenHands
โมเดลไม่ได้เป็นทุกอย่าง

โมเดลทำหน้าที่คิด
อ่านโจทย์
เข้าใจ codebase
วางแผน
เลือก action
และอธิบายสิ่งที่ทำ

แต่ถ้ามีแค่โมเดลอย่างเดียว
มันยังเป็นแค่ AI ที่ “พูดได้”

การจะให้มันกลายเป็น Software Agent
ต้องมีอีกหลายชั้นมาประกอบ

━━━━━━━━━━━━━━━

🧩 2) Plan Mode / Code Mode = แยก “คิดแผน” ออกจาก “ลงมือแก้”

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือการแยกโหมดการทำงาน

งานซอฟต์แวร์ที่ดีไม่ควรกระโดดไปแก้โค้ดทันทีเสมอไป

หลายครั้งต้องเริ่มจาก

📌 ทำความเข้าใจ requirement
📌 แตกงานเป็นขั้นตอน
📌 ระบุไฟล์ที่เกี่ยวข้อง
📌 วาง risk
📌 ทำแผนก่อน implement

OpenHands จึงมีแนวคิดเรื่อง planning agent / planning mode
ที่ช่วยให้ Agent สร้างแผน เช่น PLAN.md
ก่อนขยับไปลงมือทำจริง

นี่คือรายละเอียดที่สำคัญมาก

เพราะ Coding Agent ที่ดี
ไม่ควรเป็นแค่ “มือไว”
แต่ต้องเป็น Agent ที่ “คิดเป็นระบบ” ก่อนลงมือ

━━━━━━━━━━━━━━━

💻 3) Workspace = พื้นที่ทำงานจริงของ Agent

AI Coding Agent ต้องมี workspace

ไม่ใช่แค่ prompt
ไม่ใช่แค่ข้อความ
แต่ต้องมีพื้นที่ที่ประกอบด้วย

📁 ไฟล์โปรเจกต์
🧾 source code
📄 documentation
🧪 test files
⚙️ config
📦 dependencies
📝 plan / notes / outputs

นี่คือจุดที่ทำให้ AI เริ่มทำงานเหมือนนักพัฒนาจริง

เพราะนักพัฒนาไม่ได้แก้โค้ดจากคำตอบในแชต
แต่นักพัฒนาทำงานใน repository
อ่านไฟล์
แก้ไฟล์
รันคำสั่ง
ดูผลลัพธ์
แล้วแก้ต่อ

OpenHands วางตัวเองอยู่ในโลกนั้น

━━━━━━━━━━━━━━━

🧪 4) Runtime / Sandbox = ให้ Agent ลงมือทำ โดยไม่ทำลายโลกจริง

ถ้า AI จะรันคำสั่ง
ติดตั้ง package
แก้ไฟล์
เปิด browser
หรือทดสอบระบบ

มันต้องมี runtime ที่ควบคุมได้

นี่คือหัวใจของ AI Software Agent ที่จริงจัง

เพราะถ้าไม่มี sandbox
Agent ที่เก่งอาจกลายเป็น Agent ที่เสี่ยง

OpenHands มีแนวคิดเรื่อง runtime environment
เช่น container, Docker, Kubernetes หรือ cloud runtime
เพื่อให้ Agent มีพื้นที่ทำงานที่แยกออกจากระบบหลัก

นี่สำคัญมาก เพราะทำให้เราคุมได้ว่า

🔐 Agent เข้าถึงอะไรได้บ้าง
🧪 รันอะไรได้บ้าง
📂 แก้ไฟล์ตรงไหนได้บ้าง
🌐 เปิด network แค่ไหน
📜 เก็บ log อย่างไร
🧯 ถ้าพลาดจะ rollback หรือ isolate ได้ไหม

พูดง่าย ๆ คือ

**Sandbox คือสนามฝึกงานของ AI Software Engineer**

ให้มันลอง
ให้มันพลาด
ให้มันแก้
แต่ต้องอยู่ในกรอบที่เราควบคุมได้

━━━━━━━━━━━━━━━

🛠️ 5) Tools = มือของ Agent

Software Agent ที่ดีต้องใช้เครื่องมือเป็น

OpenHands ไม่ได้ให้ AI แค่ตอบข้อความ
แต่เปิดแนวคิดให้ Agent ใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ เช่น

💻 terminal
📁 file editor
🌐 browser
🔍 search
🧪 test runner
📦 package manager
🔌 API
🧾 logs
🧑‍💻 code modification tools

นี่คือจุดที่ AI เปลี่ยนจาก “ผู้ให้คำแนะนำ”
เป็น “ผู้ลงมือทำ”

โมเดลคือสมอง
แต่ tools คือมือ
และ runtime คือโต๊ะทำงาน

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
Agent จะทำงานจริงได้ไม่เต็มที่

━━━━━━━━━━━━━━━

🔁 6) Agent Loop = อ่าน → วางแผน → แก้ → รัน → ดูผล → แก้ต่อ

หัวใจของ Coding Agent คือ loop

OpenHands ไม่ควรทำงานแบบตอบครั้งเดียวแล้วจบ
แต่ต้องวนเป็นรอบ ๆ:

อ่านโจทย์
เข้าใจ repository
วางแผน
แก้ไฟล์
รัน test
เห็น error
วิเคราะห์ error
แก้ใหม่
รันใหม่
สรุปผล
ส่งงานให้ review

นี่คือภาพของ AI Software Agent ที่จริงจัง

เพราะงาน coding จริงไม่ได้จบที่การ generate code
แต่มักจบที่

✅ โค้ดแก้แล้ว
✅ test ผ่าน
✅ behavior ถูก
✅ ผลกระทบเข้าใจได้
✅ คน review ต่อได้

━━━━━━━━━━━━━━━

🧬 7) Software Agent SDK = เอา Agentic Tech ไปสร้างระบบของตัวเอง

อีกจุดที่ OpenHands น่าสนใจมากคือ
มันไม่ได้เป็นแค่ product หนึ่งตัว

แต่ยังมี **Software Agent SDK**

แนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับนักสร้างระบบ

เพราะถ้าเรามอง OpenHands เป็นแค่ app
เราจะเห็นแค่ “เครื่องมือ coding agent”

แต่ถ้ามองเป็น SDK
เราจะเห็นว่า OpenHands กำลังพยายามเป็น foundation
สำหรับสร้าง agentic software systems

เช่น

🧑‍💻 agent แก้ README
🛠️ agent อัปเดต dependency
🧪 agent เพิ่ม test coverage
🔁 agent ทำ refactor
📦 agent ดูแล repo หลายตัว
🤖 multi-agent system สำหรับงาน rewrite ขนาดใหญ่

นี่คือจุดที่ OpenHands ขยับจากเครื่องมือ
ไปเป็น infrastructure ของ AI Software Engineering

━━━━━━━━━━━━━━━

☁️ 8) Local / Cloud / Scale = เริ่มจากเครื่องเดียว หรือขยายเป็นหลายพัน Agent

OpenHands วางแนวคิดให้ Agent รันได้ทั้ง local และ cloud

ถ้าเป็นงานเล็ก
อาจรันบนเครื่อง local หรือ workspace เฉพาะงาน

ถ้าเป็นทีมใหญ่
อาจรันบน cloud, container หรือ Kubernetes
และขยายการทำงานของ Agent หลายตัวพร้อมกัน

นี่คือภาพของอนาคต software development ที่น่าสนใจมาก

ไม่ใช่แค่ “ฉันมี AI ช่วยเขียนโค้ดหนึ่งตัว”

แต่เป็น

**ทีมมีระบบ agent workforce ที่ช่วยทำ issue, test, refactor, review และ maintenance ได้จำนวนมาก**

━━━━━━━━━━━━━━━

🚀 หัวใจความสำเร็จของ OpenHands คืออะไร?

ในมุมผม OpenHands ไม่ได้น่าสนใจเพราะมันเป็น AI coding tool เฉย ๆ

แต่มันน่าสนใจเพราะมันเข้าใจว่า
AI Software Agent ที่ใช้งานจริงต้องมี 6 อย่างนี้:

✅ Model-Agnostic Brain
เลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับงาน ไม่ผูกกับสมองเดียว

✅ Planning Layer
แยกการคิดแผนออกจากการลงมือทำ

✅ Workspace Awareness
เข้าใจ repository, files, docs, tests และ context จริง

✅ Runtime / Sandbox
ให้ AI ทำงานจริงในพื้นที่ที่ควบคุมได้

✅ Tool Ex*****on
เปิดให้ AI ใช้ terminal, browser, file editor, test runner และ API

✅ SDK / Cloud Scale
ต่อยอดจาก product ไปสู่ infrastructure สำหรับ software agents

นี่คือเหตุผลที่ OpenHands เป็นหนึ่งในโครงการที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

เพราะมันทำให้เราเห็นว่า
AI Coding Agent ที่ดีไม่ใช่แค่ “เขียนโค้ดเก่ง”

แต่ต้องเป็นระบบที่รวม

🧠 สมอง
📁 workspace
🛠️ เครื่องมือ
🧪 sandbox
🔁 agent loop
📜 logs
☁️ cloud scale
👨‍💻 human review

เข้าด้วยกันอย่างมีวินัย

สุดท้ายแล้ว OpenHands สอนบทเรียนสำคัญข้อหนึ่ง:

**อนาคตของ AI ในงานซอฟต์แวร์
ไม่ได้อยู่แค่การ generate code
แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้ AI เข้าไปทำงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ได้จริง**

และนี่แหละคือสนามใหญ่ของ AI Software Agent ยุคใหม่ 🔥

20/05/2026

🧑‍💻🔥 OpenHands คืออะไร?
AI Agent ที่ไม่ได้แค่ “ช่วยเขียนโค้ด” แต่พยายามเป็น “วิศวกรซอฟต์แวร์ AI” 🚀

หลังจากเราได้คุยเรื่อง AI Agent หลายสายมาแล้ว
ทั้ง Manus, Claude Cowork, OpenClaw และ Hermes Agent

วันนี้เรามาต่อกันที่อีกหนึ่งตัวที่สายเทคนิคควรรู้จักมาก

นั่นคือ **OpenHands** 🔥

ถ้า Manus คือภาพของ AI Agent ที่ทำงานแบบ ex*****on engine
ถ้า OpenClaw คือ AI Agent ที่อยู่ในแอปแชตและ self-hosted ได้
ถ้า Hermes คือ Agent ที่พยายามจำ เรียนรู้ และสร้าง skill จากประสบการณ์

OpenHands คืออีกสายหนึ่งที่ชัดมาก:

**AI Agent สำหรับงาน Software Engineering**

พูดง่าย ๆ คือ
OpenHands ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ Chatbot
และไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “แนะนำโค้ด”

แต่มันวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ
**Cloud Coding Agents**
หรือ AI Agent ที่ช่วยทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ end-to-end

ไม่ใช่แค่บอกว่า “ควรแก้ตรงไหน”
แต่พยายามเข้าไปทำงานจริง เช่น

🧑‍💻 อ่าน codebase
📝 วางแผนแก้ไข
🛠️ แก้ไฟล์
💻 รันคำสั่งใน terminal
🧪 ทดสอบผล
🐞 debug error
🌐 ค้นข้อมูลจากเว็บ
🔁 ทำงานหลายขั้นตอนจนกว่าจะได้ผลลัพธ์

นี่คือจุดที่ OpenHands ต่างจาก AI coding assistant ทั่วไป

AI coding assistant หลายตัวช่วยเติมโค้ด
ช่วยอธิบายโค้ด
หรือช่วยตอบคำถามเรื่องโค้ด

แต่ OpenHands พยายามขยับไปอีกระดับคือ…

**ให้ AI เข้าไปอยู่ใน workspace ของงานพัฒนาจริง
แล้วลงมือทำงานเหมือน software engineer คนหนึ่ง**

แนวคิดนี้สำคัญมาก

เพราะงานเขียนโปรแกรมจริงไม่ได้มีแค่ “เขียนโค้ดให้ถูก syntax”

แต่มันมีทั้ง

📌 เข้าใจ requirement
📌 เข้าใจโครงสร้างโปรเจกต์
📌 อ่านไฟล์หลายจุด
📌 แก้ code ที่เกี่ยวข้องกันหลายส่วน
📌 รัน test
📌 ดู log
📌 แก้ error
📌 ปรับ plan
📌 แล้วส่งผลงานกลับมาให้คน review

นี่แหละคือสนามจริงของ AI Software Agent

OpenHands จึงน่าสนใจมาก เพราะมันไม่ได้ขายภาพว่า
“AI จะเขียนโค้ดให้คุณเร็วขึ้น” อย่างเดียว

แต่มันขายภาพที่ลึกกว่า:

**AI สามารถรับ issue หรือ task แล้วพยายามทำงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ให้จบเป็นชิ้นงานได้**

อีกจุดที่ทำให้ OpenHands น่าจับตามองคือ
มันเป็นแนว **open-source / model-agnostic**

หมายความว่าแนวคิดของมันไม่ได้ผูกอยู่กับโมเดลเดียวเสมอไป
แต่พยายามเปิดทางให้ใช้กับโมเดลหลายแบบ
เลือกโมเดลให้เหมาะกับงาน เช่น

🧠 โมเดลที่เก่ง planning
🛠️ โมเดลที่เก่ง coding
🧪 โมเดลที่เก่ง testing
🔍 โมเดลที่เก่งค้นข้อมูล
💰 หรือโมเดลที่คุ้มค่ากับต้นทุน

นี่เป็นเรื่องใหญ่ในโลก AI Agent

เพราะ coding agent ที่ดีในอนาคต
อาจไม่ได้ใช้ “สมองเดียวทำทุกอย่าง”

แต่อาจเลือกสมองให้เหมาะกับงาน
และใช้ระบบ orchestration ช่วยควบคุม flow ของงานให้ไปถึงผลลัพธ์

OpenHands ยังมีแนวคิดเรื่องการรัน Agent ได้ทั้งแบบ local และ cloud
รวมถึงการสร้าง agent ผ่าน SDK
ซึ่งทำให้มันไม่ได้เป็นแค่แอปสำหรับใช้เอง
แต่เป็นเหมือน “โครงสร้างพื้นฐาน” สำหรับคนที่อยากสร้าง coding agent ของตัวเองด้วย

นี่คือเหตุผลที่ OpenHands สำคัญ

เพราะมันทำให้เราเห็นว่า
AI Agent ในสาย software development
กำลังขยับจาก

“ผู้ช่วยเขียนโค้ด”

ไปเป็น

“ผู้ช่วยวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ลงมือทำงานจริง”

และถ้าแนวทางนี้พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ
อนาคตของงานพัฒนาซอฟต์แวร์อาจเปลี่ยนไปมาก

จากเดิมที่มนุษย์ต้องทำเองทุกขั้น
อาจกลายเป็นการมอบหมายงานให้ AI Agent ทำก่อน
แล้วมนุษย์ตรวจสอบ ออกแบบ ตัดสินใจ และควบคุมคุณภาพ

พูดให้สั้นที่สุด:

**OpenHands = Open-source AI Software Engineer Agent**

ไม่ใช่แค่ AI ที่ตอบคำถามเรื่องโค้ด
แต่เป็น AI ที่พยายามลงมือแก้ สร้าง ทดสอบ และส่งมอบงานซอฟต์แวร์จริง

โพสต่อไป
เราจะมาเจาะสถาปัตยกรรมของ OpenHands ว่า
มันทำงานอย่างไร
ทำไม Sandbox / Runtime / SDK / Model-Agnostic Design ถึงสำคัญ
และทำไม AI Coding Agent ที่ดีไม่ได้มีแค่ “โมเดลฉลาด” แต่ต้องมีระบบรอบตัวที่แข็งแรงมาก 🔥

17/05/2026

🧠⚙️ เจาะสถาปัตยกรรม Hermes Agent
AI Agent ที่ไม่ได้แค่ทำงาน แต่พยายาม “เรียนรู้จากงานที่ทำ” 🔥

ถ้ามอง Hermes Agent แบบผิวเผิน
บางคนอาจคิดว่า…

“ก็เป็น AI Agent โอเพนซอร์สอีกตัวหนึ่งใช่ไหม?”

แต่ถ้ามองในเชิงสถาปัตยกรรม
Hermes น่าสนใจกว่านั้นมาก

เพราะมันไม่ได้ขายแค่แนวคิดว่า
AI สามารถใช้เครื่องมือได้
หรือรันงานอัตโนมัติได้

แต่จุดขายที่ลึกกว่านั้นคือ…

**Agent ที่มีวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง**

นี่คือแนวคิดที่ต่างจาก Agent ทั่วไปมาก

เพราะ AI Agent จำนวนมากทำงานแบบนี้:

รับคำสั่ง → วางแผน → ใช้เครื่องมือ → ตอบกลับ → จบ

แต่ Hermes พยายามเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเข้าไป:

รับคำสั่ง → วางแผน → ใช้เครื่องมือ → ตอบกลับ → บันทึกสิ่งที่เรียนรู้ → สร้าง skill → ใช้ skill นั้นในอนาคต

นี่คือสิ่งที่ทำให้ Hermes ดูเหมือน Agent ที่ “โตขึ้น” ได้

━━━━━━━━━━━━━━━

🧠 1) Persistent Memory = ความจำที่ไม่หายไปทุกครั้งที่ปิดงาน

หัวใจแรกของ Hermes คือความจำระยะยาว

AI Agent ที่ไม่มี memory
จะเหมือนผู้ช่วยที่เก่ง แต่ความจำสั้น

ทุกครั้งที่เริ่มงานใหม่
เราต้องเล่าใหม่
อธิบายใหม่
สอนใหม่
และแก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ

แต่ Hermes ถูกออกแบบให้มี persistent memory
เพื่อจำบริบทสำคัญ เช่น

📌 โปรเจกต์ที่ทำอยู่
📌 สภาพแวดล้อมการทำงาน
📌 preference ของผู้ใช้
📌 วิธีแก้ปัญหาที่เคยใช้
📌 งานที่เคยทำสำเร็จ
📌 ข้อมูลสำคัญที่ควรดึงกลับมาใช้ใหม่

นี่คือก้าวสำคัญของ AI Agent

เพราะถ้า Agent จำไม่ได้
มันจะไม่มีทาง “สะสมประสบการณ์” ได้จริง

━━━━━━━━━━━━━━━

🛠️ 2) Automated Skill Creation = แก้ปัญหาแล้วสร้างทักษะเก็บไว้

นี่คือจุดที่ Hermes น่าสนใจที่สุด

เวลามนุษย์ทำงานยาก ๆ สำเร็จ
คนที่เก่งจะไม่ได้แค่ทำให้เสร็จ

แต่เขาจะเริ่มรู้ว่า
ครั้งหน้าควรทำยังไงให้เร็วขึ้น
จุดไหนเคยพลาด
ลำดับงานที่ดีคืออะไร
และควรเก็บขั้นตอนนั้นไว้เป็น pattern

Hermes พยายามทำสิ่งคล้ายกันกับ AI Agent

เมื่อมันแก้โจทย์บางอย่างสำเร็จ
มันสามารถสร้าง skill document
หรือความรู้เชิงขั้นตอนที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้

นี่ต่างจากการเก็บแค่ chat history มาก

เพราะ chat history คือ “บันทึกว่าเคยคุยอะไร”
แต่ skill คือ “สกัดวิธีทำงานออกมาเป็นความสามารถ”

นี่คือจุดที่ Agent เริ่มขยับจาก
ผู้ช่วยที่ตอบตามคำสั่ง
ไปเป็นผู้ช่วยที่สะสมวิธีทำงานของตัวเอง

━━━━━━━━━━━━━━━

🔁 3) Learning Loop = วงจรทำงาน → เรียนรู้ → ปรับปรุง

คำว่า Self-improving Agent จะมีความหมายจริง
ก็ต่อเมื่อมี learning loop

Hermes วางแนวคิดนี้ไว้ชัดมาก

ไม่ใช่แค่ Agent ทำงานแล้วจบ
แต่ต้องมีวงจรที่ทำให้ผลลัพธ์ของงานวันนี้
กลายเป็นต้นทุนความสามารถของงานวันหน้า

ภาพง่าย ๆ คือ:

🎯 เจอโจทย์
🧠 วางแผน
🛠️ ใช้เครื่องมือ
📄 ส่งมอบผลลัพธ์
🧩 สรุปบทเรียน
💾 เก็บลง memory
📚 สร้างหรือปรับ skill
🚀 ครั้งหน้าทำได้ดีขึ้น

นี่คือจุดที่เซียน AI Agent ควรสนใจมาก

เพราะในระยะยาว
Agent ที่เรียนรู้จาก experience ได้
อาจมีค่ามากกว่า Agent ที่ฉลาดแต่ stateless

━━━━━━━━━━━━━━━

💬 4) Multi-Platform Gateway = เข้าถึง Agent ได้จากหลายช่องทาง

Hermes ไม่ได้ถูกออกแบบให้ติดอยู่แค่หน้า CLI หรือหน้าเว็บเดียว

มันรองรับแนวคิดการเข้าถึงผ่านหลายช่องทาง เช่น

💬 Telegram
💬 Discord
💬 Slack
💬 WhatsApp
💬 Signal
📧 Email
⌨️ CLI

นี่ทำให้ Hermes ไม่ได้เป็นแค่ Agent ที่อยู่ในเครื่อง
แต่เป็นผู้ช่วยที่เข้าถึงได้จากพื้นที่ทำงานจริงของผู้ใช้

จุดนี้คล้ายกับแนวคิดของ OpenClaw
แต่ Hermes เพิ่มน้ำหนักไปที่ memory + skill learning

พูดง่าย ๆ คือ

OpenClaw เด่นเรื่องช่องทางและ Gateway
Hermes เด่นเรื่อง Agent ที่จำและพัฒนาความสามารถจากประสบการณ์

━━━━━━━━━━━━━━━

🤖 5) Parallel Sub-Agents = แตกงานให้หลาย Agent ช่วยกันทำ

อีกชั้นที่น่าสนใจคือ
Hermes มีแนวคิดเรื่อง sub-agents

แทนที่จะให้ Agent ตัวเดียวแบกงานยาว ๆ ทั้งหมด
สามารถแตกงานออกเป็นหลาย workstream
ให้ sub-agent แยกกันทำงานได้

สิ่งนี้สำคัญมากในงานจริง เช่น

🔍 research หลายหัวข้อพร้อมกัน
💻 วิเคราะห์โค้ดหลายส่วน
📊 ตรวจข้อมูลหลายชุด
🧪 ทดลองหลายแนวทาง
📝 สรุปผลจากหลายแหล่ง

นี่คือ pattern ของ Agent Scaling

ไม่ใช่แค่เพิ่ม token
ไม่ใช่แค่ใช้โมเดลใหญ่ขึ้น
แต่เพิ่ม “โครงสร้างการทำงาน” ให้ Agent ทำงานแบบขนานได้

ในโลกธุรกิจ
นี่คือภาพของ AI workforce ขนาดเล็ก
ที่มี Agent หลักคอย orchestrate งาน
และมี sub-agent ช่วยทำงานเฉพาะทาง

━━━━━━━━━━━━━━━

🧪 6) Sandboxing = AI ที่ทำงานจริงต้องมีพื้นที่ปลอดภัย

AI Agent ที่ใช้เครื่องมือได้
รันคำสั่งได้
เปิดเว็บได้
ใช้ browser automation ได้
หรือทำงานกับไฟล์ได้

ต้องมี sandbox

ไม่อย่างนั้น Agent ที่ฉลาด
อาจกลายเป็น Agent ที่เสี่ยง

Hermes จึงมีแนวคิดเรื่อง sandbox backend หลายแบบ เช่น

💻 local
🐳 Docker
🔐 SSH
📦 Singularity
☁️ Modal

นี่คือจุดที่สะท้อนความเป็นระบบ

เพราะ AI Agent ที่จะทำงานจริง
ต้องไม่ได้มีแค่สมอง
แต่ต้องมีพื้นที่ทดลองที่ควบคุมได้
แยกสิทธิ์ได้
และลดความเสี่ยงจากการรันงานจริง

━━━━━━━━━━━━━━━

🌐 7) Browser + Web Control = Agent ต้องออกไปทำงานกับโลกจริงได้

Hermes มีความสามารถด้าน web search, browser automation, vision และเครื่องมือ multimodal อื่น ๆ

นี่สำคัญมาก

เพราะโลกจริงไม่ได้อยู่แค่ใน prompt

งานจริงอยู่ในเว็บ
ไฟล์
ภาพ
ระบบหลังบ้าน
ข้อมูลหลายแหล่ง
และ workflow ที่ต้องกด ต้องค้น ต้องอ่าน ต้องสรุป

Agent ที่ไม่มี web/browser control
จะยังทำงานได้จำกัด

แต่ Agent ที่มี browser + tools + memory + skills
จะเริ่มเข้าใกล้ภาพของผู้ช่วยที่ลงมือทำงานจริงได้มากขึ้น

━━━━━━━━━━━━━━━

🚀 หัวใจความสำเร็จของ Hermes คืออะไร?

ในมุมผม Hermes ไม่ได้น่าสนใจแค่เพราะมันเป็น open-source

แต่มันน่าสนใจเพราะมันเอา 5 เรื่องนี้มารวมกัน:

✅ Persistent Memory
Agent จำบริบทและประสบการณ์ข้าม session ได้

✅ Skill Creation
Agent สกัดวิธีทำงานเป็น skill ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้

✅ Learning Loop
งานวันนี้กลายเป็นความสามารถของวันพรุ่งนี้

✅ Multi-Platform Gateway
เข้าถึง Agent ได้จากหลายช่องทาง ไม่ติดอยู่แค่หน้าแชตเดียว

✅ Sandbox + Subagents
รองรับงานจริง งานขนาน และการรันเครื่องมืออย่างมีขอบเขต

นี่คือเหตุผลที่ Hermes เป็นหนึ่งใน AI Agent ที่น่าศึกษามาก

เพราะมันทำให้เราเห็นว่า
อนาคตของ AI Agent อาจไม่ได้แข่งกันแค่

“ใครตอบฉลาดกว่า”

แต่จะแข่งกันที่

“ใครจำได้ดีกว่า”
“ใครเรียนรู้จากงานได้ดีกว่า”
“ใครสร้างทักษะใหม่จากประสบการณ์ได้ดีกว่า”
“ใครทำงานจริงได้ปลอดภัยกว่า”
“และใครยิ่งใช้ ยิ่งมีค่ามากขึ้น”

สรุปแบบภาพจำง่าย ๆ:

🧠 Model = สมอง
💾 Memory = ประสบการณ์
📚 Skill = วิธีทำงานที่สกัดแล้ว
🔁 Learning Loop = กลไกเติบโต
🤖 Subagents = ทีมผู้ช่วย
🧪 Sandbox = พื้นที่ทำงานปลอดภัย
💬 Gateway = ช่องทางเข้าถึง
🌐 Browser Tools = มือที่แตะโลกจริง

เมื่อทุกอย่างรวมกัน
Hermes จึงไม่ใช่แค่ AI Agent ที่ “ทำงานได้”

แต่มันคือแนวคิดของ AI Agent ที่
**ยิ่งทำงาน ยิ่งสะสมความสามารถ**

และนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไม Hermes Agent ถึงควรถูกจับตาอย่างจริงจัง 🧠🔥

16/05/2026
Photos from ZetaOrigin AI Academy Thailand's post 16/05/2026

ขออัปเดตความคืบหน้าโปรเจกต์ AI Agent ของเราครับ

ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดถึง **Waibon Go** ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์หลักของเรา และตอนนี้ Waibon Go ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาต่อเนื่องครับ

แต่ระหว่างทางของการพัฒนา เราพบว่า “AI Agent” ไม่ควรถูกทำออกมาเป็นตัวเดียวแล้วพยายามให้ทำทุกอย่าง เพราะงานแต่ละประเภทต้องการรูปแบบการใช้งาน ความเร็ว ความปลอดภัย และประสบการณ์ผู้ใช้ที่ต่างกัน

สุดท้ายเราเลยแยกออกมาเป็นหลายโปรเจกต์ในตระกูล Waibon / ZetaOrigin AI โดยแต่ละตัวมีหน้าที่ของตัวเองชัดเจน

และตัวที่พร้อมเปิดให้ทดลองก่อนคือ

**Waibon DOS AI :>**

Waibon DOS AI คือระบบ **AI Command OS** ที่เริ่มต้นจากแนวคิด DOS แต่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ DOS อย่างเดียว

DOS เป็นเหมือนหน้าตาและประสบการณ์การใช้งานที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย และเข้าถึงง่าย
แต่เบื้องหลังของระบบถูกออกแบบให้เชื่อมกับเครื่องมือสั่งงานหลายชั้น เช่น

DOS-style command
PowerShell
Windows command tools
Linux / WSL command layer
File tools
Disk tools
Network tools
System diagnostics
Model Manager
Report / Proof system
CODE Agent
SWARM workflow
Safe Executor
Backup / Rollback

พูดง่าย ๆ คือ Waibon DOS AI ไม่ใช่แค่หน้าจอแชต และไม่ใช่แค่ DOS ธรรมดา
แต่มันคือระบบที่พยายามทำให้ AI สามารถ “สั่งงานเครื่อง” ได้อย่างเป็นขั้นตอน มีเมนู มีระบบคุมความปลอดภัย มีหลักฐาน และมีการย้อนกลับได้

การใช้งานทำได้ 2 แบบ

แบบแรก ผู้ใช้สั่งด้วยภาษาธรรมชาติ

เช่น

“ตรวจสุขภาพเครื่องนี้ให้หน่อย”
“หาไฟล์ log ล่าสุดแล้วสรุป error ให้หน่อย”
“สำรองโฟลเดอร์นี้ก่อนแก้ไข”
“สแกน startup ว่ามีอะไรน่าสงสัยไหม”
“ทำรายงานสถานะเครื่องเป็นไฟล์ให้หน่อย”
“ช่วยตรวจโปรเจกต์นี้แล้วสรุปว่าควรแก้ตรงไหน”

ระบบจะพยายามเข้าใจความหมาย แล้วเลือกคำสั่ง เครื่องมือ หรือ workflow ที่เหมาะสมจากเมนูภายในมาใช้งานเอง โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องจำ command ยาว ๆ

แบบที่สอง ผู้ใช้สามารถเข้าไปเลือกคำสั่งจากเมนูโดยตรง

สำหรับคนที่ต้องการสั่งงานแบบเจาะจง เช่น ตรวจระบบ จัดการโมเดล สร้างรายงาน ตรวจ proof ใช้ CODE Agent หรือเรียก workflow เฉพาะทาง ก็สามารถเลือกจากเมนูได้ทันที

ดังนั้น Waibon DOS AI จึงเหมาะทั้งกับผู้ใช้ทั่วไปที่อยากสั่งงานด้วยภาษาคน และเหมาะกับผู้ใช้สายเทคนิคที่ต้องการควบคุมคำสั่งแบบละเอียด

อีกหนึ่งจุดสำคัญของ Waibon DOS AI คือ เราเน้นการใช้งานกับ **Local AI Model** เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเริ่มใช้งานได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับ API เสียเงินตั้งแต่ต้น

ระบบถูกออกแบบให้รองรับโมเดล AI ตั้งแต่ระดับประมาณ **3B ขึ้นไป** สำหรับเครื่องทั่วไป และสามารถขยับไปใช้โมเดลที่ใหญ่ขึ้นตามกำลังเครื่องได้

ขณะเดียวกัน ถ้าผู้ใช้ต้องการพลังจาก API ของค่ายใหญ่ ๆ หรือโมเดลระดับสูงจากผู้ให้บริการต่าง ๆ ก็สามารถนำมาเชื่อมร่วมทำงานได้เช่นกัน

พูดง่าย ๆ คือ Waibon DOS AI ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับโมเดลได้หลายตระกูล ทั้ง local model และ cloud API

แต่หัวใจสำคัญคือ

ไม่ว่าจะเอาโมเดลไหนมาใช้งาน
พฤติกรรมของผู้ช่วยยังต้องคงความเป็น **Waibon AI**

คือเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์
ไม่เดา
ไม่หลอน
ไม่หลอก
ไม่มั่วคำตอบเพื่อให้ดูฉลาด
และทำงานบนพื้นฐานของความจริง หลักฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบได้

Waibon DOS AI จึงไม่ได้มองโมเดลเป็นตัวตนหลักของระบบ
แต่ใช้โมเดลเป็น “สมองประมวลผล” ที่ถูกควบคุมด้วยระบบพฤติกรรม ความปลอดภัย และหลักฐานของ Waibon

ภายในระบบจะมีแนวคิดสำคัญ เช่น

Safe Executor
Backup Guard
Rollback
Proof Report
Model Manager
CODE Agent Sidecar
SWARM Workflow
Natural Command Router
และระบบตรวจสอบก่อนรันคำสั่งจริง

ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนโมเดล ตรวจสถานะโมเดล หรือดาวน์โหลดโมเดลใหม่ ๆ มาใช้ช่วยงานได้ผ่านเมนูของระบบ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจคำสั่งซับซ้อนแบบนักพัฒนา

ใครเหมาะกับ Waibon DOS AI?

เหมาะกับคนที่ชอบคอมพิวเตอร์
เหมาะกับคนทำงาน IT
เหมาะกับช่างคอม
เหมาะกับนักพัฒนา
เหมาะกับคนที่อยากมี AI ช่วยดูแลเครื่อง
เหมาะกับคนที่อยากเริ่มใช้ AI Agent แบบ local-first
เหมาะกับคนที่อยากใช้ AI ช่วยอ่าน log ตรวจระบบ และทำรายงาน
และเหมาะกับคนที่อยากเห็นว่า AI สามารถกลายเป็น “ระบบปฏิบัติการช่วยทำงาน” ได้จริงแค่ไหน

ตอนนี้ Waibon DOS AI รุ่นแรกเสร็จแล้ว และกำลังเตรียมนำขึ้นโฮสต์เพื่อเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานครับ

เบื้องต้นจะมีเทียร์ฟรีให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ โดยอาจมีโฆษณาเล็กน้อยก่อนดาวน์โหลด เพื่อช่วยสนับสนุนค่าโฮสต์และการพัฒนาต่อ
ส่วนเทียร์อื่น ๆ จะไม่มีโฆษณา และจะมีความสามารถเพิ่มเติมตามระดับการใช้งาน

ส่วน Waibon Go ยังไม่ได้หายไปไหนครับ
Waibon Go ยังคงเป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่กว่าและเดินหน้าต่อในอีกสายหนึ่ง
แต่ Waibon DOS AI เป็นตัวที่เหมาะจะเปิดให้คนได้ทดลองใช้ก่อน เพราะเบากว่า เข้าใจง่ายกว่า และแสดงให้เห็นแก่นของแนวคิด AI Agent ได้เร็วกว่า

นี่เป็นเพียงก้าวแรกของระบบ AI Agent หลายตัวที่เรากำลังสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกัน

AI ที่ไม่ใช่แค่คุยได้
แต่ช่วยคิด ช่วยวางแผน ช่วยตรวจ ช่วยเลือกคำสั่ง ช่วยลงมือทำ และมีหลักฐานยืนยันผลลัพธ์

เร็ว ๆ นี้ รอทดลองของจริงได้เลยครับ












15/05/2026

🧠🔥 Hermes Agent คืออะไร?
ทำไม AI Agent ตัวนี้ถึงถูกเรียกว่า “Agent ที่โตไปกับเรา” 🚀

หลังจากเราได้คุยเรื่อง OpenClaw ไปแล้ว
ซึ่งเป็น AI Agent แบบโอเพนซอร์สที่เด่นเรื่อง Gateway, Messaging และ Self-hosted

วันนี้เรามาต่อกันที่ AI Agent อีกตัวที่น่าสนใจมาก

นั่นคือ **Hermes Agent** จาก **Nous Research** 🧠✨

ถ้า OpenClaw ทำให้เราเห็นภาพว่า
AI Agent สามารถเข้าไปอยู่ในแอปแชตที่เราใช้ทุกวันได้

Hermes Agent ก็พาไปอีกมุมหนึ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิมคือ…

**AI Agent ที่ไม่ได้แค่ทำงานให้เรา
แต่สามารถ “จำ เรียนรู้ และสร้างความสามารถใหม่จากประสบการณ์” ได้**

นี่คือจุดที่ Hermes น่าสนใจมาก 🔥

เพราะ AI Agent ทั่วไปจำนวนมาก
พอเริ่มงานใหม่ก็เหมือนเริ่มจากศูนย์

เราต้องอธิบายบริบทซ้ำ
ต้องบอกวิธีทำซ้ำ
ต้องแก้ปัญหาเดิมซ้ำ
และหลายครั้ง AI ก็ลืมสิ่งที่เคยทำได้ดีไปแล้ว

แต่ Hermes วางแนวคิดต่างออกไป

มันพยายามเป็น Agent ที่มี **Persistent Memory**
หรือความจำระยะยาวข้าม session

หมายความว่า
ถ้ามันเรียนรู้โปรเจกต์ของเรา
เข้าใจวิธีทำงานของเรา
หรือเคยแก้ปัญหาบางอย่างสำเร็จแล้ว

มันจะไม่ควร “ลืมทุกอย่าง” เหมือนเริ่มใหม่ทุกครั้ง

และที่ว้าวกว่านั้นคือ
Hermes ไม่ได้หยุดแค่การจำ

แต่มันยังมีแนวคิดเรื่อง **Automated Skill Creation** 🛠️

พูดง่าย ๆ คือ…

เมื่อ Hermes แก้ปัญหาที่ยากได้
มันสามารถบันทึกวิธีการนั้นออกมาเป็น skill หรือความสามารถที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้

เหมือนคนทำงานที่ไม่ได้แค่ทำงานเสร็จ
แต่เขียนคู่มือ วิธีคิด และขั้นตอนเก็บไว้
เพื่อครั้งหน้าจะได้ทำได้เร็วขึ้น แม่นขึ้น และไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

นี่คือแนวคิดที่สำคัญมากในโลก AI Agent

เพราะ Agent ที่ดีในอนาคต
อาจไม่ได้ชนะกันแค่ว่า “วันนี้ฉลาดแค่ไหน”

แต่อาจชนะกันที่ว่า…

**ยิ่งใช้นาน ยิ่งรู้จักเรา
ยิ่งทำงานมาก ยิ่งเก่งขึ้น
ยิ่งเจอโจทย์เยอะ ยิ่งสร้างคลังทักษะของตัวเองได้**

Hermes Agent จึงไม่ใช่แค่ Chatbot
และไม่ใช่แค่ตัวเรียก Tool ธรรมดา

แต่มันพยายามเป็นผู้ช่วย AI ที่มีคุณสมบัติแบบนี้ 👇

🧠 จำโปรเจกต์และบริบทข้าม session
🛠️ สร้าง skill จากประสบการณ์
💬 เข้าถึงได้หลายช่องทาง เช่น Telegram, Discord, Slack, WhatsApp, Signal, Email, CLI
⏰ ตั้งงานอัตโนมัติแบบ scheduled automation ได้
🤖 แตกงานให้ sub-agent ทำงานขนานกันได้
🧪 มี sandbox สำหรับรันงานอย่างเป็นระบบ
🌐 ควบคุมเว็บและ browser automation ได้
🔍 ใช้ web search, vision, image generation, text-to-speech และ multi-model reasoning ได้

จุดนี้ทำให้ Hermes น่าสนใจมากสำหรับคนที่มอง AI Agent ในระดับระบบ

เพราะมันไม่ได้พูดแค่ว่า
“AI จะตอบคำถามเก่งขึ้น”

แต่มันกำลังบอกว่า…

“AI อาจกลายเป็นผู้ช่วยที่สะสมประสบการณ์ของตัวเอง
และค่อย ๆ โตไปพร้อมกับงานของเรา”

นี่คือภาพที่ต่างจาก Agent ทั่วไปมาก

ถ้า Chatbot คือผู้ช่วยที่คุยเก่ง
ถ้า OpenClaw คือผู้ช่วยที่อยู่ในแอปแชตและ workflow ของเรา
Hermes ก็คือผู้ช่วยที่พยายาม “เรียนรู้จากงานที่ทำแล้วกลับมาเก่งขึ้น”

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Hermes Agent ถึงควรถูกจับตามอง

เพราะอนาคตของ AI Agent อาจไม่ได้อยู่แค่
AI ที่ทำงานได้ครั้งเดียว

แต่อาจอยู่ที่ AI ที่…

จำได้
เรียนรู้ได้
สร้างทักษะได้
ทำซ้ำได้ดีขึ้น
และเข้าใจงานของเราลึกขึ้นเรื่อย ๆ

พูดให้สั้นที่สุด:

**Hermes Agent = Open-source AI Agent ที่พยายามโตจากประสบการณ์**

และนี่อาจเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่สุดของ AI Agent ยุคถัดไป 🧠🔥

โพสต่อไป
เราจะมาเจาะลึกสถาปัตยกรรมของ Hermes Agent ว่า
มันทำงานอย่างไร
Persistent Memory คืออะไร
Learning Loop สำคัญแค่ไหน
และทำไม Skill Creation อาจเป็นหัวใจของ AI Agent ที่ “เก่งขึ้นเอง” ได้จริง

12/05/2026

🦞⚙️ เจาะสถาปัตยกรรม OpenClaw
AI Agent โอเพนซอร์สที่ไม่ได้เด่นแค่ “ฟรี” แต่เด่นเพราะ “วางระบบมาดี”

ถ้ามองแบบผิวเผิน
หลายคนอาจคิดว่า OpenClaw ก็เป็นแค่ AI Assistant อีกตัวหนึ่ง

แต่ถ้ามองในเชิงสถาปัตยกรรม
OpenClaw น่าสนใจกว่านั้นมาก

เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากของคำว่า

**“AI Agent ไม่ได้มีแค่โมเดล แต่ต้องมีระบบควบคุมทั้งชุด”**

หัวใจของ OpenClaw อยู่ที่คำว่า
**Gateway**

━━━━━━━━━━━━━━━

🧩 1) Gateway = Control Plane กลางของทั้งระบบ

ในสถาปัตยกรรมของ OpenClaw
จะมี Gateway ตัวเดียวต่อหนึ่ง host

Gateway ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง

📩 รับข้อความจากช่องทางต่าง ๆ
🔌 เชื่อม client และ node ผ่าน WebSocket
🧠 ส่งงานเข้าสู่ agent runtime
🛠️ ประสานการใช้ skills / tools / commands
📤 ส่งผลลัพธ์กลับไปยังช่องทางปลายทาง

นี่คือ design ที่ฉลาดมาก

เพราะแทนที่จะให้แต่ละช่องทางมี logic ของตัวเอง
OpenClaw รวมทุกอย่างเข้ามาที่แกนกลางก่อน
แล้วค่อย dispatch งานต่อ

ผลคือระบบมีศูนย์ควบคุมชัด
จัดการง่าย
ขยายง่าย
และวาง security boundary ได้ชัดเจนกว่า

━━━━━━━━━━━━━━━

💬 2) Channel Abstraction = คุยหลายแอป แต่ระบบข้างในยังเป็นแกนเดียว

หนึ่งในความเก่งของ OpenClaw คือ
มันไม่ผูกตัวเองกับ UI แบบเดียว

มันเชื่อมกับหลาย messaging surfaces ได้
เช่น WhatsApp, Telegram, Slack, Discord, Signal, iMessage, WebChat และอื่น ๆ

แต่มุมที่เซียนจะว้าวคือ…

ถึงภายนอกจะมีหลายช่องทาง
ภายในมันพยายามทำให้ทุกอย่างไหลเข้าสู่ Gateway เดียวกัน

นี่คือการทำ **abstraction** ที่ดีมาก

ผู้ใช้คุยจากแอปไหนก็ได้
แต่ระบบภายในยังรักษา control flow กลางไว้ได้

พูดง่าย ๆ คือ
หน้าบ้านหลายแบบ
แต่หลังบ้านแกนเดียว

━━━━━━━━━━━━━━━

🔁 3) Long-lived Agent = ไม่ใช่ถามตอบจบทีละรอบอย่างเดียว

OpenClaw ถูกออกแบบให้เป็นผู้ช่วยแบบ persistent มากกว่า AI chat ทั่วไป

มันไม่ใช่แค่รับ prompt แล้วตอบจบ

แต่มันถูกมองเป็นผู้ช่วยที่ “รันอยู่ตลอด”
และพร้อมรับข้อความ งาน หรือ trigger ต่อเนื่อง

นี่สำคัญมากสำหรับโลก AI Agent

เพราะ Agent ที่มีประโยชน์จริง
มักไม่ได้อยู่ในรูปแบบ ask-once-answer-once เท่านั้น

แต่มันต้องมีภาวะของการเป็น
**always-available operational assistant**

ตรงนี้เองที่ OpenClaw เริ่มขยับจาก chatbot
ไปเป็น infrastructure ของ agent

━━━━━━━━━━━━━━━

🛠️ 4) Skills / Tooling = ความเก่งไม่ได้มาจากโมเดลอย่างเดียว

OpenClaw ไม่ได้เด่นเพราะมีโมเดลลับอะไรพิเศษที่สุดในโลก

แต่มันเด่นเพราะวางระบบให้ agent ต่อยอดความสามารถได้ผ่าน
**skills, commands, plugins และ tooling**

นี่คือหัวใจของ AI Agent ทุกตัวที่จริงจัง

เพราะโมเดลอย่างเดียว “คิด” ได้
แต่ถ้าไม่มี tool
มันก็ “ทำ” ได้ไม่ไกล

ดังนั้น OpenClaw จึงน่าสนใจในฐานะตัวอย่างของระบบที่แยกออกชัดว่า

🧠 สมอง = model / runtime
🛠️ มือ = skills / tools / commands
🌐 ช่องทาง = messaging surfaces
🎛️ ศูนย์ควบคุม = gateway

สถาปัตยกรรมแบบนี้ทำให้มันยืดหยุ่นมาก
และเหมาะกับการแตกขยาย ecosystem

━━━━━━━━━━━━━━━

📡 5) WebSocket Fabric = เส้นเลือดของ control plane

อีกจุดที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
แต่ในเชิงวิศวกรรมถือว่าสำคัญมากคือ

ทั้ง control-plane clients และ nodes เชื่อมกับ Gateway ผ่าน WebSocket

แปลว่า OpenClaw ไม่ได้คิดแค่ “ให้ AI ตอบแชต”
แต่มองระบบในแบบ distributed operational system

เช่น

💻 CLI client
🖥️ web UI
📱 app / device node
🤖 headless node

สามารถคุยกับ Gateway กลางผ่านโครงสร้างเดียวกัน

นี่คือ design ที่เปิดทางไปสู่การ scale agent ออกจากแค่หน้าแชต
ไปสู่ระบบที่มีหลายพื้นผิว หลายอุปกรณ์ และหลายบทบาทได้

━━━━━━━━━━━━━━━

📱 6) Node Model = Agent ไม่ได้มีแค่สมอง แต่มีแขนขา

ใน docs ของ OpenClaw
nodes สามารถเชื่อมเข้ามาโดยประกาศ role และ capabilities ที่ชัดเจน

แปลว่าระบบไม่ได้มองทุก component เหมือนกันหมด

แต่มองว่าแต่ละ node มี “ความสามารถ” ต่างกัน

นี่เป็น pattern ที่สำคัญมากใน AI Agent ยุคใหม่

เพราะเมื่อ agent เริ่มทำงานจริง
มันต้องรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
device ไหนควบคุมอะไรได้
คำสั่งไหนควรวิ่งไปที่ node ไหน

นี่คือจุดที่ architecture เริ่มมีลักษณะคล้าย distributed workforce มากขึ้น

ไม่ใช่ AI ตัวเดียวทำทุกอย่างแบบมั่ว ๆ
แต่มีการแบ่งบทบาทเชิง capability

━━━━━━━━━━━━━━━

🚦 7) Trust Boundary = ความเก่งของ Agent ต้องมาคู่กับขอบเขตความปลอดภัย

เอกสารของ OpenClaw เน้นชัดว่า
Gateway เป็นจุดสำคัญของ trust boundary
และบางช่องทางอย่าง WhatsApp session จะถูกเปิดและถืออยู่ที่ Gateway เท่านั้น

นี่คือรายละเอียดที่เซียนจะชอบมาก

เพราะมันสะท้อนว่า
ทีมออกแบบไม่ได้คิดแค่ “ทำให้ใช้ได้”

แต่คิดถึงคำถามระดับ production ด้วยว่า

🔐 อะไรควรอยู่จุดไหน
🔐 สิทธิ์ไหนควรผ่านแกนกลาง
🔐 session สำคัญควรถูกถือโดยใคร
🔐 control surface อะไรควรเปิดหรือไม่ควรเปิดตรงไหน

AI Agent ที่จะใช้งานจริง
ต้องชนะเรื่อง trust boundary ให้ได้
ไม่ใช่ชนะแค่เรื่อง demo

━━━━━━━━━━━━━━━

🚀 แล้วหัวใจความสำเร็จของ OpenClaw คืออะไร?

ถ้าถามผม
OpenClaw ไม่ได้โดดเด่นเพราะมัน “ฟรี” อย่างเดียว

แต่มันโดดเด่นเพราะมันทำให้เห็นภาพชัดว่า

**AI Agent ที่ดี = Model + Control Plane + Tools + Channels + Runtime Discipline**

หัวใจของ OpenClaw มีอย่างน้อย 5 เรื่องนี้

✅ Single Gateway Architecture
ทำให้ทุกอย่างมีแกนควบคุมกลาง

✅ Messaging-first UX
เอา AI ไปอยู่ในแอปที่คนใช้อยู่แล้ว

✅ Extensible Skills / Tools
ขยายความสามารถของ agent ได้จริง

✅ WebSocket-based Coordination
ทำให้ client / node / control plane เชื่อมกันเป็นระบบ

✅ Clear Trust Boundaries
ช่วยให้ระบบพร้อมคิดต่อในเชิงการใช้งานจริงและความปลอดภัย

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม OpenClaw จึงน่าสนใจมากในโลก AI Agent

เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ของเล่นโอเพนซอร์ส
แต่มันเป็น “บทเรียนสถาปัตยกรรม” ที่ดีมากสำหรับคนที่อยากเข้าใจว่า
ระบบ agent จริง ๆ ควรถูกออกแบบอย่างไร

สุดท้ายแล้ว…

🧠 Model คือสมอง
🛠️ Skills คือมือ
💬 Channels คือประตูสื่อสาร
🎛️ Gateway คือศูนย์ควบคุม
📡 WebSocket fabric คือเส้นเลือด
🔐 Trust boundary คือกำแพงความปลอดภัย

เมื่อทุกอย่างประกอบกันดี
เราจึงไม่ได้แค่ได้ AI ที่ตอบแชตเก่ง

แต่ได้ AI Agent ที่พร้อมเข้าไปอยู่ใน workflow จริงของเราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

และนี่แหละครับ
คือเสน่ห์ของ OpenClaw ในสายตาคนที่มอง AI แบบ “ระดับระบบ” 🦞🔥

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Amphoe Muang Chon Buri?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


148/90 หมู่ 4 ตำบลห้วยกะปิ
Amphoe Muang Chon Buri
20130