มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์

มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์

แชร์

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพชรบุรีเชิ?

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 18/05/2026

พลังกลองมโหระทึก 6 ใบ "ดอนยายทอง "
เรียกขวัญหลายฝ่ายร่วมมือ
บนหลุมขุดค้น

เป็นปรากฏการณ์ไม่บ่อยนักบนปากหลุมขุดค้นของกรมศิลปากร ที่ได้รับความใส่ใจของหลายฝ่ายในท้องถิ่น พื้นที่ เจ้าของที่นา ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้านกำนัน อบต. นายอำเภอ รองผู้ว่าราชการ ผู้ว่าราชการ นายกอบจ.สมาชิกผู้แทนราษฏร์ วัดเขาทะโมน นักวิชาการท้องถิ่นนักวิชาการระดับชาตินักท่องเที่ยวชาวเมืองเพชรที่สนใจและมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
ภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ "ดอนยายทอง" แปลงนามีเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี นางคนางค์ เพชรสุด เจ้าของได้รับมรดก ในพื้นที่นามีกองอิฐเก่าสมัยทวารวดีมีต้นไม้ปกคลุมตรงด้านทิศตะวันออก พื้นที่ติดกันเป็นแปลงนาโล่ง ทิศตะวันตกติดถนน ทิศใต้มองเห็นเขาทะโมน ทิศตะวัตกเฉียงใต้มองเห็นเขาอีทูเป็นเนินเขาเตี้ยๆส่วนทิศเหนือติดหมู่บ้านดอนพลับ เดิมเรียกพื้นที่นี้ว่า"ดอนยายทอง"
ประการสำคัญพระอธิการดำหริย์ ธมฺมรํสี เจ้าอาวาสวัดเขาทะโมน เล่าประวัติศาสตร์สนามวัวลานแห่งนี้ว่า "พื้นที่นาดอนยายทองนี้ใช้เป็นสนามแข่งวัวลานสืบต่อกันมานานกว่า50 ปี โดยกำนันหยัน บัวหลวง อดีตกำนันสมอพลือ จัดงานวัวลานเนื่องในงานประจำปีวัดเขาทะโมน ต่อมาวัวลานตายในขณะแข่งขันบ่อยครั้งจึงย้ายสนามมาอีกฝั่งตรงข้าม ต่มาได้ย้ายสนามการแข่งวัวลานไปแห่งอื่นอีก"

ปฏิเสธมิได้ว่า หลุมขุดค้นดอนยายทอง ที่เคยเป็นสนามวัวลานมาก่อน พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายรายการ ที่กรมศิลปากรระบุเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ กำหนดอายุที่ 1500-2500 ปี โบราณวัตถุที่พบ ได้แก่ กลองมโหระทึก 6 ใบ เครื่องทองเครื่องประดับ กำไลทองคำ จี้ทองคำ ต่างหูทองคำ แหวนทองคำ ลูกปัดทองคำ กำไลข้อเท้าสำริด ถาชนะสำริด หม้อดินเผา ลูกปัดแก้ว และโครงกระดูมนุษย์ 8 โครงเป็นต้น
หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมทุกชิ้น กำลังพลิกประวัติศาสตร์เมืองเพชรบุรีใหม่
รวมไปถึงพลิกประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิใหม่อีกด้วย
นักวิชาการหลายฝ่ายหลายสำนัก ยืนยันตรงกันว่าดินแดนเมืองเพชรบุรีมีอารยธรรมมานาน ติดต่อกับผู้คนระยะไกลนอกอาณาจักรมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ส่วนรายละเอียดการติดต่อกับคนระยะไกลนอกอาณาจักร และหลักฐานโบราณคดีที่พบแล้วและกำลังจะพบใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ คงต้องรอกระบวนการทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ของกรมศิลปากรต่อไป
ปฏิเสธมิได้ว่า โบราณวัตถุในหลุมขุดค้นดอนยายทอง ซึ่งจะมีผลสรุปทางวิชาการออกมาอย่างเป็นทางมีความหมายมีความสำคัญกับประเทศไทยกับเมืองเพชรบุรีและสุวรรณภูมิอย่างยิ่งยวด
ในฐานะที่อยู่ใกล้กับหลุมขุดค้นดอนยายทองและติดตามเฝ้าดูตั้งแต่เริ่มการขุดค้น ระหว่างการขุดค้น ถึงปัจจุบันกำลังขยายหลุมขุดค้นอีกนั้น ได้พบหลักฐานสำคัญด้านมานุษยศาสตร์และสังคม ที่พบไม่บ่อยนักในพื้นที่ขุดค้นของกรมศิลปากร แต่ที่หลุมขุดค้นดอนยายทอง เราพบหลักฐานที่เป็น"ทุนมนุษย์"
"ทุนมนุษย์"ในที่นี้"ดอนยายทอง"มิได้หมายถึง ทักษะความรู้การมีประสบการณ์แล้วน้ำมาใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึง"มนุษยศาสตร์" ที่เป็นสัตว์สังคมรู้จักคุณค่าและศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ภาษาและ ปรัชญา เพื่อทำความเข้าใจแล้วนำมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ความหมายของ"มนุษยศาสตร์"ขมวดรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ"การมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกัน"
มาการถอดสมการของ"ทุนมนุษย์" บนหลุมขุดค้นแหล่งโบราณคดี"ดอนยายทอง" ด้วยสตอรี่เทลลิ่งดังนี้
เปิดศักราชใหม่ พ.ศ.2569 ปลายเดือน มกราคม นักงมของเก่าในแม่น้ำเพชรบุรีคนหนึ่ง นำเครื่องมาสแกนตรวจโลหะในสนามวัวลาน บ้านดอนพลับ หมู่ที่ 6 ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี หรือที่เรียกกันติดปากในเวลานี้"ดอนยายทอง" สนามวัวลานแห่งนี้คือแปลงนาเป็นที่ดินมีเจ้าของชื่อ นางคนางค์ เพชรสุด เป็นชาวบ้านดอนพลับ โดยกำเนิด
เมื่อนักงมของเก่าสแกนตรวจพบโลหะจึงขุดพื้นดินไปราว 60 เซนติเมตร พบกลองมโหระทึก แล้วได้แจ้งให้เจ้าของที่นารับทราบ จากนั้นตกลงแจ้งไปที่ ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ซึ่งท่านเป็นที่รู้จักของสังคมเมืองเพชรอย่างกว้างขวางทั้งในฐานะครูอาจารย์นักวิจัยและในฐานะคอลัมนิสต์นักสื่อสารมวลชน เจ้าของคอลัมน์"บอกเล่าเก้าสิบ"หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ และเจ้าของเพจเฟสบุ๊ก"แสนประเสริฐปานเนียม"
เมื่อได้รับการติดต่อแจ้งข่าวกลองมโหระทึก "อาจารย์แสนประเสริฐ" ทราบดีว่ามีความสำคัญยิ่งยวดเพียงใด จึงส่งข่าวให้บุคลที่รักนับถือและเข้าใจความสำคัญของกลองมโหระทึกกันได้รับทราบเช่น รศ.กาญจนา บุญส่ง ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม อาจารย์ฐานิสร์ พรรณรายณ์และผม ที่สำคัญประสานงานแจ้งผู้บังคับบัญชาไปตามลำดับรวมถึงแจ้งข่าวและหารือกับ นางกรรณิการ์ เปรมใจ เจ้าหน้าที่ชำนาญการ สำนักศิลปากรที่1 ราชบุรี
ผลจากการหารือคือสรุปได้ประมาณนี้
ประการแรก รายงานให้ผอ.สำนักศิลปากรที่1ได้รับทราบ
ประการที่สอง ประสงค์ส่งมอบกลองมโหระทึก ที่มหาวิทยาลัยรับมอบมาจากเจ้าของที่นาและผู้ขุด เพื่อกรมศิลปากรได้ศึกษาและอนุรักษ์ต่อไป
ประการที่สาม เรียกร้องให้สำนักศิลปากรที่1 มาทำการขุดค้นในพื้นที่พบกลองโดยเร็ว
ทั้งนี้"อาจารย์แสนประเสริฐ ปานเนียม อาจารย์วิฑูรย์ คุ้มหอม รศ.ดร.กาญจนา บุญ ส่ง"ประสานงานระหว่าง สำนักศิลปากรที่1ราชบุรีและนางคนางค์ เพชรสุดและครอบครัว ในประเด็นขอพื้นที่การขุดค้นซึ่งที่นากำลังใกล้ฤดูหว่านดำทำนา
"ฟังๆดูฉันว่าเป็นประโยชน์ฉันยอมปีนี้ไม่ทำนาให้กรมศิลป์ขุดไปเลย" นางคนางค์ เพชรสุด บอกกับผมอย่างนั้น
วันที่ 9 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2569 การเปิดปากหลุมดอนยายทองการขุดค้นอย่างเป็นทางการจึงเกิดขึ้น เริ่มต้นด้วยพิธีบวงสรวงเจ้าที่เจ้าของแปลงนาเดิมตามความเชื่อนิยมของคนเมืองเพชร
โดย "อาจารย์แสนประเสริฐ"เป็นเจ้าพิธี โดยครอบครัวเจ้าของที่นา เจ้าอาวาสวัดเขาทะโมน นายอำเภอบ้านลาด นายกฯอบต.สมอพลือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน
ผู้บริหารคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และชาวบ้านสมอพลือ บ้านดอนพลับสื่อมวลชนและผมร่วมด้วย
ตั้งแต่ลงจอบเป็นปฐมฤกษ์เริ่มต้นขุดค้น"ดอนยายทอง" ระหว่างการขุดค้น ถึงปัจจุบัน มีกิจกรรมทางสังคมบริเวณปากหลุมและในพื้นที่หลากหลายกิจกรรมที่แสดงถึงน้ำใจไมตรีประหนึ่ง"นิยามทุนมนุษย์"
หลุมขุดค้นดอนยายทอง สำนักศิลปากรที่1ราชบุรี แต่งตั้ง นางกรรณิการ์ เปรมใจ เป็นหัวหน้าขุดค้น และนางสาว กัญญาภัค โต๊ะเฮง เป็นผู้ขุดค้นหลัก ในระบบราชการมีระเบียบการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าที่พักหรืออื่นๆ หลายท่านไม่ทราบหรอกว่า"น้องบีกรรณิการ์" เป็นชาวบ้านแหลมเพชรบุรี การขุดค้นในแต่ละวันเดินทางไปบ้านแหลมกลับไปนอนบ้านและไม่ขอเบิกค่าที่พัก วันหยุดแทบไม่ได้หยุดเป็นห่วงหลุม ฝนตกก็ต้องรีบมาดูกลัวน้ำท่วมหลุม เคยตั้งคำถามกับ "น้องบีกรรณิการ์"หัวหน้ากลุมขุดค้นดอนยายทองว่า รู้สึกอย่างไรหลุมขุดค้นดอนยายทองเทียบกับไปขุดค้นในที่อื่นๆและพบปรากฏการณ์แบบที่หลุมขุดค้นนี้บ้างหรือไม่ เธอตอบกับผมว่า"การทำหน้าที่ขุดค้นทุกหลุมทุกที่ต้องทำตามหน้าที่แบบมืออาชีพที่เล่าเรียนมาทำเต็มที่ แต่ลุมดอนยายทองรู้สึกจะพิเศษอยู่บ้างเพราะด้วยสิ่งที่พบนับว่าเป็นเรื่องสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ส่วนที่ต่างจากหลุมขุดค้นอื่นคือที่อื่นๆจะเงียบมีคนให้ความสนใจน้อยต่างกับที่ดอนยายทองที่หลายฝ่ายใหความร่วมมือนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก"
หลุมขุดค้นดอนยายทอง จึงคึกคักและครื้นเครงด้วยไมตรีการตื่นรู้ และน้ำใจ เป็นปกติไปแล้วที่ใครต่อใครเดินเข้ามาในหลุมขุดค้นที่หิ้วน้ำหิ้วขนมและอาหารมาฝากปากหลุม
เท่าที่ทราบบุคลแรกๆที่ใช้เงินส่วนตัวเพื่อกิจกรรมต่างๆตั้งแต่มีการขุดค้นได้แก่ "อาจารย์แสนประเสริฐและอาจารย์ดร.กาญจนา "
โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มต้นนายปรีชา อนันต์วรนาถ นายอำเภอบ้านลาด ใช้เงินส่วนตัวสั่งข้าวกล่องมาที่หลุมขุดค้นวันละ10 กล่อง "หลุมขุดค้นตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านลาด น่าภาคภูมิใจที่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณดคีที่สำคัญ
เริ่มแรกได้รับการประสานงานจาก ท่านวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้มาดูที่หลุมขุดค้นกับท่าน จากนั้นท่านให้ช่วยดูแล เป็นหน้าที่ที่ต้องมาเยี่ยมหลุมอยู่บ่อยๆแล้วรายงานเป็นลายลักษณ์ไปถึงผู้ว่าราชการตั้งแต่ต้น"
ปฏิเสธมิได้ว่าวัดเขาทะโมน ที่เห็นตะหง่านเหนือหลุมขุดค้นดอนยายทอง ตั้งอยู่ตำบลท่าเสน อำเภอบ้านลาด ในระบบองค์กรปกครองท้องถิ่นแม้ว่าอยู่คนละพื้นกับอบต.สมอพลือ
ทว่า พระอธิการดำหริย์ ธมฺมรํสี เจ้าอาวาสวัดเขาทะโมน ก็ให้การอนุเคราะส่งเสริม
"เมื่อรู้ว่ามีการขุดค้นพบที่สำคัญ อยู่ใกล้วัดด้วยจึงมาร่วมกิจกรรมและมาดูตั้งแต่ต้น อาหารที่บิณบาตรทุกวัน อาตมาก็แบ่งปันมาให้ที่หลุมขุดค้นให้เขาส่งมาก่อนเที่ยง"
ความเป็นทุนมนุษย์ด้านทักษะความรู้และการรับใช้บริการทางสังคมและวิชาการ เป็นพันธกิจหลักของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
ในการนี้ ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม และรศ.ดร.กาญาจนา บุญส่ง และคณะ เป็นแก่นแกนให้กับมหาวิทยาลัย เช่น จัดงานเสวนา"พบกลองมโหระทึกที่เพชรบุรี"
ที่ห้องประชุมคณะครุศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
เพื่อให้คนเมืองเพชรได้ชื่นชมกลองมโหระทึกเพชรบุรี เพื่อส่งความรู้ให้สังคมเมืองเพชรในเรื่องความสำคัญของกลองมโหระทึกและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆที่พบในหลุมมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงเช่น นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้เชี่ยวชาญสุวรรณภูมิ นางกรรณิการ์ เปรมใจ ผู้ขุดค้นเป็นต้น และเพื่อส่งมอบกลองมโหระทึกให้กับกรมศิลปากรไปทำการอนุรักษ์ตามกระบวนการต่อไป
ในการนี้ วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา "อาจารย์แสนประเสริฐ"และนางคนางค์ เพชรสุด เจ้าของที่นา เป็นแกนนำชาวบ้านร่วมทำบุญปากหลุม
ในการนี้นายณรงค์ชัย สุขประสงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมูที่ 6 บ้านดอนพลับ ได้เชิญ นายชัยยะ อังกินนันทน์ เป็นประธานในพิธิ ร่วมด้วยนายปรีชา อนันต์วรนาถ นายอำเภอบ้านลาด พ.ต.อ.เชิญ พรายมี นายกอบต.สมอพลือ คณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ชาวบ้านดอนพลับและชาวเพชรบุรีร่วมบุญอย่างคับคั่งนอกจากนี้ในช่วงเย็นมีเสวนาปากหลุมและพิธีเรียกขวัญ อีกด้วย เพื่อเป็นการขยี้ให้สังคมได้ไม่ลืมการตื่นรู้ว่าประวัติศาสตร์โบราณคดีศิลปวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองขับเคลื่อนประเทศไดั
กิจกรรมศึกษาเส้นทางท่องเที่ยว"ภูผา ทุ่งนา ท่าน้ำ" นำชมเขาศักดิ์สิทธิ์ถ้ำเขาทะโมน เชื่อต่อทุ่งนาแหล่งโบราณคดีหลุมขุดค้นดอนยายทองและท่าน้ำวัดท่าไชย ท่าน้ำศักดิ์เพราะเป็นท่าน้ำของพราหมณ์สมอพลือ อินเดียโบราณ
ดำเนินการโดย"อาจารย์แสนประเสริฐ ปานเนียม และคณะ" ในนามมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เมื่อวันที่16 พฤศภาคม ที่ผ่านมา
นี้คือพันธกิจกิจกรรมทางสังคมที่เชื่อมต่อหลุมขุดค้นดอนยายทอง หรือนี่เป็นปรากฏการณ์ กลองมโหระทึกเพชรบุร เรียกขวัญเรียกพลังให้กับทุกท่านทุกคน

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 12/05/2026

สะกดรอย Heart of Gold
"ดอนยายทอง"
สู่"ช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี(1)

ปฏิเสธมิได้ว่า หลุมขุดค้น "ดอนยายทอง" บ้านดอนพลับ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เปิดหลักฐานข้อมูลใหม่ ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เมืองเพชรบุรี รวมไปถึง"สุวรรณภูมิ "
หลักฐานโบราณวัตถุที่กรมศิลปากรรายงานสู่สาธารชนได้แก่ กลองมโหระทึก 6 ใบ เครื่องทองทองกำไล จี้ 2 ชิ้น แหวน 3 วง ต่างหู กำไลข้อเท้าสำริด ลูกปัดทองคำ ลูกปัดแก้ว
โครงกระดูก 8 โครง หม้อดินเผา ภาชนะสำริด เป็นต้น และวิเคราะห์หลักฐานในชั้นแรกนี้ว่าเป็นหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราว1500-2500 ปี

ในระดับจุลภาพทำให้พื้นที่ขุดค้น"ดอนยายทอง"ตำบลสมอพลือและพื้นที่ใกล้เคียงเชื่อมโยงยุคสมัยได้อย่างน่าสนใจยิ่ง ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพชรบุรี เห็นว่าสมควรสะกดรอยและสแกนพื้นที่ดอนยายทองและพื้นที่เชื่อมโยง แบบลงรายละเอียด ซึ่งตรงกับแนวคิดของเพื่อนเฟสบุ๊คชื่อ piped Krajaejun (ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีบรรพชนเป็นชาวเพชรบุรี)
ที่นำเสนอเรื่องแนวคิด Slow Archaeologyหรือโบราณคดีแบบช้า ความบางส่วนดังนี้
"คือแนวคิดการทำงานทางโบราณคดีที่เน้นความประณีต การใช้เวลาศึกษาอย่างลึกซึ้ง และการให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในกระบวนการขุดค้น โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจในบริบทของพื้นที่และเรื่องราวของอดีตมากกว่าการรีบขุดเพื่อหาโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นการโต้กลับแนวโน้มการขุดค้นที่รวดเร็วและใช้เทคโนโลยีสูงในปัจจุบัน(industrialization of Archaeology)"
นิยาม "สะกดรอย Heart of Gold ดอนยายทอง สู่ ช่างทองโบราณ สกุลช่างเพชรบุรี " แยกความหมายแต่ละวลีได้ดังนี้
"สะกดรอย" : การสืบค้นศึกษาพื้นที่และผู้คน รวมถึงวรรณกรรมท้องถิ่น เอกสารลายลักษณ์
"Heart of Gold" : จิตใจที่ดีงาม (ขัดเกลา โลภะ โทษะ โมหะ )ประหนึ่งหัวใจทองคำ
"ดอนยายทอง" : แหล่งขุดค้น ที่พบเครื่องทองเครื่องประดับอายุราว2000 ปี มีบริบทพื้นที่โบราณสถานโบราณวัตถุ ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง ภูเขา และผู้คนวิถีชุมชนและDNAเป็นอย่างไรเชื่อมโยงพื้นที่ใดบ้าง
"ช่างทองโบราณ สกุลช่างเพชรบุรี " : ช่างทอง ช่างสำริดช่างทองเหลือง ช่างเงินหรือวัสดุโลหะอื่น ที่ผลิตชิ้นงานทุกประเภทที่มิใช่เครื่องทองเครื่องประดับอย่างเดียว แต่เป็นที่รับรู้ว่าแบบลายโบราณอันเป็นอัตลักษณ์สกุลช่างเพชรบุรี

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 02/05/2026

สะกดรอย...รสนิยมคหบดีย่านวัดเกาะ ผ่านอาคารสถาปัตยกรรม

รสนิยม ไม่ใช่สิ่งที่ชอบอะไรแบบวูบวาบชั่วครั้งชั่วคราว เป็นเรื่องที่มีกระบวนการซับซ้อน ที่ผ่านประสบการณ์จากสังคมสิ่งแวดล้อม จนตกผลึกเข้าใจคุณค่าและมีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจ ประการสำคัญรสนิยมแบ่งชนชั้นแบ่งยุคสมัยอีกด้วย
สะกดรอย..อาคารบ้านเรือนไทย ถนนพานิชเจริญ ย่านวัดเกาะ ได้สัมผัสกับสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบหลายเทคนิคการก่อสร้างในรอบ100 ปี
ในมุมของโลกทุนนิยมดูประหนึ่งขาดรสชาติขาดสีสรรไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย
ภาพรวมสถาปัตยกรรมย่านนี้ทรงก็คล้ายคนแก่ชราเศร้าเหงา
ทว่าในมุมของรสนิยมจะสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและอารมณ์ของสถาปัตยกรรมแต่ละหลังและรวมถึงเจ้าของได้เลยทีเดียว
สถาปัตยกรรมบ้านทรงไทย มีจิตวิญญาณอารมณ์รักสงบสง่างามแต่มีอิสระเสรี
อาคารไม้เก่าแบบห้องแถว มีจิตวิญญาณการค้าพร้อมรับแรงปะทะทุกสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรป มีทรงคหบดี โอ่อ่าทันสมัยเข้มงวดในคำสัญญา เป็นต้น
อย่างไรก็ดีในมุมของรสนิยม ทำให้เกิดพลังทุนวัฒนธรรมและทุนเศรษฐกิจ เช่นด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ประการสำคัญโดยเฉพาะด้านการศึกษาและวิจัย
อาคารเก่าสถาปัตยกรรมโบราณ ถนนพานิชเจริญย่านวัดเกาะ มิต่างกับ คนในวัยคุณปู่คุณย่าหรืออากงอาม่า ที่มีฐานะมั่นคง ประสบการณ์สูง พร้อมเป็นผู้อาวุโสของเมือง เป็นพิพิธภัณฑ์ของเมือง เพื่อถ่ายทอดเและเรียนรู้ไปด้วยกัน

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 15/04/2026

"มณฑา แฝงสีคำ" ช่างทองโบราณรุ่นเก่า ผู้ออกแบบลูกสนทะเลทองคำ บรรพชนพ่อค้าน้ำตาลโตนดเพชรบุรี-อยุธยา
"บ้านหัวถนนนี่บ้านนี้ถือว่ามีฐานะจนที่สุด" พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ช่างทองโบราณ ผู้สืบทอดงานช่างทองสกุลช่างเมืองเพชรจากแม่เนื่อง แฝงสีคำศิลปินแห่งชาติช่างทองโบราณ บอกกับผมอย่างนั้น
ทำไม!พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) จึงกล่าวประโยคนั้น คล้ายบอกสถานะของครอบครัว และถ่อมตน ใครจะไปถามหรือขยี้ต่อ แต่ในใจไม่เชื่อสักนิด จึงไผล่ไปสนทนาประวัติศาสตร์ครอบครัว"แฝงสีคำ" บังเอิญได้คำตอบ"บ้านนี้จนจริงในย่านหัวถนน"
บ้านเรือนไทยโบราณคู่ตั้งขวางตะวันอยู่ตรงถนนพานิชเจริญ แยกสะพานท่าสรง อายุราบ100 ปี คือบ้านที่มีประวัติศาสตร์เริ่มต้นที่
"ก๋งน้องและยายหลง" "ก๋งน้อง"เดิมใช้แซ่โซว ภายหลังเปลี่ยนเป็น"ชูบดินทร์" ย้ายมาจากบ้านท่าเสนอำเภอบ้านลาด
มาตั้งรกรากใหม่ที่บ้านหัวถนน สะพานท่าสรง เข้าใจว่ามาพร้อมกับ"ก๋งลิบ ชูบดินทร์ สามี ยายพับ"และตระกูลทองสัมฤทธิ์ซึ่งมาจากบ้านลาดย่านเดียวกัน
ส่วน"ยายหลง"เกิดที่บ้านหัวถนนเป็นเครือญาติ"นายเทพ" ต้นตระกูลเทพพานิช
แต่ที่ต่างกันคือตระกูลทองสัมฤทธิ์และ"ก๋งลิบ-ยายพับ" มีอาชีพเป็นช่างทองโบราณ ทว่า"ก๋งน้อง-ยายหลง"มีอาชีพค้าน้ำตาลโตนดยุคที่ภาชนะใส่น้ำตาลคือหม้อตาลเมืองเพชรและขนใส่เรือฉลอมไปขายถึงเมืองเก่าอยุธยา ค้าขายน้ำตาลโตนดมาถึงยุคขนส่งโดยรถไฟ
บ้านหัวถนน ย่านวัดเกาะ ในละแวกเดียวกับ"ก๋งน้อง-ยายหลง" ก็มีพ่อค้าน้ำตาลโตนดระดับคหบดีมาก่อนค้าข้าวเปลือกหลายคน ได้แก่นายครอง วาดเวียงไชย นายเทพ ต้นตระกูลเทพพานิช ก๋งเทียม-ยายเครือบ เทพเรณู ก๋งแย้ม บูรณพานิช ก๋งยิ้ม บุญวานิช เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อเอาธุรกิจการค้าน้ำตาลโตนดของ"ก๋งน้อง-ยายหลง"เปรียบเทียบกับคหบดีค้าน้ำตาลโตนดย่านวัดเกาะหัวถนน ทำให้ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ)ออกตัวไว้แต่แรกว่า"ย่านหัวถนนบ้านนี้นับว่าฐานะจนที่สุด"
"ก๋งน้อง-ยายหลง" มีบุตรธิดารวม 6 คน ได้แก่ 1/นายเพชร 2/ป้านิล3/น.ส.แนบ4/นายพริ้ม5/ครูมานีและ6/ป้าเนื่อง แฝงสีคำ(2457-2558)

"ก๋งน้อง-ยายหลง" พ่อค้าน้ำตาลโตนด เพชรบุรี-อยุธยา ก็คือ "ก๋ง" ของ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) การค้าการขายน้ำตาลโตนดจากบรรจุภาชนะหม้อตาลดินเผาที่เมืองเพชรผลิดเอง ขยับมาใส่หม้อทะนน บรรทุกเรือฉลอมโดยมีเรือไอน้ำที่ต้องว่าจ้างลากออกไป สู่ลูกค้าปลายทางเมืองเก่าอยุธยา กระทั้งมาเปลี่ยนภาชนะใหม่เป็นเข่งและปีป ซึ่งบรรจุปริมาณน้ำตาลได้มากและแข็งแรงกว่าภาชนะดินเผา แล้วเปลี่ยนจากส่งออกไปขายโดยทางเรือเป็นทางรถไฟ
ขณะที่"ป้าเนื่อง"ลูกสาวคนเล็กของ"ก๋งน้อง-ยายหลง" ไปฝึกหัดเป็นช่างทองกับ"ยายพับ"ญาติที่มีศักดิ์เป็นป้า ที่มีบ้านชิดติดกัน
จากการที่"ก๋งน้อง-ยายหลง"ค้าน้ำตาลและจัดการขนส่งทางรถไฟ ทำให้ต้องใกล้ชิดสนิทกับนายสถานี ภายหลัง "ป้าเนื่อง"จึงได้สมรสกับ"คุณพ่อพร แฝงสีคำ" นายสถานีรถไฟไทย ซึ่งมีภูมิลำเนามาจากอีสาน การได้สมรสกับนายสถานีรถไฟในสมัยโน้น"ป้าเนื่อง"จึงได้รับเกียรติถูกเรียกขานในขณะนั้นว่า"คุณนาย"ด้วย "นายสถานีพรและคุณนายเนื่อง"
มีบุตรธิดารวม 6 คน ได้แก่
1/ นายอมร(พี่แป๊ะ) อดีตรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า
2/พี่ติ๋ว มณฑา แฝงสีคำ ช่างทองโบราณ อายุ80 ปี
3/นายธนู แฝงสีคำ อดีตผู้อำนายการแรงงานจังหวัดเพชรบุรี
4/ นายอาวุธ แฝงสีคำ อดีตข้าราชการครู
5/นายอาคม แฝงสีคำ อดีตข้าราชการครู
6/นายคัมภีร์ แฝงสีคำ อดีตข้าราชการครู
เมื่อส่องประวัติศาสตร์ตระกูลและครอบครัว พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ทำให้ทราบว่าภาวะทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่ไปเทียบเทียมกับตระกูลพ่อค้าน้ำตาลย่านเดียวกันก็นับว่า บ้านนี้เป็นคนชั้นนำของเมืองเพชรหลังหนึ่งทีเดียว
ย้อนไปในอดีต80-100 ปีการศึกษาของสตรีคือดัชนีชี้วัดฐานะทางเศรษฐกิจและความทันโลกของครอบครัว เมื่อส่องสาแหรกเครือญาติขึ้นไป ลูกๆของ"ก๋งน้อง-ยายหลง" พบว่าได้รับการศึกษาที่ดี คือพี่สาว"ป้าเนื่อง"ชื่อ"ครูมานีหรือครูเนือง"ได้รับราชการครู พอมาถึงในชั้น พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) พี่น้องรวม5ทุกคนก็ได้รับการศึกษาสูงๆและรับราชการ
แม้แต่ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ที่เป็นสตรีในยุคเก่า ที่ถูกสังคมห้วงเวลานั้นกดทับมากว่าบุรุษโดยเฉพาะความเท่าเทียมด้านการศึกษา
คำพูดที่ก้องโสตประสาทของสังคมในอดีตคือ"เป็นผู้หญิงจะเรียนทำไม พออ่านออกเขียนได้ก็พอ ประเดี๋ยวก็ออกเรือน" อะไรทำนองนี้ ปฏิเสธมิได้เลยว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเราหลายคนไม่ได้เรียนหนังสือ โดยเฉพาะสตรียุคเก่า
ทว่า พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) สตรียุคเก่าที่ได้เรียนหนังสือ ชั้นประถม โรงเรียนวัดจันทราวาส มัธยมต้น โรงเรียนประจำจังหวัดสตรี(เบญจมเทพอุทิศ) มัธยมปลาย โรงเรียนประจำจังหวัดชาย(พรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี)
ในยุคพี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ผู้หญิงมีการศึกษาระดับมัธยมปลายนับว่าสูงแล้ว สามารถหางานดีๆทำได้แล้วตำแหน่งเสมียนในยุคนั้นนับว่าเป็นตำแหน่งงานที่ใครๆก็ปรารถนา พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ได้เป็นเสมียนที่ปั้มน้ำมันตรามือ ตั้งอยู่ใกล้แยกถนนต้นมะม่วง ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจ มีปั้มสามทหาร โรงสีนายอร่าม ภิงคารวัฒน์ โรงไม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ และเป็นแหล่งเติมน้ำมันของรถเมล์รถบัสประจำทาง ที่ต้องผ่านถนนเส้นนี้
พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) บอกว่าทำงานเป็นเสมียนปั้มน้ำมันราวอายุ 30 ปี ก็ออกมาช่วยแม่(ป้าเนื่อง แฝงสีคำ)ทำทอง การเป็นลูกช่างทำทองโบราณ จึงมีทักษะพื้นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ต้องนับหนึ่งในการทำเครื่องเงินก่อน เหมือนช่างทั่วไป ข้ามขั้นมาเป็นช่างทองผู้ช่วยของแม่เลยทีเดียว แต่ก็ต้องเริ่มตั้งแต่งานพื้นฐาน ได้แก่ ชักลวด ตีทอง หลอมทอง เป็นต้น
ช่างทองในยุค ป้าเนื่อง แฝงสีคำ ขึ้นไปเรียกว่ายุคใช้กล้องเป่าไฟ ส่วนในยุคพี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ)เบาสบายขึ้นมากใช้"ต๊ะ"เครื่องมือเป่าไฟทำทองที่ใช้เท้าเหยียบ ช่างทำทองยุคเก่าจึงใช้ลมเป่ากำหนดแรงไฟซึ่งต้องมีปอดที่ดีอีกด้วย ไม่แปลกเลยชิ้นงานทองโบราณจึงมีคุณค่ามาก
พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) จึงมีครูช่างทองโบราณคือแม่ของตัวเอง และเป็นผู้สืบทอดงานช่างทองโบราณของตระกูลไว้อีกด้วย
ชิ้นงานของ"ป้าเนื่อง แฝงสีคำ"ยุคกลางถึงท้ายๆ คือการผนวกฝีมือของ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ)ด้วยทั้งสิ้น ประหนึ่งพระอาทิตย์สองดวงซ้อนทับกันอยู่
ปฏิเสธมิได้เลยว่า พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ)ถูกแสงของแม่บดบัง หลายคนจึงไม่รู้ถึงฝีมือการเป็นช่างทองโบราณเท่าใดนัก เมื่อ(ป้าเนื่อง แฝงสีคำ) ไปสู่ธรรมชาติเมื่อพ.ศ.2558 วงการช่างทองโบราณและนักสะสมงานสกุลช่างเมืองเพชร จึงได้เห็นพระอาทิตย์อีกดวง
พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) มีแสงของตัวเองอย่างน้อยก็ราว30ปีย้อนหลัง เนื่องจากระยะนั้น อาจารย์ บุบผา วงศ์สนิท อดีตอาจารย์วิทยาลัยครูเพชรบุรี(มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) ท่านชื่นชอบงานทองโบราณเพชรบุรี ท่านเป็นนักสะสมและนักออมเงินสั่งทำชิ้นงานเฉลี่ยเดือนละชิ้นกับ"ป้าเนื่อง แฝงสีคำ" ที่มีพี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ)ประหนึ่งเงาของแม่ร่วมด้วยช่วยกัน
คราวหนึ่ง "อาจารย์บุบผา" เก็บลูกสนทะเลมาให้ดู แล้วบอกว่าให้ทำชิ้นงานครั้งแรกออกแบบเป็นจี้ห้อยคอ "อาจารย์บุบผา"พึงพอใจมาก
อันที่จริงลูกสนทะเลมีรูปทรงคล้ายกับปะวะหล่ำ แต่ลายละเอียดของลูกสนทะเลการขึ้นรูปยากกว่า ทว่าไม่พ้นความสามารถของ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) ภายหลัง"อาจารย์บุบผา"สั่งทำลายลูกสนทะเลทองคำเป็นสร้อยข้อมือและสร้อยคอครบชุดเลยทีเดียว
นับแต่นั้นเป็นต้นมาลายลูกสนทะเลทองคำ เป็นที่สนใจของวงการช่างทองทั่วไปและนักสะสม
ต้องบันทึกไว้ว่า"ลายลูกสนทะเลทองคำ"นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ลวดลายใหม่ของวงการช่างทองโบราณเพชรบุรี ที่เป็นฝีมือการออกแบบและขึ้นชิ้นงานของ พี่ติ๋ว(มณฑา แฝงสีคำ) โดยแท้
ลูกสนทะเลต้นแบบประวัติศาสตร์ที่"อาจารย์บุบผา"เก็บมาเป็นแบบยังถูกรักษาไว้อย่างดี...กราบ
032-428538

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 09/04/2026

ข้างหลังภาพ
นายครอง วาดเวียงไชย
คหบดีค้าข้าวและน้ำตาลโตนด
ถนนพานิชเจริญ ย่านวัดเกาะ เติบโตและรุ่งเรือง เป็นแหล่งรวมคหบดีหลายคนหลายตระกูลช่วงคาบเกี่ยวก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ส่วนใหญ่คหบดีเหล่านี้ร่ำรวยจากสองธุรกิจหลักคือ
การค้าข้าวเปลือกและค้าน้ำตาลโตนด ได้แก่ ตระกูลวาดเวียงไชย,ศุขะพานิช ,เทพพานิช,เทพเรณู,ชูบดินทร์,บุญวานิช,บูรณพานิช,พรรณรายณ์,จรรยาพานิช,ประจวบเหมาะ ,ภิงคารวัฒน์เป็นต้น
ในที่นี้จะกล่าวถึง คหบดีย่านหัวถนนที่มีบ้านตึกสไตล์ยุโรปผสมจีนคือ นายครอง วาดเวียงไชย
จากการสำรวจดูเอกสารโฉดที่ดินเก่าและเอกสารสารบบเช่นใบไต่สวนหมายเขตที่ดินนำรับโฉนด ร.ศ.130 ทำให้ทราบว่าบ้านหัวถนน โดยเฉพาะพื้นที่บ้านนายครอง วาดเวียงไชย เดิมในเอกสารราชการระบุชื่อ"บ้านนารายณ์" ขึ้นกับตำบลนารายณ์(ภายหลังเปลี่ยนเป็นตำบลท่าราบ)
การสำรวจเอกสารเก่าทำให้เกิดประเด็นให้คิดให้เกิดปัญญา ดังนี้
ภาพถ่ายขาวดำรูปหน้าตรงของ "นายครอง วาดเวียงไชย" ที่แขวนไว้ภายในบ้าน เมื่อพลิกไปดูข้างหลังภาพ ทำให้ทราบชื่อบรรพชนของท่านและของภรรยาเอกของท่าน ด้วยลายมือของเจ้าของภาพ โดยถอดความเพื่อความเข้าใจได้ง่ายขึ้นดังนี้
นายครอง วาดเวียงไชย เกิดที่บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี เมื่อวันพฤหัส ขึ้น 8 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2421
บิดา-มารดาชื่อ นายวาด-นางหนู
ปู่ชื่อ เอี่ยม ย่าชื่อเอี่ยม เป็นบุตรีของ"พระยาพลเมืองเพชร"(ลายมือบันทึกไว้อย่างนั้น)
ที่ดินที่ตั้งบ้านตึกสไตล์ยุโรปผสมจีน เป็นที่ดินมรดกตกทอดมาจากข้าง นางหนู ผู้เป็นมารดา
นายครอง วาดเวียงไชย มีตา-ยาย คือหมอจัน และยายชื่อขลิบ
ชีวิตวัยเด็ก"นายครอง" ค่องข้างอาภัพ อายุเพียง3ขวบ(ปีมะโรง) นายวาด บิดาถึงแก่กรรม และอายุได้14 ปี(ปีเถาะ) นางหนู มารดา ก็มาจากไปอีกคน
"นายครอง"จึงอาศัยอยู่กับ
"ลุงชิด" ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของนางหนู มารดา
"ลุงชิด"มีภรรยาชื่อ"นางพัน" ซึ่งนางพันผู้เป็นป้าก็เป็นพี่สาวแท้ๆของนายวาด บิดาอีกด้วย
และไปสำรวจบรรพชนของ"นายครอง วาดเวียงไชย" จากเอกสารราชการ ใบไต่สวนหมายเขตที่ดินใบนำรับโฉนด ลงวันที่28 กุมภาพันธ์ รศ.130
ทำให้ทราบว่ามีความแตกต่างจากเอกลายมือของนายครอง อยู่บ้างดังนี้
"นายครอง เป็นบุตรนายวาด อำแดงหนู ส่วนนางหนู ภรรยานายครองเป็นบุตรของจีนเอี่ยม และอำแดงบุญ และยังระบุด้วยว่า นายชิตมีศักดิ์เป็นลุง และเป็นผู้มอบที่ดินตั้งบ้านให้1แปลงอีกด้วย"
น่าสังเกตุว่า "ย่าเอี่ยม"ของนายครอง วาดเวียงไชย เป็นถึงบุตรี"พระยาพลเมืองเพชร"(อาจเป็นบรรดาศักดิ์ราชทินนามที่พระพล ก็เป็นได้ เพราะถ้าเป็นบรรดาศักดิ์ที่"พระยา" คือเจ้าเมืองเพชรบุรี) บรรพชนมียศฐาบรรดาศักดินาเช่นนี้ "นายครอง วาดเวียงไชย"จึงมิใช่คหบดีย่านวัดเกาะที่ไม่ธรรมดาแน่นอน

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 27/03/2026

ภูมิศาสตร์ภูมิลักษณ์ถนนพานิชเจริญ พ.ศ.2569
ถนนพานิชเจริญทั้งเส้นยาวประมาณ1กิโลเมตร ถนนพานิชเจริญเป็นถนนแห่งการค้าตึกแถวอาคารไม้เก่าคือร้านรวงเรียงรายคู่ขนานไปกับถนนส่วนใหญ่คนคนเชื้อสายจีนเป็นเจ้าของและผู้เช่าถือกรรมสิทธิ์ ในอดีตคนไทยถูกสอนให้มีmindsetเป็นขุนน้ำขุนนางมิให้ค้าขาย เพิ่งมาปลดล๊อกทางความคิดกันในภายหลัง
ถนนพานิชเจริญ ในคติจีนประหนึ่งมังกรทอง ส่วนหัวของมังกรคือบริเวณย่านโรงไม้ชุ่นเฮงหลี ของตระกูลแสงวานิช ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตรงสะพานพระจอมเกล้าและย่านตลาดสดริมน้ำหรือตลาดส่วนพระมหากษัตริย์ ไล่เรียงมาถึงตลาดเช้าเมืองเพชร บริเวณธนาคารกรุงเทพย่านสะพานใหญ่ ซึ่งส่วนหัวมังกรคือใจกลางตลาดเมืองเพชรนั่นเอง ซึ่งส่วนหัวย่อมต้องมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนส่วนหาง
ส่วนหางมังกรคือถนนพานิชเจริญย่านวัดเกาะ เริ่นต้นปลายหางมังกรตรงหอนาฬิกา ในทัศนะของชาวบ้านย่านวัดเกาะเรียกว่าบ้านหัวถนน
ถนนพานิชเจริญ คู่ขนานไปกับแม่น้ำเพชรบุรีทางด้านตะวันตก และขนานกับถนนมาตยาวงษ์ด้านทิศตะวันออก
ถนนคนเดิน ถนนมีชีวิตพานิชเจริญ จึงเป็นหางมังกรทองตวัดหางจากหอนาฬิกามาโค้งงอตรงศาลเจ้าบ้านปืนแล้วตรงไปถึงศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง ระยะความยาวหางมังกรราว 600 เมตร
ถนนพานิชเจริญย่านวัดกาะ หางมังกรทอง มีภูมิศาสตร์เป็นส่วนท้ายของตัวเมืองเพชรก็จริงแต่ทำหน้าที่เป็นประตูเข้าเมืองเพชรด้านทิศใต้ของเมือง
ภูมิสถาปัตย์ของเมืองเพชรบุรีสามารถจำแนกความงามทางสถาปัตยกรรมได้เป็น3 ประเภท ประเภทแรก ความงามสถาปัตยกรรมของพระราชวังและตำหนักของพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม สมัยอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเสือ ชลอมาถวายสมเด็จเจ้าแตงโม พระอาจารย์ของพระองค์,พระนครคีรี ,พระรามราชนิเวศน์(วังบ้านปืน) ,พระราชวังมฤคทายวัณ,และพระตำหนักช่างหัวมัน
ประเภทที่สอง ความงามของศาสนสถาน วัดวาอารามและศาลเจ้า
ประเภทที่สาม ความงามของอาคารสถาปัตยกรรมของหน่วยราชการ
และประเภทที่สี่ ความงามสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนเอกชน
ถนนหางมังกรทอง หรือถนนคนเดิน ถนนมีชีวิตพานิชเจริญ มีภูมิสถาปัตย์อาคารบ้านเรือนของเอกชนและศาสนาสถานที่งดงามสมกับเป็น"เมืองเก่าเพชรบุรี" หลายหลังได้แก่
นับจากหัวถนนหน้าศาลเจ้าบ้านปืน อาคารไม้เก่าสองชั้นสองห้องเดิมเป็นของตระกูลพรรณรายณ์เคยเป็นทำการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับแรกของเมืองเพชรบุรีคือ"สาส์นเพชร"ปัจจุบันเป็นโรงงานทำทองรูปพรรณของ"โกวแขก" เจ้าของคือ"เฮียง้วง"(ผดุง อรรถวรรธน) เจ้าของร้านทองเจ๊จู3 ถัดมาเป็นตึกสามชั้นเป็นอาคารก่อปูนอย่างฝรั่งที่ใช้สำหรับอยู่อาศัยหลังแรกย่านวัดเกาะ สร้างพ.ศ.2479 มีจารึกหน้าตึกว่า"บ้านหมื่นศุขประสารราษฎร์" "น้องนุช ภิงคารวัฒน์"เจ้าของ
ติดต่อกันเป็นบ้านห้องแถวสองชั้นไม้เก่าอีกลักษณะคล้ายกันอีกสามคูหาเดิมเป็นของตระกูลศุขะพานิช และตระกูลชูบดินทร์
มาสุดตรงบ้านทรงไทยแยกสะพานท่าสรง คือบ้านของป้าเนื่อง แฝงสีคำ ศิลปินแห่งชาติ ด้านช่างทองโบราณ ปัจจุบัน พี่ติ๋ว (มณฑา แฝงสีคำ ) เป็นผู้สืบทอดมรดกช่างทองโบราณและบ้าน
บ้านที่อยู่อาศัยทันสมัยหลังแรกย่านวัดเกาะคือบ้านของนายครอง วาดเวียงไชย เป็นอาคารแบบตึกก่ออิฐถือปูนสองชั้นสไตล์ยุโรปผสมจีน มีซุ้มประตูหน้าบ้านติดแม่น้ำเพชรบุรี และซุ้มประตูหลังบ้านติดถนนพานิชเจริญ สร้างพ.ศ2477
ทั้งนี้ยังมีบ้านห้องแถวไม้เก่าสองชั้นอีกหลายหลังที่งดงามทั้งที่อยู่ในสายตาข้างถนนและบางหลังเป็นบ้านเก่าที่ลับตาเพราะอยู่ในซอยและอยู่ริมแม่น้ำ ล้วนเป็นบ้านเรือนของคหบดีรุ่นเก่าทั้งสิน แม้บางหลังจะมีการรื้อถอนและสร้างเป็นอาคารสมัยใหม่แทรกมาบ้าง แต่ก็ยังทำให้ถนนพานิชเจริญย่านถนนคนเดินมีเสน่ทางภูมิสถาปัตย์ไม่น้อยเลยทีเดียว
อันที่จริงย่านหัวมังกรกลางเมืองเพชร มีอาคารห้องแถวไม้เก่าและสวยจำนวนมาก ทว่าถูกไฟไหม้หลายครั้ง เมืองเพชรไฟไหม้ใหญ่ครั้งสุดท้ายคือพ.ศ.2493 ไฟโหมไหม้ฝั่งท่าราบลามากระทั่งถึงศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง ทว่าไฟได้หยุดลงไม่ลามไปต่อ ชาวบ้านร้านตลาดย่านต้นโพธิ์ประตูเมืองเล่าขานกันมาว่าเพราะมีคนถือธงแดงโบกให้ไฟหยุดลงเพียงนั้น
วันนี้จึงได้รู้ประวัติศาสตร์ทางพื้นที่ ผู้คน และทางสถาปัตยกรรมอาคารไม้เก่าศาสนสถานศาลเจ้าจีน ตั้งแต่ศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมืองไปถึงหัวถนนย่านวัดเกาะ มีภูมิลักษณ์ภูมิสถาปัตย์สมเป็นย่านเมืองเก่าย่านถนนคนเดินที่มีเสน่เพราะรอดจากพระเพลิงมานั่นเอง
ถนนคนเดินย่านวัดเกาะ ในระยะ600 เมตร เมื่อเจาะเข้าไปดูอดีต พบว่าเดิมขึ้นกับตำบลนารายณ์ มีชื่อหมู่บ้านดั่งเดิม3 หมู่บ้าน ได้แก่
1/บ้านท่าราบ อยู่ในย่านศาลเจ้าวัดลาด หรือบ้านเก่า"เฮียตือจิ้มเปรี้ยว"
2/บ้านนารายณ์ อยู่ในย่านซอยท่าช่อง ย่านตระกูลบูรณพานิชและตระกูลบุญวานิช ตรง"ร้านขนมบ้านพี่โป่ง"
3/บ้านหัวถนน ย่านศาลเจ้าบ้านปืน หอนาฬิกา ถึงร้านสเต็ก(บุหลงทองคำ)หรือบ้านพ่อโช สุวรรณช่าง ย่านสะพานท่าสรง
ต่อมาเทศบาลขยายขอบเขตพื้นที่โดยนำพื้นที่บางส่วนของตำบลหน้าพระลานมารวมแล้วเปลี่ยนจากตำบลนารายณ์เป็นตำบลท่าราบ มาทุกวันนี้

Photos from มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์'s post 26/03/2026

#สะกดรอยวรรณกรรมนายต่วนดูถนนพานิชเจริญเมื่อ2429

"ถึงท่าสงมีศาลาชื่อท่าสง
ใครบรรจงสร้างไว้ในศาสนา
ด้วยจิตหมายจะธุระพระนิพาน์ เพราะศรัทธาจึงได้สร้างไว้อย่างนี้
ทั้งหญิงชายมากมายที่ท่าสง
บ้างขึ้นลงอาบแช่กระแสศรี
น่าพินิจพิศดูหมู่นารี
บ้างขัดสีเหงื่อไคลในกายา
บ้างผลัดกันถูหลังนั่งแช่น้ำ
ลางคนดำทนจัดเหมือนมัจฉา"
ในกลอนท่านเขียน"สะพานท่าสง"
มาในสมัยหนึ่งมีการปะทะกันทางภาษา "ท่าสง" การปริวรรตทางภาษาควรจะเป็นคำนามหรือคำกริยา ถ้าเป็นคำนามก็หมายถึงพระสงฆ์ แต่ถ้าเป็นคำกริยาก็ต้องเป็น"สรง" ทว่าป้ายที่เทศบาลเมืองเพชรบุรีเขียนไว้คือ"สะพานท่าสรง" ในที่นี้จึงใช้ชื่อตามทางการ
สะพานท่าสรง เดิมเป็นสะพานไม้เชื่อมถนนพานิชเจริญ ฝั่งตำบลท่าราบ ไปสู่บ้านไร่รอฝั่งตำบลคลองกระแชง ราวพ.ศ.2500 ก่อสร้างเป็นสะพานปูน สมัยนายผาด อังกินันทน์ เป็นนายกเทศมนตรีหรือนายอรุณ ภิงคารวัฒน์ เป็นนายกเทศมนตรี ไม่แน่ใจ ซึ่งทำให้การเดินทางการขนส่งคล่องตัวมาขึ้น ไม่ไปแออัดที่สะพานพระจอมเกล้าเพียงแห่งเดียวในขณะนั้น
บริเวณสะพานท่าสรงฝั่งถนนพานิชเจริญเรียกว่าบ้านหัวถนน ขณะที่"นายต่วน"ผู้เขียนนิราศฯพ.ศ.2429 หรือราว 140 ปีมาแล้วนั้นมิได้กล่าวถึงช่างทองโบราณแต่อย่างใด เพราะ ตระกูลช่างทองโบราณเมืองเพชรได้แก่ตระกูลทองสัมฤทธิ์ ตระกูลชูบดินทร์ และป้าเนื่อง แฝงสีคำ ศิลปินแห่งชาติ ยังมิได้ย้ายมาตั้งรกรากที่บ้านหัวถนน แต่อย่างใด กล่าวคือ ตระกูลทองสัมฤทธิ์ มีรากเดิมจากตระกูลนิลผึ้ง บ้านเดิมอยู่หลังวัดป่าแป้น ชื่อว่า บ้านหัวเกาะ ตำบลบ้านลาด อำเภอบ้านลาด เพชรบุรี ตระกูลช่างทองโบราณกลุ่มนี้ เข้าใจว่าย้ายมาอยู่ถนนพานิชเจริญย่านวัดเกาะไม่เกิน100 ปี นี่เอง ขณะที่นายต่วนเขียนนิราศฯ พ.ศ.2429หรือราว140 ปีมาแล้ว
ช่างทองโบราณตระกูลทองสัมฤทธิ์ ตระกูลชูบดินทร์และป้าเนื่อง แฝงสีคำ มีสถานภาพเป็นเครือญาติกัน ประการสำคัญช่างทองโบราณตระกูลนี้สร้างตำนานถนนพานิชเจริญยุคหนึ่งเป็นถนนแห่งทองคำ ระดับ Heart of Gold พร้อมๆกับช่างทองระดับตำนานอีกตระกูลคือ"พ่อโช สุวรรณช่าง" ตระกูลช่างทองสำคัญของเมืองเพชรเลยทีเดียว "พ่อโช"มีภูมิลำเนาเดิมเกิดที่"บ้านสะพานช้าง ตำบลต้นมะม่วง อำเภอเมือง บ้านเดียวกับ"หลวงพ่อฉุย"อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม ต่อมา"พ่อโช" ได้บวชเรียนอยู่ที่สำนักวัดเกาะ 9 พรรษา ลาสิกขามาฝึกหัดเป็นช่างทองกับครูต่าย เทศศิริ บ้านท่าช่อง ย่านวัดเกาะ
ย้อนกลับไปราวพ.ศ.2475 เป็นต้นมา"ตระกูลทองสัมฤทธิ์และเครือญาติและตระกูลสุวรรณช่าง " ช่างทองโบราณเมืองเพชรแห่งถนนพานิชเจริญ ได้สร้างแบรนด์ทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชรได้เข้มแข็ง ลูกค้าคนสำคัญระดับคนในวังและคุณหญิงคุณนายในกรุงเทพฯ เหยียบถนนพานิชเจริญย่านสะพานท่าสรงจนคราคร่ำ
ภายหลัง ผู้สืบทองฝีมือช่างทองโบราณของ"พ่อโช สุวรรณช่าง" ได้แก่ คุณแม่ทองคำ เกษนรา(สุวรรณช่าง)และ ครูชุ่ม สุวรรณช่าง และอีกหลายคน คนสำคัญคือนางรัมภา พ่วงลาภ(ทัพพะรังสี) คู่ชีวิตของ นายอำเภอเรียง พ่วงลาภ และเป็นมารดาของ อาจารย์สุวิทย์ พ่วงลาภ อดีตผู้อำนวยการที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี
ส่วนตระกูลทองสัมฤทธิ์ เริ่มจาก"ตาคง" นายใหม่ ทองสัมฤทธิ์" สมรสกับตระกูลช่างทองบ้านหาดทราบตำบลท่าเสน คือนางเสงี่ยม (ถมปัด)ทองสัมฤทธิ์
ส่วนนางพับ ชูบดินทร์(ทองสัมฤทธิ์)น้องของนายใหม่ ทองสัมฤทธิ์ มีผู้สืบทอดเป็นหลานแท้ๆคือ"ป้าเนื่อง แฝสีคำ ศิลปินแห่งชาติ "นั้นเอง
"ป้าเนื่อง"ส่งต่อมาที่"พี่ติ๋ว"(มณฑา แฝงสีคำ)ในปัจจุบันและทราบว่าส่งไม้ต่อที่หลานชาย
นางพับ ชูบดินทร์ มีลูกศิษย์คนสำคัญที่มิใช่ญาติคือ นางฉิว บุญศิริ ผู้เป็นตำนานนทองโบราณเมืองเพชรแบรนด์ป้าฉิว ที่สืบทอดมาอีกสองรุ่นได้แก่ นางกัญญา พ่วงรอด ผู้สืบทอดช่างทองโบราณ(ลูกนางฉิว บุญศิริ) อายุ85 ปี และนางสิริลักษณ์(อ้อ) ศรีทองคำ (ลูกสาว นางกัญญา รอดพ่วง)สืบทอดทองโบราณแบรนด์ป้าฉิว ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ตระกูลช่างทองแบรนด์ป้าฉิว ในพ.ศ.2568 ยังแตกออกเป็นแบรนด์KAMON CRAFT เครื่องเงินที่มีจุดเด่นการทำงานcraft แบบworkshop ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในงานฝีมือ โดย.น้องหนู(ณัชฐรินทร์ รอดพ่วง ร่วมด้วยน้องแป้ง โดยเฉพาะวันเสาร์ถนนคนเดินลูกค้าคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจค่อนข้างมาก
งานช่างทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชร ระดับ Heart of Gold หมายถึงช่างทองที่มีฝีมือประณีตได้ต้องมีหัวใจทองคำโดยแท้ คือมีศิลสมาธิ ไม่เกิดความโลภ ดังนั้นการผลิตช่างทองระดับฝีมือประณีต(หัวใจทองคำ)จึงมีไม่มากนานๆจะสามารถครอบครูได้สักคน งานทองโบราณจึงล้นมือ ทั้งตระกูลทองสัมฤทธ์ ตระกูลสุวรรณช่าง ตระกูลชูบดินทร์ และป้าเนื่อง แฝงสีคำ ทำให้เกิดปัญหาสายการผลิตหรืองานล้นมือนั้นเอง
ราวพ.ศ.2514 ร้านทองชุน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นร้านทองเจ๊จู)"ชูเกียก-ไฉ่จู" ช่างทองจีนโพ้นทะเลจากเมืองโผวเล้งตระกูลตั้งและตระกูลโอ้ว มาตั้งร้านที่บ้านหัวถนน เช่าบ้านสีฟ้าของ"ตระกูลวาดเวียงไชย" ช่างทองจีนครอบครัวนี้มีฝีมือมาจากตระกูลช่างทอง มาตั้งรกรากมีครอบครัวที่เมืองเพชรนานแล้วและรับทำทองตามใบสั่ง งานทองรูปพรรณที่ช่างทองโบราณมีล้นมือจึงถูกผ่องถ่ายไปที่ครอบครัวตระกูลตั้งและตระกูลโอ้ว พร้อมด้วยองค์ความรู้ช่างทองโบราณแบบสกุลช่างเพชรบุรี "ไฉ่จู"หรือ"เจ๊จู"และ"โกวแขก" ช่างทองจีนเมืองเพชรเพียงตระกูลเดียวที่สามารถทำทองรูปพรรณแบบโบราณตามแบบสกุลช่างเมืองเพชรได้ งานทองรูปพรรณโบราณสกุลช่างเมืองเพชร ยังได้รับความนิยมต่อเนื่อง ท่ามกลางขณะสถานการณ์ภาวะสงครามราคาทองผันผวนหนัก ด้วยสงคราม อิร่าน-อเมริกา น่าจะทำให้ช่างทองโบราณและช่างทองทั่วไป เกิดปัญหาการไร้ผู้สืบทอดองค์ความรู้หรือทุนวัฒนธรรมดั่งเดิมในส่วนนี้กำลังจะหายไป
กลับมาที่"ท่าสง"พ.ศ.2429 กลอนบอกด้วยว่าบริเวณท่าน้ำแห่งนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนจีนโพ้นทะเล เพราะใกล้กับโรงเหล้า(โรงสุราหลวง)
"นางคนหนึ่งพึ่งเดินดำเนินมา
พอผลัดผ้านมออกเหมือนดอกบัว
ดูน่าจูบรูปร่างเหมือนอย่างหุ่น
พึ่งแรกรุ่นเหมือนลูกสาวเจ็กเจ้าสัว
ชั้นเนื้อหนังมิได้มีราคีมัว
หล่อนมีผัวแล้วหรือยังเป็นอย่างไร"
ที่น่าสังเกตุในย่านนี้มีร้านขายของเบ็ดเตล็ดและร้านขายยาประหนึ่งร้านโชห่วยแปลว่าเป็นย่านชุมชนผู้คนคึกคัก ซึ่งสมัยนั้นยังไม่รู้จักคำว่าร้านโชห่วยหรือร้านชำแต่อย่างใด แม้แต่กาแฟก็ยังไม่มีในเมืองเพชร ดังนั้นร้านกาแฟโบราณก็ยังไม่เกิดขึ้น
"เดินไปถึงโรงแม่ส่านร้านขายยา
เขาลือว่าเขียวหว่นสะท้านไหว
อยากจะซื้อสูบสักสองไพ
แวะเข้าไปมีเนื้อความถามราคา
ยาของแม่อย่างนี้กี่มวนร้อย
เขาตอบถ้อยเคยขายนะนายขา
สามมวนอัฐขายเขาไปแต่ไรมา
ฉันตอบว่าพานแพงแรงเต็มที"
โรงแม่ส่านร้านขายยา ถ้าจากสะพานท่าสรงขึ้นมาหน่อย ร้านอาจจะอยู่ประมาณ ไม่เกินศาลเจ้าบ้านปืน ซึ่งขณะนั้นศาลเจ้าฯยังไม่มีหรือประมาณบ้านหมื่นศุขประสานราษฏร์ ก็ไม่แน่ใจด้วยว่าท่านเกิดหรือยัง
ในย่านนี้เรียกว่าบ้านหัวถนนเพราะเป็นจุดตัดเป็นสี่แยก ดังกลอนว่า
"เดินไปถึงมีถนนมีต้นไทร
ขวามือไปตลอดแถบเสาแคบปัก
หนทางนั้นทางมีเป็นสี่กั๊ก"
บริเวณนี้คือจุดตัดหน้าศาลเจ้าบ้านปืน ในพ.ศ.2429 ศาลเจ้ายังไม่ได้สร้าง
บ้านหัวถนนมีคนใหญ่คนโตระดับคหบดีใหญ่ 3 -4 ท่าน ที่ร่วมสมัยกันได้แก่
หนึ่ง หมื่นศุขประสานราษฎร์(ป้าน) เป็นต้นตระกูลศุขะพานิช แห่งถนนพานิชเจริญ และเป็นผู้ใหญ่บ้าน แห่งบ้านหัวถนน มีฐานะในระดับคหบดีมีที่นาจำนวนมาก ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่อาชีพหลักคือค้าข้าวเปลือกและน้ำตาลโตนด เพราะเป็นสินค้าเศรษฐกิจในขณะนั้น เป็นเจ้าของอาคารตึกสามชั้นทรงฝรั่ง อาคารแรกบนถนนพานิชเจริญ สร้างพ.ศ.2479
สอง นายเทพ ต้นตระกูล เทพพานิช ตระกูลนี้เป็นคหบดีค้าน้ำตาลโตนดและค้าข้าวเช่นกัน บ้านทรงไทยริมแม่น้ำเพชรบุรีและอยู่ด้านหลังตึกฝรั่งสามชั้นของ"หมื่อศุขประสานราษฎร์"
สาม นายครอง วาดเวียงไชย (พ.ศ.2421-2500)คหบดีค้าน้ำตาลโตนดและค้าข้าว สาแหรกข้างหนึ่งมาจากตระกูลข้าราชการมหาด"พระพลเมืองเพชร" ร่ำรวยล้ำหน้ามาก่อนใครเพราะปลูกบ้านเป็นอาคารตึกสองชั้นมีระเบียงสมัยใหม่แบบฝรั่งผสมจีน เมื่อพ.ศ.2477 ก่อนคหบดีท่านอื่น ด้านหลังบ้านติดถนนพานิชเจริญ มียุ้งฉางอยู่ด้านนี้ส่วนหน้าบ้านติดแม่น้ำเพชรบุรี ท่าน้ำส่วนตัวไว้ขนส่งน้ำตาลและข้าว และเป็นเจ้าของโรงสีเจ้าแรกเมืองเพชรบุรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีตรงสะพานอุรุพวษ์ ปัจจุบันคือร้านอาหารแม่น้ำ ภายหลังมาเป็นดองกับตระกูลเทพพานิชที่มีรั้วบ้านติดกัน ปัจจุบันคือบ้านขนมอาลัวของอาจารย์ปราณี (ตระกูลเทพพานิช)
และตระกูลวาดเวียงไชยยังเป็นดองฉันเครือญาติตระกูลพรรณรายณ์ คหบดีน้ำตาลโตนดและค้าข้าวหน้าวัดเกาะอีกด้วย ตามคติไทย"เรือล่มในหนองทองจะไปไหน"
คราวนี้"สะกดรอยนายต่วน"มาถึงวัดเกาะ เมื่อพ.ศ.2429 ชื่อ"วัดเกาะ"โดดๆ ไม่มีสร้อยห้อยท้ายเหมือนในกูเกิ้ลทำให้นักท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมนักวิชาการหลายท่านสับสนกันไปหมดกลอนว่า
"ฉันก็เร่งรีบมาถึงหน้าวัด
รู้นามชัดวัดเกาะดูเหมาะครัน"
วัดเกาะเป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลายสร้างเมื่อพ.ศ.2277 สมัยพระเจ้าบรมโกศ ภายในโบสถ์มีภาพเขียนที่น่าศึกษาหลายด้าน
"พระอารามงามเลิศประเสริฐแสน
ดูแม้นแม้นราวกะเมืองสวรรค์
โบสถ์วิหารมีอยู่เป็นคู่กัน
กำแพงนั้นล้อมรอบขอบอาราม
มีเสาหงส์สูงเยี่ยมเทียมเวหา
ดูสง่าแลวิไลในสยาม"
วัดเกาะหน้าวัดเดิมหันหน้าเข้าแม่น้ำเพชรบุรี ทางด้านทิศตะวันออกเพราะการเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก ส่วนหลังวัดคือด้านทิศตะวันตกนับจากตลาดไพบูลย์(ตลาดเก่าวัดเกาะ)ไปจนถึงแนวหอนาฬิกาและสะพานนเรศคือป้าช้าวัดเกาะ
ข้ามสะพานนเรศไปเป็นฝั่งวัดจันทราวาสแต่เดิมชื่อสั้นๆ"วัดจันทร์" ย่านวัดจันทร์และวัดป้อม นับว่าหลุดไปจากนิยามถนนพานิเจริญ แต่จะเปรียบเทียบให้เห็นว่าย่านวัดจันทร์และวัดป้อมผู้คนในชุมชนจะเป็นคนไทย ส่วนถนนพานิชเจริญเป็นคนจีน และคนจีนโพ้นทะเล ด้วยวรรณกรรมท้องถิ่นเพชรบุรีของนายต่วน โดยกลอนอธิบายทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหารหรือgastronomy ดังนี้
"แล้วเดินบุ่มบ่ามข้ามสะพาน
ยังมีร้านขายของนั้นเบ็ดเสร็จ
โน่นข้าวหมกกนั่นเมื่ยงนี่เรียงเล็ด
มีอยู่เสร็จหมากยาสารพัด
ขนมถ้วยกล้วยทอดยอดสินค้า
ขนมครกหกฝาราคาอัฐ
เขาตั้งร้านคอยถ้าอยู่หน้าวัด
สารพัดแม้นต้องการทั้งหวานคาว"

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Amphoe Ban Lat?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


5/1 หมู่2 บ้านาพราหมณ์ ต. สมอพลือ
Amphoe Ban Lat
76150