08/06/2026
อนุภาคที่มาจากดาวพฤหัสบดี
ชวนรู้จัก Jovian Electrons อนุภาคพลังงานสูงจากดาวพฤหัสบดี หนึ่งในเป้าหมายวิจัยของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทย CE-7 MATCH ในภารกิจฉางเอ๋อ 7
“Jovian electrons” หรือ “อิเล็กตรอนจากดาวพฤหัสบดี” คือ อนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่มีต้นกำเนิดมาจากสนามแม่เหล็กอันทรงพลังของดาวพฤหัสบดี อนุภาคเหล่านี้ถูกปลดปล่อยกระจายออกสู่อวกาศและส่วนหนึ่งได้พุ่งกลับเข้ามายังระบบสุริยะชั้นในจนกระทั่งถึงโลก
นักดาราศาสตร์พบว่า อิเล็กตรอนเหล่านี้เกิดจากซัลเฟอร์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่มาจากการปะทุของภูเขาไฟบนดวงจันทร์ไอโอ บริวารของดาวพฤหัสบดีที่ยังมีกิจกรรมทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีภูเขาไฟรุนแรงที่สุดในระบบสุริยะ แก๊สเหล่านี้จะพุ่งสูงจากพื้นและกลายเป็นบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอ
แก๊สซัลเฟอร์ในบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอจะถูกกระตุ้น และแตกตัวโดย 3 กลไกหลัก ได้แก่ โฟตอนพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์พุ่งชน อิเล็กตรอนพลังงานสูงจากสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีพุ่งชน และการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนระหว่างไอออนกับอะตอมภายในบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอเอง
จากกลไกทั้งสามนี้ทำให้อิเล็กตรอนจากแก๊สซัลเฟอร์แตกตัวออกมาเป็น “พลาสมา” และถูกสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีดึงเอามากักไว้ ให้หมุนวนรอบตัวดาว เรียกว่า “วงแหวนพลาสมาไอโอ” (Io plasma torus) ซึ่งเจ้าสิ่งนี้คือต้นกำเนิดของ Jovian electrons
สนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีจะเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงานสูงในระดับกิโลอิเล็กตรอนโวลต์ (KeV) ถึงระดับเมกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV) โดยมีลักษณะการหมุนเป็นเกลียวรอบเส้นสนามแม่แหล็ก และปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา เรียกว่า “cyclotron radiation” และหากความเร็วของอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้ความเร็วแสงจะถูกเรียกว่า “synchrotron radiation” ซึ่งสามารถปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของคลื่นวิทยุได้
Jovian electrons ที่มีความเร็วเข้าใกล้แสง จะเดินทางตามแนวเส้นสนามแม่เหล็กในเขตสุริยมณฑล (heliosphere) โดยสนามแม่เหล็กนี้มีรูปร่างเป็นเกลียว เรียกว่า “Parker spiral” ซึ่งเกิดจากการที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ถูกพัดออกมาโดยลมสุริยะ ในขณะเดียวกันดวงอาทิตย์เองก็หมุนรอบตัวเองไปด้วย ทำให้เส้นสนามแม่เหล็กเกิดการโค้งและบิด กลายเป็นเกลียวพุ่งออกมา และมีการหมุนวนไปรอบ ๆ ภายในพื้นที่ขอบเขตของระบบสุริยะ
Parker spiral จะทำหน้าที่ในการดึงเอา Jovian electrons จากดาวพฤหัสบดีให้หมุนวนกลับมายังระบบสุริยะชั้นใน ทำให้อนุภาคนี้สามารถพุ่งเข้ามายังโลกได้ โดยนักดาราศาสตร์ถือว่าความเข้มของอนุภาคจาก Jovian electrons เป็นค่าคงที่ ทว่าปริมาณของอิเล็กตรอนที่เดินทางมาถึงโลกไม่ได้คงที่ตลอดเวลา แต่จะมีการแปรผันเป็นคาบที่ชัดเจน โดยจะมีความเข้มสูงสุดประมาณทุก ๆ 13 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกและดาวพฤหัสบดีโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่เส้นสนามแม่เหล็ก Parker spiral เชื่อมต่อกันโดยตรง
อย่างไรก็ตาม บนพื้นโลกเราไม่สามารถตรวจวัดอนุภาค Jovian electrons ที่มีพลังงานในระดับเมกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV) ได้โดยตรง เนื่องจากอนุภาคที่มีประจุจะถูกสนามแม่เหล็กโลกเบี่ยงเบนทิศทางและถูกชั้นบรรยากาศของโลกดูดกลืนไปจนหมด ในทางกลับกันรังสีคอสมิกที่มาจากกาแล็กซีจะมีพลังงานสูงกว่ามากอยู่ในระดับจิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) จึงสามารถทะลวงชั้นบรรยากาศลงมาสร้างอนุภาคทุติยภูมิ อาทิ มิวออน อิเล็กตรอน และโพซิตรอน หรือแกรมมา ให้เราวัดบนพื้นโลกได้ ดังนั้น การศึกษา Jovian electrons จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่บนดาวเทียมหรือยานอวกาศภายนอกโลก
รังสีคอสมิกมีที่มาจากกาแล็กซีหรือวัตถุในห้วงอาวกาศลึก (Galactic Cosmic Rays: GCRs) จะเปรียบเสมือนรังสีพื้นหลังของอวกาศเนื่องจากจะเข้ามาพร้อมกันในทุกทิศทาง ส่วนอนุภาคพลังงานสูงที่มาจากดวงอาทิตย์ (Solar Energetic Particles: SEPs) ส่วนใหญ่จะพบในรูปของโปรตอนที่ถูกเร่งความเร็วอย่างฉับพลันจากกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ เช่น การปะทุอย่างรุนแรง หรือความแปรปรวนของบรรยากาศดวงอาทิตย์ ทำให้คาดเดาได้ยาก ในขณะที่ Jovian electrons จะเป็นอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่มีความเร็วเข้าใกล้แสงมีต้นกำเนิดมาจากดาวพฤหัสบดี อนุภาคจากทั้งสามแหล่งนี้ได้มาพบกันยังตำแหน่งของโลกและดวงจันทร์ ถือว่าเป็นจุดตัดอันแสนซับซ้อนของสภาพแวดล้อมทางรังสี
ความน่าสนใจและความท้าทายที่มาพร้อม ๆ กันก็คือ อนุภาคจากทั้งสามแหล่งนี้มีระดับพลังงานและพฤติกรรมในอวกาศที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้ Jovian electrons จากดาวพฤหัสบดีกลายเป็นสัญญาณพื้นหลังที่เข้าไปผสมปะปนกับข้อมูลรังสีคอสมิกชนิดอื่น ๆ การศึกษาพฤติกรรมจากอนุภาคเหล่านี้เพื่อทำการแบ่งแยกจึงเป็นไปได้ยาก
ปรากฏการณ์สำคัญที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจคือ เมื่อเกิดพายุสุริยะและมีการพ่นก้อนมวลสารออกมาจากชั้นโคโรนา (CMEs) สนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วนของมันจะทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงแม่เหล็กเคลื่อนที่ขนาดยักษ์คอยขัดขวาง กระเจิง และปิดกั้นเส้นทางการเดินทางของรังสีคอสมิกที่มาจากกาแล็กซี (GCRs) รวมถึงสัญญาณของ Jovian electrons ส่งผลให้อัตราการตรวจพบอนุภาคทั้งสองชนิดนี้ที่ลดลงอย่างเฉียบพลันชั่วคราวในขณะที่พายุสุริยะเคลื่อนผ่าน
ปรากฏการณ์ที่รังสีคอสมิกแปรผันลดลงชั่วคราวเนื่องจากพายุสุริยะนี้เรียกว่า “Forbush decrease” แต่ในขณะเดียวกัน พายุสุริยะลูกนั้นกลับเร่งอนุภาค SEPs พลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ให้มีจำนวนพุ่งขึ้นมาแทนที่อย่างกะทันหัน ทำให้สภาพรังสีรอบดวงจันทร์มีความปั่นป่วนและท้าทายระบบรับสัญญาณของยานอวกาศอย่างมาก นักดาราศาสตร์จึงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของ Background เหล่านี้อย่างถ่องแท้เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการประเมินความรุนแรงของพายุสุริยะ
ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) นำโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้ผ่านอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ “CE-7 MATCH” (Chang’E-7 Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ที่จะติดตั้งบนยานโคจรรอบดวงจันทร์ของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะถึงนี้
CE-7 MATCH ถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีคอสมิกที่สำคัญ โดยสามารถแยกแยะชนิดของอนุภาคและบอกได้ว่า อนุภาคพลังงานสูงที่ตรวจวัดได้นั้น มีทิศทางมาจากที่ไหน และแหล่งกำเนิดใด ไม่ว่าจะเป็นรังสีคอสมิกจากกาแล็กซี อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ หรือสัญญาณรบกวนพื้นหลังอย่าง Jovian electrons ที่มาจากดาวพฤหัสบดี
เรียบเรียง : อดิศักดิ์ สุขวิสุทธิ์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :
[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Gas_torus
[2] https://iopscience.iop.org/article/10.3847/1538-4357/ac75ce
[3] https://link.springer.com/article/10.12942/lrsp-2013-5?utm_source=chatgpt.com
[4] https://www.facebook.com/NARITpage/posts/pfbid0319JrkqHwRnsrXBY7D5j72ZYZVuF51Hzv9LzfgUMgoQ1HNCM4UY4YtkS1F2g3Joyjl
[5] https://www.facebook.com/NARITpage/posts/pfbid0RmEVJPtcZgJNPVQn1zPqCUHESyffdbN7HFnLkF5TywWaRLrqFbdcWGWH5kfSDBSol