11/01/2026
ฟรี! แจก Prompt วางแผนเปลี่ยนคนให้เป็นลูกค้าได้ด้วย AI + RACE Framework
เข้าสู่ปี 2026 แล้ว ใครที่รู้สึกว่าการวางแผนการตลาดเป็นเรื่องน่าปวดหัว วันนี้แอดมินมีตัวช่วยเจ๋ง ๆ มานำเสนอ!
วันนี้แอดมินจะพาทุกคนมารู้จักกับ RACE Framework เครื่องมือวางแผนการตลาดดิจิทัลยอดฮิต ที่จะช่วยจัดระเบียบ Customer Journey ของลูกค้าเราให้เป็นระบบ ตั้งแต่ตอนที่เป็นคนแปลกหน้า จนกลายมาเป็นลูกค้าประจำเลยล่ะ!
แล้ว RACE Framework คืออะไร? ทำไมต้องใช้?
RACE ย่อมาจาก 4 ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนคนทั่วไปให้เป็นลูกค้าเรา ได้แก่:
(1) Reach (เข้าถึง): ทำยังไงให้คนเห็นเรา? ขั้นตอนนี้เน้นสร้าง Awareness ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งแบบเสียเงิน (Paid) และไม่เสียเงิน (Organic)
(2) Act (ตอบสนอง): ทำยังไงให้เขาสนใจ? เมื่อเห็นแล้ว ต้องทำให้เขาหยุดดู คลิก หรือมีปฏิสัมพันธ์ (Interact) กับเรา ไม่ใช่แค่ผ่านเลยไป
(3) Convert (เปลี่ยนเป็นยอดขาย): ทำยังไงให้เขาจ่ายเงิน? ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนจาก "คนสนใจ" ให้กลายเป็น "ลูกค้า"
(4) Engage (ผูกมัดใจ): ทำยังไงให้เขาบอกต่อ? ดูแลหลังการขายยังไงให้เขากลับมาซื้อซ้ำ และกลายเป็นแฟนคลับของแบรนด์
แน่นอนว่าการคิดกลยุทธ์ให้ครบทั้ง 4 ด้านนี้ ต้องใช้พลังสมองเยอะมาก แต่ไม่ต้องห่วง เพราะวันนี้เราจะใช้ AI มาช่วยเป็น Consult ส่วนตัว วางแผนให้เราเสร็จสรรพในพริบตาเดียว!
วิธีใช้งานก็ง่ายมาก ดู Prompt ในคอมเมนต์โพสต์นี้ แล้ว Copy ไปใช้ได้เลย!!
ใครลองใช้แล้วได้ผลลัพธ์ยังไง มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลยนะ!
นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ของการนำ AI ไปใช้ในการช่วยงานนะ! ถ้าอยากใช้ AI ช่วยในการตลาด หรือการขายให้มากกว่านี้ แอดมินขอแนะนำ Workshop นี้เลย!
Generative AI for Marketing Transformation เวิร์กชอป 3 วัน On Site ได้ความรู้แน่น ๆ
เปลี่ยนการทำการตลาดแบบเดิม ๆ ให้ AI กลายมาเป็นผู้ช่วยในธุรกิจของคุณแบบรอบด้าน สอนทุกเทคนิคการใช้ AI ทำ Marketing แบบไม่ต้องง้อทีมใหญ่!
เพียง 3 วัน คุณจะเข้าใจวิธีใช้ AI กับงาน Marketing แบบครบลูป ตั้งแต่วางแผน ทำโพสต์ เขียนคอนเทนต์ คิดแคมเปญ สร้างรูปภาพ และ VDO สรุป Insight ไปจนถึงทำ Automation ให้พร้อมใช้กับงานคุณจริงทันที!
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเมนต์ได้เลย
04/12/2025
5 ธุรกิจ AI ที่ควรเริ่มก่อนปี 2026 สามารถศึกษาและทำได้เอง หารายได้เสริมหรือต่อยอดเป็นธุรกิจใหญ่ได้
วันนี้แอดคูป้า จะพาทุกคนไปดู “5 ธุรกิจ AI ที่ควรเริ่มก่อนปี 2026”
คลิปนี้อ้างอิงจากรายงานของอดีตนักวิจัย
OpenAI ที่คาดว่า ภายใน 2027
AI จะเปลี่ยนสังคมมากกว่า ‘ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม’ ทั้งยุค
ฟังดูเว่อร์ แต่ตัวเลขก็แรงไม่แพ้กัน
160,000 ล้านดอลลาร์จาก VC
ถูกเทลงมาใน 18 เดือน และ Meta อัดเดี่ยวไป 65,000 ล้าน
วันนี้แอดเลยสรุปแบบฟังง่าย + เอาไปคิดต่อได้จริงว่า
“แล้วเราควรเริ่มอะไรให้ทันเกมนี้บ้าง?” ไปดูกันเลยย
==========
1. GPT Wrapper – ทำเครื่องมือเฉพาะสายงานด้วย AI
หัวใจคือการใช้ AI เดิมที่มีอยู่
แล้วออกแบบวิธีใช้งานใหม่ให้ตอบปัญหาเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
สิ่งที่คนทำ GPT Wrapper ต้องโฟกัสคือ
สร้าง workflow ที่คนใช้งานไม่ต้องคุยกับ AI ตรง ๆ
ใช้ข้อมูลจริงของผู้ใช้ (เช่น ข้อมูลงาน, รูป, ไฟล์) มาให้ AI วิเคราะห์เฉพาะเคส
ทำระบบคำสั่ง (prompt) ให้ละเอียดพอที่จะให้ผลลัพธ์เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง เช่น
- วิเคราะห์ต้นทุนร้านอาหารอัตโนมัติ
- ระบบตรวจสัญญาแบบใช้ไฟล์ของบริษัทลูกค้า
- ระบบคำนวนแคลอรี่จากรูปอาหาร (อย่าง CalAI ที่โตแรงมาก)
โอกาสของตลาดนี้ใหญ่มาก
เพราะแต่ละอุตสาหกรรมต้องการเครื่องมือแบบ
“custom” มากกว่าที่ AI ทั่วไปให้ได้
===========
2. AI Marketing & Media ธุรกิจเครื่องมือช่วยสร้างคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ
การทำคอนเทนต์กำลังโตเร็ว
เพราะทุกธุรกิจต้องทำสื่อออนไลน์ แต่ทำเองไม่ไหว
นี่คือช่องว่างของเครื่องมือ AI
ที่ช่วยให้ทำคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า
สิ่งที่เครื่องมือ AI กลุ่มนี้ทำได้ เช่น
- สร้างโพสต์พร้อม caption อัตโนมัติ
- ตัดคลิป + ใส่ subtitle ในไม่กี่วินาที
- แปลงคลิปจากภาษาเดียวเป็นหลายภาษา
- สร้าง short-form script ไวรัลตาม niche
ตัวอย่างคือ Poppy AI
ที่โตแบบก้าวกระโดด เพราะช่วยนักการตลาดและ
content creator ทำงานแทนทีมหนึ่งทีม
อีกตลาดที่กำลังมาแรงคือ AI Voice Marketplace
คนสร้างเสียงของตัวเองเป็นเวอร์ชัน AI ได้
สามารถเปิดให้ขายใน marketplace
มี creator หลายพันคนที่ทำรายได้หลักร้อยถึงหลักพันดอลลาร์ต่อเดือน
นักการตลาดต้องการเสียงเฉพาะทางมากขึ้น เช่น
เสียงโทนอบอุ่น เสียงวัยรุ่น เสียงสำเนียงเฉพาะประเทศ
นี่คือโอกาสของทุกคน
===========
3. Agentic AI ระบบงานที่ทำแทนทีมจริงทั้งกระบวนการ
ธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้วิธีใช้ AI
ให้เกิดผลจริง ยิ่งธุรกิจแบบ offline / SMEs
ยิ่งไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ที่นี่แหละที่ Agentic AI โตเร็วมาก
Agentic AI ไม่ได้ตอบคำถามเฉย ๆ
แต่ ทำงานต่อเนื่องหลายขั้นตอนแทนคน เช่น
- รับข้อมูลลูกค้า → สร้างเอกสาร → ส่งอีเมล → update ระบบ
- ทำการตลาดรายวันให้ร้านค้า → โพสต์ → ประมวลผลผลลัพธ์
- จัดการงานหลังบ้าน เอกสาร สต๊อก หรือ CRM
หลายบริษัทต่างประเทศลดพนักงานหลายสิบคนได้
เพราะทำ automation แบบ AI-driven ทั้งระบบ
คนเริ่มธุรกิจนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์
เพราะตอนนี้มีเครื่องมือ no-code
เช่น Replit, Cursor, Lovable ที่ช่วยสร้าง “AI ตัวช่วยงาน” ได้ง่ายขึ้น
โอกาสคือการเลือกอุตสาหกรรมที่เรารู้จัก
เช่น ร้านอาหาร อสังหา E-commerce แล้วทำ “AI Employee”
ที่ลดงานหนักที่สุดให้เขา
===========
4. Wellness AI ระบบช่วยจัดการสุขภาพแบบไม่ใช่การแพทย์
ตลาดนี้มาแรงมากเพราะทุกคนเริ่มให้ความสำคัญ
กับสุขภาพแต่ยังไม่มีโค้ชประจำตัว
AI จึงกลายเป็นผู้ช่วยที่ตอบได้จริงจากข้อมูลพฤติกรรมและผลตรวจ
สิ่งที่สามารถสร้างได้ เช่น
- ระบบติดตามอาหาร + ให้คำแนะนำจากข้อมูลส่วนตัว
- เครื่องมือประเมินพฤติกรรมการนอน พร้อมคำแนะนำรายวัน
- ผู้ช่วยดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้น (ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์)
- ตัวช่วยประเมินพฤติกรรมเสี่ยง เช่น น้ำหนัก คอเลสเตอรอล อาหาร
ตัวอย่างจริงอย่าง Superpower AI
ใช้วิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพ + ความรู้ทางแพทย์
เพื่อให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลแม่นขึ้นกว่าการคุยกับ AI ทั่วไป
ตลาดนี้ไม่มีการ regulation หนักเท่าการแพทย์
ทำให้คนทั่วไปเริ่มทำ MVP ได้เลย
==========
5. AI Education ครูส่วนตัวที่ออกแบบบทเรียนให้เฉพาะตัวผู้เรียนแต่ละคน
ตอนนี้ผู้เรียนต้องการ “ผู้ช่วยที่เข้าใจเราแบบรายบุคคล”
มากกว่าคอร์สเดิม ๆ
AI tutor จึงกลายเป็นธุรกิจที่โตเร็วมาก
สิ่งที่ธุรกิจด้านนี้ทำได้จริง เช่น
- ระบบติวสอบแบบติดตามจุดอ่อนผู้เรียน
- สอนภาษาอังกฤษแบบ role-play กับ AI
- AI สอน coding พร้อมตรวจงานแบบ real-time
- ระบบ mock interview สำหรับงานสายต่าง ๆ
ตัวอย่างจริงที่ถูกพัฒนาขึ้น
เช่น Tutor AI สำหรับ TOEFL ที่วิเคราะห์ความอ่อน-แข็งของผู้เรียน
แล้วปรับเนื้อหาให้ตรงทันที
ตลาดนี้โตเพราะผู้เรียนสามารถเรียนได้ 24 ชั่วโมง
และรู้สึกเหมือนมีครูจริงมาคอยดูแล
==========
#สรุปฉบับสั้น
- GPT Wrapper: ทำเครื่องมือเฉพาะทางแก้ปัญหาเฉพาะสายงาน
- AI Marketing: เครื่องมือทำคอนเทนต์อัตโนมัติ + AI Voice Marketplace
- Agentic AI: ระบบงานหลายขั้นตอนแทนคน เหมาะกับ SME
- Wellness AI: ผู้ช่วยดูแลสุขภาพแบบปลอดภัย ไม่ใช่แพทย์
- AI Education: ครูส่วนตัวดิจิทัล ปรับบทเรียนให้ตรงผู้เรียนแบบ real-time
===========
#ความเห็นฉบับแอด
สิ่งที่เห็นชัดคือ 5 ตลาดนี้ “เริ่มเล็กได้ แต่โตไวมาก”
และทุกตลาดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ แก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม
ธุรกิจที่โตในยุค AI
ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โต แต่คือ
“เครื่องมือเล็ก ๆ ที่แก้ปัญหาชัดเจนให้คนบางกลุ่มได้ดีมาก”
แน่นอนว่าพอเป็นเครื่องมือเล็ก ๆ มันสามารถเริ่มจากเราได้เอง
ต่าม concept One-Person-Business
อาจจะยากหน่อยสำหรับคนที่ไม่ใช่สายเทค
แต่ในทุกวันนี้ที่เรามี AI และสื่อการเรียนรู้ขนาดนี้
เราสามารถเริ่มลงมือทำได้อย่างแน่นอน
อาจจะเริ่มจากเวลาว่างหลังจากเสร็จงานประจำ
แล้วมานั่งลองฝึกสร้าง ฝึกทำเอง ทดสอบเอง
จนมันสำเร็จและเริ่มขายได้ในวงแคบ
ไม่แน่ว่า product ของคุณอาจจะใช้ได้ดี
และถูกต่อยอดไปเป็นธุรกิจใหญ่ใตในอนาคตก็ได้
ก่อนไปขอฝากหน่อยค้าบ ตอนนี้ TrendTech เรามีกลุ่มแล้วนะครับ เป็นกลุ่มที่เราจะแชร์ความรู้ IT หรือ AI ทุกรูปแบบ รวมไปถึงแชร์วิธีกระโดดมาทำงานสาย IT ด้วย ใครสนใจก็สามารถเข้ากลุ่มได้เลยครับผม
https://www.facebook.com/groups/1429602182250879
30/11/2025
ตอนนี้ทำติวเตอร์
Re-Skill ตัวเองทุกระยะ
จะได้เจอทางหารายได้ใหม่ๆ
(จากเทรดหุ้นเป็นติวเตอร์ รายได้ 17 ลบ. ต่อปี)
เคยรู้สึกไหมว่างานที่ทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ใช่ แม้จะได้เงินเดือนสูง มีหน้ามีตาในสังคม แต่กลับรู้สึกว่าชีวิตขาดความหมาย? นี่คือเรื่องราวของ Steve Menking อดีตเทรดเดอร์วอลล์สตรีทที่กล้าทิ้งเงินเดือนหลักแสน “เพื่อไขว่คว้าความฝัน” จนกลายเป็นติวเตอร์ออนไลน์ที่มีรายได้มากกว่า 17 ล้านบาทต่อปี
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมนคิงในวัย 25 ปี กำลังประสบความสำเร็จในฐานะเทรดเดอร์ที่ SMB Capital แต่การเห็นเพื่อนร่วมงานทำงานจนถึงตี 1 ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง "นี่คือชีวิตที่เราต้องการจริง ๆ หรือ?"
เมื่อย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เขาพบว่ามันคือตอนที่ได้เป็นติวเตอร์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย การได้เห็นนักเรียนเข้าใจและพัฒนาขึ้น ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่ามากกว่าการจ้องหน้าจอเทรดหุ้นทั้งวัน
แล้วเขาก็เริ่มต้นธุรกิจติวเตอร์ด้วยการตั้งราคาชั่วโมงละ 3,500 บาท ใช้ประสบการณ์จากวอลล์สตรีทมาสอนวิชาการเงิน บัญชี และคณิตศาสตร์ ค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงผ่านการบอกต่อของนักเรียน จนได้รับการทาบทามจาก Forum Education ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รายได้ของเขาพุ่งขึ้นเป็น 7 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบัน เขาคิดค่าสอนชั่วโมงละ 35,000 บาท สอนนักเรียนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Princeton และ Yale พร้อมกับบริหารธุรกิจ Menking Tutoring LLC ที่ให้บริการติวสอบออนไลน์และฝึกอบรมองค์กร
นี่แหละคือ “สมดุลชีวิตที่หาไม่ได้ในวอลล์สตรีท”
แม้จะต้องทำงานในช่วงเย็นและสุดสัปดาห์เพื่อให้เข้ากับตารางของนักเรียน แต่เขาบอกว่าเขาได้พบ "สมดุลชีวิตที่ยอดเยี่ยม" ที่ไม่เคยมีตอนทำงานในวอลล์สตรีท เขามีเวลาทานข้าวเย็นกับครอบครัว เล่นกับลูกทั้งสามคน และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำในสิ่งที่รัก
และในตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่า “ความสำเร็จไม่ได้วัดที่เงินเดือนหรือตำแหน่ง แต่อยู่ที่ความสุขและความหมายในชีวิต” หากคุณมีความมุ่งมั่นและวางแผนอย่างรอบคอบ ก็ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ อีกทั้งยังเอาความเชี่ยวชาญจากอาชีพเก่าสามารถนำมาต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ได้ด้วย
บางครั้ง…การกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้ "ไม่มีอะไรทดแทนความรู้สึกตื่นขึ้นมาทุกวันโดยรู้ว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่รักและมีความหมาย”
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/3PI18Yv