17/06/2026
Peaberry เมล็ดกลมวงรี แปรรูปแบบ Washed Process (แบบเปียก)
ผ่านกระบวนการแปรรูปที่ละเอียดอ่อน ให้รสชาติซับซ้อน แต่ยังคงเอกลักษณ์ของม่อนวัดไว้อย่างชัดเจน
โทนรสชาติโดยรวม
• หวานน้ำผึ้งป่า
• เปรี้ยวส้มเขียวหวาน
• ชาอัสสัม
• ดอกไม้สีขาว
• คาราเมล
• น้ำอ้อย
• ผลไม้สีเหลือง
• อัลมอนด์
ให้ความหวานติดปลายลิ้น ดื่มง่าย มีมิติ
โดยความชัดเจนของรสชาติจะขึ้นอยู่กับระดับคั่วที่เลือก
ราคา ( เฉพาะขนาด 250g )
• 1 ถุง 220.-
• 2 ถุง จาก 440.- เหลือ 400.-
• 3 ถุง จาก 660.- เหลือ 595.-
พร้อมจัดส่ง 18 ถุง
16/06/2026
คำศัพท์เศรษฐศาสตร์ ที่ควรรู้ก่อนฟังข่าวเศรษฐกิจ
1.Consumer Prices Index ตัวย่อ CPI
หมายถึง ดัชนีราคาผู้บริโภค เรียกภาษาบ้านๆคือ ดัชนี ที่ใช้วัดว่าสินค้าเเพงขึ้นกี่ % เป็นตัวแทนของ“เงินเฟ้อ”
มักจะรายงาน 2 ตัวเลข คือ ตัวเลขเทียบเดือนก่อนหน้า (MoM) กับ ตัวเลขเทียบปีก่อน (YoY)
CPI แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.1 Headline CPI คือ ดัชนีราคาที่รวมสินค้าทุกหมวดหมู่
1.2 Core CPI คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป” ไม่รวม” ราคาเชื้อเพลิงและอาหาร เนื่องจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารมีความผันผวนตามฤดูกาล
2.Gross Domestic Product ตัวย่อ GDP
หมายถึง ผลิตภัณฑ์รวมประชาชาติ กล่าวคือ อะไรที่ “เกิดขึ้นภายในประเทศ” นับเป็น GDP หมด
GDP = C + I + G + (X-M)
GDP ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่
-Consumption (การบริโภค)
-Investment (การลงทุนของภาคเอกชน)
-Government Spending (การใช้จ่ายภาครัฐ)
-Net Export (มูลค่าการส่งออกสุทธิ หรือ การส่งออก หักลบกับ การนำเข้า)
3.Policy Rate ตัวย่อ i
หมายถึง อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็น อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดยธนาคารกลาง จะมีผลกับทั้ง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร และ หุ้นกู้ด้วย
4.Purchasing Manager Index ตัวย่อ PMI
หมายถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บ่งบอกถึง สภาวะของ “ภาคการผลิต” ในเดือนนั้นๆ
ถ้าตัวเลขออกมา PMI
มากกว่า 50 หมายความว่าภาคการผลิตขยายตัว กลับกัน ถ้าน้อยกว่า 50 คือภาคการผลิตหดตัว
(ถ้าออกมา 50 หมายความว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)
PMI แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
4.1 Manufacturing PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต)
4.2 Service PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ)
5.Unemployment Rate ตัวย่อ U-Rate
คือ ตัวเลขอัตราการว่างงาน คำนวณจาก จำนวนผู้ว่างงาน หารด้วย กำลังแรงงานทั้งหมด แล้วคูณ 100 (ส่วนใหญ่รายงานในรูปของ %)
6.Nonfarm Payrolls ตัวย่อ NFPR
คือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร
ตัวเลขนี้จะรายงานการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น หรือ ลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ถ้าตัวเลขออกมาดี หมายถึงการจ้างงานสูงและเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี
7. Bond Yield
หมายถึง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
โดย Bond Yield สามารถปรับตัวขึ้นหรือลง ได้ ตามกลไกของตลาดรอง
Bond Yield คำนวณมาจากการนำ Coupon Rate มาหาร ด้วยราคาพันธบัตร แล้วคูณด้วย 100
เนื่องจาก Coupon Rate เป็นอัตราคงที่ (Fix)
หากราคาของพันธบัตรขึ้นหรือลง ก็จะสามารถกำหนดทิศทางของ Bond Yield ได้เช่นกัน
หลักๆที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญคือ Bond Yield อายุ 2 ปี กับ 10 ปี : ของสหรัฐคือ US02Y และ US10Y ส่วนของไทยคือ TH02Y และ TH10Y
Cr. https://learningcenter.fxstreet.com/education/learning-center/unit-2/chapter-2/economical-indicators-related/index.html
#ลิงเล่นหุ้น
14/06/2026
แชร์ลิ้งที่ ม้าสะสมมานาน ใช้จริงทุกตัวครับ เลยอยากแบ่งให้เพื่อนๆในเพจดู
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าระวางเรือ ยอดผลิตรถ นักท่องเที่ยว ฯลฯ อันนี้คือพยายามดูที่ realtime ที่สุด เอามาใช้กับหุ้นได้ทุกวันครับ อาจจะเอาไปปรับใช้ หรือ มีลิ้งอื่นที่ม้า ไม่มี ก็มาแชร์กันได้ครับ.. จัดกลุ่มเรียบร้อย เซฟไว้ใช้ได้เลยครับ 🙏 ใครมีลิงก์ดีๆ อยากแชร์ คอมเม้นมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวรวมเป็นเวอร์ชัน 2 ให้ครับ
📊 รวมลิงก์ดูข้อมูลลงทุนหุ้นไทย เซฟไว้เลย ใช้บ่อยแน่นอน!
━━━ 🔭 ภาพรวมตลาด / Macro ━━━
📰 ข่าวหุ้นไทย (ตลาดหลักทรัพย์)
https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/news
📑 รวมบทวิเคราะห์หุ้นรายตัว ทุกโบรกฯ (target price)
https://www.settrade.com/th/research/analyst-research/main?category=stock&subCate=quote
📅 ปฏิทิน Earnings Call / Opportunity Day (หุ้นไทย)
https://opportunity-day.setgroup.or.th/th/calendar
🇺🇸 ปฏิทินประกาศงบหุ้นเมกา
https://earningshub.com/earnings-calendar/this-week
🌏 ดัชนีหุ้นทั่วโลก
https://www.investing.com/indices/major-indices
🏦 Fed Fund Future + โอกาสเฟดขึ้น/ลดดอกเบี้ย
https://www.cmegroup.com/markets/interest-rates/cme-fedwatch-tool.html
🇹🇭 วันประชุม กนง. + ผลประชุม (ธปท.)
https://www.bot.or.th/th/our-roles/monetary-policy/mpc-meeting.html
💵 กระแสเงินต่างชาติในตลาดบอนด์ (ค่าเงินบาท/flow)
https://www.thaibma.or.th/nr/DashBoard.aspx
📈 NVDR ฝรั่งซื้อ/ขายหุ้นรายตัว รายวัน
https://www.set.or.th/th/market/statistics/nvdr/trading-by-stock
━━━ 🏗️ อสังหา / ก่อสร้าง / นิคม ━━━
🏠 ตลาดอสังหาฯ REIC
https://www.reic.or.th/
🏭 ข่าวการลงทุน BOI
https://www.facebook.com/boithailandnews
🏛️ งบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
https://govspending.data.go.th/dashboard/1
🏗️ ราคาเหล็ก
https://steelbestbuy.com/daily-steel-price/
━━━ 🚢 เดินเรือ / ส่งออก / ยานยนต์ ━━━
📦 ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์
https://en.sse.net.cn/indices/scfinew.jsp
🚢 ค่าระวางเรือเทกอง BDI / BSI
https://www.handybulk.com/baltic-dry-index/
🚗 ยอดผลิตรถยนต์ไทย รายเดือน
https://www.marklines.com/en/statistics/flash_prod/automotive-production-in-thailand-by-month
━━━ 🌾 เกษตร / อาหาร / โภคภัณฑ์ ━━━
🌳 ราคายาง + ยาง EUDR
https://misdata.rubberthaiecon.com/report/repprices.php
🐟 ราคาทูน่า
https://investor.thaiunion.com/th/financial-info/raw-material-price-trend
🫘 ราคาถั่วเหลือง
https://tradingeconomics.com/commodity/soybeans
🐷 ราคาเนื้อหมู / เนื้อไก่
https://pricelist.dit.go.th/main_price.php?seltime=day
━━━ ⚡ พลังงาน ━━━
⚫ ราคาถ่านหิน
https://tradingeconomics.com/commodity/coal
⛽ โครงสร้างราคาน้ำมัน + ค่าการตลาด
https://www.eppo.go.th/index.php/th/petroleum/price/structure-oil-price
━━━ 🏥 อื่นๆ ━━━
⚡ ยอดขายเดลต้าไต้หวัน (DELTA แม่ 2308)
https://www.deltaww.com/en-US/press/releases
🦠 เฝ้าระวังโรคระบาด
https://www.facebook.com/DivisionofEpidemiology/
✈️ ยอดนักท่องเที่ยวเข้าไทย รายสัปดาห์
https://www.facebook.com/ETSMOTS
💬 เซฟไว้เลย เดี๋ยวหาไม่เจอ! ใครมีลิงก์เด็ดเพิ่ม คอมเมนต์แชร์กันได้ 👇
เพจม้าเต็ง ฝากกดไลค์ กดแชร์ เป็นกำลังใจให้ด้วยนะค้าบบ 🐎🐎
https://www.facebook.com/MATENG.1ST
#ม้าเต็ง1ST #แบ่งปัน #ใช้จริงหมด
13/06/2026
Talk ลงทุนแมน “เลือกหุ้นไทยอย่างไร ให้พอร์ตอยู่รอด?”
จากมุมมองของ พี่วิบูลย์ พึงประเสริฐ และ น้องป๊อป เพจเม่ากลับใจ
การเสวนามุ่งเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งหน้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และเทคโนโลยี AI ในขณะที่โครงสร้างธุรกิจของไทยยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจยุคเก่า (Old Economy) เป็นหลัก โดยนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ทั้งสองท่านได้มาร่วมชำแหละภาพรวม เจาะลึกรายอุตสาหกรรม และให้มุมมองในการปรับตัวเพื่อค้นหาโอกาสการลงทุนที่ยังซ่อนอยู่ในตลาดหุ้นไทย
---
ส่วนที่ 1: สถานะของประเทศไทยกับกระแส New Economy
มุมมองพี่วิบูลย์: ประเทศไทย "ตกขบวน" New Economy อย่างสมบูรณ์
พี่วิบูลย์มองภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาคว่า หากนิยาม New Economy คือกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรือ AI ประเทศไทยถือว่าตกเทรนด์ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเม็ดเงินลงทุนและการตั้งฐานการผลิตทั้งหมดไหลไปที่ "ประเทศเวียดนาม" ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้:
ความล่าช้าเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี (FTA):
ประเทศไทยเริ่มเจรจา FTA กับประเทศมหาอำนาจ (เช่น ยุโรป อเมริกา อินเดีย ตะวันออกกลาง) มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการต่อต้านภายในประเทศที่กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากต่างชาติ (เช่น จีน หรือสินค้าเกษตรจากออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์) จะเข้ามาตีตลาด โดยขาดการมองในมุมกลับว่าประเทศเหล่านั้นก็มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้าบางอย่างจากไทยเช่นกัน
ข้อได้เปรียบระดับโลกของเวียดนาม:
ในช่วง 20 ปีที่ไทยหยุดนิ่ง เวียดนามเดินหน้าทำ FTA กับแทบทุกประเทศทั่วโลก (ทั้ง EU, อเมริกา, จีน, อาเซียน) ทำให้การส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปยังตลาด 70-80% ของโลกมี กำแพงภาษีเป็น 0% ในขณะที่หากผลิตในไทยและส่งออกไปยังอเมริกาหรือยุโรป อาจต้องเผชิญกำแพงภาษีสูงถึง 5-30% ซึ่งเป็นต้นทุนที่แข่งขันไม่ได้
Ecosystem ของเทคโนโลยีไปกระจุกตัวที่เวียดนาม:
ปัจจุบันเวียดนามมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเซมิคอนดักเตอร์ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกแบบชิปอย่าง Intel, ศูนย์ R&D, ผู้ผลิตชิปอย่าง Samsung, ซัพพลายเออร์ของ Apple อย่าง Foxconn ไปจนถึงบริษัท AI ระดับโลกอย่าง Nvidia, Google และ Microsoft
การเลือกฐานที่มั่นของบริษัทเกาหลีใต้:
กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ (เช่น Samsung, LG, Hyundai) เลือกตั้งฐานการผลิตหลักที่เวียดนามแทนไทย สาเหตุลึกๆ เป็นเพราะประเทศไทยถูกครอบครองโดยกลุ่มทุนจาก "ญี่ปุ่น" ไปแล้วเมื่อ 30-40 ปีก่อน (เช่น Toyota, Honda, Panasonic) และด้วยความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มักแข่งขันกันเองระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น ทุนเกาหลีจึงเลี่ยงไทยและไปสร้างฐานใหม่ที่เวียดนามแทน
มุมมองน้องป๊อป:
ไทยไม่ใช่ "ผู้สร้าง" แต่เป็น "ผู้ใช้งาน" (User) ที่ได้ประโยชน์
น้องป๊อปมีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยมองว่า New Economy มีความหมายกว้างกว่าแค่เซมิคอนดักเตอร์หรือ AI หากมองในมุมของการเป็น "ผู้ใช้ประโยชน์" ธุรกิจไทยยังคงมีบทบาทและเติบโตได้:
การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม E-Commerce และ Social Media:
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้งาน Facebook, TikTok, Shopee และ Lazada สูงติดอันดับโลก หลายบริษัทจดทะเบียนในไทยที่เผชิญปัญหารายได้หดตัวในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ได้ปรับตัวโดยการปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้าหรือตึกแถวเพื่อลดต้นทุน แล้วหันมาลุยช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ บริษัทที่ปรับตัวเร็วสามารถสร้างยอดขายจากช่องทาง New Economy เหล่านี้ให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด รวมถึงสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย
การทำ Digital Transformation ในองค์กร (ย้ายสู่ระบบ Cloud):
ในอดีต บริษัทต้องลงทุนมหาศาล (CAPEX) ไปกับระบบเซิร์ฟเวอร์ ห้องทำความเย็น และจ้างพนักงานไอทีมาดูแล แต่ปัจจุบันองค์กรต่างๆ หันมาใช้ระบบ Cloud ทำให้ต้นทุนเหล่านี้ลดลงกลายเป็นเพียงค่าเช่าแปรผัน (Variable Cost)
วัฒนธรรม Work From Home (WFH):
การนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้พนักงานสามารถดึงข้อมูลจาก Cloud และทำงานจากที่ไหนก็ได้ ผลที่ตามมาคือบริษัทสามารถลดขนาดพื้นที่สำนักงาน (Downsizing) ประหยัดค่าเช่า ดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่ที่ชอบความยืดหยุ่น และอาจปรับโครงสร้างฐานเงินเดือนใหม่โดยหักลบสวัสดิการค่าเดินทางออกไป ซึ่งช่วยลดต้นทุนขององค์กรและรักษาอัตรากำไรไว้ได้
---
ส่วนที่ 2: โอกาสการลงทุนในหุ้นไทยที่ยังซ่อนอยู่ (อุตสาหกรรมที่น่าสนใจ)
ถึงแม้ไทยจะเสียเปรียบเวียดนามในแง่ของชาติตะวันตกและเกาหลีใต้ แต่พี่วิบูลย์มองเห็นความโชคดีหนึ่งอย่างคือ
"ประเทศจีน" มองไทยเป็นฐานการผลิตสำรอง เพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากการคว่ำบาตร (Sanctions) จากสหรัฐอเมริกา โดยสาเหตุที่จีนเลือกไทยมากกว่าเวียดนาม ส่วนหนึ่งมาจากข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ระหว่างจีนและเวียดนาม สิ่งนี้ทำให้เกิดโอกาสใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่:
1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
บริษัทจีนจำนวนมาก (เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, รถยนต์ EV) กำลังย้ายฐานการผลิตแบบยกห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้ามาตั้งในไทย ตัวอย่างเช่น Haier ที่สร้างโรงงานผลิตแอร์กำลังการผลิตสูงถึง 10 ล้านเครื่องในไทย ทั้งที่ยอดขายแอร์ในไทยมีไม่ถึง 1 ล้านเครื่อง เป้าหมายที่แท้จริงคือการใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปยังอเมริกา
การเข้ามาตั้งโรงงานของต่างชาติจำเป็นต้องพึ่งพานิคมอุตสาหกรรม เพราะมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า น้ำ ถนน ระบบบำบัดน้ำเสีย) และใบอนุญาตต่างๆ
ข้อควรระวังในการเลือกหุ้น:
ไม่ใช่ทุกนิคมฯ จะได้ประโยชน์เท่ากัน นักลงทุนต้องเจาะลึกว่าลูกค้ารายใหญ่ของแต่ละนิคมฯ เป็นกลุ่มใด (จีน ญี่ปุ่น หรือตะวันตก) และต้องดูพื้นที่รอการพัฒนา (Land Bank) ว่าบริษัทมีที่ดินพร้อมให้ขยายต่อเนื่องในทำเลเดิมหรือไม่ (เช่น ขยายต่อเนื่องในโซนระยอง) เพราะการต้องย้ายไปเปิดโครงการในจังหวัดใหม่จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่คุ้มค่า
2. กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์
ในอดีตผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยพึ่งพายอดผลิตรถยนต์สันดาปของญี่ปุ่นเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันตลาดในประเทศอิ่มตัวแล้ว (ยอดผลิตคงที่ประมาณ 2 ล้านคันต่อปี)
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของรถยนต์ EV จีนสร้างโอกาสใหม่ ปัจจุบันชิ้นส่วน EV ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้านำเข้า แต่หากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) จะทำให้บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไทยที่เคยผลิตให้ญี่ปุ่น สามารถสอดแทรกเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของ EV จีนได้
จุดเด่น:
หุ้นชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยมีจำนวนมากและปัจจุบันราคาถูกมาก (Undervalued) หลายบริษัทให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 8-10% โดยที่แทบไม่มีนักลงทุนให้ความสนใจ
3. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์)
แม้ไทยจะไม่มีผู้ออกแบบชิป แต่ยังมีบริษัทที่รับจ้างผลิต (OEM) ในบางส่วนของระบบนิเวศนี้ เช่น ผู้ผลิต Power Supply สำหรับ Data Center หรือผู้ผลิตแผงวงจร PCB (Printed Circuit Board)
หุ้นในกลุ่มนี้มีทั้งหุ้นยอดนิยมที่ P/E ทะลุ 100 เท่า (อภินิหาร) และหุ้นที่อยู่นอกสายตาผู้คนแต่ราคาถูก P/E ต่ำ และจ่ายปันผลสูง ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างปลอดภัย
4. กลุ่มโรงพยาบาลและการแพทย์ (มุมมองน้องป๊อป)
อุตสาหกรรมโรงพยาบาลได้อานิสงส์ทางอ้อมแบบเต็มๆ จากการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อโรงงานขยายตัว ประชากรและแรงงานจะย้ายถิ่นฐานเข้าไปสร้างครอบครัวในพื้นที่นั้นๆ (เช่น โซนระยอง)
กลุ่มแรงงานเหล่านี้จะต้องเข้าสู่ระบบ "ประกันสังคม" ทำให้โรงพยาบาลที่รับประกันสังคมและไปเปิดสาขาในพื้นที่เหล่านั้น มีรายได้แบบสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ต่างจากบริษัทนิคมฯ ที่รายได้มักจะมาเป็นก้อนใหญ่ๆ จากการขายที่ดินและอาจขาดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลและ คลินิกเสริมความงาม (ในเซกเมนต์ระดับบน) พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความแข็งแกร่งมาก แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวและเกิดภาวะเงินเฟ้อที่กระทบกำลังซื้อของคนรากหญ้า แต่ธุรกิจสุขภาพและความงามกลับเติบโตสวนกระแส เพราะลูกค้ากลุ่มบนไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อมากนัก
---
ส่วนที่ 3: กลยุทธ์การจัดพอร์ตให้รอดและเติบโตในสภาวะปัจจุบัน
กลยุทธ์ที่ 1: ลงทุนใน "Defensive Stock" และกินปันผล (มุมมองพี่วิบูลย์)
พี่วิบูลย์เปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นที่เผชิญกับสภาวะ "Lost Decade" (เศรษฐกิจเติบโตต่ำเพียง 1-2% มายาวนาน 20-30 ปี) สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจระดับประเทศจะไม่โต แต่ธุรกิจพื้นฐานในชีวิตประจำวัน "ไม่มีวันตาย"
เช่น ร้านเบเกอรี่ ร้านสะดวกซื้อ (Lawson) หรือในไทยอย่างกลุ่มการเงินและธนาคาร (คนยังต้องใช้เงินบาท โอนเงินผ่าน QR Code), กลุ่มสื่อสาร (คนเลิกดูทีวีได้ แต่เลิกเล่นมือถือไม่ได้), และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (คนไม่สามารถพกน้ำจากบ้านได้ตลอดเวลา ยังต้องซื้อเครื่องดื่มบรรจุขวด)
ข้อดีที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่เติบโต (Moat from No Growth):
* เมื่ออุตสาหกรรมอิ่มตัว จะ "ไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่" กล้ากระโดดเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานหรือทุ่มงบการตลาดในน่านน้ำที่ไม่เติบโต ทำให้บริษัทหน้าเดิมที่เป็นเจ้าตลาดสามารถรักษาส่วนแบ่งและกำไรไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง (Economic Moat)
* ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่แปลกประหลาดและน่าสนใจมาก หุ้นบริษัทขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาทหลายตัว มี Valuation ที่ถูกที่สุดตั้งแต่หลังวิกฤตปี 40 คือ Price per Book ต่ำกว่า 1 เท่า, P/E ต่ำกว่า 10 เท่า (บางตัว 7-8 เท่า) และจ่ายปันผลสูงถึง 7-8% ต่อปี
* *การที่หุ้น P/E 7 เท่า หมายความว่า ตลาดคาดการณ์ว่าบริษัทนี้จะไม่มีการเติบโตเลยไปอีก 15 ปี (Discount rate 15%) ซึ่งเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป
* ดังนั้น หุ้นไทยปัจจุบันจึงเป็น "โอกาสทองสำหรับผู้ที่มองหาหุ้นปันผล" เพื่อเก็บกระแสเงินสดไว้ใช้ยามเกษียณ หากดัชนีขึ้นไป 1,500 จุด อาจจะขึ้นแค่หุ้นใหญ่บางกลุ่ม แต่หุ้นขนาดกลางและเล็ก (Medium/Small Cap) ระดับหมื่นล้านบาทจำนวนมากยังราคาไม่แพงและจ่ายปันผลมั่นคง
กลยุทธ์ที่ 2: ตามล่าหา "Growth Stock" ที่ซ่อนอยู่ผ่าน Operating Leverage (มุมมองน้องป๊อป)
แม้มองว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมกำลังซื้อจะอ่อนแอ แต่น้องป๊อปยังเชื่อว่าสามารถหา Growth Stock (หุ้นเติบโต) ได้ โดยเจาะจงไปที่บริษัทที่ "ยังคงลงทุนขยายกิจการหรือสาขา" ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา (เช่น เชนร้านขายยา หรือค้าปลีกบางแห่ง)
แนวคิด Economies of Scale:
ในช่วงแรกที่บริษัทลงทุนเปิดสาขา ฐานกำไรจะถูกกดทับด้วยต้นทุน (ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ฯลฯ) ทำให้ตัวเลขกำไรดูต่ำ (เช่น อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2-3% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20-30%)
* แต่เมื่อบริษัทผ่านเฟสการลงทุนไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจะกลายเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) หากบริษัทสามารถผลักดันยอดขายให้โตขึ้นเพียงเล็กน้อย เช่น รายได้โตแค่ 5% แต่กำไรสุทธิอาจจะระเบิดเติบโตได้ถึง 20% - 50% เนื่องจากกำไรส่วนเพิ่มจะไหลลงมาที่บรรทัดสุดท้ายแบบเต็มๆ (Operating Leverage)
กลยุทธ์ที่ 3: หากต้องการอุตสาหกรรมสุดล้ำ ให้มองออกไปนอกประเทศ
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเติบโตไปกับธุรกิจเทคโนโลยีล้ำยุคหรือ New Economy ขั้นสุด พี่วิบูลย์แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงข้อจำกัดของตลาดหุ้นไทย โดยการไปซื้อ กองทุน ETF หรือ DR (Depositary Receipt) ที่อ้างอิงหุ้นต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถซื้อขายผ่านกระดานหุ้นไทยได้เลยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกจัดเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 35% หากนำเงินลงทุนกลับเข้าประเทศตามกฎหมายใหม่ของกรมสรรพากร
---
# # # บทสรุปและข้อคิดทิ้งท้ายเพื่อความอยู่รอดของพอร์ตลงทุน
1. ต้องเข้าใจในธุรกิจอย่างลึกซึ้ง (Understand the Business):
น้องป๊อปย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรายืนระยะได้ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนและไม่เป็นใจ คือความเข้าใจว่าบริษัทที่เราถือมี "ความสามารถในการแข่งขัน" อย่างไร และมีโมเดลการเติบโตแบบไหน หากเราขาดความเข้าใจ เมื่อราคาหุ้นตก เราจะถูกบีบให้ออกจากตลาดด้วยความกลัว
2. มองไปข้างหน้า อย่ามองกระจกหลัง (Look Forward):
พี่วิบูลย์ให้แง่คิดว่า การดูงบการเงินย้อนหลัง 5-10 ปีเป็นเพียงการมองกระจกหลัง แต่การลงทุนคือการซื้ออนาคต บริษัทที่อดีตเคยดีไม่ได้แปลว่าอนาคตจะดีเสมอไป นักลงทุนต้องประเมินแผนงานธุรกิจในอนาคตเทียบกับ Valuation ในปัจจุบันว่ามันสะท้อนมูลค่าที่ควรจะเป็นไปแล้วหรือยัง
3. รู้จักสไตล์ของตัวเอง:
* หากชอบความมั่นคงและกระแสเงินสด -> ตลาดหุ้นไทยคือขุมทรัพย์ของหุ้นปันผล (Defensive & Dividend Stocks) ที่แข็งแกร่ง
* หากชอบตามล่าหาการเติบโตระดับโลก -> ใช้เครื่องมือ ETF/DR เพื่อออกไปเติบโตกับกระแสโลก
* หากชอบค้นหาเพชรในตม -> ต้องขยันทำการบ้าน แกะงบการเงิน เพื่อหาหุ้นกลุ่มที่มี Operating Leverage ชั้นเยี่ยมหรือหุ้นอุตสาหกรรมในสายตาต่างชาติที่ราคาถูกเกินจริง
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจเจาะลึกเพิ่มเติม วิทยากรทั้งสองท่านรวมถึงผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ จะไปร่วมบรรยายในหัวข้อการจัดพอร์ตให้แพ้ยากในยุคหุ้นไทย Undervalued ในงาน SET in the City วันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5)