SRP POWER TRAINING ผู้ให้บริการด้านที่ปรึกษาด้านพัฒน?

ขอขอบคุณ บริษัท เจ้าคุณการเกษตรพืชผล จำกัด ที่ให้ S RP Power Training เป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรสูตร พรบ.คุ้มครอ...
20/07/2022

ขอขอบคุณ บริษัท เจ้าคุณการเกษตรพืชผล จำกัด ที่ให้ S RP Power Training เป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรสูตร พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ให้กับพนักงาน เรียนรู้แบบเจอะลึก เน้นลงมือทำ แน่นอนครับ

#รับจัดฝึกอบรม #รับจัดฝึกอบรมสัมมนา #รับจัดฝึกอบรมสัมมนาทั่วประเทศ #รับจัดฝึกอมรบ

ผ่านไปได้ด้วยดีอีก 1 งาน MI Outing 2022 ขอขอบคุณทีมงานทุกๆ คนที่ช่วยกันอย่างทุ่มเท เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เตรียมงาน 1 ...
08/07/2022

ผ่านไปได้ด้วยดีอีก 1 งาน MI Outing 2022 ขอขอบคุณทีมงานทุกๆ คนที่ช่วยกันอย่างทุ่มเท เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เตรียมงาน 1 เดือน จัดงาน 2 วัน

ขอบคุณทุกร้อยยิ้มจากลูกค้า ที่เป็นเปรียบเสมือนยารักษาความเหนื่อยล้าให้หายไป แล้วพบกันในปีต่อๆไปนะครับ SRP POWER TRAINING ยินดีให้บริการ

SRP POWER TRAINING เพื่อนคู่คิด HRD

กิจกรรม Taem Building เพื่อสร้างการทำงานเป็นทีม ขอขอบพระคุณการประปานครหลวง ที่ไว้วางใจ ให้ SRP POWER ได้ดำเนินการจัดกิจก...
28/06/2022

กิจกรรม Taem Building เพื่อสร้างการทำงานเป็นทีม ขอขอบพระคุณการประปานครหลวง ที่ไว้วางใจ ให้ SRP POWER ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วยนะครับ
#พัฒนาคนสร้างความเป็นทีมเพื่อองค์กรที่ยั่งยืน

📍📍 จัดอีกครั้งตามคำขอ กับหลักสูตร พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเชิงปฏิบัติการ (PDPA) Online ผ่านระบบ Zoom โดยวิทยากร อาจ...
28/06/2022

📍📍 จัดอีกครั้งตามคำขอ กับหลักสูตร พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเชิงปฏิบัติการ (PDPA) Online ผ่านระบบ Zoom โดยวิทยากร อาจารย์ชัชวาล โรจนประไพ (ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานและ PDPA) ขอพระคุณขอบคุณผู้อบรมจาก 15 บริษัทด้วยนะครับ 🙏🙏🙏

21/06/2022

Ikigai มันมีอยู่จริงๆนะ หามันให้เจอ โคตรเหนื่อย แต่ก็โคตรมีความสุขเลย ปล.ใครไม่เข้าใจ หลักสูตรนี้บริษัทเรามีสอนนะครับ 😊😊

สาเหตุที่ทำให้ทีม ไม่เป็นทีม เป็นได้แค่คนทำงานร่วมกันเท่านั้นเกือบทุกบริษัทต่างก็ต้องเคยให้พนักงานของตนเองเข้าหลักสูตรเร...
10/06/2022

สาเหตุที่ทำให้ทีม ไม่เป็นทีม เป็นได้แค่คนทำงานร่วมกันเท่านั้น

เกือบทุกบริษัทต่างก็ต้องเคยให้พนักงานของตนเองเข้าหลักสูตรเรื่องของการพัฒนาทีมงานกันบ้าง เคยสงสัยมั้ยครับ ในวันฝึกอบรมก็ดูเป็นทีมกันดี รักกัน ช่วยเหลือกัน แต่พอกลับมาถึงบริษัทก็กลายเป็นเหมือนเดิม เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทุกอย่างกลับมาเป็นแบบก่อนฝึกอบรม มันเป็นเพราะอะไร ในการอบรมทุกเรื่องไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงานเป็นทีมเท่านั้น สิ่งที่จะต้องทำต่อก็คือ การติดตาม และการส่งเสริมให้นำความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมมาใช้ต่อให้ได้ ในเรื่องของการทำงานเป็นทีมนั้น ที่ไม่ได้ผลก็เนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ครับ

🚩 ขาดการสื่อสารเรื่องเป้าหมาย การที่จะทำงานเป็นทีมให้ได้ผลนั้น ทุกคนในทีมงานจะต้องมองเห็นภาพของเป้าหมายของภาระกิจที่จะทำร่วมกัน คือต้องเห็นเป้าหมายเดียวกัน เป็นภาพเดียวกัน เพื่อที่จะได้ร่วมกันทำงานไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ สังเกตเวลาที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องของทีมก็ได้ครับ แต่ละกิจกรรมจะสื่อถึงเป้าหมายที่ทีมงานจะต้องช่วยกันทำ ผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น พอกลับมาที่บริษัท ภาพของเป้าหมายก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ได้รับการถ่ายทอดลงมาจากเหล่าบรรดาผู้บริหาร หรือถ่ายลงมาก็มาขาดช่วงในบางจุด ผลก็คือ พนักงานในทีมต่างคนต่างก็มองเห็นภาพเป้าหมายกันไปคนละภาพ สุดท้ายก็ทำงานร่วมกันลำบากอีก เพราะขัดแย้งกันเรื่องของเป้าหมายนี่แหละครับ จนไม่ต้องเริ่มทำงานอะไรเลย

🚩 ขาดการสื่อถึงความคืบหน้าของงาน นอกจากเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ทีมงานจะไม่เป็นทีมงานเลย ก็เพราะหัวหน้าทีมไม่ได้สื่อสารถึงความคืบหน้าของงานให้กับลูกทีมได้ทราบ หรือสื่อเพียงบางคน บางคนรู้ บางคนก็ไม่รู้ ทำให้แต่ละคนรู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการทำงานเลย เปรียบเทียบกับการทำกิจกรรมการทำงานเป็นทีม ทุกคนที่ทำกิจกรรมร่วมกันจะมองเห็นความคืบหน้าของงานเทียบกับเป้าหมายที่ให้ทำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันทำงานจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนดได้ ดังนั้นถ้าเราอยากให้ทีมงานเป็นทีมงานจริงๆ สิ่งที่จะต้องทำก็คือ บอกเล่าและสื่อสารถึงความคืบหน้าของงานที่ทำอยู่เสมอ โดยบอกความคืบหน้าของงานที่ทำได้จริง เทียบกับเป้าหมาย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับทราบ และมองเห็นสิ่งที่จะต้องทำร่วมกันต่อไป

🚩 ขาดความโปร่งใส ทีมงานที่ไม่ประสบความสำเร็จ อีกสาเหตุก็เนื่องจาก ขาดความโปร่งในการทำงานร่วมกัน อาจจะเป็นทั้งหัวหน้าที่สื่อความไม่ทั่วถึง สื่อแค่คนสนิท ส่วนพนักงานที่เขาไม่ค่อยชอบใจ หรือไม่ค่อยสนิทนักก็ไม่เคยที่จะสื่ออะไรให้ฟังเลย ผลก็คือ พนักงานคนนั้นก็จะรู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการทำงาน รู้สึกไม่เป็นเจ้าของงานที่ทำเลย สุดท้ายก็เลยเลิกทำ หรือในบางทีม พนักงานเองก็ถูกอบรมเรื่องการทำงานเป็นทีมมาอย่างดี แต่หัวหน้ากลับทำเสียเรื่องเอง โดยการเลือกที่รักมักที่ชัง ทำให้พนักงานที่ไปอบรมกันมาดีๆ รู้สึกไม่ลงรอยกันขึ้นมา เพราะเพียงแค่หัวหน้าไม่มีความโปร่งใสในการทำงานนั่นเอง

🚩 ขาดความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงาน ที่พนักงานยังไม่เป็นทีมงานจริงๆ ก็เพราะพนักงานขาดความรู้สึกร่วม และขาดความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของงานนั่นเองครับ สิ่งนี้หัวหน้างาน และผู้จัดการทุกระดับจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของงานให้ได้ โดยสร้างสิ่งที่ผมเขียนมาข้างต้น กล่าวคือ บอกถึงเป้าหมายให้ชัดเจน บอกความคืบหน้าเป็นระยะๆ เพื่อให้พนักงานเห็นภาพว่าของจริงกับเป้าหมายนั้นแตกต่างกันแค่ไหนแล้ว นอกจากนั้นก็ต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสื่อความ การดูแลลูกน้องแต่ละคน จะต้องไม่สร้างความลำเอียงขึ้นโดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญอีกเรื่องในการสร้างความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของก็คือ จะต้องมีการมอบหมายงานให้กับสมาชิกของทีมงานแต่ละคนอย่างชัดเจนมากๆ ใครรับผิดชอบเรื่องอะไร และเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของการทำงานอย่างไรบ้าง

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะเป็นเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับทีมงาน และการจัดการกับข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี 4 เรื่องข้างต้นนั้นเป็นมูลเหตุที่สำคัญมากที่ทำให้การทำงานเป็นทีมไม่ได้ผลเลย การส่งพนักงานไปฝึกอบรมเพื่อสร้างทีมงานนั้น ไม่เพียงพอต่อการสร้างทีมงานในบริษัทครับ ส่วนใหญ่เราก็ส่งระดับพนักงานไปอบรม โดยขาดระดับหัวหน้างาน หรือผู้จัดการ พอกลับมาแล้ว คนที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือ เหล่าบรรดาหัวหน้างานและผู้จัดการบางคนนี่แหละครับ ที่ทำให้การทำงานเป็นทีมไม่ได้ผลขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนอกจากกลุ่มพนักงานที่ต้องอบรมเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องอย่าลืมเอาบรรดาหัวหน้างานและผู้จัดการเข้าอบรมด้วยนะครับ โดยเน้นไปที่เรื่องของการสร้างทีมงานในเชิงปฏบัติจริงๆ เพราะผมเห็นมาหลายบริษัทครับ ที่หัวหน้างานและผู้จัดการนี่แหละครับที่ไม่ทำงานเป็นทีมเลย แต่พยายามให้ลูกน้องทำงานเป็นทีมกันให้ได้ แล้วมันจะได้ผลหรือครับ เพราะหัวหน้ายังไม่สามารถทำได้เลย ลูกน้องก็เห็นเป็นตัวอย่าง แล้วจะไปสั่งลูกน้องได้อย่างไร

ขอบคุณบทความจาก :: Prakal
ประกาศบทความโดย :: www.prosofterp.com

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.prosofterp.com/Article/Detail/153863

👉👉 Teamwork อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ +++“การทำงานเป็นทีม” คือ อีกหนึ่งรูปแบบการทำงานในฝันของใครหลายคน เพราะผลลัพธ์ของการท...
10/06/2022

👉👉 Teamwork อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ +++

“การทำงานเป็นทีม” คือ อีกหนึ่งรูปแบบการทำงานในฝันของใครหลายคน เพราะผลลัพธ์ของการทำงานรูปแบบนี้มักจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันบุคลากรให้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะหากในทีมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำงานเข้าขากัน ตลอดจนมีความสนิทชิดเชื้อกัน ทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ ก็มีสิทธิได้ปรับเลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนขึ้นพร้อม ๆ กันทั้งทีม โดยลักษณะและแนวทางของการทำงานเป็น Teamwork อย่างมีประสิทธิภาพ มี 6 ข้อ ดังนี้

1. เข้าใจการทำงานของตนเอง และคนอื่น
จุดเริ่มต้นแรกของการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นก็คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” แม้จะเป็นหน่วยเล็กที่สุดของทีม แต่ก็สำคัญที่สุดเช่นกัน เพราะการที่ทีมมีบุคลากรที่ดีมารวมตัวกัน รวมทั้งมีความเข้าใจถึงการทำงานของผู้อื่นในทีม โดยอาศัยข้อดีเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หากมีจุดไหนที่แตกต่างกันมาก ก็พร้อมจะเข้าใจ

2. สร้างและโฟกัสเป้าหมายร่วมกัน
เมื่อทำงานเป็นทีมก็ควรเริ่มวางแผนโดยสร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อโฟกัสเป้าหมายในการเดินไปข้างหน้าร่วมกัน และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุความสำเร็จตามภารกิจ ซึ่งการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี ควรมีการกำหนดขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนให้ชัดเจน แต่โฟกัสในสิ่งเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือร่วมมือร่วมใจและวัดความสำเร็จของทีม โดยอาจเขียนวัตถุประสงค์และหน้าที่ของแต่ละคนเป็นลายลักษณ์อักษรให้เข้าใจง่ายและทำได้จริง สนองนโยบายองค์กร

3. สร้างทีมด้วยความสามารถหรือจุดเด่นของแต่ละคน
เมื่อกำหนดหน้าที่และภาระงานของแต่ละคนตามความสามารถ ตำแหน่ง และประสบการณ์แล้ว หัวหน้าทีมก็ควรมองหาจุดเด่นของแต่ละคน ทั้งในเรื่องการทำงานและทัศนคติต่าง ๆ เพื่อต่อชิ้นส่วนจิ๊กซอว์แต่ละอันให้เข้ากันประสานเป็นหนึ่งเดียว อาจสร้างระบบบัดดี้เพื่อให้รองรับการทำงานซึ่งกันและกัน ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและลดความผิดพลาดของงาน

4. ตรงไปตรงมา จริงใจต่อกัน ให้การสนับสนุนกัน
เมื่อทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกันแล้ว ก็ควรเปิดใจต่อกัน ตรงไปตรงมาทั้งในเรื่องของงาน และความจริงใจระหว่างกันในทีม มีข้อเสนอแนะ เห็นพ้องเห็นต่างในจุดไหนอย่างไรก็กล้าที่จะพูดออกไปตามตรงโดยไม่ใช้อารมณ์หรือเรื่องส่วนตัว เมื่อเห็นต่างแล้วก็ควรมีเหตุผลที่ดีสนับสนุนให้เกียรติกัน พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อให้เพื่อนร่วมทีมได้แก้ไขจุดบกพร่อง สิ่งนี้ไม่นับเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่คือความจริงใจและให้การสนับสนุนกันอย่างแท้จริง (รู้ไหม เพื่อนร่วมทีมก็มีส่วนช่วยให้เราไปสู่ความสำเร็จ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่)

5. เพิ่มความสนิทสนม สานสัมพันธ์
ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างานในหลาย ๆ องค์กร มีนโยบายละลายพฤติกรรมของทีม เช่น การไปเที่ยว Outing กิจกรรมสนุกสนานร่วมกันต่าง ๆ เพื่อหนุนให้เกิดความสนุกสนานสานสัมพันธ์กันในองค์กร เมื่อมีความสนิทสนมกันระดับหนึ่งแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ทีมทำงานไปด้วยกันอย่างราบรื่นมากขึ้นไปอีก กิจกรรมแบบนี้จึงควรจัดขึ้นปีละหลายครั้งหน่อย เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องการทำงานเป็นทีมแล้ว ยังช่วยลดภาวะความตึงเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย

6. เป็นผู้นำที่ดี และเป็นผู้ตามที่มีวินัย
บุคคลในทีมที่มี Teamwork ดี มักจะประกอบด้วยคนที่มีลักษณะภาวะความเป็นผู้นำและเป็นผู้ตามในขณะเดียวกัน คำว่าผู้นำในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเป็นหัวหน้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการกล้าตัดสินใจ กล้าแสดงความคิดเห็น รู้หน้าที่ของตนเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ มีข้อเสนอแนะที่ดีให้เพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ และในขณะเดียวกัน เมื่อผู้อื่นในทีมแสดงภาวะความเป็นผู้นำบ้าง ก็สามารถเป็นผู้ตามที่มีวินัย เปิดกว้าง ยอมรับข้อเสนอแนะแล้วนำมาปรับปรุงตนเองได้ ให้สมาชิกในทีมได้พัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา

ข้อดีของการทำงานเป็นทีมที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน เช่น ทักษะการประสานงาน ทักษะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทักษะทางการเงิน ฯลฯ เพราะไม่มีใครที่เพอร์เฟคมีความสามารถครบทุกด้าน การทำงานเป็นทีมจึงเป็นการช่วยกันอุดช่องโหว่ของแต่ละคน โดยที่ไม่ลืมการมีผู้นำที่มาช่วยเติมเพิ่มพลังในการโฟกัสจุดประสงค์ของงานร่วมกัน มีการพัฒนาสัมพันธภาพในทีมให้ดีอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/effective-result-of-perfect-teamwork

📍📍ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรยั่งยืนการวางแผนองค์กรให้เติบโตในระยะยาวนั้นควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลากหลายด้าน ซึ่งปัจจัยเห...
10/06/2022

📍📍ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรยั่งยืน

การวางแผนองค์กรให้เติบโตในระยะยาวนั้นควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญหลากหลายด้าน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลในรายละเอียดมิติต่างๆ ของการบริการองค์กรด้วยนั่นเอง หากองค์กรที่ต้องการยั่งยืนระยะยาวยังไม่คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ก็อาจจะยังไม่เห็นภาพขององค์กรในระยะยาวที่ชัดเจน และอาจทำให้การทำธุรกิจนั้นไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ปัจจัยต่างๆ นั้นมีรายละเอียดดังนี้

1️⃣ อุดมการณ์องค์กร (Ideology) : องค์กรที่ขาดอุดมการณ์ชัดเจนมักไม่มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนด้วยเช่นกัน รวมถึงไม่มีแก่นยึดในการที่จะมุ่งดำเนินไปข้างหน้า องค์กรที่เริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ที่ชัดเจนจะทำให้องค์กรรู้ภาระกิจสำคัญของตน และรู้ว่าสิ่งที่ควรทำนั้นคืออะไร สิ่งที่ไม่ควรทำนั้นคืออะไร ซึ่งจะส่งต่อให้องค์กรมีรายละเอียดในด้านอื่นๆ ที่ชัดเจนตามมาด้วย อีกอย่าง อุดมการณ์จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความมุ่งมั่นขององค์กรได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่งด้วย

2️⃣ คุณค่าของธุรกิจและองค์กร (Value) : คุณค่าของธุรกิจและองค์กรในที่นี้ไม่ใช่อยู่ที่ตัวเงิน แต่อยู่ที่การตีคุณค่าของแต่ละองค์กรเอง หากองค์กรตีค่าของธุรกิจของตนให้มีคุณค่าก็จะถือว่าองค์กรให้ความสำคัญและภาคภูมิใจในธุรกิจนั้น ซึ่งจะทำให้สามารถดำเนินกิจการในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้นด้วย แต่หากเราไม่เห็นคุณค่าของธุรกิจของตนเอง เราอาจไม่เห็นโอกาสในการเติบโต ไม่เห็นโอกาสทางการค้า รวมถึงไม่เห็นคุณค่าขององค์กรในธุรกิจนั้นได้ หาเรารู้จักสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจและองค์กรเราอาจกลายเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จได้ และเมื่อเราเห็นค่าเราก็จะผลักดันให้เดินต่อไปในระยะยาวได้เช่นกัน

3️⃣ วิสัยทัศน์ (Vision) : วิสัยทัศน์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะพาองค์กรไปได้ไกลเพียงไร หากเรามองเห็นโอกาส ตลอดจนมีวิสัยทัศน์ในการนำพาองค์กรไปในทิศทางที่ยอดเยี่ยม ย่อมมีส่วนทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ วิสัยทัศน์ที่ยิ่งก้าวไกลยิ่งมีส่วนให้องค์กรมีความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นตาม การวางวิสัยทัศน์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่าองค์กรนั้นจะก้าวไกลเพียงไร

4️⃣ พันธกิจ (Mission) : เมื่อมีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้วย่อมนำไปสู่การวางพันธกิจขององค์กรนั่นเอง องค์กรที่พร้อมจะยั่งยืนระยะยาวจะมีการสร้างแนวทางในการประกอบธุรกิจของตนให้เป็นหลักการในการปฎิบัติตาม เพื่อที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิถีของตนได้อย่างชัดเจน การขับเคลื่อนวิถีของตนนั้นบ่งบอกได้ถึงการวางแผน การปฎิบัติที่ชัดเจน ตลอดจนเป้าหมายที่เห็นได้ชัด และการมุ่งสู่เป้าหมายที่ไม่ลังเล แนวทางในการประกอบธุรกิจนี้จะนำมาซึ่งการปฎิบัติงานขององค์กรที่มีรูปธรรมและมีประสิทธิภาพด้วย

5️⃣ นโยบาย (Policy) : เมื่อมีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้วมักจะนำไปสู่นโยบายบริษัทที่ดี ซึ่งนี่คือสิ่งที่จะเป็นแนวทางในการปฎิบัติงานขององค์กรได้จริง การมีนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้หน่วยงานต่างๆ ในองค์กรสามารถปฎิบัติได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง และจะส่งผลให้การปฎิบัติงานประสบความสำเร็จในที่สุด หากนโยบายไม่ชัดเจน ก็ย่อมทำให้การประกอบการไม่มีทิศทางที่ชัดเจน และนั่นก็อาจทำให้องค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างสะดวกเช่นกัน

6️⃣ แผนปฎิบัติการ (Action Plan) : แผนปฎิบัติการอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับการประกอบกิจการใดๆ หากบริษัทมีแผนปฎิบัติการที่ชัดเจนก็มักจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย บริษัทที่มีการวางแผนปฎิบัติการในระยะยาวได้ดีนั้นก็ย่อมทำให้องค์กรมีเป้าหมายในการยืนระยะยาวด้วย และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรยั่งยืนด้วยนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190618-sustainable-organization/

10 วิธี เพื่อการทำงานอย่างมีความสุขย้อนกลับ 😍😍😍1.เลือกที่จะมีความสุขที่ทำงาน      ความสุขเป็นทางเลือกที่กว้างมาก และมีเร...
10/06/2022

10 วิธี เพื่อการทำงานอย่างมีความสุขย้อนกลับ 😍😍😍

1.เลือกที่จะมีความสุขที่ทำงาน
ความสุขเป็นทางเลือกที่กว้างมาก และมีเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง ในความเป็นจริง คุณสามารถเลือกที่จะมีความสุขในที่ทำงานได้ ฟังดูอาจจะง่าย แต่ว่าในความง่ายหรือธรรมดา มักจะเป็นเรื่องยาก-เมื่อถึงเวลาจะต้องทำจริงๆ ทุกๆคนปรารถนาที่จะมีนายจ้างที่ดีที่สุด ในโลก แต่นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจงคิดในแง่บวกเกี่ยวกับงานของคุณ คำนึงถึงแง่มุมของงานที่คุณทำอยู่ ในด้านที่คุณชอบ หลีกเลี่ยงจากเพื่อนร่วมงานที่มีทัศนคติในด้านลบ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนินทา หาเพื่อนร่วมงาน ที่คุณชอบ และทำงานด้วยอย่างมีความสุข ใช้เวลาไปกับพวกเขา ทางเลือกในการทำงานของคุณ จะเป็นตัวกำหนดประสบการณ์ และช่วยให้คุณเลือกที่จะมีความสุขในการทำงานได้

2.หาเวลาทำสิ่งที่คุณรักเป็นประจำทุกวัน
คุณอาจจะรักหรือไม่ได้รักในงานที่ตัวเองทำอยู่ และคุณอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ว่าคุณสามารถค้นพบบางสิ่งที่คุณรักในงานของคุณ ก่อนอื่นลองมองดูตัวเอง ถึงทักษะและความสนใจของคุณ ลงมือค้นหาสิ่งที่คุณมีความสุข ที่จะทำในทุกๆวัน เมื่อคุณได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบในทุกๆ วัน งานที่คุณทำอยู่ จะไม่ดูแย่จนเกินไป

3.มีความเป็นมืออาชีพ และใส่ใจในการพัฒนาตนเอง
มีผู้หญิงคนหนึ่งบ่นว่า เธอต้องการเปลี่ยนงาน เพราะหัวหน้าของเธอ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือที่จะพัฒนาในสายงานของเธอ เมื่อถามเธอว่า ใครที่เธอคิดว่า เป็นคนที่เธอคิดว่าสามารถช่วยในการพัฒนาตัวเธอเองได้มากที่สุด คำตอบที่ถูกต้องก็คือ ตัวเธอเอง ตัวคุณเอง จะเป็นคนที่จะได้รับผลประโยชน์ จากการพยายามพัฒนาในสายอาชีพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง คุณต้องมีความรับผิดชอบและใช้สิทธ์ในการเติบโตของตัวเอง ถามหัวหน้าเฉพาะสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่มีความหมายหรือมีความสำคัญ กำหนดทิศทาง ในการพัฒนาตัวเอง และก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น คุณจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโต ในขณะเดียวกัน คุณจะสูญเสียผลประโยชน์เช่นกัน หากคุณอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

4.มีความรับผิดชอบ และต้องรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในที่ทำงาน
คนหลายคนมักจะบ่นเป็นประจำทุกวัน ว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มากพอ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท โปรเจคงานในแผนก หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน พวกเขามัวแต่รอแต่หัวหน้า ที่จะมาให้ข้อมูล ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปได้น้อยมาก เพราะหัวหน้าก็มีงานยุ่งและก็ต้องรับผิดชอบงานมากมายอยู่แล้ว และหัวหน้าไม่รู้หรอกว่าอะไรที่พนักงานไม่รู้ ดังนั้น ค้นหาข้อมูลที่จำเป็นด้วยตัวคุณเอง เพื่อใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร และใช้มัน อาจใช้วิธีพูดคุยกับหัวหน้าของคุณสัปดาห์ละครั้ง ถามคำถามที่จำเป็น เรียนรู้มัน และรับผิดชอบต่อข้มูลข่าวสารที่ได้รับ

5.ติดตามถึงผลที่ตอบรับกลับมาบ่อยๆ
คุณอาจจะเคยเจอประโยคเช่นนี้ “หัวหน้าไม่เคยมีการตอบรับกลับมาเลย ผมจึงไม่รู้ ว่าผมต้องทำอะไร” ให้เผชิญหน้ากับมัน เพราะคุณเท่านั้นที่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ควรจะทำอย่างไร ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอในการทำงาน ให้คิดเกี่ยวกับการพัฒนาและทำงานอย่างจริงจัง หลังจากนั้นให้หัวหน้าประเมิณงานของคุณ และเมื่อคุณคุยกับลูกค้าก็เช่นเดียวกัน ผลตอบรับจากลูกค้าจะกลับมาเป็นข้อพิสูจน์ที่จะช่วยให้คุณพัฒนาตนเอง

10 วิธี เพื่อการทำงานอย่างมีความสุขย้อนกลับ

1.เลือกที่จะมีความสุขที่ทำงาน
ความสุขเป็นทางเลือกที่กว้างมาก และมีเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง ในความเป็นจริง คุณสามารถเลือกที่จะมีความสุขในที่ทำงานได้ ฟังดูอาจจะง่าย แต่ว่าในความง่ายหรือธรรมดา มักจะเป็นเรื่องยาก-เมื่อถึงเวลาจะต้องทำจริงๆ ทุกๆคนปรารถนาที่จะมีนายจ้างที่ดีที่สุด ในโลก แต่นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจงคิดในแง่บวกเกี่ยวกับงานของคุณ คำนึงถึงแง่มุมของงานที่คุณทำอยู่ ในด้านที่คุณชอบ หลีกเลี่ยงจากเพื่อนร่วมงานที่มีทัศนคติในด้านลบ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนินทา หาเพื่อนร่วมงาน ที่คุณชอบ และทำงานด้วยอย่างมีความสุข ใช้เวลาไปกับพวกเขา ทางเลือกในการทำงานของคุณ จะเป็นตัวกำหนดประสบการณ์ และช่วยให้คุณเลือกที่จะมีความสุขในการทำงานได้

2.หาเวลาทำสิ่งที่คุณรักเป็นประจำทุกวัน
คุณอาจจะรักหรือไม่ได้รักในงานที่ตัวเองทำอยู่ และคุณอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ว่าคุณสามารถค้นพบบางสิ่งที่คุณรักในงานของคุณ ก่อนอื่นลองมองดูตัวเอง ถึงทักษะและความสนใจของคุณ ลงมือค้นหาสิ่งที่คุณมีความสุข ที่จะทำในทุกๆวัน เมื่อคุณได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบในทุกๆ วัน งานที่คุณทำอยู่ จะไม่ดูแย่จนเกินไป

3.มีความเป็นมืออาชีพ และใส่ใจในการพัฒนาตนเอง
มีผู้หญิงคนหนึ่งบ่นว่า เธอต้องการเปลี่ยนงาน เพราะหัวหน้าของเธอ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือที่จะพัฒนาในสายงานของเธอ เมื่อถามเธอว่า ใครที่เธอคิดว่า เป็นคนที่เธอคิดว่าสามารถช่วยในการพัฒนาตัวเธอเองได้มากที่สุด คำตอบที่ถูกต้องก็คือ ตัวเธอเอง ตัวคุณเอง จะเป็นคนที่จะได้รับผลประโยชน์ จากการพยายามพัฒนาในสายอาชีพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง คุณต้องมีความรับผิดชอบและใช้สิทธ์ในการเติบโตของตัวเอง ถามหัวหน้าเฉพาะสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่มีความหมายหรือมีความสำคัญ กำหนดทิศทาง ในการพัฒนาตัวเอง และก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น คุณจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโต ในขณะเดียวกัน คุณจะสูญเสียผลประโยชน์เช่นกัน หากคุณอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย

4.มีความรับผิดชอบ และต้องรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในที่ทำงาน
คนหลายคนมักจะบ่นเป็นประจำทุกวัน ว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่มากพอ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท โปรเจคงานในแผนก หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงาน พวกเขามัวแต่รอแต่หัวหน้า ที่จะมาให้ข้อมูล ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปได้น้อยมาก เพราะหัวหน้าก็มีงานยุ่งและก็ต้องรับผิดชอบงานมากมายอยู่แล้ว และหัวหน้าไม่รู้หรอกว่าอะไรที่พนักงานไม่รู้ ดังนั้น ค้นหาข้อมูลที่จำเป็นด้วยตัวคุณเอง เพื่อใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร และใช้มัน อาจใช้วิธีพูดคุยกับหัวหน้าของคุณสัปดาห์ละครั้ง ถามคำถามที่จำเป็น เรียนรู้มัน และรับผิดชอบต่อข้มูลข่าวสารที่ได้รับ

5.ติดตามถึงผลที่ตอบรับกลับมาบ่อยๆ
คุณอาจจะเคยเจอประโยคเช่นนี้ “หัวหน้าไม่เคยมีการตอบรับกลับมาเลย ผมจึงไม่รู้ ว่าผมต้องทำอะไร” ให้เผชิญหน้ากับมัน เพราะคุณเท่านั้นที่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ควรจะทำอย่างไร ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอในการทำงาน ให้คิดเกี่ยวกับการพัฒนาและทำงานอย่างจริงจัง หลังจากนั้นให้หัวหน้าประเมิณงานของคุณ และเมื่อคุณคุยกับลูกค้าก็เช่นเดียวกัน ผลตอบรับจากลูกค้าจะกลับมาเป็นข้อพิสูจน์ที่จะช่วยให้คุณพัฒนาตนเอง

6.รักษาสัญญาที่คุณได้ให้สัญญาไว้
การรักษาสัญญาในการทำงาน อาจทำให้งานของคุณมีความกดกัน เพราะคุณไม่สามารถ รักษาข้อตกลงที่กำหนดไว้ก่อนหน้าได้ พนักงานหลายคน ใช้เวลามากมายไปกับการหาข้อแก้ตัว ทั้งยังกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมาเนื่องจากไม่สามารถทำงานให้เสร็จ คุณต้องสร้างระบบการจัดการและการวางแผนที่ดี ที่ช่วยให้คุณประเมิณความสามารถที่จะทำงานให้สำเร็จตามข้อตกลงที่วางไว้ อย่าเสนอตัวถ้าคุณไม่มีเวลา ถ้ามีงานที่ต้องใช้ระยะเวลามากเกินกว่าที่มี ต้องวางแผนให้ครอบคลุมที่จะคุยกับหัวหน้าเพื่อแก้ปัญหา อย่าจมปลักอยู่กับงานท่วมหัวที่คุณไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้

7.หลบเลี่ยงสิ่งที่เป็นด้านลบ
การเลือกที่จะมีความสุขในที่ทำงาาน หมายถึง การหลีกเลี่ยงที่จะรับสิ่งที่เป็นด้านลบ หลีกเลี่ยงการนินทา ไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยให้เพื่อนร่วมงาน ที่มีอคติเข้ามามีผลกระทบต่อจิตใจ อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณต้องรู้สึกไม่ดีกับการทำงาน

8.ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ และกล้าหาญ
ถ้าคุณเหมือนคนทั่วๆ ไป คุณมักจะไม่ชอบความขัดแย้ง เหตุผลในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ธรรมดามาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยถูกฝึกให้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งอย่างมีความหมาย ดังนั้นคุณมักจะคิดว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องน่ากลัว ซึ่งจริงๆ แล้ว ความขัดแย้ง จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย และเพิ่มวิสัยทัศน์ให้กับคุณด้วย ความขัดแย้งช่วยให้คุณบริการลูกค้าได้ดีขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จ
ในความเป็นจริง คนทำงานจะมีความสุข เพราะสามารถทำให้งานสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ความกล้าที่จะเผชิญความขัดแย้ง จะช่วยให้คุณไปถึงจุดมุ่งหมายที่ได้วาดฝันเอาไว้

9.เป็นมิตรกับผู้อื่น
จากหนังสือเรื่อง What the World’s Greatest Managers Do Differently โดย Marcus Buckingham and Curt Coffman มีคำถามหนึ่งในคำถามสำคัญหลายๆ คำถาม นั่นคือ “คุณมีเพื่อนที่ดีที่สุดจากการทำงานหรือไม่” และเมื่อพนักงานได้ตอบคำถามนี้ คำตอบของพวกเขาเป็นตัวชี้วัดทำไมพวกเขาจึงมีความสุข และได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน การได้ทำงานอย่างสนุกกับเพื่อนร่วมงาน เป็นมาตราฐานด้านดีที่เห็นได้ชัด ช่วยเพิ่มประสบการณ์การทำงานอย่างมีความสุข เมื่อคุณให้เวลากับการเรียนรู้เพื่อนร่วมงาน คุณอาจจะรู้สึกสนุกที่ได้ทำงานกับพวกเขา หลังจากนั้นเครือข่ายในการทำงานจะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนคุณในด้านการทำงาน อ่านเพิ่มเติมในส่วยนี้ได่ที่:มนุษยสัมพันธ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงาน

10. ถ้าทั้ง 9 ข้อที่ผ่านมาไม่สามารถช่วยได้ การหางานใหม่ จะช่วยให้คุณยิ้มได้อีกครั้ง
ถ้าไอเดียทั้งหมดนี้ ไม่สามารถช่วยให้มีความสุขในการทำงานได้ คงจะถึงเวลาที่จะต้องประเมินหัวหน้า งาน และหน้าที่รับผิดชอบของคุณทั้งหมด คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาไปกับการทำงานที่คุณไม่ได้รัก เพราะ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ของแต่ละที่ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ นัก ใช้เวลาไปหางานใหม่ดีกว่า แล้วคุณจะยิ้มออก



ที่มา : http://www.thaihrcenter.com/

คุณเคยมีคำถามกับตัวเองว่า “เราเหมาะกับงานอะไร?” “เราเก่งด้านไหน?” บ้างไหมครับ ผมเคยถามกับตัวเองเยอะมาก ๆ เมื่อทำงานร่วมก...
10/06/2022

คุณเคยมีคำถามกับตัวเองว่า “เราเหมาะกับงานอะไร?” “เราเก่งด้านไหน?” บ้างไหมครับ ผมเคยถามกับตัวเองเยอะมาก ๆ เมื่อทำงานร่วมกับผู้อื่นเคยเจอคนที่เราคิดว่าเขาแปลก ๆ หรือมีนิสัยไม่เหมือนกับเราบ้างไหม?

“สัตว์ 4 ทิศ” หรือ DISC Personality เป็นเครื่องมือนึงที่ช่วยให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นและทำให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ง่ายขึ้นครับ เลยขออาสาสรุปเป็น Life Tool ที่อยากให้ทุกคนลองเอาไปใช้กันดูครับ

“สัตว์ 4 ทิศ” ก็ตรงตัวครับว่าคนเราถูกจำแนกตามลักษณะนิสัยหลัก ๆ 4 แบบ (ตามภาพ) โดยไม่มีสัตว์ตัวไหนดีที่สุดเก่งที่สุด เพราะแต่ละตัวมีจุดแข็งและสิ่งที่ควรพัฒนาต่างกันออกไป ดังนี้

1.กระทิง 🐂

คนที่มีลักษณะเหมือน “กระทิง” คนผู้ที่ชอบเอาชนะ ชอบการแข่งขัน ตรงไปตรงมา และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ที่ตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกระทิงที่พุ่งเข้าใส่เป้าหมายนั้นเอง การอยู่ร่วมคนประเภทนี้ต้องเข้าใจเขาให้มาก พูดตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม เน้นผลลัพธ์และเป้าหมายเป็นสำคัญ

จุดแข็ง:

มีความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ พร้อมดูแลพวกพ้อง มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่าย ๆ ชอบมองหาโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ มีพลังใจ พลังกายสูง เป็น “นักลงมือทำ” ให้เห็นผลสำเร็จ

สิ่งที่ควรพัฒนา:

บางครั้งยึดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ชอบให้ถูกสั่งหรือถูกควบคุม และเมื่อเน้นผลลัพธ์ของงานเป็นสำคัญ ทำให้เรื่องความสัมพันธ์ของคนบกพร่องไปบ้าง รวมถึงไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

2.อินทรี 🦅

คือคนที่ชอบเข้าสังคม ช่างพูดช่างเจรจา รักอิสระไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ จำเจ มองภาพกว้าง มีจิตนาการสูง เป็นนักคิดนักฝัน ชอบทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน การอยู่กับคนที่มีนิสัยแบบ “อินทรี” อย่าไปจ้ำจี้จ้ำไชเขามาก ให้บอกแค่เป้าหมายหลัก ๆ ให้เขาไปหาวิธีจัดการเอง และหากิจกรรมแปลกใหม่ให้กับเขา

จุดแข็ง:

เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่คนอื่นคิดไม่ถึงออกมาได้ เพราะชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงทำให้มีความรู้ที่กว้างและหลากหลาย เป็น “ผู้มองอนาคต”

สิ่งที่ควรพัฒนา:

เพราะการมั่วแต่คิดเยอะทำให้ไม่ค่อยได้ลงมือทำเป็นชิ้นเป็นอัน หรือทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกันจนไม่ได้โฟกัสรายละเอียดเท่าที่ควร และบางครั้งทำให้ไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของงาน

3.หนู 🐹

เป็นผู้มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนอ่อนไหว ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าอย่างอื่น เป็นคนปราดเปรียว ว่องไว ขี้เล่น ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เป็นคนไม่เปิดเผย มีแบบแผน สุภาพอ่อนโยน การอยู่ร่วมกับหนูต้องใส่ใจความรู้สึกเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญ และให้กำลังใจ เขาชอบอะไรที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน

จุดแข็ง:

ทำงานเป็นทีมได้ดี สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม เป็นคนรับฟังและใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เป็น “นักประสานงาน” ชั้นเยี่ยม

สิ่งที่ควรพัฒนา:

เนื่องจากเป็นคนยอมคน จึงมักจะถูกเอาเปรียบจากคนรอบข้าง ในบางครั้งก็จะเกรงใจผู้อื่นมากจนเกินไป ขี้กลัว และไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง มักไม่ชอบเป็นผู้นำ

4.หมี 🐻

เป็นคนที่ชอบความมั่นคงสูง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เน้นช้าแต่ชัว เน้นคุณภาพและกระบวนการที่ถูกต้องเป็นระบบ ชอบหาข้อมูลรายละเอียด มีระเบียบวินัยสูง ชอบอยู่คนเดียวโลกส่วนตัวสูง คนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแสดงความรู้สึกและไม่ชอบความวุ่นวาย การสื่อสารกับหมีต้องเน้นหลักการและทฤษฎี

จุดแข็ง:

เป็นคนรอบคอบไม่ค่อยพลาดในรายละเอียด รู้ลึกรู้จริง มีความรับผิดชอบสูง ใช้เหตุผลและข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อให้เกิดความแม่นยำ เน้นป้องกันปัญหามากกว่าแก้ไขในภายหลัง

สิ่งที่ควรพัฒนา:

เนื่องจากมีความเป็นอนุรักษ์นิยม ทำให้ปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงได้ช้า ถ้าเชื่อมั่นในหลักการของตัวเองแล้วจะไม่ค่อยรับฟังผู้อื่น ติดกรอบไม่ค่อยมีไอเดียอะไรใหม่ๆ

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ แต่ละคนก็ไม่ได้มีเพียงลักษณะนิสัยแบบเดียว และในแต่ละสถานการณ์เราก็อาจมีบุคลิกที่ไม่เหมือนกัน แค่อยากให้ลองสำรวจตัวเองเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจความหลากหลายของคน และรู้วิธีการปรับตัวกับผู้อื่นที่แตกต่างจากเรา

ถ้าอยากทดสอบว่าพื้นฐานเราเป็นคนประเภทไหน สามารถลองทำแบบทดสอบอันนี้ดูได้ครับ (ฟรี!)
https://www.onlinepersonalitytests.org/disc/

ขอบคุณที่มา https://krittamate.medium.com

ขอเรียนเชิญเข้าอบรมสัมมนาออนไลน์ หลักสูตร พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ วันที่ 1 ...
10/06/2022

ขอเรียนเชิญเข้าอบรมสัมมนาออนไลน์ หลักสูตร พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ทางบริษัท เอสอาร์พี พาวเวอร์ จำกัด จึงขอเรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจ ร่วมสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กร ในวันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ผ่านระบบ Zoom โดยวิทยากร อาจารย์ชัชวาล โรจนประไพ (วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายแรงงานและ PDPA)

ราคาสุดพิเศษ เพียง 1,890 บาท เท่านั้น !!!!!
++โปรโมชั่นสุดพิเศษ ++
- สมัคร 2 ท่านขึ้นไป รับส่วนลด 10%
- สมัครตั้งแต่ 4 ท่านขึ้นไปรับส่วนลด 20%

รับจำนวนจำกัด ลงทะเบียนก่อนมีสิทธ์ก่อน

ในหลักสูตรเราจะมาเรียนรู้ทุกขั้นตอน รู้ลึก รู้จริง เน้นการลงมือทำ ถึงวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมายฉบับนี้

ฟรี++++ แบบฟอร์มต่างๆ เพื่อนำมาใช้กับองค์กรท่าน แบบไม่มีกัก!!!

คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง เพื่อลงทะเบียน
https://forms.gle/Yai6DbKvbyanWWfc8

สอบถามรายละเอียดหลักสูตร/ข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 02-002-2738 หรือ 062-698-6815 คุณเชิด

ที่อยู่

54/211 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง
Amphoe Khlong Luang
12120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SRP POWER TRAININGผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์