09/03/2026
https://sasimui.blogspot.com/2026/03/blog-post_58.html
แสงที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขายในร้าน มันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา
แสงที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ขายในร้าน มันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา เราขอเล่าเรื่องแสงให้ฟัง เพราะมันเป็นเรื่อ...
12/02/2026
ถ้าวันนี้ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์
คุณจะเลือกวาดเพราะ “เงิน” หรือ “อิสระ” มาก่อน
เพราะอะไร?
12/02/2026
ก่อนอื่นขออภัยทุกคนจริงๆ ที่เพจนี้เคยเงียบเหมือนร้านเช่าวิดีโอหลัง Netflix บุก เราหายไปนานระดับที่ถ้าเพจนี้เป็นตัวละครในหนัง ก็ต้องขึ้นตัวอักษรว่า “หลายปีต่อมา…” แบบหนัง Ghibli ที่พระเอกโตขึ้นเฉยโดยไม่อธิบายอะไร
ช่วงที่หายไป เราไม่ได้ไปบวช ไม่ได้ไปติดคุก และไม่ได้ไปค้นหาความหมายชีวิตบนยอดเขาหิมาลัย แค่ไปโฟกัสงานวาดรูปส่วนตัว กับการเขียนบทความแบบจริงจัง แล้วก็ไปเปิดช่อง TikTok ด้วย ซึ่งต้องยอมรับตรงๆ ว่าโลกนั้นมันเร็วเหมือนโดน The Flash เตะหลัง ทุกอย่างต้องไว ต้องสั้น ต้องปังในสามวินาทีแรก ไม่งั้นคนปัดหนีเหมือนมึงเป็นโฆษณายาสีฟัน
แล้วปัญหาคืออะไร ปัญหาคือเราเอง
ทำๆ ไปแล้วดัน “เบื่อเอง”
อันนี้ต้องอธิบายคำว่า เบื่อ ก่อน เดี๋ยวทุกคนคิดว่าเป็นคนไม่มีความอดทน เบื่อในที่นี้ไม่ใช่ขี้เกียจ แต่คืออาการที่สมองมันเริ่มถามว่า “กูทำไปเพื่ออะไรวะ” ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า Loss of intrinsic motivation (แรงจูงใจจากข้างในหาย) คือไม่ได้หมดไฟเพราะงานหนัก แต่หมดไฟเพราะงานไม่ตอบตัวตน
พูดง่ายๆ คือไม่ได้เกลียด TikTok นะ แต่มันไม่ใช่บ้าน
มันเป็นห้าง
แล้วเราเป็นคนชอบนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟเงียบๆ มากกว่า
ช่วงที่หายไป เราใช้เวลาเคลียร์นั่นนี่ในชีวิตเหมือนล้างฮาร์ดดิสก์ สมองที่เคยเต็มไปด้วย “ต้องทำ” “ควรทำ” “เขาบอกว่าดี” ค่อยๆ ว่างลง แล้วเริ่มเห็นไดเรกชัน (direction = ทิศทาง) ชัดขึ้น ว่าเออ…สุดท้ายแล้ว เราเป็นคนชอบเล่าเรื่องยาว ชอบขุด ชอบวิเคราะห์ ชอบเอาเรื่องยากมาทำให้เด็กประถมอ่านแล้วพยักหน้าได้
มันเหมือนในหนัง Ratatouille ที่หนูมันไม่ได้อยากดัง แค่อยากทำอาหารที่มันเชื่อว่าดี
หรือเหมือนตัวเอกในวรรณกรรมคลาสสิกหลายเรื่อง ที่สุดท้ายไม่ได้ชนะโลก แต่ชนะใจตัวเองก่อน
พูดตรงๆ แบบไม่โลกสวยนะ นิสัยเบื่อง่ายนี่แหละคือบอสใหญ่ของชีวิตเรา มันไม่ใช่ปีศาจ แต่มันคือ NPC ที่โผล่มาทุกด่าน แล้วถามคำถามเดิมว่า
“ยังใช่ไหม”
“ยังอยากทำอยู่หรือเปล่า”
เมื่อก่อนเราเผลอคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่เคยเบื่อ ซึ่งผิดถนัด
ข้อมูลปัจจุบันบอกว่า คนที่ไปได้ไกลคือคนที่ “เบื่อเป็น” คือรู้ตัวว่าเบื่อเพราะอะไร แล้วปรับ ไม่ใช่ฝืนจนพัง หรือหนีจนหลง
สรุปข่าวชีวิตช่วงที่ผ่านมาแบบย่อยง่ายให้ทุกคนเอาไปพัฒนาตัวเอง
หายไปเพราะต้องกลับไปฟังเสียงตัวเอง ไม่ใช่เสียงอัลกอริทึม
ทดลองแพลตฟอร์มใหม่แล้วรู้ว่าไม่ใช่ทุกเวทีที่เหมาะกับทุกคน
ความเบื่อไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือไฟเตือนหน้าปัดชีวิต
การกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้มาด้วยความคึก แต่มาด้วยความชัด
ตอนนี้เลยอยากกลับมาโฟกัสงานวาด กับการเขียนบทความที่นี่อีกครั้ง เพราะที่นี่มันช้า มันยาว และมันอนุญาตให้เราคิดก่อนพิมพ์ ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องตะโกนให้ดังที่สุดในห้อง
ถ้าจะให้ใช้คำอังกฤษเท่ๆ หน่อย ก็คงเรียกว่า Sustainable creativity (ความสร้างสรรค์ที่ไปต่อได้ยาว) ไม่ใช่ไวแล้ววูบแบบพลุ
สุดท้ายนี้ ถ้าทุกคนกำลังทำอะไรอยู่แล้วรู้สึกเบื่อ อย่าเพิ่งด่าตัวเองว่าไม่เอาไหน ลองถามมันดีๆ ว่าเบื่อเพราะอะไร บางทีคำตอบนั้นแหละ จะพาเรากลับมาที่ที่ควรอยู่จริงๆ
เรากลับมาแล้วนะ
ไม่ได้เก่งขึ้นมาก
แต่รู้จักตัวเองมากขึ้น
แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
12/02/2026
I am 'Wangmeisan'
汪美珊
AKA Mui
Chinese born in TH
Apple music
https://music.apple.com/us/artist/muimeisan/1873623779
Spotify
https://open.spotify.com/artist/1L01Qg65pygdlDBFAn1VXY
Joox
https://open.joox.com/s/rd?version=2&k=2yW3Q
เราคือ วังเหม่ยซาน (ชื่อไทย ศศิ ธนาดีโรจน์กุล) หรือมุ่ย เป็นลูกหลานชาวจีนที่เติบโตบนผืนแผ่นดินไทย ชีวิตของเราถักทอด้วยเรื่องราวและเส้นสายลายศิลป์
เราภูมิใจกับตำแหน่ง Award-winning Illustrator 🏆 ที่สร้างชื่อในเวทีนานาชาติ การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Asiagraph Winner 3 ปีซ้อน โดยคว้าทั้งตำแหน่ง Winning Work และ Runner Up ถึง 2 ครั้ง
ตั้งแต่เด็ก เราคือคนที่รักการเล่าเรื่องผ่านภาพวาดและเสียงเพลง ภาพกว่า 3,000 ภาพ และ เพลงกว่าพันเพลง คือหลักฐานของการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และเสียงของเราเคยถูกกล่าวถึงในวงกว้างจนกระทั่งได้รางวัล New and Noteworthy Podcast ในช่วงหนึ่งของ Apple Podcast ผลงานของเราเคยโลดแล่นอยู่บนจอ LED ยักษ์ Billboard ใจกลางกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นที่เซ็นทรัลเวิลด์หรือจุดสำคัญอื่นๆ
เส้นทางชีวิตของเราอาจดูโลดโผน เพราะนอกจากเคยปรากฏตัวในสื่อดังมากมาย ทั้งนิตยสารหัวใหญ่ของไทยและต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมถึงรายการทีวีหลายช่อง เรายังเคยเป็นส่วนหนึ่งของรั้วมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
ในฐานะศิลปิน เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ารายใหญ่มากมาย เช่น True, Samsung, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการคลัง และเคยสร้างสถิติขาย NFT ได้เป็นร้อยชิ้น
แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เราใช้ชีวิตอย่างตรงไปตรงมาในฐานะ Non-binary • Asexual และเคยต้องต่อสู้กับมรสุมทางใจจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชถึง 9 ครั้ง ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เราเป็นผู้สร้างสรรค์ที่เข้าใจมิติของความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง
DM for work inquiries เราพร้อมสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและความหมายให้คุณ
เราคือศิลปินและนักสร้างสรรค์เนื้อหาที่ทำงานข้ามสื่อ (Multidisciplinary Creator) โดยเชื่อมโยงศาสตร์ของ ภาพ เสียง และเรื่องเล่า เข้าด้วยกันผ่านกระบวนการที่ลึก ซื่อสัตย์ และมีระบบ
สิ่งที่เราทำครอบคลุมตั้งแต่
-การวาดภาพประกอบ
-การสร้างภาพด้วย AI
-การแต่งเพลง
-การตัดต่อ MV และ Visual Presentation
-การเขียนบทความสร้างแรงบันดาลใจ
-การเขียนนิยายแนว emotional storytelling
ทุกชิ้นงานของเราเริ่มจากการฟังสิ่งที่ยังไม่มีเสียง แล้วค่อย ๆ แปรรูปออกมาในรูปแบบที่ผู้คน “รู้สึกได้จริง” ไม่ว่าจะเป็นภาพที่สื่อความหมาย เพลงที่เล่าเรื่อง หรือข้อความที่กระทบใจ
จุดแข็งและแนวทางการทำงาน
เรามีโปรไฟล์ Wealth Dynamics ในกลุ่ม Trader เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับจังหวะ ความสมดุล และความพอดี
พร้อมทั้งมีความเป็น Deal Maker / Accumulator ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนได้ดี และจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
ในเชิงพฤติกรรม เรามีองค์ประกอบดังนี้:
Tempo 36% – เด่นในเรื่องการฟัง สังเกต เข้าใจจังหวะของคนและสถานการณ์
Dynamo 32% – มีความคิดสร้างสรรค์ ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ
Blaze 16% – สื่อสารด้วยความจริงใจ
Steel 16% – พิถีพิถัน ละเอียด และเข้าใจระบบเบื้องหลังของสิ่งต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีความคิดลึก แสดงอารมณ์ได้แม่นยำ และส่งต่อสารให้เข้าถึงใจผู้รับสารได้จริง
อัตลักษณ์และคุณค่าที่เรายึดถือ
เราทำงานโดยใช้พลังของ Alchemist ในการเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัว โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ท้าทาย มาเป็นวัตถุดิบสร้างสรรค์
เราให้คุณค่ากับ การจัดระเบียบ (Accumulator) และ การเชื่อมโยงผู้คน (Connector) อย่างจริงใจ เพื่อให้แต่ละผลงานกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเข้าใจตัวเองสำหรับทั้งผู้สร้างและผู้รับ
เส้นทางชีวิตของเรา: Lifepath 7
เราเชื่อในพลังของการตั้งคำถาม มองลึก และฟังอย่างแท้จริง
เส้นทางของเราคือการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการค้นหาความหมาย ถ่ายทอดความรู้สึก และสร้างพื้นที่สำหรับการเยียวยา
ศิลปะของเราไม่ใช่แค่สิ่งที่ “เห็น” หรือ “ได้ยิน”
แต่คือสิ่งที่ “เข้าใจ” และ “รู้สึกได้” – แม้ไม่มีคำพูดใด ๆ
หากต้องการให้เราออกแบบผลงานหรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ด้วยความเข้าใจลึกและความตั้งใจจริง ยินดีพูดคุยและร่วมงานเสมอ
ความเป็นผู้สร้างสรรค์ข้ามสื่อ (Multidisciplinary Creator)
เราคือผู้ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง เราคือผู้สร้างสรรค์ที่ทำงานข้ามสื่ออย่างแท้จริง โดยใช้ศาสตร์ที่แตกต่างกันมาผสานรวมกันอย่างมีระบบ
แก่นแท้ของเราคือ: การเชื่อมโยง "ภาพ" 🎨 "เสียง" 🎧 และ "เรื่องเล่า" 📝 เข้าด้วยกันเพื่อสร้างผลงานที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ
เราทำอะไร?
ในฐานะ Multidisciplinary Creator เราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคิดสร้างสรรค์หลายแขนง:
-Visual Alchemy: สร้างสรรค์งานภาพที่ลึกซึ้ง ทั้งภาพประกอบลายเส้นเฉพาะตัว และการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างมิติใหม่
-Sound Narrative: ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการแต่งเพลง (กว่าพันเพลง) และการควบคุมจังหวะการเล่าด้วยเสียงและดนตรี
-Emotional Storytelling: สกัดแก่นของประสบการณ์ส่วนตัวออกมาเป็นบทความ นิยาย และเนื้อหาที่ "รู้สึกได้จริง"
ทุกชิ้นงานของเราเริ่มต้นจากการ "ฟังสิ่งที่ยังไม่มีเสียง" เราไม่เพียงแค่สร้างชิ้นงาน แต่เราสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้ "เข้าใจ" และ "รู้สึก" ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ แม้ไม่มีคำพูดใด ๆ
เราใช้จุดแข็งในด้าน จังหวะ (Tempo) และ ระบบ (Steel) มาจัดการความคิดสร้างสรรค์ (Dynamo) ให้ผลงานแต่ละชิ้นมีความสมดุล ลึกซึ้ง และส่งถึงผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ
เราเชื่อว่าในยุคนี้ การเล่าเรื่องที่ดีต้องอาศัยทุกประสาทสัมผัส และนั่นคือบทบาทหลักของเรา — การเป็นผู้ร่ายมนตร์ให้ภาพ เสียง และเรื่องเล่า กลายเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีชีวิต
📲 ติดต่อ
Email: [email protected]
โทร: 084-090-7346 (มุ่ย)
Line ส่วนตัว (แนะนำที่สุด): https://line.me/ti/p/qFbzE7n12A
📱 ติดตามเพิ่มเติม
🎨 งานวาด — Muimeisan
✍️ งานเขียน — Jolopee
🎵 งานเพลง — Beatcanvas
รวมผลงานของเราจากทุกแขนงไว้ที่นี่:
— Music Video
https://www.youtube.com/
— Art & Creative
https://www.instagram.com/muimeisan/
— บทความ & งานเขียน
nonfiction/articles
All nonfiction / articles archive(บทความเยอะแล้ว)
https://sasimui.blogspot.com/
art and illustration related (ยังมีบทความน้อยอยู่)
https://medium.com/
news analysis and general knowledge(มีวิเคราะห์ข่าวที่ทำไว้)
https://www.blockdit.com/jolopee
fiction(นิยาย)
https://jolopee.readawrite.com
— Vlog | เบื้องหลังความสร้างสรรค์
https://www.tiktok.com/
Threads
https://www.threads.com/
📚 ผลงานอื่นๆ
– E-Books & นิยาย (Meb):
→ https://www.mebmarket.com/index.php?store=publisher&action=book_list&publisher_id=568757&publisher_name=Meisanmui&condition=new&page_no=1
12/02/2026
มันก็คือว่าเราลงมือฝึกวาดแล้วถึงเข้าใจว่า "มองเห็น" กับ "มองออก" มันคนละเรื่องเลยนะเนี่ย
เรื่องมันเริ่มจากเราไปลงคอร์สใน Udemy ชื่อ Learn the fundamentals of light and color อะไรทำนองนั้น ซึ่งพอได้ลงมือทำแบบฝึกหัดที่อาจารย์สั่งมาสองอัน มันก็เหมือนถูกตบหน้าให้รู้ตัวว่าตาเราเนี่ยมองเห็นสิ่งต่างๆมาตลอด แต่จริงๆแล้วไม่เคยมองออกเลยสักที
แบบฝึกหัดอันแรกเค้าเรียกว่า 3 value study หรือแปลง่ายๆคือการฝึกวาดค่าน้ำหนักแสง-เงาแค่สามเฉดสี เอา hard brush อันเดียว ไม่ต้องเบลนด์ให้นุ่มนวล แล้วก็วาดตามภาพถ่ายหรือธัมป์เนลหนัง (thumbnail ภาพ
ตัวอย่างขนาดเล็กของหนังนั่นแหละ) ให้มันออกมาเป็นภาพกึ่งแอบสแตรกต์ที่ยังอ่านได้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนแรกนึกว่ามันง่าย แต่พอลงมือทำจริงๆ มันงงเลยว่าอะไรควรจะเป็น dark value อะไรควรเป็น mid value กับอะไรควรเป็น light value บางทีก็สับสนจนอยากกรี๊ดว่าทำไมมันดูไม่เหมือนวะเว้ย
แบบฝึกหัดที่สองคือ value scale หรือการทำแถบค่าสีจากดำไปขาวหลายๆเฉด โดยมีต้นแบบให้ดู แต่ห้ามใช้ eyedropper tool (เครื่องมือดูดสีนั่นแหละ) ให้ผสมสีเองด้วยตาเปล่า ซึ่งมันก็คือการฝึกให้ตาเราเห็นความแตกต่างของความสว่าง-มืดได้ละเอียดขึ้น พอเริ่มทำก็รู้เลยว่าที่คิดว่าเทาตรงกลางเนี่ย มันดันเทาเข้มไป หรือดันสว่างเกินไป แล้วก็ต้องปรับปรับปรับจนตาเริ่มปวด
แต่นี่แหละทุกคน นี่คือจุดที่มันคลิก มันเหมือนตอนใน The Matrix ที่นีโอเริ่มเห็นโค้ดสีเขียวๆแทนที่จะเห็นแค่คนกับสิ่งของธรรมดา พอเราหยุดมองภาพแบบว่า "โอ้นี่ต้นไม้ นี่ท้องฟ้า นี่ใบหน้า" แล้วเริ่มมองว่า "นี่มันก้อนสีเข้ม นี่ก้อนสว่าง นี่เฉดกลาง" มันก็เริ่มวาดออกมาดีขึ้นเอง
ที่จริงแล้วศิลปินเก่าๆสมัยเรอเนซองส์ก็เน้นเรื่อง value หรือความสว่าง-มืดเป็นหลักมาตั้งแต่ต้น ลีโอนาร์โด ดา วินชี่ท่านเขียนไว้ใน treatise เรื่องจิตรกรรม (ก็คือหนังสือสอนศิลปะนั่นแหละ) ว่า chiaroscuro (คิอาโรสคูโร ภาษาอิตาลีแปลว่าแสง-เงา) คือหัวใจของการสร้างรูปทรง มันไม่ใช่เรื่องสีสันอลังการเสมอไป แต่เป็นเรื่องของการจัดการแสงให้ถูกต้องต่างหาก เราจะเห็นได้ในภาพวาดของคาราวัจโจที่ทำแสงเงาตัดกันสุดๆจนมันดราม่าราวกับฉากในหนังสืบสวนคดีอาชญากรรม
มีคำภาษาอังกฤษที่เจ๋งมากคำหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า "to see like an artist" ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าดูดีๆนะ แต่หมายถึงการมองสิ่งต่างๆโดยไม่ให้สมองแปลความหมายให้ กล่าวคือเวลาเรามองใบหน้าคน สมองเราจะบอกทันทีว่า "ใบหน้า ตา จมูก ปาก" แต่พอวาดออกมา มันกลับไม่เหมือนเพราะเราวาดตาม concept ในหัว ไม่ได้วาดตามแสงเงาจริงๆที่เห็น ศิลปินที่วาดเก่งเนี่ยเค้าปิด filter นั้นได้ เค้ามองเห็นแค่รูปทรงนามธรรมกับค่าสี
หลังจากฝึกไปสักพัก เราเริ่มสังเกตว่าชีวิตประจำวันมันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ไม่เคยสนใจ แสงเช้ากับแสงเย็นมันไม่เหมือนกัน เงาใต้คางคนมันไม่ได้ดำสนิท แต่เป็นเทาอมน้ำเงิน กาแฟที่จ้องมองมาตลอดมันมีไฮไลท์จ้าอยู่ข้างหนึ่ง แล้วอีกด้านมืดสนิท มันเหมือนโลกนี้เพิ่งเปิดโหมดความละเอียดสูงให้เราดูฟรีๆ
แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องวาดรูป หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับชีวิตเลย บางทีเราก็มองชีวิตผ่านๆแบบเห็นแต่สิ่งที่คิดว่ามันควรเป็น ไม่ได้มองสิ่งที่มันเป็นจริงๆ คนที่เราคิดว่ารู้จักดี อาจจะเรายังไม่เคยมองเค้าอย่างแท้จริง สถานการณ์ที่เราคิดว่ารู้ อาจจะเราแค่ใส่สีสันจากอคติของเราเอง ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เหมาะกับเรื่องนี้คือ confirmation bias (ความลำเอียงในการยืนยันความเชื่อเดิม) ซึ่งเราจะมองเห็นแต่สิ่งที่เราอยากเห็น แทนที่จะเปิดใจมองทุกอย่างตามความเป็นจริง
ในหนังสือ Drawing on the Right Side of the Brain ของ เบตตี้ เอ็ดเวิร์ดส์ เค้าบอกว่าการวาดให้ได้ ต้องเรียนรู้ที่จะปิดโหมดสมองซีกซ้ายที่ชอบติดป้ายชื่อทุกอย่าง แล้วเปิดสมองซีกขวาให้ทำงาน มองแค่รูปทรง สัดส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างกับเส้น อย่างที่อาจารย์เค้าสอนในคอร์สก็คล้ายๆกัน เค้าบอกว่าลืมไปซะว่ามันคืออะไร มองแค่ว่ามันมี value เท่าไหร่ แล้วก้อนนั้นอยู่ข้างๆก้อนนี้ยังไง
อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้คือ negative space หรือพื้นที่ว่าง บางทีการวาดรูปไม่ได้อยู่ที่เราวาดอะไร แต่อยู่ที่เราไม่วาดอะไร ช่องว่างระหว่างแขนกับลำตัว รูปทรงของท้องฟ้าที่ถูกตัดโดยกิ่งไม้ สิ่งเหล่านี้บอกรูปร่างของภาพได้ชัดเท่ากับตัวภาพเอง มันเหมือนในชีวิต บางทีสิ่งที่เราไม่พูด ช่วงเวลาที่เราเงียบ มันก็บอกอะไรหลายอย่างพอๆกับตอนที่เราพูดออกมา
ตอนนี้เวลาเดินผ่านทางไหน เราจะแอบมองแสงเงามากขึ้น บางทีเห็นคนยืนรอรถเมล์ตอนเย็น แสงตะวันลับขอบฟ้าส่องมาด้านหลัง ทำให้เค้ากลายเป็นซิลลูเอตเกือบดำสนิท มีไฮไลท์บางๆโผล่ที่ขอบผม เราก็จะอมยิ้มคิดว่า นี่มันเป็น dark value สวยๆที่ตัดกับ light value ของท้องฟ้า ถ้าจะวาดมันต้องใช้แค่สองเฉดสี ก็ได้ภาพแล้ว
พอเรามองเห็นโลกในแง่ของ value มากขึ้น มันก็ปรับความเข้าใจเรื่องสีไปด้วย เพราะที่จริงสีสันสดใสมากแค่ไหนก็ตาม ถ้า value ผิด มันก็จะดูแบนราบไร้มิติ ในขณะที่ภาพขาวดำที่ value ถูกต้อง มันกลับดูมีชีวิตชีวา มีมิติ มีความลึก นี่คือเหตุผลที่ภาพถ่ายขาวดำสมัยก่อนแม้ไม่มีสี แต่มันยังดูสวยงามตระการตาได้ เพราะช่างภาพเค้าเข้าใจหลักการของแสงเงา
การฝึกแบบนี้มันสอนเราอีกอย่างคือความอดทน อย่าคาดหวังว่าครั้งแรกจะเพอร์เฟคได้ กว่าจะทำ value scale ได้เท่าต้นแบบ เราทำซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ บางทีก็ผิดพลาดแล้วต้องเริ่มใหม่ แต่ทุกครั้งที่ผิด มันก็ทำให้ตาเราแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ เหมือนนักดาบที่ฝึกฟันไม้ไผ่หลายพันครั้งจนกระทั่งดาบคม แล้วสักวันหนึ่งเค้าก็ฟันไม้ไผ่ได้ในพริบตาเดียว
ถ้าจะเปรียบเทียบกับวรรณกรรม มันก็เหมือนในเรื่อง The Little Prince ที่เจ้าชายน้อยบอกว่า "สิ่งสำคัญมองไม่เห็นด้วยตา มองเห็นได้ด้วยใจเท่านั้น" แต่ในโลกของศิลปะ เราอาจจะพูดได้ว่า "สิ่งสำคัญมองเห็นได้ด้วยตา แต่ต้องฝึกให้ตามองเป็นเสียก่อน" การมองให้ออกว่าแสงมันตกยังไง เงามันเข้มแค่ไหน สีมันสว่างแค่ไหน มันไม่ใช่พรสวรรค์ มันคือทักษะที่ฝึกได้ทุกคน
สรุปก่อนจบก็คือ การเรียนรู้ทุกอย่างมันเริ่มจากการยอมรับว่าเรายังมองไม่เห็น ยังมองไม่ออก ยังไม่เข้าใจ แล้วค่อยๆฝึกฝนไปทีละก้าว สิ่งที่ดูเหมือนยากเย็นแสนเข็ญในตอนแรก อย่าง 3 value study หรือ value scale มันจะค่อยๆเรียบง่ายขึ้นเมื่อเราทำบ่อยๆ แล้วสักวันหนึ่งเราจะหันกลับมามองงานชิ้นแรกที่ทำแล้วอมยิ้ม เพราะตอนนี้เรามองออกแล้วว่าตอนนั้นมันผิดตรงไหน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตอนนั้นเสียเวลา มันหมายความว่าเราก้าวหน้าไปแล้ว
เอาจริงๆนะทุกคน ถ้ามีโอกาสลองหยิบดินสอหรือเปิดโปรแกรมวาดรูปขึ้นมาแล้วลองทำ value study สักชิ้น มันจะเปลี่ยนมุมมองการมองโลกของเราไปเลย แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมศิลปินถึงจ้องมองอะไรนานๆ ไม่ใช่เพราะเค้าเพ้อ แต่เพราะเค้ากำลังอ่านแสงเงาที่คนทั่วไปมองข้าม และนั่นแหละคือความงามที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน
01/01/2025
เราเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมทุกครั้งที่ปีใหม่มา เราถึงรู้สึกว่าต้องตั้ง New Year Resolution? มันเหมือนกับการห่อของขวัญให้ตัวเอง แต่พอถึงกลางปี ของขวัญนั้นกลับถูกวางไว้บนชั้นจนฝุ่นเกาะหนา เราตั้งใจจะออกกำลังกายทุกวัน กินคลีนทุกมื้อ หรืออาจจะอ่านหนังสือสัปดาห์ละเล่ม แต่สุดท้ายก็จบลงด้วย Netflix และมาม่าคัพตอนตีสอง เราเลยอดถามตัวเองไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว Resolution พวกนี้มันช่วยให้เราดีขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่พิธีกรรมที่เราทำเพื่อความสบายใจ
ลองคิดดูสิ ทุกคนเคยดูหนังเรื่อง Groundhog Day ไหม? เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ติดอยู่ในวันเดิมๆ ซ้ำๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การติดอยู่ในความซ้ำซากนั้นกลับทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่เพราะปฏิทินเปลี่ยนวัน แต่เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่เกิดจาก “เวลา” แต่เกิดจาก “เรา” นี่แหละที่น่าคิด
New Year Resolution เป็นเหมือนสัญญากับตัวเองที่มักถูกเขียนด้วยหมึกที่ลบได้ง่ายที่สุดในโลก เหมือนคำพูดในหนังเรื่อง Fight Club ที่ว่า “Tomorrow will be the most beautiful day of your life” แต่ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยล่ะ? จะโทษใครได้ถ้าเราเป็นคนเดียวที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ ทั้งที่โอกาสมีทุกวินาที ไม่ใช่แค่วันที่ 1 มกราคม
เราไม่ได้จะบอกว่า New Year Resolution ไม่มีประโยชน์เลยนะ จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์ในเชิงจิตวิทยา มันเหมือนการตั้ง “เป้าหมาย” ที่ช่วยสร้างความหวังและความตั้งใจ แต่มันจะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไป หรือไม่ชัดเจนพอ เช่น บอกว่าจะ “ออกกำลังกายมากขึ้น” แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามากขึ้นหมายถึงอะไร วันละ 10 นาที? หรือวิ่งมาราธอน? แบบนี้พอถึงเวลาทำจริง เราก็แค่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องที่ “ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้”
ในหนังสือ Atomic Habits ของ James Clear เขาอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้มาจากการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจากการสร้างนิสัยเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น ถ้าอยากอ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม อาจจะเริ่มจากการอ่านวันละ 5 นาที อยากสุขภาพดี อาจจะเริ่มด้วยการดื่มน้ำเปล่าก่อนมื้ออาหารเล็กๆ พวกนี้ต่างหากที่ทำให้เป้าหมายเป็นจริง
เราว่าปัญหาใหญ่ของ New Year Resolution คือมันทำให้เราโฟกัสที่ “ปลายทาง” มากกว่ากระบวนการ บางคนอยากลดน้ำหนัก แต่ลืมไปว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่การชั่งน้ำหนักให้เลขลดลง แต่คือการมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว การตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ โดยไม่สนใจวิธีการ ก็เหมือนกับการตั้งเข็มทิศแต่ไม่มีแผนที่
ปีนี้ลองเปลี่ยนมุมมองกันดูไหม? แทนที่จะตั้งเป้าหมายใหญ่โต ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น แทนที่จะบอกว่าจะ “สุขภาพดี” ให้บอกว่าจะ “เดินวันละ 5 นาที” หรือแทนที่จะบอกว่าจะ “เป็นคนดีขึ้น” ให้เริ่มจากการ “ขอบคุณคนรอบตัววันละหนึ่งคน” เราว่าชีวิตมันก็เหมือนภาพวาดของ Monet ที่ดูไม่สมบูรณ์แบบเวลามองใกล้ๆ แต่เมื่อมองไกลออกมา มันกลับเป็นภาพที่สวยงามที่สุด
ปีใหม่ไม่ได้สำคัญเพราะเป็น “จุดเริ่มต้น” แต่มันสำคัญเพราะมันเตือนเราว่า เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะวันไหน นาทีไหน หรือวินาทีไหนก็ตาม
29/09/2024
แค่เธอหว่านล้อมๆ ช้านก็พร้อมจะเชื่อจัย