09/05/2024
ปาราชิก ๔
อาบัติปาราชิกทั้ง 4 นี้เป็นอาบัติหนักที่เรียกว่า อเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้เลย (คือต้องออกจากความเป็นพระ -ต้องสึก)
1.เสพเมถุน (แม้ในสัตว์เดรัจฉาน)
2.ลักขโมย
3.ฆ่ามนุษย์ (แม้แสวงหาศัสตรา หรือชักชวนให้ฆ่า)
4.อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน (ธรรมอันยิ่งยวด เช่นฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ)
ปาราชิก สิกขาบทที่ ๑
อนึ่ง ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาบท และ สาชีพ ของภิกษุทั้งหลายแล้ว ไม่บอกคืน สิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉาน ตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
ปาราชิก สิกขาบทที่ ๒
อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วย ส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลาย จับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำ ไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของ ไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอา ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
ปาราชิก สิกขาบทที่ ๓
อนึ่ง ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่ กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย ด้วยคำว่า แน่ะนายผู้เป็นชาย จะประโยชน์ อะไรแก่ท่าน ด้วยชีวิตอันแสนลำบากยาก แค้นนี้ ท่านตายเสียดีกว่า 26 คัมภีร์ มหาวิภังค์ ภาค ๑ (วินัยปิฎก เล่มที่ ๑) เป็นอยู่ดังนี้ เธอมีจิตอย่างนี้ มีใจอย่างนี้ มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้ พรรณนาคุณในความ ตาย ก็ดี ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
ปาราชิก สิกขาบทที่ ๔
อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม* อันเป็น ความรู้ความเห็น อย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน ว่าข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็น อย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่ง ถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได
* (อวดอุตริในธรรมที่ไม่มีในตน คือกล่าวธรรมที่ตนไม่รู้ไม่จริง แต่อวดว่ารู้ )
https://youtu.be/ln4lAmiTtXw?si=UFLvhKOLJyDFnyCP
16/09/2023