Awaken In Hyper Grace ตื่นขึ้นในพระคุณของพระเจ้า

Awaken In Hyper Grace ตื่นขึ้นในพระคุณของพระเจ้า รับพระคุณของพระเจ้าด้วยความเข้าใจ

07/12/2025

เมื่อ "ข่าวประเสริฐแห่งการแลกเปลี่ยน" ถูกท้าทายด้วย "ความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"

บทสนทนาเชิงเทววิทยาที่ลุ่มลึกระหว่าง เจสัน คลาร์ก (Jason Clark) และ เดวิด อาร์ทแมน (David Artman) ศิษยาภิบาลมากประสบการณ์ ได้กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำเสนอแนวคิดเรื่อง "ทุกคนรอดหมด" (Christian Universalism) ซึ่งเป็นการท้าทายรากฐานความเชื่อแบบเดิมที่ฝังลึกในคริสตจักรมายาวนาน

https://youtu.be/87s9HwiJbHU?si=KkDPoFm541s3qoJT

บทความนี้ได้สรุปและขยายความจากแก่นหลักของการสนทนา เพื่อให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางความคิดที่นำไปสู่ความเข้าใจในพระเจ้าผู้ทรงพระคุณอย่างสมบูรณ์

จุดเริ่มต้นของความผิดพลาด: ภาพพระเจ้าที่ออกทะเล

ทั้งสองท่านได้ชี้ให้เห็นอย่างคมชัดว่า หากเรา "กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด" ในเรื่องของพระเจ้า ภาพของพระองค์ก็จะบิดเบือนไปไกลมาก ความผิดพลาดนี้เริ่มต้นจาก "ข่าวประเสริฐแห่งการแลกเปลี่ยน" (Transactional Gospel) และแนวคิดเรื่อง "การไถ่บาปโดยการรับโทษแทน" (Penal Substitutionary Atonement)

รากฐานความคิดนี้สร้าง "กรอบความคิดแบบการแยกจากกัน" (Separation Mindset) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้พระเจ้ากลายเป็นผู้พิพากษาที่อยู่บนฟ้าเบื้องบน, ห่างไกล, ลึกลับ, และเดาใจได้ยาก มนุษย์จึงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวและความพยายามที่จะ "ทำอะไรบางอย่าง" เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย

การเปลี่ยนแปลงจากพระเยซู: การคืนดีไม่ใช่การประณาม
แก่นสารของเทปนี้คือการประกาศว่า พระเยซูไม่ได้มาเพื่อย้ำกรอบความคิดแบบการแลกเปลี่ยน แต่มาเพื่อ นำการคืนดี (Reconciliation)

มีการยกตัวอย่างที่ทรงพลัง เช่น เรื่องราวของหญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี (ยอห์น บทที่ 8) พระเยซูไม่ได้สนใจที่จะเล่น "เกมการนับบาป" หรือการประณามตามที่พวกฟาริสีต้องการ แต่ทรงตอบโต้ด้วยการ ปลดเปลื้องความละอาย และ เชิญชวนเข้าสู่การเป็นหนึ่งเดียวกัน

เดวิด อาร์ทแมน อธิบายผ่านอุปมาว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่พระเจ้าทรงโกรธ แต่เป็นเพราะ มนุษย์กำลังซ่อนตัว จากความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์ ภารกิจของการ Incarnation (การทรงสภาพเป็นมนุษย์) จึงเป็นการที่พระเจ้าทรงหาทางเข้ามาอยู่ "ข้างใน" ตัวเรา เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวกรองความคิด (Filters) ที่บิดเบือนภาพลักษณ์ของพระบิดา

คริสตจักรวินยารด: รากฐานแห่งพระคุณที่โอบรับความรอดสากล

แม้ว่าชื่อ "คริสตจักรวินยารด" (Vineyard Church) อาจไม่ได้ถูกกล่าวซ้ำบ่อยครั้งหลังนาทีที่สี่สิบ แต่ภูมิหลังของ เดวิด อาร์ทแมน ในฐานะผู้นำในขบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และถูกกล่าวถึงในแง่บวกในฐานะกลุ่มที่ค่อนข้าง แตกต่าง และมุ่งเน้นไปที่ พระคุณ มาตั้งแต่แรก

การที่คริสตจักรวินยารดเน้นหนักไปที่ การสถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ ประสบการณ์ตรงกับความรักของพระเจ้า มากกว่าหลักคำสอนที่เน้นการลงโทษหรือเงื่อนไข ทำให้ฐานความคิดของผู้นำเช่น เดวิด อาร์ทแมน มีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมชาติ ในการเดินเข้าสู่แนวคิดเรื่อง "ทุกคนรอดหมด"

สำหรับเขาแล้ว แนวคิดนี้ไม่ใช่การ "เปลี่ยนนิกาย" แต่เป็นการ ขยายความเข้าใจในพระลักษณะของพระเจ้า ที่วินยารดให้ความสำคัญอยู่แล้ว นั่นคือ: หากพระเจ้าทรงเป็นความรักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และทรงปรารถนาให้ทุกคนกลับใจและรอด ความรักนั้นย่อมมี "ตรรกะ" ที่จะไล่ล่าและดึงดูดมนุษย์ทุกคนกลับมาหาพระองค์ในที่สุด

การตกผลึกทางความคิดและอิทธิพลต่อผู้นำ

การสนทนาได้กล่าวถึงการเดินทางส่วนตัวของทั้งสอง:
เดวิด อาร์ทแมน: ความเข้าใจในเรื่องนี้ของเขาได้รับการตกผลึกอย่างมาก โดยมีอิทธิพลจากงานเขียนของ เดวิด เบนท์ลีย์ ฮาร์ต (David Bentley Hart) ในหนังสือ "That All Shall Be Saved" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำเสนอความรักของพระเจ้าที่มาพร้อมกับการชำระล้างจนบริสุทธิ์ (Universal Cleansing) ไม่ใช่แค่การรอดพ้นจากโทษเท่านั้น

เจสัน คลาร์ก: ผู้สัมภาษณ์เองก็มาจากพื้นฐานทางศาสนาที่มีเงื่อนไข ก่อนจะค้นพบความจริงเรื่อง "การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่างจากรากฐานแบบคาริสเมติกเดิมที่เขาคุ้นเคย

โดยสรุปแล้ว บทสนทนานี้คือการเชิญชวนที่ทรงพลังให้ผู้ฟังกลับไปตรวจสอบ "ปุ่มแรก" ในการทำความเข้าใจพระเจ้า หากเราเริ่มต้นด้วยความเชื่อในความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุดของพระบิดา ภาพของพระเจ้าที่เรามีก็จะไม่มีวัน "ออกทะเล" ไปสู่ความเชื่อที่เปี่ยมด้วยเงื่อนไขและความกลัวอีกต่อไป นี่คือ "ตรรกะแห่งความรัก" (The Logic of Love) ที่ปฏิเสธการยอมแพ้และมุ่งมั่นที่จะนำทุกคนกลับสู่ความบริสุทธิ์และอิสรภาพในพระคริสต์

การแบ่งปันจาก คริสตจักรห้องนั่งเล่นวินยารด ในเทปนี้ได้ตอกย้ำถึงการให้ความสำคัญกับ แก่นแท้ของพระคุณ และการทำความเข้าใจภาพลักษณ์ของพระเจ้าแบบองค์รวม ซึ่งเป็นรากฐานที่นำไปสู่แนวคิดเรื่อง ความรอดสากล (Christian Universalism)

https://youtu.be/CDFBK2SyS1g?si=yWHB8ykIMCi7tO2K

จากหัวข้อการสนทนาที่ว่าด้วย "พระเจ้าอยู่ในเรา พระคุณ และพระนิเวศน์" แสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามกรอบความคิดทางศาสนาแบบเดิมที่เน้นเงื่อนไขและการแลกเปลี่ยน:

1. พระคุณที่สมบูรณ์ (Unconditional Grace):

เทปนี้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนความเข้าใจจากเดิมที่เชื่อว่า "พระคุณเรายังต้องทำ พระคุณเรายังต้องพยายามรักษาไว้" ไปสู่การ รับเอาพระคุณ ที่สำเสร็จแล้วจากการสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระเยซู
นี่คือการยืนยันว่า การไถ่บาปนั้นสมบูรณ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือความพยายามของมนุษย์อีกต่อไป

2. พระนิเวศน์ที่ไม่ใช่สถานที่ (Dwelling is not a Place):

มีการอธิบายถึงการเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ "วิหาร" หรือ "พระนิเวศน์" (Dwelling) จากเดิมที่ต้อง "เดินทางไป" หรือเป็น "สถานที่หนึ่ง" (เช่น โบสถ์, ห้องอธิษฐาน) ไปสู่ความเข้าใจใหม่ว่า พระเยซูได้ทำให้เราเป็นพระนิเวศน์ของพระเจ้า แล้ว (พระเจ้าอยู่ในเรา)

การทำความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ข้างในเราโดยสมบูรณ์นี้ ทำให้กรอบความคิดเรื่อง การแยกจากกัน (Separation Mindset) สลายไป และนำไปสู่มุมมองที่ว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ห่างไกลหรือกำลังโกรธแค้น

3. ความรักที่มอบให้ทุกคน:

ช่วงหนึ่งของการแบ่งปันมีการพูดถึงความรู้สึกที่เหมือนกับ "ถูกขโมยหัวใจพระเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว" และความรักนี้ "มันมีให้ทุกคนในห้องนี้จริงๆ"
การเน้นย้ำถึงความรักที่ ไม่แบ่งแยก และพระเจ้าทรงยืนยันความต้องการและความฝันของลูกทุกคน บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าพระลักษณะของพระเจ้าที่ถูกนำเสนอคือ ความรักที่ครอบคลุม (All-Encompassing Love) ซึ่งเป็นเสาหลักของแนวคิดที่เชื่อในความรอดสากล

การสนทนาในเทปนี้ได้ขยายความเข้าใจเรื่องพระคุณและพระวิญญาณบริสุทธิ์ออกไปไกลกว่าหลักคำสอนแบบเดิมอย่างมาก โดยมีแก่นหลักที่มุ่งสู่แนวคิด "ทุกคนรอดหมด" (Christian Universalism) อย่างเด่นชัด
บทสรุป: พระเจ้าอยู่ในทุกคน และการไถ่บาปสำเร็จแล้ว

การแบ่งปันนี้ได้นำเสนอข้อสรุปทางเทววิทยาที่สำคัญ 3 ประการ ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อแบบความรอดสากล:

1. การไถ่บาปสำเร็จแล้วสำหรับทุกคน (Universal Atonement)
https://youtu.be/HP0OAV1UQ-0?si=fRri_x5VpP_8OCsN
มีการย้ำอย่างหนักแน่นถึงความจริงที่ว่า "พระเยซูมาตายเพื่อทุกคน" และผลของการสิ้นพระชนม์บนกางเขนนั้น มีผลต่อมนุษย์ทุกคนทันทีเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

ความหมาย: การรอดพ้นจากโทษบาปไม่ใช่สิ่งที่ต้องพยายามทำหรือ "ไขว่คว้า" แต่เป็น ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่ได้เกิดขึ้นแล้วสำหรับมนุษยชาติทุกคนโดยสมบูรณ์

สถานะปัจจุบัน: ผู้ที่ยังไม่เชื่อ "แค่รอวันตอบสนอง"ต่อความจริงที่พวกเขาได้รับไปแล้วเท่านั้น

2. พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในมนุษย์ทุกคน (Universal Indwelling)
ผู้สนทนาได้ยืนยันแนวคิดที่ว่า "คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า พระเจ้าก็อยู่กับเขา" และ "พระวิญญาณก็อยู่" ในพวกเขา

ความแตกต่าง: นี่เป็นการท้าทายความเชื่อแบบเดิมที่มองว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะมา "ประทับ" อยู่ในบุคคลก็ต่อเมื่อเขา ตอบสนองด้วยความเชื่อ เท่านั้น

ความเข้าใจใหม่: กลุ่มนี้มองว่า พระวิญญาณคือ "พระคุณ" ที่ปรากฏมาและ ให้ความรอดกับทุกคน ตามที่พระคัมภีร์ติตัสกล่าวไว้ และพระคุณนั้นคือ พระเจ้าเองที่อยู่ในเรา เพื่อให้เรามีกำลังและสามารถตอบสนองต่อพระองค์ได้

3. ความเชื่อเป็นเพียงปฏิกิริยา (Response, not Condition)

มีการเน้นว่า แม้กระทั่ง "ความเชื่อของเราก็มาจากพระเจ้าก่อน" และความเชื่อนั้นเป็นเพียง "ปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า" ซึ่งไม่ควรถูกมองว่าเป็น "ข้อแม้" ของการรับความรอด

สรุปโดยรวม

เทปนี้ตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า คริสตจักรห้องนั่งเล่นวินยารดนี้ มีแนวคิดที่เชื่อใน พระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงรักและทรงโอบรับทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเชื่อว่าการไถ่บาปของพระเยซูได้ครอบคลุมมนุษย์ทุกคนแล้ว และการรอคอยจึงเป็นการรอคอยให้มนุษย์แต่ละคนตอบสนองต่อพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ภายในพวกเขาแต่เดิมครับ

ปาฏิหาริย์แห่งสันติภาพในสนามเพลาะ: โฆษณาที่โลกไม่เคยลืม กับบทเรียนแห่งมนุษยธรรมในสงครามโลกครั้งที่ 1ภาพของสนามเพลาะที่โค...
07/12/2025

ปาฏิหาริย์แห่งสันติภาพในสนามเพลาะ: โฆษณาที่โลกไม่เคยลืม กับบทเรียนแห่งมนุษยธรรมในสงครามโลกครั้งที่ 1

ภาพของสนามเพลาะที่โคลนตมและมีลวดหนามขึงขวาง คือสัญลักษณ์ของความเกลียดชังและสงครามที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ทหารนับล้านคนถูกส่งมาเผชิญหน้ากันในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ในบรรยากาศมืดมิดและสิ้นหวังนั้นเอง กลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงพลังแห่งความเมตตาของเพื่อนมนุษย์

นี่คือเรื่องราวของ "การพักรบช่วงคริสต์มาส ปี 1914" (The Christmas Truce) ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาสู่สายตาโลกอีกครั้งผ่านโฆษณาที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์...

ปาฏิหาริย์ที่เริ่มต้นจากบทเพลง

ในวันคริสต์มาสอีฟปี 1914 ขณะที่ลมหนาวพัดผ่านแนวรบด้านตะวันตก ทหารอังกฤษและเยอรมันที่ถูกฝึกฝนให้ฆ่ากัน ได้ยินเสียงร้องเพลงคริสต์มาสข้ามเขต "แดนกลาง" (No Man's Land) เข้ามา

สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น...กลับเกิดขึ้น เมื่อทหารกลุ่มแรกตัดสินใจวางอาวุธและชูธงสีขาว พวกเขาออกมาพบกันกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยหลุมศพ!

ภาพในโฆษณาของ Sainsbury's ที่เราได้เห็นนั้นคือความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้น ทหารทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น บุหรี่ อาหารกระป๋อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช็อกโกแลต ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งปัน พวกเขาจับมือกัน แสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิต และในบางพื้นที่ถึงกับมีการ เตะฟุตบอลร่วมกัน อย่างรวดรื่นท่ามกลางความหนาวเหน็บ

นี่ไม่ใช่การตัดสินใจของแม่ทัพนายกอง แต่เป็น การตัดสินใจร่วมกันของคนธรรมดา ที่เลือกที่จะเป็นมนุษย์ก่อนที่จะเป็นทหาร เป็นช่วงเวลาแห่งสันติภาพที่สั้นและแสนพิเศษ ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นอีกครั้งตามคำสั่งเบื้องบน

โฆษณาที่สร้างอิมแพคสะเทือนโลก

เมื่อ Sainsbury's นำเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้กลับมาสร้างเป็นโฆษณาคริสต์มาสในปี 2014 เพื่อรำลึกครบรอบ 100 ปี ผลลัพธ์ที่ได้คืออิมแพคที่รุนแรงและกินใจคนทั่วโลก:

ยอดรับชมกว่า 26 ล้านครั้ง: วิดีโอทำลายสถิติด้วยการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังของเรื่องเล่าที่งดงาม

การเชื่อมโยงทางอารมณ์: โฆษณาชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ขายสินค้า แต่ขาย "คุณค่า" ของการแบ่งปันและความเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้ชมทั่วโลกหลั่งน้ำตา และพูดถึงวิดีโอนี้ในฐานะ "ผลงานชิ้นเอก" ของการตลาด

การต่อยอดเพื่อการกุศล: การขายช็อกโกแลตบาร์ที่ปรากฏในโฆษณานำไปสู่การ ระดมทุน จำนวนมหาศาลให้กับองค์กร The Royal British Legion เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวอย่างแท้จริง

บทเรียนแห่งความเป็นมนุษย์ที่ยั่งยืน

แม้จะมีข้อถกเถียงว่าการนำประเด็นสงครามมาใช้ในเชิงพาณิชย์เหมาะสมหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่โฆษณาชิ้นนี้ทำสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา คือการย้ำเตือนให้เราทุกคนตระหนักว่า:

แม้ในความมืดมิดและวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด ศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเราก็ยังเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา

ปาฏิหาริย์แห่งคริสต์มาสไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์ แต่เป็นเรื่องของ การเลือกที่จะยื่นมือออกไป มากกว่าที่จะกำปืนไว้แน่น เป็นการตอกย้ำว่าจิตวิญญาณแห่งสันติภาพและความรักที่เราทุกคนแสวงหานั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง แม้จะอยู่ในสนามเพลาะก็ตาม

โฆษณาชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการโฆษณาช็อกโกแลต แต่เป็นการ โฆษณาความหวัง และเป็นบทความทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ที่ยังคงสร้างอิมแพคและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพลังของ การแบ่งปัน และ การให้อภัย ในวันคริสต์มาส ตราบจนทุกวันนี้

สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) มีสาเหตุที่ซับซ้อน แต่สามารถสรุปได้เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ:

ชนวนเหตุ (Immediate Cause):

การลอบปลงพระชนม์ อาร์ชดยุกฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Archduke Franz Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยนักศึกษาชาวเซิร์บ-บอสเนีย ชื่อ กัฟรีโล ปรินซิป (Gavrilo Princip) ที่เมืองซาราเจโว เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914

สาเหตุที่ฝังรากลึก (Underlying Causes):

ระบบพันธมิตร (Alliance System): การแบ่งกลุ่มประเทศยุโรปออกเป็น 2 ฝ่าย คือ กลุ่ม ไตรภาคี (Triple Entente) ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และรัสเซีย กับกลุ่ม ไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี (ก่อนที่อิตาลีจะเปลี่ยนข้าง) ทำให้เมื่อชาติหนึ่งประกาศสงคราม อีกชาติหนึ่งก็ต้องเข้าร่วมตามพันธกรณี

ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism): การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคมและทรัพยากรระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรกับเยอรมนี

ลัทธิทหาร (Militarism): การแข่งขันกันสะสมอาวุธและการเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม

สิ่งนี้ถือเป็น "อัศจรรย์แห่งคริสต์มาส" ได้ไหม?

เหตุการณ์นี้ได้รับการยกย่องและถูกกล่าวถึงในทำนองว่าเป็น "ปาฏิหาริย์แห่งคริสต์มาส" หรือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมนุษย์เหนือความเกลียดชังจากสงคราม เนื่องจาก:

มันเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่บัญชาการทางการทหารไม่มีผล และทหารเลือกที่จะมองข้ามหน้าที่และความเป็นศัตรูเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาของสันติภาพ

ในสงครามที่โหดร้ายและยาวนาน การที่ศัตรูสองฝ่ายหยุดยิงและปฏิบัติต่อกันเหมือนเพื่อนมนุษย์ได้สร้างความประทับใจทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

คลิกชมโฆษณาที่สร้างอิมแพคชิ้นนี้ได้ที่นี่:

Sainsbury’s Christmas advert, 1914. Made in partnership with The Royal British Legion. Inspired by real events from 100 years ago. This year’s Christmas ad f...

🔥🔥🔥  มันคือการไถ! ไม่ใช่การถวาย! http://www.youtube.com/watch?v=jJv5RFUckEk​ฟังให้เต็มสองรูหู! ไอ้เรื่อง "สิบลด" เนี่ย ม...
17/11/2025

🔥🔥🔥 มันคือการไถ! ไม่ใช่การถวาย!

http://www.youtube.com/watch?v=jJv5RFUckEk

​ฟังให้เต็มสองรูหู! ไอ้เรื่อง "สิบลด" เนี่ย มันคือเครื่องมือกลไกชั้นต่ำที่ทำให้คนโง่งมคิดว่าถ้าไม่ยอม "จ่ายค่าผ่านทาง" ให้ศาสนา ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้พร! มันคือหลักสูตรบังคับที่ทำให้คนต้องเอาเงินเดือนมา "จ่ายค่าคุ้มครอง" ให้กับโบสถ์เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองไง!
​ตื่นจากความฝันเถอะ!

พระเจ้าคือพ่อ! พ่อผู้สร้างกาแล็กซีทั้งมวล!! พระองค์ไม่ใช่ "เจ้านายหน้าเลือด" ที่คอยจ้องจะหักเงิน 10% จากรายได้หยาดเหงื่อของคุณทุกเดือน! เราคือ "ทายาทเจ้าของจักรวาล" ไม่ใช่ "เหยื่อของระบบเก็บภาษีโบสถ์" ที่ถูกสร้างขึ้นมา!

​ยังกล้าคิดอีกเหรอว่า "เศษเงิน 10% กะจิ๊ดริ๊ด" ที่คุณเอามาถวาย...มันจะไป "อุดหนุน" หรือ "ส่งผลกระทบ" ต่อความมั่งคั่งของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของทุกสิ่งบนโลกนี้?! ไร้สาระ! พระองค์ดูแลคุณจาก "คลังสมบัติที่ไร้ขีดจำกัด" ของพระองค์! ไม่ใช่จากการเปิดซองถวายของคุณ!

​ผมถามกลับไปที่บรรดาผู้สอนหน่อย! พ่อแม่คนไหนมัน ชั่วช้าสามานย์ ขนาดนั้น? หักค่าขนมลูก 10%? ตักข้าวออกจากจานลูก 10%? ถ้าคุณยังสอนให้คนเชื่อว่าพระเจ้าทำตัวเหมือน "พ่อค้าหน้าเลือด" ที่ต้องติดสินบนด้วยเงิน 10% เพื่อขอพรอยู่ล่ะก็...

​ได้เวลาลงจากธรรมาสน์! แล้วไปทบทวนศรัทธาของคุณซะ!

ชื่อวิดีโอ: GOD IS NOT YOUR EMPLOYER

ช่อง: Matthew Weyers | Eternal Union Ministries

แปลแบบสุภาพ

​จะถวายสิบลดหรือไม่ถวาย? คริสเตียนหลายคนได้เชื่อมโยงความมั่งคั่งทางการเงินและความเป็นอยู่ที่ดีของตนเข้ากับจำนวนเงินที่พวกเขาถวายให้กับคริสตจักร และปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ พระเจ้าคือพ่อของคุณ พระองค์ไม่ใช่เจ้านายของคุณ คุณไม่ได้ทำงานรับค่าจ้างจากพระองค์ แต่คุณมีมรดก ใช่ มันดีที่จะถวายเงินเพื่อพระกิตติคุณ มันดีที่จะรุกหน้าพระกิตติคุณ มันดีที่จะสนับสนุนผู้ที่รับใช้เต็มเวลาเพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นพรแก่พระกายต่อไปได้ แต่การถวายเงินของคุณไม่ใช่วิธีที่พ่อของคุณดูแลคุณ พระองค์ดูแลคุณตามความมั่งคั่งของพระองค์ ไม่ใช่ตามสิบลดของคุณ คุณต้องเข้าใจว่าพระองค์เป็นพ่อที่ดี คุณรู้ไหมว่าพ่อแม่ทางโลกคนไหนที่จะหักเงินค่าขนมของลูก 10% ก่อนที่จะให้พวกเขา หรือพ่อคนไหนที่จะหักอาหาร 10% จากจานของลูกก่อนที่จะให้พวกเขากินอาหารค่ำ ถ้าพ่อแม่ของคุณไม่ทำอย่างนั้น พระองค์ก็จะไม่ทำเช่นกัน

Enjoy the videos and music that you love, upload original content and share it all with friends, family and the world on YouTube.

โคตรข่าวประเสริฐที่อันตรายที่สุด: ไอ้หนุ่มคนนี้มันกล้าทิ้ง "ศาสนา" ไปเรียกพระเจ้าว่า "แด๊ด" ได้ไง? (บทความเจ็บจี๊ดสำหรับ...
17/11/2025

โคตรข่าวประเสริฐที่อันตรายที่สุด: ไอ้หนุ่มคนนี้มันกล้าทิ้ง "ศาสนา" ไปเรียกพระเจ้าว่า "แด๊ด" ได้ไง? (บทความเจ็บจี๊ดสำหรับคริสเตียนรุ่นเก๋า)

https://youtu.be/DktVIh-bScM?si=vLlXPd4FEJXVcA-q

​เอาล่ะครับ! ถ้าคุณเป็นคริสเตียนมานานจนนับปีไม่ถ้วน ฟังเรื่องของ แมทธิว เวยเยอร์ส (Matthew Weyers) คนนี้ให้ดี เพราะสิ่งที่เขาค้นพบและกำลังเทศนาอยู่มันคือ ระเบิดปรมาณูทางเทววิทยา ที่กำลังทำให้คริสตจักรที่ยึดกฎระเบียบอยู่ถึงกับปวดแปลบในใจ!

​💔 จุดที่เขา "ถอดใจ" จากพระเจ้าที่น่ากลัว (อายุ 18-19 ปี)

​แมทธิวเล่าว่าตอนวัยรุ่น ชีวิตคริสเตียนมันคือการ วิ่งมาราธอนแห่งความล้มเหลว เขาถูกสอนว่าพระเจ้าคือ "ผู้พิพากษาที่อยู่ห่างไกล" ที่ความรักขึ้นอยู่กับพฤติกรรม และมี "ช่องว่างจินตภาพ" ระหว่างพระองค์กับมนุษย์

การดำเนินชีวิตคริสเตียนของเขาจึงกลายเป็นการ ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง เพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้นผ่านความพยายามส่วนตัว: การเข้าโบสถ์ การอ่านพระคัมภีร์ การประกาศ การถวาย...

​ประโยคที่กระแทกใจ: "ฉันทำงานหนักโคตร ๆ แต่ฉันไม่เห็นรู้สึกใกล้ชิดเลย! ฉันเกลียดศาสนาคริสต์ ฉันยอมแพ้ทุกอย่างแล้ว!"

​หลังจากเขาตะโกนใส่พระเจ้าด้วยความสิ้นหวังสุดขีดในวัย 18-19 ปี นั่นแหละ... คือจุดที่เขาได้ยินเสียงที่เปลี่ยนทุกอย่าง: "เลิกเรียกพ่อว่า God แล้วเรียกพ่อว่า Dad (พระบิดา) ได้แล้ว!"

​หัวใจหินถูกนำออกไป: การเรียกพระเจ้าว่า แด๊ด หรือ อับบา (Abba) ทำให้ "หัวใจหินแห่งการถือธรรมบัญญัติ" มันหลุดออกไปทันที เพราะจู่ ๆ เขาก็รู้ว่าเขาไม่เคยต้องวิ่งไล่ตามความรักเลย เขาเป็นที่รักของพระบิดาเสมอมาตั้งแต่ต้น

​⚔️ การผ่าตัดหลักคำสอนที่บาดใจ (ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด)

​ความคิดของแมทธิวได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้นเมื่ออายุ 21-22 ปี เมื่อเขาได้รับข้อความจากพระบิดาเรื่อง "ความเป็นบุตรก่อนการทรงสร้าง" และนี่คือจุดที่เขาไปยืนอยู่คนละฝั่งกับความเชื่อดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง:

​1. การเหยียบย่ำ "การชดใช้โทษแทน"
​เขาเรียกหลักคำสอนที่ว่า "พระเจ้าส่งพระเยซูมาตายเพื่อรับโทษและระบายความโกรธของตัวเอง" ว่าเป็นเรื่อง "ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง น่ารังเกียจ และบิดเบือนพระลักษณะของพระบิดาอย่างซาตาน" เพราะมันทำให้พระเจ้าดูเป็นผู้ปกครองที่ใช้อำนาจและระบายความโกรธ

​ความจริงที่บาดลึก: ไม้กางเขนคือ "ภารกิจกู้ภัย" ที่พระเจ้ามาเพื่อ "ดึงผ้าที่ปิดบังความจริงออกไป" จากความคิดของเรา เพื่อให้เราเลิกมองเห็นพระองค์เป็น "ผู้พิพากษา" และกลับมามองเห็น "พระบิดา" อีกครั้งต่างหาก

​2. คุณคือทายาทตั้งแต่แรก
​คริสตจักรส่วนใหญ่มักสอนว่า: "คุณคือบุตรของมาร แต่คุณได้รับการ รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม (Adopted)"

​คำตอบที่สะเทือนใจ: แมทธิวบอกว่า "นั่นมันโกหก! คุณได้รับเลือกในพระคริสต์ ก่อนการสร้างโลก (อ้างอิง เอเฟซัส 1:4) คุณไม่ได้ถูกรับมาเลี้ยง แต่คุณคือ ทายาท ที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์มาตั้งแต่ต้นแล้ว"

​จุดเสียดสี: การที่คุณยังรู้สึกว่าคุณต้องพยายามทำดี แสดงว่าคุณเชื่อว่าความผิดพลาดของอาดัมนั้น มีพลังมากกว่า แผนการและคำมั่นสัญญาของพระเจ้าที่ให้ไว้ก่อนการทรงสร้างเสียอีก!

​🥇 คำพยานหนักแน่น: "ข่าวประเสริฐ" ที่ใช้ได้จริงในวันนี้

​แน่นอนว่าพูดแบบนี้มีแต่คนหาว่าบ้า แต่แมทธิวนำหลักฐานที่กระแทกใจคนที่ไม่เชื่อเรื่องอัศจรรย์มาโชว์ทันที:

​หายขาดจากโรค: เขาเคยป่วยด้วยโรคภูมิต้านตนเอง Guillain-Barré Syndrome จนเดินไม่ได้ แต่เขาปฏิเสธคำวินิจฉัยและหายขาดทันทีที่เพื่อนของเขาอธิษฐาน

​การเงินและธุรกิจ: เขาอ้างว่าพระบิดาสั่งให้เขาตั้งบริษัทการตลาดชื่อ Air Digital และบอกว่าจะสร้างธุรกิจให้ ซึ่งบริษัทก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง

​อัศจรรย์เป็นเรื่องปกติ: เขาเห็นคนมากกว่า 20 คนหายจากโรคทันทีในการประกาศตามท้องถนน รวมถึงเพื่อนสนิทที่หายขาดจากยาเรื้อรัง 5 ขนานทันทีหลังรับ "มหาสนิทของพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์"

​การเสียดสีต่อความเชื่อเก่า: "ทำไมเราต้องรอให้ไปถึงสวรรค์ก่อนเพื่อจะได้รับพรเหล่านี้ ในเมื่อพระบิดาของคุณสนใจเรื่องสุขภาพ การเงิน และธุรกิจของคุณในวันนี้มากกว่าตัวคุณเองเสียอีก?"

​📡 จาก "คลับโดดเดี่ยว" สู่ "ขบวนการอันตราย"

​แมทธิวรู้สึกโดดเดี่ยวในความเชื่อนี้มานาน จนกระทั่งเขาได้เจอกับ Tommy Miller (จาก Legacy Church) ผ่านวิดีโอชื่อ "The Most Dangerous Gospel in the World" (เผยแพร่ราวปี 2024) ซึ่งเป็น การยืนยัน ว่าความจริงที่เขาค้นพบมีคนเทศนาอย่างกล้าหาญในที่สาธารณะแล้ว

​กลุ่มที่ควรรู้จัก: เขาได้สานสัมพันธ์และร่วมขบวนการกับผู้นำที่สอนความจริงเรื่องความเป็นบุตร ได้แก่ Tommy Miller, François Du Toit, Baxter Kruger, Jason Clark, และ Chris Blackeby

​ภารกิจ: พวกเขาร่วมกันเป็น "ขบวนการ" ที่พยายาม "นำผ้าที่ปิดบังออกไป" จากความคิดของคริสเตียนทั่วโลก และฟื้นฟูพระลักษณะของพระบิดาให้กลับมาดีงามและเปี่ยมรักอย่างที่ควรจะเป็น

​📣 คำตอบและการท้าทาย: คุณยังกลัวความรักอยู่ไหม?

​แน่นอนว่าข้อความนี้ถูกตอบโต้ด้วยความขัดแย้ง และปฏิกิริยาซ้ำ ๆ ที่แมทธิวได้ยินคือ:

​"แมทธิว... คุณทำให้พระเจ้าดูดีเกินไปนะ!" (และบางคนก็เรียกมันว่า การหมิ่นประมาท)รึ

​นี่คือคำถามสุดท้ายที่ส่งตรงถึงคริสเตียนรุ่นเก๋าที่กำลังรู้สึกแปลบปลาบในใจ: คุณยังจะใช้ชีวิตอยู่ใน "ท้องทุ่ง" แห่งการทำงานหนักและถือธรรมบัญญัติที่แสนเศร้าต่อไปหรือไม่? หรือคุณจะกล้า ทิ้ง มันทั้งหมดเพื่อเข้าไปร่วม งานเลี้ยงใน "บ้าน" แห่งมรดกและเสรีภาพที่คุณคู่ควร ในฐานะ ทายาท ที่รักอย่างที่พระบิดาทรงตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนการทรงสร้าง?

การเปลี่ยนมุมมองศรัทธาสู่ "ความเป็นบุตร" การเดินทางค้นพบพระบิดาผู้เปี่ยมรักของแมทธิว เวยเยอร์ส

​ความน่าสนใจของการเปลี่ยนมุมมองความเชื่อ

​แมทธิว เวยเยอร์ส (Matthew Weyers) ได้แบ่งปันคำพยานอันทรงพลังเกี่ยวกับการเปลี่ยนมุมมองความเชื่อในพระเจ้าจากรูปแบบดั้งเดิมที่เน้นกฎเกณฑ์ สู่การเปิดเผยความจริงเรื่อง "ความเป็นบุตร" (Sonship)

​การเปลี่ยนมุมมองความเชื่อในพระเจ้าแบบเก่า:

เดิมที แมทธิวเติบโตมาในความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ทำให้เขารู้สึกว่าพระเจ้าเป็นเหมือน "ผู้พิพากษาที่อยู่ห่างไกล" ที่เขาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อลดช่องว่างในความสัมพันธ์ลง

การกระทำทางศาสนา เช่น การไปโบสถ์ การอ่านพระคัมภีร์ การประกาศ การถวาย ถูกมองว่าเป็นหนทางที่จะทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น แต่ท้ายที่สุดเขากลับรู้สึกเหนื่อยล้าและห่างเหินกว่าเดิม หัวใจของเขาคือ "หัวใจหิน" ที่เต็มไปด้วยการถือธรรมบัญญัติ

​จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุประมาณ 18-19 ปี หลังจากที่เขารู้สึกท้อแท้และเบื่อหน่ายกับ "ศาสนาคริสต์" ถึงขีดสุด เขากรีดร้องต่อพระเจ้าด้วยความสิ้นหวัง

คืนต่อมา ขณะขับรถ เขาได้ยินเสียงที่นำเขาไปสู่คำสอนที่เน้นย้ำให้ "เลิกเรียกพระเจ้าว่า God แต่ให้เรียกว่า Dad (พระบิดา)" การเปิดเผยนี้ทำให้หัวใจหินของเขาถูกนำออกไป และถูกแทนที่ด้วย "หัวใจของบุตร" ซึ่งทำให้ช่องว่างที่เขาพยายามเติมเต็มมาตลอดนั้นหายไปในทันที เพราะเขาตระหนักว่าเขาเป็นที่รักของพระบิดาเสมอมา ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับใช้

​ความแตกต่างจากความเชื่อดั้งเดิมที่สำคัญที่สุด

​ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดในความเชื่อของแมทธิวคือการปฏิเสธหลักคำสอนและมุมมองที่ทำให้รู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกลหรือมีเงื่อนไขในความรัก:

​การรู้จักพระเจ้าในฐานะ "แด๊ด" (Abba/พระบิดา): นี่คือการเปิดเผยที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคุณมองเห็นพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรัก คุณจะสำแดงตัวตนในฐานะบุตรที่รัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกด้านของชีวิต (ความสัมพันธ์ การเงิน สุขภาพ)

​การปฏิเสธหลักการชดใช้โทษแทน (Penal Substitution Atonement): เขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังมนุษย์มากจนต้องส่งพระบุตรมาตายเพื่อรับโทษแทนความบาป

แนวคิดนี้ทำให้มนุษย์รู้สึกผิดและไม่สามารถสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างแท้จริง

แต่เขาเชื่อว่าไม้กางเขนคือ "ภารกิจกู้ภัย" ที่พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ร่วมกันมาเพื่อ "นำผ้าที่ปิดบังความจริงออกไป"

​การเป็นบุตรก่อนการทรงสร้าง

(Pre-Creation Sonship): เขาเชื่อว่ามนุษย์ถูกเลือกและรวมอยู่ในพระคริสต์ ก่อนการทรงสร้างโลก ตามพระคัมภีร์เอเฟซัส 1:4 ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาเป็น "บุตรของมาร" และต้องพยายามให้เป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า

ความจริงคือเราไม่เคยถูกแยกจากพระบิดาเลย มีแต่ "ความมืดมัวในความคิด" เท่านั้น

​คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาแนวคิดใหม่

​แมทธิว เวยเยอร์ส แนะนำให้ศึกษาแนวคิดความเป็นบุตร (Sonship) นี้จากคริสเตียนท่านอื่น ๆ ที่แบ่งปันความจริงนี้อย่างกล้าหาญ เช่น:

​Tommy Miller (จาก Legacy Church)
​François Du Toit
​Baxter Kruger
​Jason Clark
​Chris Blackeby

​วิธีการที่เขาอยากให้ความคิดนี้เติบโต
​เขามองว่าความคิดเรื่องความเป็นบุตรนี้กำลังเติบโตและจะมามีบทบาทหลักในศาสนาคริสต์ (emerging and soon dominating Christianity) วิธีการที่เขาต้องการให้ความคิดนี้เติบโตคือ:

​การนำผ้าที่ปิดบังออกไป (Unveiling): โดยการแบ่งปันความจริงเพื่อให้คริสเตียนคนอื่น ๆ ได้ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงในฐานะบุตรที่รัก เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากความเชื่อผิด ๆ ที่เป็นเหมือน "ผ้าคลุม" จากการรับประทานผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว

​การฟื้นฟูพระลักษณะของพระบิดา: เขาต้องการให้คริสตจักรกลับมามองเห็นพระเจ้าว่าพระองค์ทรงดีงามอย่างสมบูรณ์ เป็นพระบิดาผู้เปี่ยมรัก ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่พร้อมจะลงโทษ

​ปฏิกิริยาของคริสเตียนดั้งเดิม
​แมทธิวรับรู้ว่าความคิดนี้เป็นเรื่อง ที่ถกเถียงและทำให้หลายคนไม่พอใจ โดยปฏิกิริยาที่เขาได้ยินซ้ำ ๆ คือ:

​"คุณทำให้พระเจ้าดูดีเกินไป" (You make God sound too good.)
​มีการกล่าวหาว่าเป็น การหมิ่นประมาท (Blasphemy) เมื่อมีการกล่าวถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือการมีฐานะเท่าเทียมกับพระคริสต์ (ตามที่อ.เปาโลกล่าว)

​คำพยานที่ทรงพลัง

​คำพยานของแมทธิวมีความหนักแน่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่ถูกพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริง:
​การรักษาโรค: เขาได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์จากอาการป่วยด้วยโรคภูมิต้านตนเอง Guillain-Barré syndrome (ภาวะระบบภูมิคุ้มกันทำลายเส้นประสาท) ขณะที่นอนติดเตียงในโรงพยาบาล

​ความสำเร็จทางธุรกิจ: เขาได้รับการชี้นำจากพระบิดาให้ก่อตั้งบริษัทการตลาดของตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง

​การรักษาผู้อื่น: เขาได้เห็นการอัศจรรย์และการรักษามากมาย รวมถึงการฟื้นฟูอวัยวะ และเพื่อนของเขาที่หายขาดจากยาเรื้อรัง 5 ขนานทันทีหลังรับ "มหาสนิทของพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์"
​ประสบการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าพระบิดาทรงสนพระทัยในทุกรายละเอียดของชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่อง "ชีวิตหลังความตาย" แต่รวมถึงสุขภาพ การเงิน และความสัมพันธ์ในปัจจุบันด้วย

Discover the liberty that comes from knowing God as your Dad.Matthew Weyers preached this sermon on September 28th 2025 at Legacy Church in Ohio, USA. ...

ประเด็นสำคัญของเทปนี้ที่น่าสนใจมาก คือ คริสเตียนทั้งสองท่านนี้ต้องการสื่อสารและชี้ให้เห็น ความหมายของความรอด อย่างชัดเจน...
13/11/2025

ประเด็นสำคัญของเทปนี้ที่น่าสนใจมาก คือ คริสเตียนทั้งสองท่านนี้ต้องการสื่อสารและชี้ให้เห็น ความหมายของความรอด อย่างชัดเจนที่สุด:

https://www.youtube.com/watch?v=XABfWJpEHL0

การสนทนาของคริสเตียนสองท่านนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นประเด็นที่สำคัญมากต่อความเข้าใจเรื่องความรอดและอาณาจักรพระเจ้า

จากวิดีโอที่มีชื่อว่า "Heaven is for today - Tommy Miller and Matthew Weyers" โดยช่อง Matthew Weyers | Eternal Union Ministries

คริสตจักรส่วนใหญ่ในปัจจุบันกำลังได้รับอิทธิพลจาก แนวคิดแบบนอสติกโดยไม่รู้ตัว

แนวคิดนี้ทำให้เกิด Dualism (การแบ่งแยกเป็นสองขั้ว) โดยมองว่าร่างกายและโลกวัตถุเป็นสิ่งไม่ดีและต้องหลีกหนี

ผลลัพธ์คือการเน้นที่ "ความรอด" ที่เป็นเพียงการหนีโลกและไปสู่สวรรค์หลังความตาย (Escapism)

ซึ่งขัดแย้งกับคำสอนในพันธสัญญาใหม่ที่แท้จริงที่เน้นย้ำว่า ความรอด (Sozo) คือ การนำเอาอาณาจักรพระเจ้าและความสมบูรณ์มาสู่โลกนี้และชีวิตปัจจุบัน เพื่อไถ่ถอนการทรงสร้าง ไม่ใช่การหลีกหนีมัน

ประเด็นที่เขาพูดเจาะไปถึงกึ๋นของคำว่าความรอด ช้ดมากๆว่า

ผู้นำคริสเตียนมากมายเข้าใจผิดออกทะเลไปเลย และสิ่งนี้ถูกเน้นมากว่า คำว่า ความรอด หมายถึงเรื่องหลังตายมากกว่า ความรอดบนแผ่นดินโลก

แม้จะมีคริสเตียนผู้ตื่นรู้ไม่น้อยเริ่มพยายามอธิบายความหมายของคำว่า ความรอดบนแผ่นดินโลกนั้นสำคัญกว่ามากๆ มากกว่าเรื่องหลังความตาย

แต่พวกผู้นำคริสเตียนนมากมาย พวกเขาน่าจะต่อต้านว่า การสอนแบบนี้เป็นแนวคริสเตียนวัตถุนิยม ซึ่งสิ่งที่เขาต่อต้านมันมาจากฐานคิดแบบนอสติกชัดๆ โดยที่พวกเขาก็สอนว่าพวกนอสติกสอนผิดโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเอาปรัชญาแบบนอสติกมาสอนคริสเตียนในคริสตจักรส่วนมากแท้ๆ โคตรจะย้อนแย้งเลย ให้ตายเหอะ

สิ่งที่ผู้พูดทั้งสองท่านกำลังชี้ให้เห็นคือ วงจรความย้อนแย้ง (The Paradox) ที่คริสตจักรจำนวนมากติดอยู่ ดังนี้:

1. ความเข้าใจผิดเรื่องความรอด (Sozo)
ผู้นำจำนวนมากเข้าใจผิดว่าความรอดเป็นเรื่องของการเปลี่ยนสถานะใน ชีวิตหลังความตาย เป็นหลัก ซึ่งเป็นการ "ออกทะเลไปเลย" (Lost at sea) จากความหมายที่แท้จริงของคำว่า "Sozo" ในภาษากรีก ที่หมายถึง ความสมบูรณ์, การรักษา, การปลดปล่อย, และการเจริญรุ่งเรืองในชีวิตปัจจุบัน (heal, deliver, prosper, make whole)

2. ความย้อนแย้งของ "วัตถุนิยม" (Materialism) 😵‍💫
เมื่อมีการเน้นย้ำว่า "ความรอดบนแผ่นดินโลก" (เช่น สุขภาพที่ดี, ความมั่งคั่ง, ชีวิตที่สมบูรณ์) เป็นส่วนสำคัญของพันธกิจแห่งอาณาจักรพระเจ้า ผู้ที่ต่อต้านมักจะใช้ข้อกล่าวหาว่าเป็นการสอนแบบ "คริสเตียนวัตถุนิยม" (Christian Materialism)

แก่นแท้ของการต่อต้านนี้: มาจากฐานคิดแบบ Dualism ของนอสติก ที่มองว่าฝ่ายวิญญาณดี ฝ่ายวัตถุ/ร่างกาย/โลก ไม่ดี ดังนั้นการแสวงหาสิ่งดีงามทางวัตถุจึงเป็นเรื่องผิดหรือเป็นเรื่องโลกีย์

ความย้อนแย้งที่รุนแรง: คือการที่ผู้สอนเหล่านี้ ประณามพวกนอสติก ว่าเป็นพวกสอนผิด แต่ในขณะเดียวกันก็ นำเอาฐานคิดและปรัชญาแบบนอสติก มาเป็นเครื่องมือในการตัดสินและโจมตีการสอนเรื่องพระพรและการไถ่ถอนโลก ซึ่งเป็นหัวใจของการประกาศข่าวประเสริฐที่สมบูรณ์

พูดง่ายๆ คือ พวกเขาต่อสู้กับ "ลัทธินอสติก" ด้วยเครื่องมือทางความคิดแบบ "นอสติก" โดยไม่รู้ตัว ทำให้พันธกิจของคริสตจักรเน้นไปที่การ "หนี" (Escape) แทนที่จะเป็น "การไถ่ถอน" (Redemption)

💡 สรุปประเด็น: ผู้นำที่ถูก "หลอก" ด้วยความคิดตัวเอง
ประเด็นคือผู้นำเหล่านี้ไม่ได้ตั้งใจสอนสิ่งผิด แต่พวกเขาถูก หลักคำสอนที่ไม่ดี (Bad Doctrine) หลอกให้เชื่อว่ากำลังปกป้องความบริสุทธิ์ของพระกิตติคุณ ในขณะที่กำลังส่งเสริม ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศัตรู คือการทำให้คริสเตียนสละสิทธิ์ในการนำอาณาจักรพระเจ้ามาสู่โลกนี้ครับ

ความย้อนแย้งแห่งความรอด: ทำไมคริสตจักรถึงติดกับดักความคิดแบบนอสติกโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้ถอดรหัสสาระสำคัญจากการสนทนาของนักคิดคริสเตียนสองท่านที่กำลังสั่นคลอนรากฐานของความเชื่อเรื่องความรอดที่แพร่หลายในคริสตจักรปัจจุบัน

พวกเขาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ความย้อนแย้งที่รุนแรง ซึ่งทำให้คริสตชนจำนวนมากพลาดการสัมผัสประสบการณ์อาณาจักรพระเจ้าอย่างเต็มที่ในชีวิตนี้

1. การพลิกความหมายของ "ความรอด" (Sozo)แก่นของปัญหาคือการลดทอนความหมายของ ความรอด (Salvation) ให้กลายเป็นเพียง "ตั๋วเข้าสวรรค์หลังความตาย" (Afterlife Ticket) ซึ่งผู้พูดระบุว่าเป็นการ "ออกทะเลไปเลย" จากความหมายที่แท้จริง

💡 ความจริงของรากศัพท์ Sozoคำว่า Sozo ในภาษากรีกของพันธสัญญาใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไถ่โทษบาปเพื่อไปสู่สวรรค์ แต่มีความหมายครอบคลุมถึง การเป็นประสบการณ์ในปัจจุบัน ที่

:รักษา (Heal)ปลดปล่อย (Deliver)มั่งคั่ง (Prosper)ทำให้สมบูรณ์ (Make Whole)

ความรอดที่สมบูรณ์ จึงหมายถึง การขจัดทุกสิ่งที่ไม่ได้สะท้อนถึงพระบิดา ออกไปจากชีวิตและโลกรอบตัวเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ความยากจน ความขาดแคลน ความอับอาย หรือความตาย

2. กับดักนอสติก: การหนีโลกสู่การไถ่ถอนประเด็นที่เจาะลึกที่สุดคือการชี้ว่า คริสตจักรจำนวนมากกำลังได้รับอิทธิพลจาก แนวคิดแบบนอสติก (Gnosticism) โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นความคิดที่ศาสนจักรยุคแรกต่อต้านอย่างรุนแรง

แนวคิดแบบนอสติก (Dualism)โลกวัตถุ (ร่างกาย/การทรงสร้าง) = ไม่ดี/ชั่วร้าย ต้องหลีกหนีโลกวัตถุ ต้องได้รับการไถ่ถอนเป้าหมาย: สละร่างกายและ หนีโลก เพื่อให้วิญญาณกลับสวรรค์ ผลลัพธ์: ความไร้พลังและปล่อยให้การทรงสร้างถูกผูกมัด

ข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักร (Redemption)
(ร่างกาย/การทรงสร้าง) = ดีโดยเนื้อแท้
เป้าหมาย: นำพระสิริมาสู่โลกนี้ผ่าน การไถ่ถอนร่างกาย (Redemption of the body)ผลลัพธ์: การเติบโตของอาณาจักรพระเจ้าในทุกมิติของชีวิต

ผู้พูดระบุว่า การที่คริสเตียนเน้นการตายเพื่อไปสวรรค์ คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศัตรู เพราะมันทำให้คริสตจักรทิ้งภารกิจหลักในการไถ่ถอนโลกนี้ และเลือกที่จะ หลีกหนี แทนที่จะ เปลี่ยนแปลง

3. ความย้อนแย้งของ "พันธกิจแห่งความตาย"เมื่อมีการสอนเรื่องพระพร ความมั่งคั่ง หรือการรักษาให้เป็นส่วนหนึ่งของความรอดในปัจจุบัน (Sozo)

คริสตจักรจำนวนมากจะต่อต้านด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นการสอนแบบ "วัตถุนิยม"นี่คือความย้อนแย้งที่น่าตกใจ:พวกเขาโจมตีความรอดในปัจจุบัน (ความมั่งคั่ง/สุขภาพ) เพราะเชื่อว่าสิ่งทางโลกไม่ดี (ฐานคิดแบบนอสติก)ในขณะเดียวกัน พวกเขาประณามลัทธินอสติก ว่าเป็นพวกสอนผิดการต่อต้านของพวกเขาจึงเป็น การต่อสู้กับลัทธินอสติกด้วยฐานคิดแบบนอสติก โดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตภายใต้ความรู้สึกผิด การตัดสิน หรือ ธรรมบัญญัติ (The Law) ก็ถูกจัดว่าเป็น "พันธกิจแห่งความตายและการลงโทษ" (Ministry of Death and Condemnation) เพราะมันนำมาซึ่งการผูกมัดต่อทั้งตัวเราเองและการทรงสร้าง

การรู้สึกผิดจึงไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ เลย

4. พลังแห่งความคาดหวังและการเป็นหนึ่งเดียวหนทางสู่การไถ่ถอนนั้นง่ายและทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ:

ความคาดหวังกำหนดความเป็นจริง: หากเราเชื่อว่าความรอดอยู่หลังความตาย ความตายก็จะกลายเป็นผู้ช่วยให้รอด

แต่ถ้าเราเชื่อว่าพระเจ้าประสงค์ให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน การทรงสร้างก็จะจัดเรียงตัวเองตามความคาดหวังนั้นการไถ่ถอนผ่านความเป็นหนึ่งเดียว:

การนำอาณาจักรพระเจ้ามาสู่โลกไม่ใช่ภาระหนักอึ้ง แต่เป็นเรื่องของการ ดำรงอยู่ในความสนิทสนมและเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา (Intimacy and Union)เราคือส่วนเชื่อมต่อของสวรรค์:

เราเพียงแค่ มองดูพระพักตร์ของพระคริสต์โดยปราศจากม่านกำบัง และเราจะถูกเปลี่ยนไปสู่พระฉายาเดียวกัน และ การทรงสร้างจะได้รับการปลดปล่อยเข้าสู่เสรีภาพในขณะที่เรากำลังประสบกับเสรีภาพนั้น โดยไม่ต้องใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อน

👑 บทสรุป: การเรียกสู่ความสมบูรณ์ผู้พูดสรุปว่า คริสตจักรต้องยุติ "ภาษาแห่งการแยกจากกัน" (Separation Language) ที่สอนว่าเราอาจถูกส่งไปนรกหรือแยกจากพระเจ้าได้

เพราะความจริงคือ เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เสมอมา ในพระองค์เราจึงมีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่

สารหลักที่ชัดเจนคือ: ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรจะต้องละทิ้งความปรารถนาในการหนีโลก และเริ่มต้นการไถ่ถอนโลกนี้ ด้วยการยอมรับความรอดที่สมบูรณ์ (Sozo) ในปัจจุบัน เพื่อสำแดงให้เห็นว่า "สวรรค์มีไว้สำหรับวันนี้"

For centuries, we have misunderstood salvation as a future event that happens after death, a ticket to heaven someday. But Jesus revealed that salvation and ...

ที่อยู่

เมือง

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Awaken In Hyper Grace ตื่นขึ้นในพระคุณของพระเจ้าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์