28/10/2020
จาก นิทานสูตร สูตรว่าด้วยเหตุอันอำนวยให้เกิดผล
พระอานนทเถระได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า
“น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า ไม่เคยมีมาก่อนเลย คือ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง แต่ปรากฏเหมือนธรรมง่ายๆ แก่ข้าพระองค์”
“อานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง เพราะความไม่รู้ ไม่ตรัสรู้ ไม่แทงตลอดธรรมนี้ หมู่สัตว์จึงเป็นเหมือนเส้นด้ายที่ยุ่ง กลุ่มด้ายที่เป็นปม เหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่ผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สังสารวัฏ”
อานนท์ เมื่อภิกษุมีความพอใจเนืองๆ
ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ
โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้
ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
…
พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงแม่น้ำ เปรียบเทียบ ปฏิจจสมุปบาท
“แม่น้ำบางสายตื้น แต่ปรากฏเหมือนว่าลึก
แม่น้ำบางสายลึก แต่ปรากฏเหมือนตื้นเพราะมีน้ำใส
แม่น้ำบางสายตื้น ปรากฏตื้น
แม่น้ำบางลึก ปรากฏลึก
น้ำย่อมได้ชื่อ ๔ อย่างด้วยประการฉะนี้แล.
แต่ความตื้นความลึกย่อมไม่มีในปฏิจจสมุปบาท. เพราะว่า ปฏิจจสมุปบาทนี้ได้ชื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า ลึกซึ้งและมีกระแสความลึกซึ้ง."
(ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมอันง่ายสำหรับพระอานนท์ เพราะท่านพระอานนท์ ผู้เข้าถึงญาณ มีปัญญามาก แต่มิใช่เป็นธรรมอันง่ายสำหรับภิกษุเหล่าอื่น)
การอธิบายปฏิจจสมุปบาท เป็นการอธิบายจับเหตุจับผลที่สืบเนื่องกันไปเหมือนอย่างลูกโซ่ สืบเนื่องกันไปเป็นลูกๆ รวมกันก็เป็นสายโซ่ทั้งเส้น แปลตามศัพท์ปฏิจจสมุปบาทก็แปลว่า ธรรมะที่อาศัยกันบังเกิดขึ้น คือเป็นเหตุเป็นปัจจัยอาศัยกันและกันบังเกิดขึ้นเป็นไปเหมือนอยากลูกโซ่ลูกที่ 1 ก็เป็นปัจจัยของลูกโซ่ลูกที่ 2 ลูกโซ่ลูกที่ 2 ก็เป็นปัจจัยของลูกโซ่ลูกที่ 3 ลูกโซ่ลูกที่ 3 ก็เป็นปัจจัยของลูกที่ 4 เชื่อมโยงกันไปดังนี้เป็นสายโซ่
ปฏิจจสมุปบาท ภาวะที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นระบบกำเนิดแห่งชีวิต คือกฎเกณฑ์แห่งชีวิต ที่ทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้ว่า ชีวิตทุกชีวิตมีส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลอาศัยกันเกิดขึ้น ต่อเนื่องกันไปไม่ขาดสาย เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สิ่งอื่นๆ เกิดขึ้นติดตามมา เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่รู้จักเบื้องต้น ไม่รู้จักเบื้องปลาย ดังที่พระพุทธดำรัสที่ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ในนิทานวรรคว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดแห่งชีวิตนี้ไม่รู้จักเบื้องต้นเบื้องปลาย” เหตุนี้ท่านจึงเรียกปฏิจจสมุปบาทว่า องค์แห่งพระภวจักร
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท 4 วิธี คือ
1 ทรงแสดงจากเบื้องต้น อวิชชาไปตามลำดับจนถึงชรา มรณะ
2 ทรงแสดงจากเบื้องปลาย ชรา มรณะไปหาอวิชชา
3 ทรงแสดงจากช่วงกลางซึ่งมักจะเป็น ผัสสะ เวทนา ตัณหาอย่างใด อย่างหนึ่งย้อนขึ้นไปหาอวิชชา
4 ทรงแสดงจากช่วงกลาง ผัสสะ เวทนา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งไปหาชรา มรณะ
อวิชชา คือความไม่รู้ ตรงข้ามกับวิชาคือความรู้
อวิชชา ได้แก่ไม่รู้อริยสัจ 4
อวิชชา ก็คือ ไม่หยั่งรู้ในทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในเหตุเกิดทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในความดับทุกข์
ไม่หยั่งรู้ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เหตุเกิดอวิชชา เพราะอาสวะเกิด อวิชชาจึงเกิด
ความดับอวิชชา เพราะอาสวะดับ อวิชชาจึงดับ
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับอวิชชา ก็คือมรรคมีองค์ 8
อวิชชานี้เป็นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้ว่า
เป็นต้นเหตุสำคัญแห่งกิเลสและกองทุกข์ทั้งหลาย
ในปฏิจจสมุปบาทได้ตรัสแสดงอวิชชาเป็นข้อต้น
และบรรดากิเลสที่เป็นอย่างละเอียด
อันบังเกิดนอนจมหมักหมมอยู่ในจิตตสันดาน
ซึ่งเรียกว่าอาสวะหรืออนุสัย
ก็มีอวิชชาเป็นข้อสำคัญ (อวิชชาสวะ,อวิชชานุสัย)
อวิชชา 4 อีกทั้ง ได้แก่
ไม่รู้จักเงื่อนต้น ไม่รู้จักเงื่อนปลาย
ไม่รู้จักทั้งเงื่อนต้นทั้งเงื่อนปลาย ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท
ทุกๆ คนก็ย่อมจะไม่สามารถรู้อวิชชาที่มีอยู่ในตนเองได้ ย่อมจะเข้าใจว่าตนมีวิชชา ตนมีความรู้จริงมีความรู้ถูก ดั่งศาสดาทั้งหลายลัทธิทั้งหลายซึ่งเกิดก่อนพระพุทธเจ้าหรือภายหลังพระพุทธเจ้า มิได้เป็นผู้รู้ผู้เห็นเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ย่อมเข้าใจว่า แต่ละท่านมีวิชชาคือความรู้ถึงที่สุดแล้ว เป็นผู้ที่ปราศจากอวิชชาเป็นผู้รู้ผู้เห็นแล้ว แต่อันที่จริงนั้น ถ้ายังมีชาติมีภพก็ชื่อว่ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดยังมีทุกข์ยังมีกิเลสยังไม่สิ้นทุกข์ยังไม่สิ้นกิเลส หากยังมีความต้องการเกิดแม้ในภพใดๆ เข้าใจว่ายั่งยืนมีผู้เกิดอยู่ยั่งยืนแล้วเต็มไปด้วยความสุขต่างๆก็ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ดังฤาษีดาบสทั้งหลายผู้ปฏิบัติแม้ใกล้พุทธศาสนาเข้ามามากมีความสมบูรณ์อยู่มากในศีลในสมาธิคือได้สมาบัติ 7 สมาบัติ 8 หรือว่ารูปฌานอรูปฌาน แต่ก็ติดอยู่แค่นั้น เพราะว่าต้องการที่จะไปเกิดในพรหมโลกเป็นพรหม โดยเข้าใจว่า จะดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไปในพรหมโลกนั้น แต่พระพุทธเจ้าเมื่อเป็นพระโพธิสัตว์เสด็จออกทรงผนวช ได้เสด็จเข้าไปศึกษาในสำนักของท่านดาบสทั้งสองนั้น ก็ทรงเห็นว่ายังเป็นข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อชาติภพ เพราะฉะนั้นจึงยังมีกิเลสคือความต้องการจะไปเกิดอีกความต้องการนี้ก็คือตัณหายังไม่ดับสิ้น และเมื่อได้ไปเกิดอีกความเกิดนั้นก็ยังเป็นทุกข์ แล้วเมื่อมีความเกิดก็ต้องมีความแก่และมีความตาย เกิดเป็นเทพก็จะต้องมีจุติ จุติหมายถึงเคลื่อนออกจากความเป็นเทพในที่สุดไม่ได้คงอยู่ยั่งยืนยาว จึงไม่พ้นไปจากทุกข์ไม่พ้นจากความเวียนว่ายตายเกิดอันเรียกว่าวัฏสงสาร
ความรู้ที่ไม่จริง ความรู้ที่ผิดจากความจริงนี่แหละคืออวิชชา ในทางตรงกันข้าม เมื่อเป็นความรู้ที่จริงไม่ผิดจากความจริงก็เป็นวิชชา
อวิชชาคือความไม่รู้ในสัจจะ ความจริง ของจริง ของแท้ หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งว่าเป็นความรู้ที่ผิดจากสัจจะ