19/03/2026
ลูกฉันเขาไปเรียนปอเนาะที่ตานี เขามีสิทธิ์รับซะกาตได้ไหม ?
ฟาฏอนีนับเป็นดินแดนแห่ง “ปอเนาะ” แหล่งแสวงหาความรู้ศาสนา คำเรียกนี้ไม่ได้เกินจริงเลย เพราะในความเป็นจริง แทบทุกพื้นที่ ทุกตำบล ต่างก็มีสถาบันปอเนาะอยู่มากมาย บางพื้นที่ไม่ได้มีเพียง 1 หรือ 2 แห่งเท่านั้น แต่มีนับสิบแห่งเลยทีเดียว
บรรดานักเรียนศาสนา (โต๊ะปาเก) ที่ศึกษาอยู่ในปอเนาะ ก็ไม่ได้มาจากพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย
พื้นฐานทางเศรษฐกิจของนักเรียนก็มีความหลากหลาย
• บางคนมาจากครอบครัวยากจนมาก
• ขณะเดียวกันก็มีไม่น้อยที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางหรือค่อนข้างมีฐานะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากครอบครัวแบบใด ทุกคนก็สามารถเข้าเรียนในปอเนาะได้ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าเล่าเรียนและค่าหนังสือของปอเนาะนั้น “ค่อนข้างถูก” เมื่อเทียบกับโรงเรียนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น ปอเนาะจำนวนมาก “ไม่เก็บค่าเล่าเรียน” จากนักเรียนเลย และยังมีครูบาอาจารย์ (บาบอและอุสตาซ) จำนวนมาก ที่สอนด้วยความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาส) ไม่ได้สอนเพื่อหวังผลตอบแทนเป็นเงิน
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ปอเนาะยังคงดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ในแผ่นดินฟาฏอนี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ด้วยความเสียสละและความจริงใจของบรรดาผู้สอน
แม้ว่าหลายปอเนาะจะไม่เก็บค่าเล่าเรียน หรือแม้จะมีค่าใช้จ่ายก็ยังถือว่าถูก
แต่ “ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” ของนักเรียน ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องดูแลและช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนบางคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว และไม่ได้อยู่ในความอุปการะของพ่อแม่อีกต่อไป อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้ทำงาน เพราะเลือกที่จะอุทิศชีวิตให้กับการศึกษาเรื่องศาสนา
หากพวกเขาออกไปทำงาน ก็อาจทำให้เสียสมาธิและไม่สามารถมุ่งมั่นในการเรียนได้อย่างเต็มที่
นักวิชาการศาสนาบางท่านมีความเห็นว่า
“สามารถช่วยเหลือนักเรียนศาสนาได้ด้วยการจ่ายซะกาต (ทานบังคับ)”
เพื่อให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นการศึกษาได้เต็มที่ และนำความรู้ไปเป็นประโยชน์แก่สังคม
อิหม่าม อัน-นะวะวีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-มัจญ์มูอ์ ชัรห์ อัล-มุฮัซซับ ว่า:
“บรรดาอุละมาอ์กล่าวว่า หากบุคคลหนึ่งมีความสามารถที่จะทำงานและหารายได้ที่เหมาะสมกับตนได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำงาน เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการแสวงหาความรู้ศาสนา ซึ่งหากเขาไปทำงาน ก็จะทำให้ไม่สามารถศึกษาหาความรู้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น อนุญาตให้จ่ายซะกาตแก่เขาได้ เพราะการแสวงหาความรู้ศาสนานั้น เป็นหน้าที่แบบฟัรฎูกิฟายะฮ์ (ภาระส่วนรวม)
ส่วนผู้ที่ไม่ตั้งใจเรียนอย่างจริงจังนั้น
ไม่อนุญาตให้รับซะกาต หากเขามีความสามารถในการทำงาน แม้ว่าเขาจะพำนักอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ตาม และนี่คือทัศนะที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป”
จากหลักการนี้
จึงอนุญาตให้จ่ายซะกาตให้กับนักเรียนศาสนา
โดยมีเงื่อนไขว่า
• พวกเขาตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
• และคาดหวังได้ว่าความรู้ของพวกเขาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่และสามารถทำงานได้ก็ตาม ความจำเป็นในชีวิตของพวกเขาสามารถช่วยเหลือได้ด้วยซะกาต เพื่อให้พวกเขามุ่งมั่นกับการเรียนจนประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การให้ซะกาตในกรณีนี้ ต้องพิจารณาว่า
ผู้รับเป็นคนขยันและมีศักยภาพจริง
ดังนั้น ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตให้กับนักเรียนที่ขี้เกียจ หรือไม่จริงจังในการศึกษา
จากคำอธิบายทั้งหมดนี้
ผู้ที่จะจ่ายซะกาตควร “พิจารณาคัดเลือกผู้รับ” ให้เหมาะสมเพื่อให้ทรัพย์ที่จ่ายออกไปนั้น เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
หากในพื้นที่ของเรามีนักเรียนศาสนาที่มาจากครอบครัวยากจนก็ควรช่วยเหลือพวกเขาด้วยการจ่ายซะกาต เพื่อสนับสนุนการดำรงชีวิตและการศึกษา
วัลลอฮุอะอฺลัม (อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่ง)