06/10/2022
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเนินสาธารณ์ …ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่าน และร่วมไว้อาลัยให้เด็กหญิง เด็กชาย และผู้ที่จากไป ต่อเหตุการณ์ "ศูนย์เด็กเล็ก" อบต.อุทัยสวรรค์หนองบัวลำภู 🤍🖤 //ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเนินสาธารณ์ 🙏🏻
11/06/2022
กัญชากับสมองเด็ก ครับ …
โดย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ร่วมกับสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์
02/05/2022
‘การเล่น’ และ บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21
บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 คืออะไร?
บันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 คือแนววคิดของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่กล่าวว่าการเลี้ยงลูกให้มี Executive Function หรือ EF นั้น เด็กควรที่จะได้รับการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่ตามบันได 7 ขั้น ซึ่งหากสามารถทำตามขั้นบันไดในแต่ละขั้นให้สมบูรณ์ เด็กย่อมมี โอกาสประสบความสําเร็จในชีวิตได้มากกว่า
หลักการของ EF คือการที่เด็กรู้จักกำหนดเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกอย่างซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กที่สามารถปรับตัว มีความยั้งคิด ยืดหยุ่น และมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ย่อมที่จะมีโอกาสในใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบัน
ตามบันได 7 ขั้นสู่ศตวรรษที่ 21 ของหมอประเสริฐ จะสังเกตุได้ว่าบันได 3 ขั้นแรกจะเปรียบเหมือนรากฐานของการสร้างความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่และลูก ส่วนขั้นที่ 4 - 7 จะเป็นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อโลกในปัจจุบันโดยขึ้นบันไดทั้ง 7 ขั้นประกอบไปด้วย
บันไดขั้นที่ 1: แม่มีจริง (Object Constancy) - มอบความรักความอบอุ่นให้ลูก
บันไดขั้นนี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ลูกยังเป็นทารก ซึ่งคือการทำให้ลูกรู้ว่าแม่นั้นมีอยู่จริงผ่านการมอบความรักความอบอุ่น กอดลูก และให้เวลากับเขาให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีแรกของชีวิต
บันไดขั้นที่ 2 : สร้างสายสัมพันธ์ (Attachment) - พ่อแม่เล่นกับลูก
หลังจากที่ลูกเรียนรู้ว่าแม่มีอยู่จริงแล้วก็ถึงช่วงเวลาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ในช่วงวัย 1-3 ปี คือเวลาที่พ่อเเม่ควรเล่นกับลูก ให้เวลากับเขาให้ได้มากที่สุด เพราะคือการทำให้ลูกรู้สึกสบายใจ ปลอดภัยที่ได้อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการเลี้ยงดูลูกในอนาคต
บันไดขั้นที่ 3 : สร้างตัวตน (Self) - วัยแห่งการเล่นอิสระ
บันไดขั้นที่สามอยู่ในช่วงเวลาที่เด็กเริ่มที่จะมีความคิดอิสระ และแยกออกจากพ่อแม่ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการสร้างตัวตนนั่นเอง สิ่งที่พ่อแม่ควรสนับสนุนคือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ “เล่นอิสระ (Free Play)” โดยไม่ชี้นำ แต่คอยสนับสนุนลูกในการเล่นอยู่ห่าง ๆ การเล่นอิสระจะทำให้เขาได้สำรวจและทดลองสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะเล่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นทักษะที่นำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กนั่นเอง
บันไดขั้นที่ 4 : การนับถือตนเอง (Self Esteem) - แรงผลักในการพัฒนาตนเอง
หลังจากที่เด็กได้สำรวจตัวเองผ่านการเล่นสักระยะหนึ่งและ การสร้าง Self Esteem หรือ การมนับถือตนเอง นั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นแรงผลักดันให้เขาพัฒนาตนเอง และมีความพยายามในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ซึ่งหากทำได้เขาจะมี Self Esteem และความมั่นใจในการทำสิ่งอื่น ๆ ได้ในอนาคต
บันไดขั้นที่ 5 : ควบคุมตัวเอง (Self Control) - สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมได้สำเร็จด้วยตัวเอง
การควบคุมตนเองคือรากฐานสำคัญของ EF โดยเวลาที่สำคัญในการสร้าง Self Control คือช่วง 3-7 ปี หรือปฐมวัย สิ่งที่ควรทำคือ “การเล่น” นอกจากการเล่นจะทำให้เด็กได้เจอสิ่งใหม่ ๆ แล้ว เด็กยังเรียนรู้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่เจอ และรู้ที่จะควบคุมจิตใจและร่างกายของตัวเองตามประสบการณ์จากการเล่นที่ได้เจอมา
บันไดขั้นที่ 6 : EF (Executive Functions) - พัฒนาการของสมอง
บันได 5 ขั้นที่ผ่านมาคือการวางรากฐานสำหรับการสร้าง EF ซึ่งขั้นที่ 6 นี้คือการที่เด็กจะพัฒนากระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึกและการกระทำ ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ การวางเเผนและการบริหารจัดการในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งเด็กอายุระหว่าง 3-7 ปีเป็นช่วงเวลาที่เด็กสามารถพัฒนา EF ได้ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองส่วนหน้ามีการพัฒนามากที่สุด สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ EF ได้ที่ https://www.facebook.com/leeway.th/posts/517332648839629/
บันไดขั้นที่ 7 : ทักษะศตวรรษที่ 21 - เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน
บันไดขั้นสุดท้ายนี้คือการที่เด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน ซึ่งคือการพัฒนาทักษะ การเรียนรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ของเด็กตั้งแต่บันไดขั้นแรกจากถึงขั้นที่ 6 นั่งเอง
แนวคิดบันได 7 ขั้นนี้เป็นหลักคิดที่ทุกครอบครัวสามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการใช้ "การเล่น" ที่ไม่มีต้นทุน คนทุกกลุ่มทุกชนชั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียตังค์เลยสักบาท เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักถึงความสำคัญและให้เวลาลูกเล่นและสนับสนุนการเล่นของเขาให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
อ้างอิง:
หนังสือเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ EF
#30นาทีเล่นอิสระทุกวันสร้างพลังสุข #บันได7ขั้นสู่ศตวรรษที่21 #หมอประเสริฐ
26/04/2022
ประกาศสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุทัยธานี
ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือผู้ปกครองนักเรียนทุกท่าน
ในกรณีที่นักเรียนเดินทางไปพักกับผู้ปกครองที่ต่างจังหวัด
ขอความร่วมมือนำนักเรียนกลับภูมิลำเนาของตนเอง
ก่อนเปิดภาคเรียนไม่น้อยกว่า 10 วัน เพื่อทำการกักตัว
เฝ้าระวังการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2565
26/04/2022
แนวทางการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับเด็กอายุ 5 - น้อยกว่า 12 ปี
#โควิด19
#แนวทางการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019
#กรมควบคุมโรค
#กระทรวงสาธารณสุข #ไทยรู้สู้โควิด
10/04/2022
🔴 พบเด็กเล็กเสียชีวิตแล้ว 27 คน ในระลอก #โอมิครอน
เตือนพ่อแม่เฝ้าระวังสังเกตอาการป่วยของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ เพราะวัยนี้ยังไม่ได้ #ฉีดวัคซีน และส่วนใหญ่เด็กจะติดเชื้อจากคนในครอบครัว และช่วงนี้ไม่ควรพาเด็กเล็กไปพื้นที่เสี่ยง
ที่มา : https://www.bugaboo.tv/news/613693
🖥️ติดตามข่าวอื่นต่อที่ https://www.bugaboo.tv/list/9
08/04/2022
ทำไม “เล่นกับพ่อ” จึงสำคัญต่อพัฒนาการของลูก
จากงานวิจัยพบว่าเด็กที่คุณพ่อมีเวลาเล่นด้วยตั้งเเต่ยังเล็ก (0-3 ปี) มีแนวโน้มที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมได้ดีเมื่อเติบโตขึ้นไป
งานวิจัยนี้ถูกสำรวจโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมูลนิธิเลโก้ (Lego Foundation) ที่สนับสนุนเเนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น หรือ Learn Through Play มาอย่างยาวนาน ได้นำข้อมูลหลากหลายในช่วง 40 ปีที่ผ่านมามาทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมการที่เด็กเล่นกับคุณพ่อตั้งเเต่ยังเล็กจึงเกิดผลดีต่อทักษะทางอารมณ์และพฤติกรรมของลูก และการเล่นระหว่างพ่อกับลูกต่างจากวิธีที่ลูกเล่นกับแม่หรือไม่ และมีผลต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไร?
ซึ่งสิ่งที่ค้นพบคือเเม้ว่าการเล่นระหว่างเด็กกับเเม่และพ่อจะมีความคล้ายกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลได้เเสดงว่าการเล่นระหว่างเด็กและพ่อเป็นการเล่นแบบใช้ร่างกายมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นการวิ่งไล่จับ ขี่ม้าส่งเมือง เป็นต้น ซึ่งการเล่นเเบบนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ รวมทั้งการกำหนดพฤติกรรมของเขาเมื่อเริ่มเข้าสู่การเรียนที่โรงเรียน
ในเชิงนโยบาย Dr. Ciara Laverty จากมูลนิธิเลโก้ (Lego Foundation) เผยว่าทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญกับการเล่นสำหรับเด็กวัย 0-3 ปี มากขึ้นโดยเฉพาะการเล่นร่วมกับทั้งพ่อและเเม่ ซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตุเห็นได้เลยว่ากิจกรรม playgroup หรือวงสนทนาพ่อเเม่ จะมีคุณพ่อเข้าร่วมน้อยมาก ซึ่งการมีส่วนร่วมในการเล่นหรือเข้าใจลูกของพ่อควรจะเพิ่มมากขึ้นตามยุคสมัยเเละวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป
ค่าเฉลี่ยพบว่าคุณพ่อเล่นกับลูกทุกวัน โดยจะเป็นการเล่นที่ใช้ร่างกายเป็นหลัก ซึ่งทำให้เด็กมีเเนวโน้มที่จะเกิดอาการไฮเปอร์แอคทีฟ หรือปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมน้อยกว่า และสามารถที่จะควบคุมอารมณ์ ความก้าวร้าวและไม่ใช้กำลังหากเจอเหตุการขัดเเย้งกับเพื่อนที่โรงเรียน
“เพราะการเล่นที่ใช้ร่างกายทำให้เด็กเกิดความสนุก ตื่นเต้นกับสถานการณ์ที่เขาต้องปรับเปลี่ยนอารมณ์เละพฤติกรรมของตัวเองตลอดเวลา หากเขาทำอะไรผิดพลาดก็สามารถที่จะปรับปรุงเเละทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไปได้”
อย่างไรก็ตามผลวิจัยชี้ว่าการเล่นระหว่าลูกเเละพ่อจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กเข้าโตขึ้น (6-12 ปี) เพราะเขาสามารถเล่นกิจกรรมที่ใช้ร่างกายได้กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน
อ้างอิง
https://www.sciencedaily.com/releases/2020/06/200629120137.htm
#เล่นกับพ่อ #เล่นเปลี่ยนโลก #เล่น
19/03/2022
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเผยว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยพ่อเเม่ที่มี “Growth Mindset” จะมีผลการเรียนที่ดีและมีพัฒนาการที่สมบูรณ์กว่าเด็กคนอื่น ๆ
ในอดีตพ่อเเม่ส่วนมากจะมีความเชื่อว่า “ความฉลาด” (Intelligence) และทักษะความสามารถอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ตายตัว ไม่สามารถพัฒนาได้ ตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่าเด็กคนนี้เกิดมาฉลาด เด็กคนนี้เกิดมาโง่ และพ่อแม่ไม่สามารถสนับสนุนให้ลูกเปลี่ยนเเปลงในสิ่งที่เขาเกิดมาเป็นแบบนี้ได้
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปัจจุบันได้ลบล้างความเชื่อเหล่านั้น โดยพบว่าพ่อเเม่ที่มี Growth Mindset จะมีศักยภาพในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาเป็นคนที่มีพัฒนาการสมบูรณ์ และมีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ดีได้ ซึ่งมีแนวโน้มว่า Growth Mindset ที่พ่อแม่มี จะสนับสนุนพัฒนาการของลูกตั้งเเต่ปฐมวัย (0-8 ขวบ) เลยทีเดียว
Growth Mindset คืออะไร?
Growth Mindset คือความคิดที่สามารถยืดหยุ่น เปิดกว้างที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง คนที่มี Growth Mindset ก็เปรียบเสมือน “น้ำที่ไม่เต็มแก้ว” คือคนที่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ปิดกั้นความคิดของผู้อื่นหรือปัจจัยเเวดล้อมต่าง ๆ เมื่อเจอปัญหาก็กล้าที่จะเผชิญเเละไม่ยอมเเพ้ต่ออุปสรรคที่เข้ามา
คุณพ่อคุณแม่สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่าง “Growth Mindset” และ “การเล่น” ของเด็กได้ที่นี่ https://www.facebook.com/leeway.th/posts/489574798282081/
ทีมวิจัยนำโดย Mei Elansary กุมารแพทย์และอาจารย์ด้านการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กเล็ก มหาวิทลัยฮาวาร์ด พบว่า Growth Mindset ของแม่สามารถบรรเทาผลกระทบด้านลบของความเครียดที่มีต่อมารดาในช่วงเดือนแรก ๆ ของชีวิตลูก และส่งเสริมการพัฒนาสมองของเด็กได้
โดย Elansary ให้นิยาม Growth Mindset ของแม่ว่า “ความคิดหรือความเชื่อที่ว่า เด็กสามารถพัฒนาความสามารถของเขาผ่านความพยายามและความตั้งใจ ซึ่งหากพ่อเเม่ทำงานหนักเพื่อที่จะสนับสนุนลูกในการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ พัฒนาเติบโตและขยายความสามารถของตัวเด็กเองได้”
ในมุมกลับกัน พ่อเเม่ที่มี Fixed Mindset จะมีความเชื่อที่ว่า ความสามารถเด็กทุกคนจะยังคงเหมือนเดิมตลอดเวลา ไม่ว่าพ่อแม่จะทำงานหนักแค่ไหนหรือพยายามกับลูกมากแค่ไหน เด็กก็ไม่มีวันมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ Charles Nelson จากคณะการแพทย์และการศึกษามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้เก็บข้อมูลของคุณแม่และลูกวัย 12 เดือนจำนวน 33 เคส เพื่อที่จะศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของความเครียดของคุณแม่ว่าเชื่อมโยงต่อพัฒนาการของลูกอย่างไรบ้าง
นักวิจัยได้ถามคุณแม่เกี่ยวกับระดับความเครียดที่มี และสำรวจระดับความเครียดของลูกผ่านสมองของเด็กผ่านการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ซึ่งพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า สมองของเด็กที่พ่อเเม่ที่มีความเครียดและมี Fixed Mindset จะมีการทำงานของสมองส่วนล่างน้อยกว่าเด็กที่พ่อแม่มี Growth Mindset
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง Growth Mindset ของผู้เลี้ยงดูและพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็ก สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การที่ Mindset ของพ่อเเม่มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กตั้งเเต่ยังเป็นทารกนั่นเอง
เพราะการที่เด็กที่เก่งและฉลาดไม่ได้เริ่มตั้งเเต่เกิด เเต่เป็นการฟูมฟักและเลี้ยงดูจากพ่อเเม่
“Turns out smarter kids are made, not born”
อ้างอิง
https://news.harvard.edu/gazette/story/2022/01/turns-out-smarter-kids-are-made-not-born/?fbclid=IwAR1tmO_JhQgdlzJMFXgxMafG4YZ5T0c4gi4EsfwP2vHUBw6kWmG6ZHsd-hw
#30นาทีเล่นอิสระทุกวันสร้างพลังสุข