24/02/2026
"เด็กเจน Z มีความจดจ่อใส่ใจพื้นฐาน ความจำ การวิเคราะห์ EF และ IQ ในภาพรวมลดลงกว่าคนรุ่นก่อน" ปัจจัยหลายอย่าง สภาพสังคม การใช้ Smart Phone ....
#ครูน้อง
Gen Z คือ เจนแรกของโลกที่โง่ลงกว่าเจนก่อน ...
ประโยคที่อ่านแล้วแรงมากแต่การศึกษาพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ยังไม่นับประเทศไทยที่ PISA Score ของเรานั้นถอยหลังลงทุกปี (PISA คือ การประเมินความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปีจากทั่วโลก จัดโดย OECD ทุก 3 ปี วัดทักษะการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง (Literacy) มากกว่าการท่องจำใน 3 ด้านหลัก คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ... ถอยหลังลงทุกปี ... กระทรวงศึกษาควรพิจารณาตัวเองให้หนักขึ้นมาก ๆ ว่าที่การบ้านเยอะ ๆ งานครูเยอะ ๆ เวลาเรียนมาก ๆ ที่เราทำกันอยู่นี้คืออะไร ...
Anyway, กลับมาที่เจน Z
เมื่อไม่นานที่ผ่านมานักประสาทวิทยา Jared C. Horvath ได้ให้การต่อสภาคองเกรส พบว่า "ความฉลาดของรุ่น" (generational intelligence) ของเด็กเจน Z ที่เกิดในปี 1997-2010 ลดต่ำลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (หลังยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์) มา (คนในแต่ละรุ่นตั้งแต่ Baby Boomer เป็นต้นมาจะมีความฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ มายาวนานเรียกว่า Flynn Effect)
พบว่าเด็กเจน Z มีความจดจ่อใส่ใจพื้นฐาน ความจำ การวิเคราะห์ EF และ IQ ในภาพรวมลดลงกว่าคนรุ่นก่อน โดยนักประสาทวิทยาคนนี้ยังกล่าวแบบแปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า "แย่ไปกว่านั้น คนเจน Z นี้ยังมั่นหน้าว่าพวกเขาฉลาด" ว่าซั่น ... พ่อหมอไม่ได้กล่าวนา ไปด่าอีตาคุณ Horvath เอาเองนะ 555 ปัดทันที เรื่องแบบนี้
ทำไมคนรุ่นก่อนจึงเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ล่ะ อันนี้เอาความรู้สึกเข้าไปจับก็จะพบว่า "จริง" เราเก่งกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ในอดีตมากตลอด ซึ่งเป็นจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยระบบการศึกษาที่ดีขึ้น เข้าถึงได้มากขึ้น เร็วขึ้น โภชนาการที่ดี และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น ... ความรู้ทางการแพทย์และการศึกษาที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมากส่งผลต่อการรับรู้และการพัฒนาของสมองเด็กมากขึ้น
แล้วเจน Z เจออะไรถึงความฉลาดถอยหลัง
สามคำ คือ หน้าจอ โควิด และพิษเศรษฐกิจ
โทรศัพท์ที่ถ่ายรูปเซลฟี่ได้เครื่องแรกถือกำเนิดในปี 2000 (SHARP J-SH04 ถ้าเช็คไม่ผิด) ปี 2005 ยูทูปถือกำเนิด ปี 2007 ไอโฟนถือกำเนิด ปี 2010 ไอแพดถือกำเนิด ... จากนั้นก็บูม ... ไถกันอย่างเมามัน แย่ที่สุดคือการถือกำเนิดของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ที่ดึงสมาธิให้ต่ำลงไปได้อีก จากหลักนาทีเหลือเพียงไม่กี่วินาทีแล้วปัดทิ้งไป ในขณะเดียวกันปี 2020 โควิด-19 ก็ระบาดไปทั่วโลก เกิดการล็อคดาวน์ยาวนาน กระทบต่อการเรียนอย่างมากไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กโต (แอลฟ่าก็โดนฉ่ำ) หน้าจอเข้ามาทั้งในและนอกห้องเรียน ฉ่ำ ๆ และแน่นอน
เด็กเจนแอลฟ่า เบต้าอาจหนักขึ้นด้วยการมาของ A.I. (ภาวนาว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะหลายประเทศเห็นเค้าลางแห่งความฉิบหายแล้วดึงหน้าจอออก และเริ่มแบนการเข้าถึงโซเชียลก่อนวัยมากขึ้น พ่อแม่เริ่มตระหนักขึ้นถึงพิษของหน้าจอมากกว่าอดีต)
ไหนจะความเครียดของการเมือง เศรษฐกิจในรุ่นพ่อแม่ของเด็กเจน Z การเปลี่ยนแปลงของระบบสอบ คัดเลือก และอื่น ๆ ที่มากเกิน ... นี่อาจส่งผลให้มวลรวมของความฉลาดของเด็กเจน Z ลดลงนั่นเอง ...
นี่เรายังไม่พูดถึงมุมมองต่อผู้ใหญ่รุ่นก่อนต่อเจน Z และวิธีการทำงานของเจนนี้ที่อาจไม่ถูกใจเรานัก ไม่ว่าจะเป็น Work-life balance (นอกเวลาอย่าหวังติดต่อได้) ความอดทนต่ำ ไม่สู้งาน ลาออกง่าย (เพราะเขามีทางเลือกมากขึ้น ทำไมต้องทนล่ะ) เด็กเจนนี้ตกงานมากขึ้น หลายองค์กรบอกว่า พักก่อนค่ะ ทำงานด้วยยาก คุยกันไม่รู้เรื่อง ดูก้าวร้าว (ในสายตาผู้ใหญ่ เพราะเขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องระบบอาวุโส แต่เชื่อสิ่งที่จับต้องได้มีสิ่งยืนยันว่าดี ... แต่ก็อย่างว่าฮะ ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ได้น่าเคารพเท่าไร เข้าใจในบางมุม)
ในขณะเดียวกัน เด็กเจน Z หัวไวมาก (ต้องยอมรับ) Multitasking (คนเดียวจบงานได้เลย) มีช่องทางทำมาหากินได้ง่ายกว่าอดีตมากถ้ามีหัวและลงมือทำ (ทุกอย่างหาข้อมูลได้เพียงปลายนิ้ว) ความเป็นผู้นำสูง กล้าพูด กล้าแสดงออก ถ้าคนรุ่นก่อนปรับตัวเข้าหาเจนนี้ดี ๆ จะพบว่า เฮ้ย เด็กมันมีของนะ แต่มันพูดและคิดของมันแบบนี้แหละ (วิธีคิดต่างจากเรา แต่หากลองไปคุยดี ๆ หลายเรื่องเข้าใจได้นะ) ...
เอาล่ะ ตัดภาพมาที่พ่อแม่ของเด็กเจนแอลฟ่าและเบต้าอย่างเราควรทำอย่างไร ...
เรียนรู้และประยุกต์ให้ดี บาล้านซ์หน้าจอให้ดี ช้าที่สุด ใช้ชีวิตออฟไลน์ให้เต็มที่ก่อน พร้อมแล้วค่อยใช้หน้าจอ ใช้ง่ายสุดไม่ต้องรีบ แป๊บเดียวก็ใช้เป็น เริ่มต้นจากพูดกับคนให้รู้เรื่องก่อน 555 เจรจาให้เป็น แก้ pain point ของเจน Z ที่คุยกับคนแก่ไม่รู้เรื่องให้ได้ เพราะคนแก่ในประเทศนี้ยังไม่ไปไหน ก็ยังแก่อยู่อย่างนั้นแหละเช่นเรา 555 ไม่ตายง่ายด้วยนะ การแพทย์มันจึ้ง (เจ็บแต่ยอมรับได้) ...
โลกมันผันผวน บ้านจึงต้องนิ่งและปลอดภัย
หน้าจอ ชัดแล้วว่ามันเป็นพิษ ใช้ให้พอดี ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวได้ใช้ฉ่ำ ๆ ตอนโตขึ้นแน่ ไม่ต้องกลัว
#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
____________________
สมัครคลาสเรียน The Art of Parenting by หมอโอ๋ หมอวิน
Empowering Self & Resilience
ปลุกพลังแห่งตัวตนภายใน ให้ล้มได้ลุกเป็น ครั้งที่ 2 (7 มิถุนายน 2569)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทัก INBOX เพจนี้ หรือที่
http://m.me/108772654958559
สมัครคลาสเรียนด้วยด้วยตนเองที่
https://mommymonsterth.page365.net/products/81013230
_________________
สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 4 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่
อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/
A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * NEW ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ * NEW
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง * NEW
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)