..วันนี้ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ที่นึกถึง..
บางคนมาไกลเลย บางคนมาจากต่างประเทศ บางคนอุตส่าห์นั่งรถมาจากกทมเพื่อมาหาหมอ หรือบางคนอยู่ไม่ไกล แต่ก็สละเวลารอ บางคนรอนานเลย แต่ยังรอต่อ มีคนนึงพูดติดตลกว่า“อยู่บ้านแล้วไม่สบายใจต้องมาเจอหมอแม้จะต้องรอนาน“
วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยแต่เห็นรอยยิ้มของทุกคนแล้วหายเหนื่อยค่ะ
ขอบคุณจากใจนะคะ/หมอโกโก้💕
หมอโกโก้ dr.coco
ให้ความรู้เรื่องสุขภาพและการทำออน
ดูแลผิวยังไง แดดไทยแรงระดับนี้
“ช่วงเดือนเมษายนนี้
ประเทศไทยมี ‘ค่าดัชนีความร้อน’ หรือ Heat Index สูงมาก
บางพื้นที่พุ่งถึง 58–60 องศา”
“Heat Index คือ อุณหภูมิที่ร่างกายเรารู้สึกจริง
ซึ่งไม่ได้มาจากแดดอย่างเดียว
แต่มาจาก ‘ความชื้น’ ที่ทำให้เหงื่อระเหยไม่ได้
ร่างกายยิ่งสะสมความร้อนมากขึ้น”
โดนเฉพาะที่หมอเจอทุกปีหลังสงกรานต์ หลายคนกลับมาพร้อมกับผิวที่อาจจะดูหมองคล้ำลง บางคนกลับบ้าน บางคนเที่ยว บางคนก็เล่นน้ำอยู่พัทยานี่แหละ
แต่จริงๆ ตีอให้เราดูแลป้องกันยังงัยถ้าเจอแดดช่วงนึ้ ผิวที่โดนรังสี UV ช่วงนี้ จะยิ่งไวต่อแดดมากขึ้น
ผลที่ตามมา…ไม่ใช่แค่ผิวคล้ำ
แต่เสี่ยงผิวไหม้ ผิวอักเสบ
ฝ้า กระ และจุดด่างดำเข้มขึ้นแบบไม่รู้ตัว
สิ่งที่หมอจะแนะนำคือควรเติมความชุ่มชื้นให้ผิว อาจจะเข้ามาที่คลินิกทำทรีทเม้นต์เสริมวิตามินผิวกลุ่มที่ช่วยฟื้นฟู และลดการอักเสบ หรืออาจจะทำทรีทต์เม้นต์กลุ่มเมโส ก็จะช่วยให้ผิวของเรากลับมาดูอิ่มและชุ่มชื้นขึ้นได้
“เมื่อวานหมอคุยกับเพื่อนหมอคนนึง…
เขาก็เปิดคลินิกเหมือนกัน”
“เขาถามหมอว่า…
‘แกๆ ที่คลินิกมีโปรดักตัวนั้น ตัวนี้มั้ย?’”
“หมอก็เล่าให้ฟังนะ ว่ามีอะไรบ้าง
แต่ละตัวช่วยอะไร เหมาะกับใคร…”
“แต่พอคุยไปคุยมา
หมอก็เลยนึกขึ้นได้ว่า…”
“ลูกค้าของเราหลายคน
เขาอาจไม่ได้รู้ลึกว่า
โปรดักตัวไหนดีที่สุด
หรือแพงกว่ากันยังไง
“แต่สิ่งที่เขามี…คือ ‘ความเชื่อใจในเรา’”
“เพราะสุดท้ายแล้ว
สิ่งที่หมอได้ยินบ่อยมากคือ…”
“‘ให้หมอเลือกให้…หนูเชื่อใจหมอ’”
และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ยิ่งเขาเชื่อใจเรา
เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาทุกครั้ง”
“ขอบคุณที่เชื่อใจกันนะคะ 🤍”
17/03/2026
เขาเลือกเรา..
“คลินิกมีตั้งเยอะ แต่เขาเลือกเรา”
จากวันแรกที่ ปาริชาติ คลินิก สาขาบิ๊กซีพัทยาใต้
เปิดให้บริการ ตั้งแต่ พ.ศ.2550 จนถึงวันนี้
เวลาผ่านไปกว่า 18 ปี
พัทยาเปลี่ยนแปลงไปมาก
ผู้คนมากขึ้น เมืองเติบโตขึ้น
และพวกเราก็ได้มีโอกาส
เติบโตไปพร้อมกับทุกคน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
หมอและทีมงานรู้สึกว่า
ไม่ใช่แค่เราที่ได้ดูแลชาวพัทยา
แต่คือชาวพัทยาต่างหาก
ที่คอยสนับสนุนพวกเรา
จากลูกค้าคนหนึ่ง
กลายเป็นความผูกพัน
กลายเป็นความไว้วางใจ
บอกต่อๆกัน
เวลามีเคสบอกต่อ
ว่า..คนนี้แนะนำให้มา
หมอรู้สึกว่า โอ้โห..
คลินิกมีตั้งเยอะ
แต่เขาเลือกไว้ใจเรา
เราต้องทำให้ดี
ให้สมกับที่เขาบอกต่อ
จากเคสบอกต่อกลายเป็นครอบครัว
หมอและทีมงานทุกคน
ขอขอบคุณชาวพัทยา
ที่เติบโตมาด้วยกันนะคะ 🤍
#เรื่องดีๆที่คลินิกเจอ #ปาริชาติคลินิก #คลินิกความงามพัทยา
27/06/2025
ว่าด้วยเรื่องกรีกโยเกิร์ต
28/05/2024
ช่วงนี้สายรักสุขภาพหันมาทานนมโอ๊ตกันมากขึ้น เลยเก็บสาระดีๆมาฝากอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่..
📌 https://www.wongnai.com/food-tips/oat-milk
ขอขอบคุณ wongnaiที่ช่วยเอาสาระดีๆมาแชร์นะคะ
เพื่อนชอบทานแบรนด์ไหนกันคะ?
29/12/2023
พรปีใหม่
พรปีใหม่ที่เราให้กับตัวเอง..
ขอให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท
ขอให้เรามีความเพียรในข้อวัตรปฏิบัติ
ขอให้เรามีความกตัญญูต่อพ่อแม่
ขอให้เรามีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น
เราอยากได้ความดีอย่างไรให้เราขออย่างนั้น และสร้างเหตุแห่งพรนั้นด้วยตนเอง ปีใหม่ของคนอื่นเป็นวันที่ ๑ มกราคม แต่ปีใหม่ของเราให้เป็นวันนี้ ขณะนี้ เราเตือนตนเองได้ นั่นแหละเป็นพรอันประเสริฐ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" เป็นผู้พึ่งตนได้
14/09/2023
ถ้าใครเคยเห็นในติ๊กต่อก จะมีเทรนหนึ่งที่เรียกว่า 12-3-30 นั่นก็คือเดินชั้น 12% ด้วยความเร็ว3 ไมล์ ต่อชั่วโมง (ประมาณ speed 4.8)
เป็นเวลา 30 นาที แล้วจะผอม อ่านดูแล้วเหมือนหลอก ว่าทำไมการเดินถึงจะลดน้ำหนักได้ ตามที่เคลมว่าเท่ากับการวิ่ง แต่มีความจริงอยู่ในนั้นนะคะ ไม่ใช่เรื่องตลกหรือเป็นเทรนเด็กๆ ซะทีเดียว บางทีเราก็ด้อยค่าการเดินไปนิด
เรามาดูความเหมือนของการเดินชันกับการวิ่ง ว่ามีประโยชน์ร่วมกันและความต่างจากกันอย่างไร
Cardiovascular Fitness
สำหรับคนที่เริ่มต้นออกกำลังกาย เอาจริงๆการเดินชันหรือการวิ่งก็พอกันเลยคือทำให้หัวใจเต้นแรง ทำให้เราฟิตขึ้น ถึงแม้ว่าการวิ่งจะดูหนักกว่าการเดิน แต่พอเราเดินชันแล้ว มันจะกลายเป็นเพิ่มแรงต้านเข้าไปด้วย
การวิ่งบนทางราบมันก็เป็นการเคลื่อนไหวในทางราบ แต่ถ้าเราเดินชันเราจะมีการเคลื่อนไหวในแนวตั้งขึ้นไปด้วย คือเป็นแรงต้านแรงดึงดูดของโลก ซึ่งแน่นอนว่ายากกว่าการเคลื่อนไหวทางราบ�.
อีกสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคืออิมแพคและการดันพื้นเวลาวิ่ง มันจะเกิดการขับเคลื่อนแบบอีลาสติค จากกล้ามเนื้อและเอ็น คล้ายกับเป็นแรงดีด ให้เราเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ซึ่งเราจะไม่ได้ตรงนี้เวลาที่เราเดินขึ้นเนินหรือเดินชัน พอการเดินไม่มีโมเมนตัมที่ช่วยขับเคลื่อน หัวใจเราก็จะทำงานหนักเมื่อเทียบกับการวิ่งในทางราบ คือไม่มีตัวช่วย อาจจะไม่เหนื่อยเท่าวิ่งแต่เมื่อยกว่า
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
การที่เราจะประคองความเร็วได้นั้น เราต้องใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อที่จะทำให้ความเร็วของเราคงที่ เพื่อที่จะประคองความเร็วไปได้
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการเดินชันหรือวิ่งบนทางราบ การออกกำลังกายทั้งสองแบบนี้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า แฮมสตริง ก้น น่อง หน้าแข้ง จะต้องทำงานทั้งหมด แล้วก็จะต้องแข็งแรงขึ้น แน่นอนถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ
แต่ทีนี้การเดินขึ้นเขา เป็นการเปลี่ยนการกระตุ้นกล้ามเนื้อที่เราเคยใช้ในทางราบ เพราะความชันมันมีอยู่หลายระดับไม่ใช่มีอยู่ระดับเดียว เพราะฉะนั้นความหลากหลายของความชันและการกระตุ้นกล้ามเนื้อก็จะกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองศาของสะโพก เข่า ข้อเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเผื่อว่าเราเทรนบนทางเทรลของจริง ที่มีความชันที่แตกต่างเราก็จะได้ความหลากหลายนั้นไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ต้นขาและก้นก็จะถูกใช้มากขึ้นเวลาที่เราเดินชัน เพราะมันบังคับให้หัวเข่าของเราก้าวสูงขึ้นมากว่าเวลาก้าวขาธรรมดาในทางราบ อธิบายยังไงดี คือเราวางเท้าสูงขึ้น ดังนั้นเราก็ต้องใช้กล้ามเนื้อก้นมาช่วยสร้างพาวเวอร์ในการที่เราจะก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่น่องก็จะต้องถูกใช้มากขึ้นไปด้วยเพราะว่าข้อเท้าของเรามีลักษณะกระดกขึ้น เวลาที่เราเดินชัน เราถึงได้ปวดกล้ามเนื้อมากเวลาที่เราไปเดินเขา (เดินกับเราจะไม่เป็น ผิดๆๆๆ มามุขอะไรผิดที่ผิดทาง) และแน่นอนว่าเราก็จะต้องใช้แรงมากกว่าในการที่จะดันตัวขึ้นไป ต้านกับแรงดึงดูดของโลก ต้องใช้แรงเยอะกว่า
การเผาผลาญแคลอรี่
อันที่จริงแล้วการเดินทานกับการวิ่งทางราบเผาผลาญได้ใกล้เคียงกันนะคะ ถ้านับ effort. ถึงแม้ว่าการวิ่งจะมากกว่าหน่อยอันนี้ต้องยอมรับ เพราะมันขึ้นอยู่กับสปีดกับอะไรด้วย
ยกตัวอย่างคนน้ำหนัก 68 กิโลกรัม ก็อาจจะเผาผลาญแคลอรี่ภายในเวลา 30 นาทีประมาณนี้นะคะ อันนี้ประมาณมากๆเลยนะเพราะว่ามันขึ้นอยู่กับอายุ ความฟิต ความคุ้นชินและอะไรหลายอย่างด้วย
วิ่ง 9.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนทางราบก็อาจจะเผาผลาญประมาณ 334 แคลอรี่
เดิน 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความชัน 1% ถึง 5% ก็จะเผาผลาญประมาณ 180 แคลอรี่
เดิน 5 - 6.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 6% ถึง 15% ก็อาจจะเผาผลาญประมาณ 272 แคลอรี่
นั่นเป็นเพราะเวลาที่เราวิ่ง เท้าของเราจะมีช่วงที่ลอยขึ้นมาจากพื้นทั้งสองเท้า (นั่นคือนิยามของการวิ่ง ซึ่งต่างจากการเดินคือจะมีเท้าข้างหนึ่งที่แตะพื้นอยู่เสมอ) ดังนั้นการวิ่งก็จะถือว่าเป็น
high-impact activity ก็มันมีแรงกระแทก ซึ่งมันก็ต้องเผาผลาญมากกว่าการเดินซึ่งเป็น low-impact แต่ทีนี้พอเรามีความชันเข้ามาเกี่ยว เราก็จะต้องใช้กล้ามเนื้อขามากขึ้น การเผาผลาญก็จะมากขึ้นเป็นธรรมดา เราก็จะใช้แคลขยับไปใกล้การวิ่งขึ้นมานิดนึง มากกว่าการเดินปกติ
อธิบายนิยามการวิ่ง ที่นอกเหนือไปจากเท้าทั้งสองลอยจากพื้นแล้ว เวลาที่เราวิ่งเราก็จะเปลี่ยน center of mass เปลี่ยนระยะเวลาของการแช่เท้าที่พื้นซึ่งต่างจากการเดิน การสวิงควงของขา ความยาวของการก้าวขา ซึ่งมันต้องต่างจากการเดินเร็ว
ดังนั้นประโยชน์ของการวิ่งเมื่อเทียบกับการเดินก็คือเราสามารถที่จะดันความเร็วของเราได้มากกว่า แล้วก็สามารถที่จะดันความหนักได้มากกว่าการเดินชัน ซึ่งมันก็ทำให้เราได้ประโยชน์จากความฟิตที่มากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าเวลาที่เราเดินชัน ดังนั้นหัวใจเราก็แข็งแรงขึ้น เพราะว่ามันปั๊มเลือดมากขึ้น แล้วก็ปริมาตรของเลือดที่ถูกปั๊มในแต่ละครั้งก็จะดีขึ้นและพัฒนาขึ้นได้เร็ว
ดังนั้นการที่เราสามารถที่จะดันความหนักของการออกกำลังกายแบบวิ่งได้มากกว่าเดิน เราก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพและร่างกายได้มากกว่าเดิน ผลิตไมโทรคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ได้มากกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า เราก็มีแรงวิ่งมากขึ้น ฟิตขึ้นเร็วกว่า และอีกอย่างนึงการวิ่งมันก็ไปสร้างเส้นเลือดฝอยให้มากขึ้นในกล้ามเนื้อ ซึ่งก็ทำให้เราสามารถที่จะส่งถ่ายออกซิเจนและอาหารไปยังกล้ามเนื้อได้มากขึ้น และก็กำจัดของเสียออกมาได้เร็วขึ้น
แต่การเดินชันก็สามารถที่จะใช้แทนการวิ่งได้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเรา ชีวิตด้านอื่น และก็สภาพร่างกายของเราด้วย
สมมุติว่าคนเพิ่งมาออกกำลังกาย ไม่สามารถที่จะวิ่งได้ทุกวัน หรือไม่สามารถที่จะวิ่งได้เลย ก็อาจจะสลับมาเดินชัน โดยอาจจะเริ่มเดินชันที่ 20 ถึง 30 วินาที intervals ได้ ก่อนที่จะเริ่มต้นวิ่ง เพราะการเดินชันก็สามารถที่จะเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อและเอ็น รวมทั้งข้อต่อให้คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ที่ไม่ได้ง่ายเหมือนเดินเฉยๆ มีการออกแรงกล้ามเนื้อ
ก็อาจจะเดิน 30 นาที 6% ชัน ความเร็วเครื่องประมาณ 4.5-5 ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเผื่อว่ารู้สึกว่ายากไปอีกก็ลดความชันลง หรือลดความเร็วลงแล้วแต่คน
สำหรับนักวิ่งที่มีประสบการณ์
การเดินชันก็เป็นทางหนึ่งที่จะสลับการเทรน ให้ข้อต่อได้เบรคจากการกระแทกพื้นบ้าง อาจจะเดินชันในความเร็วของ easy run เราก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราจะไปแข่งในที่ที่มีเนิน เราก็จะได้เรียนรู้ที่จะเดินเร็วเวลาขึ้นเขา และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพียงพอที่จะทำได้ แล้วตอนลงก็ค่อยวิ่งลง
สำหรับนักวิ่งที่ชำนาญแล้ว การเอาตารางเดินชันเข้าไปในวิ่ง ก็อาจจะทำโดยการวิ่ง 9นาที สลับเดินชันเร็วๆ 1 นาที ส่วนจะชันแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความฟิตของเรา เอาที่รู้สึกท้าทายแต่ว่าพอทำได้ ใช้ลู่ไฟฟ้าก็ดีค่ะ เริ่มจากตรงนั้น จะได้กำหนด เปอร์เซ็นต์ทางเรียบทางชันได้ เอาไว้ใช้สำหรับวันที่เรามีเวลาน้อย 30 นาทีก็รู้เรื่องแล้วค่ะ เทรนแบบนี้�.
สรุปว่าการเดินหรือการวิ่งก็เหมือนกับจะใช้มอเตอร์ไซค์หรือจะใช้รถไปที่จุดหมาย คือเราก็จะไปถึงเหมือนกันแต่ว่าวิธีการต่างกันเท่านั้นเอง เอาความรู้สึกในวันนั้นเป็นตัวตั้ง เอาไว้สลับก็ดีค่ะสำหรับวันที่เราจะ easy run หรือต้องการที่จะพักขาจากแรงกระแทก
โค้ชเอิน xx
12/08/2023
Mother’s Day GiFT Guide
…ความสุขของแม่เรียบง่ายมาก…
…แค่เห็นลูกมีความสุข…
…ดังนั้น..ของขวัญวันแม่ที่หมอแนะนำคือ…
…รักและเห็นคุณค่าตัวเอง…
…ดูแลกายใจตัวเองให้ดี…
…และบอกรักแม่บ่อยๆ❤️…
…ส่งความสุขวันแม่ให้ทุกคนนะคะ😊…
#หมอโกโก้
20/07/2023
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Amphoe Bang Lamung
20150