HitMarkz

HitMarkz

แชร์

ความรู้คือเทรน "ฮิตมาก" อันใหม่ของโลก

31/12/2020

จุดกำเนิดวันปีใหม่

Happy New Year 2021(ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี)
ขอให้โชคดี ร่ำรวยเงินทอง ในวันปีใหม่
มันมีจุดกำเนิดมาจาก พระเจ้าจูเลียส ซีซาร์ เกิดขึ้นครั้งแรก 46 ปีก่อน คริสต์ศักราช ที่กำหนดให้สร้างปฏิทินชื่อแสนโก้เก๋ว่า ปฏิทินจูเลี่ยน ซึ่งยึดเอาตามการเวียนของพระอาฑิตย์เป็นหลัก

วันปีใหม่เดิมทีถูกกำหนดขึ้นตามความเชื่อเรื่องพระเจ้า พระจันทร์ พระอาฑิตย์ หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ฤดูกาลน้ำท่วม น้ำหลาก วันเพาะปลูก ฯลฯ แตกต่างออกไปสุดแท้แต่ช่วงเวลาและวัฒนธรรม แต่ที่นิยมสุดคงจะเป็นวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นไปตามปฏิทินครบรอบปีที่เขียนขึ้นโดยจักรพรรดิของกรุงโรมที่ชื่อว่า จูเลียส ซีซาร์ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นปฏิทินกริกอเรียน (Gregorian Calendar ซึ่งประกาศใช้โดยพระสันตปาปาของคริสตศาสนาที่ชื่อว่า Pope Gregory XIII ในปี ค.ศ. 1582)

คำถามคือเขียนมาเพื่อ?
มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทพเจ้าของโรมันแห่งการเริ่มต้นที่ชื่อว่า จานัส(Janus ฟังดูคล้ายๆ January ไม๊ เออนั่นแหละ) ซึ่งมีลักษณะมีสองหน้า หน้านึงเอาไว้มองไปยังอดีตและหน้านึงเอาไว้มองอนาคต โดยชาวโรม(ไม่ใช่ชาวโหม)จะบวงสรวงเทพเจ้าจานัสด้วยการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกัน ตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนด้วยต้นไม้และพุ่มไม้เขียวสดใส และเฉลิมฉลองกินดื่มกันอย่างสุดเหวี่ยง

การฉลองในปัจจุบัน
เราจะลากยาวกันตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 31 ธันวาคม และยาวข้ามไปยังวันที่ 1 มกราคมกันทีเดียว โดยทั้งกินทั้งดื่มเพื่อมอบความโชคดีให้แก่ปีใหม่ที่จะมาถึง

สเปน
คนจะกินองุ่น 12 ลูกให้หมด ก่อนที่จะถึงเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม ที่เป็นตัวแทนของเดือนอีก 12 เดือนแห่งความหวังที่กำลังจะมาถึง

อาหารจานหลักของปีใหม่
ส่วนมากจะกินพืชตระกูลถั่ว ทั้งถั่วดำ ถั่วลันเตา ถั่วๆอะไรก็ได้ และเนื้อหมู เพราะมันเป็นสัญลักษณ์แทนความเจริญงอกงาม ความอุดมสมบูรณ์ ใน คิวบา อเมริกาออสเตรีย ฮังการี โปรตุเกส และที่อื่นๆ
เค้กรูปวงแหวนและขนม เป็นตัวแทนของ การเวียนบรรจบครบของเดือนทั้ง 12 เดือน ใน เนเธอแลนด์ เม็กซิโก กรีซ
พุดดิ้งข้าว ที่มีเม็ดแอลมอลซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งถ้าใครกัดไปเจอเม็ดแอลมอล(ห้ามกัดให้ขาด)จะถือว่า เป็นคนที่จะมีโชคดีตลอดทั้ง 12 เดือนที่จะมาถึง เป็นวัฒนธรรมของ สวีเดนและนอร์เว

การประกาศความตั้งใจ หรือปนิธานในปีใหม่ เพื่อที่พระเจ้าจะได้อวยพร
เกิดขึ้นตั้งแต่สมับบาบิโลนโบราณ ที่สัญญากับพระเจ้าและต้องก้าวเท้าขวาออกจากบ้าน (จะทำความดีโดยการจ่ายหนี้และเอาเครื่องมือทางการเกษตรที่ยืมไปมาคืนเจ้าของ) เพื่อจะรับพรจากพระเจ้า
จะลดความอ้วน : ไทย
ชมดอกไม้ไฟ ร้องเพลง “Auld Lang Syne” : กลุ่มประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ
ทิ้งลูกบอลยักษ์ ที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟที่หนักกว่า 5443 กิโลกรัม : ไทม์สแควร์ อเมริกา

ขอให้ปีใหม่เป็นปีที่ดีของทุกคนน๊า

Ref: https://www.history.com/topics/holidays/new-years

https://www.history.com/news/5-ancient-new-years-celebrations

17/11/2020

ด้วยน้ำและแก็สน้ำตา
Water cannon and tear gas

เสื้อเหลืองเดินเข้าสบาย
เยาวชนห้ามเข้าแถมยิงด้วยน้ำผสมแก็สน้ำตาและกระสุนยางที่ถึงตายกำลังจะตามมา
The government welcomes and well treat for a yellow shirt.
In a meanwhile, disperse youth pro-democracy protest with water cannon laced with tear gas and lethal rubber bullets is coming.

No Justice no compromise
ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีการประนีประนอม

#ม็อบ17พฤศจิกา

Source: https://twitter.com/pichayadacna/status/1328615718099685381?s=21

08/11/2020

คำยินดีจาก อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาร์มา

ผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านประธานาธิบดีคนต่อไป คุณโจไบเดน และ สตรีหมายเลข 1 คนต่อไปคุณ จิล ไบเดน

ผมยังขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งไปยัง คุณกมลา แฮริส และคุณ ดั๊ก เอ็มฮอฟ สำหรับการเลือกตั้งรองประธานาธิบดีของพวกเราที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่เราไม่เคยได้เจอมาก่อน ชาวอเมริกาจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ออกมาแสดงออกในการเลือกตั้ง และทุกๆเสียงของประชาชนได้ถูกนับคะแนน ท่านประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง คุณไบเดน และรองประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง คุณแฮริส จะได้รับชับชนะแห่งประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

พวกเราโชคดี ที่โจเป็นคนที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในการเป็นประธานาธิบดีและเค้าก็เป็นแบบนั้นมาตลอด เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่เค้าได้ก้าวเข้าสู้ทำเนียบขาวในเดือนมกรามคมที่จะมาถึง เค้าจะได้ประสบกับเรื่องราวท้าทายนานัปการอย่างที่ประธานาธิบดีคนไหนก็ไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งการปะทุระบาดของโรคร้าย สถาพความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และ ระบบยุติธรรมที่มีปัญหา ประชาธิปไตยบนปากเหว และสภาพอากาศที่อยู่ในเขตแดนอันตราย

ผมรู้ว่าเขาจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนอเมริกันจะได้รับมาเป็นลำดับแรก ไม่ว่าพวกเค้าจะโหวตให้ใครก็ตาม ดังนั้นผมขอสนับสนุนให้ชาวอเมริกันทุกคนให้โอกาสเค้าและคอยสนับสนุนเค้า ผลการเลือกตั้งในทุกที่ๆนั้นได้แสดงให้เห็นว่าประเทศได้มีการแบ่งแยกที่ร้าวลึกและรุนแรง และมันไม่ใช่แค่เรื่องของไบเดนหรือ กมลา แต่มันเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่จะทำหน้าที่ของเราในการ ชักจูงใจให้ออกมาจากสิ่งเดิมๆ เพื่อที่จะรับฟังคนอื่น เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง และหาพื้นที่พูดคุยร่วมกันเพื่อที่เราจะได้ก้าวเดินไปข้างหน้า พวกเราทุกคนต่างตระหนักแก่ใจว่า เราคือคนในชาติเดียวกัน ภายใต้พระเจ้าองค์เดียวกัน

สุดท้ายนี้ ผมอยากแสดงความขอบคุณไปยังทุกๆคนที่ทำงาน จัดการ และ อาสามาช่วยงานรณรงค์การเลือกตั้งให้กับไบเดน ทั้งอเมริกันชนทุกคนที่ได้มีส่วนร่วมตามแต่แนวของตนเอง และทุกคนที่มาเลือกตั้งเป็นครั้งแรก ความพยายามของท่านได้สร้างความแตกต่างขึ้นแล้ว มีความสุขกับวินาทีนี้ และช่วยเหลือกัน ผมรู้ว่ามันอาจจะเป็นการยาก แต่เพื่อประชาธิปไตยเราต้องอดทน มันต้องการการการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ใช่แค่เพียงในฤดูกาลแห่งการเลือกตั้งเท่านั้น
ประชาธิปไตยของพวกเราต้องการพวกเราทุกคนมากกว่าครั้งไหนๆ โดย มิเชล และผม จะตั้งตาคอยที่จะสนับสนุนท่านประธานาธิบดีคนต่อไปและสตรีหมายเลข 1 ในทุกอย่างที่พวกเราจะทำได้

source: https://www.facebook.com/.../a.5308105.../10158208859291749/

23/10/2020

รถขายลูกชิ้นทอด = CIA (สุดยอดหน่วยข่าวกรอง)
ใครชุมนุมตรงไหนไม่มีใครรู้แต่รถลูกชิ้นทอดมาถึงก่อนเสมอ

สำนักข่าวรอยเตอร์ (กรุงเทพมหานคร) รถขายอาหารของไทยได้รับสมญานามว่า CIA เพราะการข่าวอันแสนแม่นยำและรวดเร็ว พวกเค้าสามารถไปถึงที่ชุมนุนมได้ถูกต้องก่อนใคร ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจหรือแม้กระทั่งตัวผู้ชุมนุมเอง

ร้านพวกเค้ามีสินค้าตั้งแต่ ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด ติ่มซำ ไอติมกะทิ และพวกเค้าขายดีมากเพราะผู้ร่วมชุมนุมบนท้องถนนนั้นมีเป็นหมื่นคน ที่ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์

ในตอนที่ผู้ชุมนุมมาถึง ร้านขายอาหารเหล่านี้ก็มารอท่าพร้อมบริการอยู่ก่อนแล้ว

คุณเพชร พ่อค้ารถขายอาหาร อายุ 29 ปีได้ให้สัมภาษณ์กับเราว่า “พวกเราติดตามข่าวแทบจะทุกวินาที พวกเราได้ตั้งกลุ่มแชทขึ้นมาหลังจากที่เราได้รับสมญานามจากกลุ่มผู้ประท้วงว่า CIA ” พวกเราจึงตั้งชื่อกลุ่มแชทของพวกเราว่า “ลูกชิ้น CIA เคลื่อนที่เร็ว ประจำม็อบ”

กลุ่มรถขายอาหารมีความพร้อมในการเคลื่อนที่ในทันทีและใช้โทรศัพท์ในการวิเคราะห์การประกาศชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม ที่มักจะชอบสับขาหลอกเจ้าหน้าที่ตำรวจในนาทีสุดท้ายเสมอ

คุณพลอย อายุ 28 ปี หนึ่งในผู้ชุมนุมกว่าหมื่นคนในวันพุธที่ผ่านมา ได้กล่าวกับเราว่า “พ่อค้ารถขายอาหารเค้ามักจะมาถึงก่อนพวกเราเสมอ”

การประท้วงที่เริ่มมาตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม ได้มีจำนวนมากขึ้นในสัปดาห์ก่อนหลังจากที่พวกเค้าได้ถูกสั่งห้ามชุมนุมจากอดีตผู้นำคณะรัฐประหารอย่าง นายประยุทธ จันโอชา โดยผู้ชุมนุมต้องการให้นายประยุทธลาอออกและจัดให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ผู้ประท้วงเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าแค่แหล่งรายได้

สติ๊กเกอร์บนรถขายของของคุณคมสันต์ อายุ 44 ปี พ่อค้ารถขายอาหาร มีข้อความว่า “ร้านนี้ไม่ขายให้ตำรวจและทหาร ประยุทธออกไป” ซึ่งภรรยาและลูกของเขาก็นำรถมาขายอาหารให้ผู้ชุมนุมเช่นกัน ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเค้าก็เป็นหนึ่งในคนที่โดนตำรวจใช้ ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงยิงใส่อีกด้วย
“เราทั้งคู่มาเพื่อขายอาหารและสนับสนุนให้กำลังใจผู้ชุมนุม ผมเกลียดประยุทธมาก” เค้าเล่าให้ฟังว่ารัฐบาลประยุทธทำให้รายได้เค้าตกต่ำเหลือแค่วันละ 700 บาท จาก 2000 บาท แต่ที่มาชุมนุมวันนี้เค้าขายได้ 1000 บาทแล้ว

ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่รัฐบาลประยุทธได้เข้ามาทำการรัฐประหารในปี 2557 และยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ COVID-19 ทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลงอีกด้วย

คุณวิน พ่อค้ารถขายอาหาร อายุ 37 ปี กล่าวว่า “ผมไปมาทุกการชุมนุม” “ของเราขายหมดในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง”

ที่มาข้อมูล : https://www.reuters.com/article/us-thailand-protests-food-carts-idUSKBN2762L2?fbclid=IwAR16w2rnLQx1fPqBIX7vDZXNiW1ABTkO-sfzniyOTn7dyzP5C9hvTIPFGz0

ภาพจาก : https://www.sentangsedtee.com/career-channel/article_163752

#รถลูกชิ้นCIA
#ไม่เอาความรุนแรง
#ม็อปประชาธิปไตย

23/10/2020

ผู้เชี่ยวชาญจาก UN เรียกร้องให้รัฐบาลไทย อนุญาตให้มีการประท้วงโดยสันติและปล่อยตัวผู้ที่โดนจับกุมด้วยอำนาจเผด็จการทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ณ กรุงเจนีวา (22 ตุลาคม 2563) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนจาก UN เรียกร้อง ให้รัฐบาลไทยรับรองสิทธิพื้นฐานของการรวมตัวโดยสันติ และเสรีภาพในการแสดงออก และหยุดการใช้กำลังกับผู้ประท้วงอย่างสันติ

ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า “การยัดเยียดประกาศ พรก.ฉุกเฉินคือตัวชี้วัดของความป่าเถื่อนที่ดีที่สุด ที่ถูกนำมาบังคับใช้กับการประท้วงอย่างสันติ และ ปฏิบัติกับพวกเค้าราวกับอาชญากร ”

“พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ปล่อยให้นักเรียน นักสิทธิมนุษยชน และทุกคน ได้ประท้วงกันอย่างสันติ คนไทยควรได้พูดอย่างเสรีอย่างที่เค้าเชื่อ และแบ่งปันมุมมองทางการเมือง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยไม่ถูกดำเนินคดี”

คนหลายพันคนได้เข้าร่วมการประท้วงของผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2563 ได้มีคนถูกหมายจับไปแล้วกว่า 80 คน และ 27 คนกำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยหลายคนถูกตั้งข้อหาในคดีอาญาฐานยุยงปลุกปั่นและชุมนุมโดยผิดกฎหมาย บางคนก็ถูกตั้งข้อหาฐานผิด พรบ.คอมพิวเตอร์จากการใช้โซเชียลมีเดียของตนเองเพื่อเรียกอร้องให้ประชาชนคนอื่นออกมาร่วมชุมนุม และมีสองคนที่ถูกกล่าวหาให้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตจากข้อหา ม.110

“เรามีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เกี่ยวผู้ประท้วงเหล่านั้นที่ถูกตั้งข้อหา ตามที่เราได้กล่าวข้างต้น”

ผู้เชี่ยวชาญได้เรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจ ให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมทุกคนทันทีและโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อเป็นการยืนยันในสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

ในวันที่ 15 ตุลาคม 2563 พรก.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง ได้ถูกประกาศใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร มีการห้ามรวมกลุ่มเกินกว่า 4คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้ความรุนแรง นั่นรวมไปถึงการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เพื่อสลายผู้ชุมนุมที่สงบและสันติ

ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า “ผู้มีอำนาจ ได้ใช้กำลังโดยไม่จำเป็นต่อผู้ประท้วงที่มาอย่างสันติ” “ความรุนแรงนั้นเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง” แทนที่พยายามจะปิดปากผู้ชุมนุนม พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย หาทางออกในการพูดคุย แบบเปิดใจอย่างทันท่วงทีกับผู้ชุมนุม

ที่มา : https://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=26408&fbclid=IwAR0wl4O6t5GSVCzH_9zNJf7gfKep254mGVpBNiN0A2N7T6IDFiLucWYQChg

#ไม่เอาความรุนแรง

#ปล่อยเพื่อนเรา
#ปล่อยประชาชน

16/10/2020

ผู้แทนพิเศษยูเอ็น
กล่าวถึงสถานะการณ์ในประเทศไทยว่า

“ผมมีความกังวลเป็นอย่างสูงเกี่ยวกับข่าวสารการปรามปรามอย่างรุนแรงกับผู้ประท้วงในประเทศไทย พรก.ฉุกเฉินอย่างร้ายแรง ถูกประกาศใช้ และมีการจับกุมภายในกรุงเทพมหานคร สิ่งนี้เป็นการจำกัดสิทธ์ของเสรีภาพในการชุมนุม รัฐบาลต้องอนุญาตให้ผู้ชุมนุมสามารถใช้สิทธิ์ของพวกเขา และแสวงหาทางออกด้วยการพูดคุย ไม่ใช่การใช้กำลังปราบปราม”

#ม็อบ16ตุลา
#16ตุลาไปแยกปทุมวัน
#หนุดทำร้ายประชาชน
ที่มา
https://twitter.com/cvoule/status/1317046732413407232?s=21

20/09/2020

#19กันยาทวงอํานาจคืนราษฎร ณ ท้องสนามราษฏร์

น้องอังอัง เด็กผู้หญิงอายุ 16 ปี ที่กำลังเป็นข่าวไปร่วมชุมนุมและให้สัมภาษณ์กับสื่อเป็นภาษาอังกฤษ คล่องแคล่วและมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยมากคนนึง

ขอขอบคุณ คุณ Voranai สำหรับคลิปสัมภาษณ์ต้นฉบับมากครับ และขอบคุณที่ยังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

Thisrupt

https://www.facebook.com/thisruptdotco/videos/377939166924476/?vh=e&extid=8aXGC46pLSl7coyc

Photos from HitMarkz's post 22/08/2020

ยินดีที่ได้รู้จัก

เคยสงสัยไหมว่าเวลาที่เราเจอหน้าใครสักคนแล้วรู้สึกว่าถูกชะตาหรือไม่ถูกชะตานั้นเกิดจากอะไร และมีความสำคัญอย่างไรสามารถนำใช้อะไรได้บ้าง ลองมาดูกันเลย

การพบกันครั้งแรกนั้นมีในหลายสถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นการที่เราได้พบกับเพื่อนครั้งแรก รักครั้งแรกหรือใครก็ตาม การที่เราได้พบกันเหล่านี้เราเรียกมันว่า First Impression หรือความประทับใจแรกที่ได้พบกันนั้นเอง แต่ในขณะเดียวกันเองก็นมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นด้วยเหมือนกันนั้นก็คือ “ Halo Effect ”

Halo Effect แปลตรงตัวคือแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่เหนือศีรษะของนักบุญในคริสต์ศาสนา ซึ่งสื่อความหมายของความศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรพิเศษน่าชื่นชมกว่าปกติ ถ้าจะพูดให้เข้าใจก็คือ Halo Effect เป็นการที่เรามี ภาพการรับรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางที่ดี ซึ่งทำให้เกิดความลำเอียงความรู้ความเข้าใจโดยที่เรามีแนวโน้มที่จะทำให้ความเห็นและการประเมินภาพโดยรวมของเราเกี่ยวกับบุคคลองค์กรผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ที่ดูดีมีอิทธิพลต่อการที่เราตัดสินและประเมินคุณค่าของคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะของบุคคลองค์กรผลิตภัณฑ์หรือ ยี่ห้อนั้นมากกว่าทั่วไป

ถ้าหากจะพูดก็คือ Halo Effect เป็นตัวทำให้การับรู้ของบุคคล (Perception) ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วตัดสินใจ (Decision) เชื่อตาม อันเนื่องมาจากปฏิกิริยาความพยายามของสมองในการลดความซ้ำซ้อนของการประมวลผล แม้ว่าสมองมนุษย์จะมีศักยภาพในการจัดการ แต่ทุกอย่างมีข้อจำกัดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเอนเอียงจนมีผลให้ภาพรวมถูกบดบังโดยลักษณะพิเศษเช่น ความสวย ความหล่อ ความน่ารัก ความน่าเชื่อถือ ซึ่งปรากฏการณ์นี้มนุษย์เผชิญอยู่โดยอาจไม่รู้ตัวและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังที่มีคนเปรียบเปรยไว้ว่า What is beautiful is good stereotype. “อะไรที่ดูดี เราก็มักจะคิดว่าเป็นของดีไปด้วย”

Edward Thorndike นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเป็นผู้บัญญัติคำว่า Halo Effect ในรายงานการศึกษา “The Constant Error in Psychological Ratings” (1920) Thorndike ทำการทดลองทางสถิติโดยให้นายทหาร 2 คน ประเมินทหารผู้ใต้บังคับบัญชาในด้านกายภาพ (ความเป็นระเบียบ เสียง รูปร่าง หน้าตา ความแข็งขัน) ด้านความเฉลียวฉลาด ทักษะความเป็นผู้นำ และคุณลักษณะส่วนตัว เช่น ความไว้วางใจได้ ความจงรักภักดี ความรับผิดชอบ ความไม่เห็นแก่ตนเอง ความร่วมมือ ฯลฯ เขาพบว่าบางลักษณะจากข้างต้นมีความสัมพันธ์กันสูงอย่างผิดสังเกต กล่าวคือรูปร่างหน้าตากับความเฉลียวฉลาด รูปร่างหน้าตากับความเป็นผู้นำ รูปร่างหน้าตากับบุคลิกอุปนิสัยที่น่าพึงปรารถนา

นอกจากนี้ ปี 1981 มีงานวิจัยทำการศึกษาผลกระทบของ halo effect ต่อการรับรู้ของบุคคล เผยแพร่ทางวารสารจิตวิทยา (The Journal of Psychology) โดยผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเพศชาย 155 ราย และหญิง 155 ราย พบว่า รูปลักษณ์ภายนอกมีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งในเพศหญิงและชาย โดยพบว่าคุณลักษณะบางประการ เช่น ความเซ็กซี่ ความเป็นธรรมชาติ หน้าตาที่ดูดี มีผลชัดเจนในเพศหญิงมากกว่า

Halo effect ถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ทางสังคมของบุคคล ที่อาจนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนจากสภาพความเป็นจริงจนอาจนำไปสู่ความทุกข์ได้ ดังเช่นตัวอย่างในวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครถูกชีเปลือยที่ดูภายนอกเป็นนักบวชเป็นพราหมณ์ (ที่ดูน่าเชื่อถือในตอนแรก) หลอกลวงและผลักตกเหว เมื่อโยคีมาช่วย ได้ก็สอนสุดสาครว่า “อย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน” เห็นได้ว่าสุดสาครนั้นเป็นตัวอย่างที่ถูก Halo effect ทำร้ายเข้าแล้ว

บางทีเราอาจจะคิดว่ามันไม่ได้ใกล้ตัวเราเท่าไหร่ แต่จริง ๆแล้วมันใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่เราคิดในหลาย ๆ แง่มุม ยกตัวอย่างใกล้ตัวอย่างเรื่องเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นสิ่งแรกที่คนอื่นสามารถมองเห็นและตัดสินตัวเราเป็นลำดับแรก การปลูกฝังชุดข้อมูลเรื่องการแต่งกายนั้นมีมาตลอดตั้งแต่อยู่ในวัยเรียนถึงวัยทำงาน การแต่งตัวเรียบร้อย ดูสะอาดสะอ้าน ถูกต้องตามระเบียบหรือเหมาะสมตามกาลเทศะจึงมักเป็นสิ่งแรกในการสร้างความประทับให้กับผู้อื่น ในแง่หนึ่งคือการเคารพแบบแผนทางสังคมที่ถูกกำหนดร่วมกัน อีกด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่ตัวบุคคลนั้นมี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนทั่วไปจะตัดสินตัวตนของนักศึกษาที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยว่ามีแนวโน้มขาดความรับผิดชอบ เป็นเด็กเกเร ไม่ตั้งใจเรียน และมีแนวโน้มที่จะรู้สึกประทับใจหรือรู้สึกยำเกรงต่อคนที่แต่งกายภูมิฐานซึ่งมักมีภาพการรับรู้ที่ชี้นำให้เชื่อว่าเป็นคนดี มีความรู้ความสามารถ มีฐานะและหน้าที่การงานที่ดี หรือมีอำนาจวาสนาเหนือคนอื่น

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในทุกยุคทุกสมัยคือการสร้างภาพทางการตลาด โดยเฉพาะการนำนักแสดงหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในด้านต่าง ๆ มาเป็นตัวแทนในการประชาสัมพันธ์สินค้า ซึ่งมักกระตุ้นให้ผู้บริโภคอย่างเรามีภาพการรับรู้ว่าหากใช้ผลิตภัณฑ์แบบเดียวกัน ก็จะทำให้ตัวเราดูดี ดูเก่งหรือมีความสามารถเช่นเดียวกับคนที่เราชื่นชอบได้ ซึ่งการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์เช่นนี้ในปัจจุบันได้คืบคลานขยายเข้ามาสู่พื้นที่ทางการเมือง โดยการส่งต่อชุดข้อมูลและความคิดทางการเมืองเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากคนในวงกว้าง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้เท่าทันและคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด
เหล่านี้เองเป็นตัวอย่างของ “ Halo Effect ” จึงเห็นได้ว่า การพบกันครั้งแรกมีผลอย่างมากต่อการสร้างความประทับใจ จึงควรสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเพื่อให้มีความคิดที่ดีต่อกัน


สุดท้ายนี้การที่เราจะตัดสินใจว่าใครเป็นคนอย่างไรไม่ควรตัดสินใจเพียงครั้งแรกที่เจอ เพราะมันอาจยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาเราจึงไม่ควรด่วนสรุปใครว่าเป็นอย่างไร ทั้ง ๆที่เรายังไม่รู้จักเขาดีพอ หรือตรงกับสำนวนที่ว่า “ Don't judge a book by its cover ” เราควรจะรู้จักเขาให้ดีเสียก่อนเพราะเขาอาจไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างคิดและอาจไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่เห็น "เราไม่สามารถตัดสินผิวเผินได้ เพราะโจรเองก็มามารถใส่สูทและแต่งเครื่องแบบได้ ให้ดูที่ข้อเท็จจริงและการกระทำของเค้า และมันจะยิ่งชัดมากขึ้นเมื่อเค้ามีอำนาจอยู่ในมือ"

Content writer : Manu Panupong

อ้างอิง
กรมสุขภาพจิต./ 2561./ Halo effect หลุมพรางความคิด./14 ส.ค. 2563./
จากเว็บไซต์ : https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1220
Manager Online./ 2562./ หลายคนมักตกอยู่ในบ่วงของ Halo Effect ./14 ส.ค. 2563./
จากเว็บไซต์ : https://mgronline.com/qol/detail/9620000073850

UNICEF calls for the protection of children and young people amid protests in Thailand 20/08/2020

ขอเรียกร้องให้ปกป้องเยาวชนและไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน

กรุงเทพฯ 18 สิงหาคม 2563 - องค์การยูนิเซฟรู้สึกกังวลต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนท่ามกลางการชุมนุมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กและเยาวชน พร้อมร่วมกันปกป้องพวกเขาจากความรุนแรงและการถูกคุกคามทุกรูปแบบ

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลก ได้รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็ก เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมถึงการชุมนุมอย่างสันติ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในพ.ศ. 2532 โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงสิทธิที่พวกเขาพึงมี ซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติโดยได้รับการรับฟัง

ยูนิเซฟขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อประกันความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนทุกคนในทุกที่ทุกเวลา และให้พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสันติต่อเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยปราศจากความกลัวหรือการถูกคุกคาม

ยูนิเซฟขอย้ำว่า โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสาหรับเด็กในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และมีการรับรู้รับฟัง โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรจัดให้มีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมกันอภิปรายอย่างมีสาระ ซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๆ สามารถสร้างทักษะด้านการสื่อสารและการต่อรอง อันจะนำไปสู่แนวทางการจัดการอย่างสันติกับข้อท้าทายที่เด็ก ๆ กำลังเผชิญอยู่

เด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงทีตามกระบวนการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง การคุกคาม หรือการข่มขู่ทุกรูปแบบ

แหล่งข่าวทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จากเวป Unicef

UNICEF calls for the protection of children and young people amid protests in Thailand Statement UNICEF calls for the protection of children and young people amid protests in Thailand 18 August 2020 UNICEF Available in:Englishไทย BANGKOK, 18 August 2020 – UNICEF is concerned about the potential harm that children may be facing amidst the ongoing protests in Thailand and calls ...

04/08/2020

คุณนั้นแหละที่ผิด

เคยคิดไหมว่า บางครั้งเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่พอใจหรือเสียใจมาก ๆ ทำไมเราถึงได้ตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ไปทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามนั้น มีต้นเหตุเกิดมาจากอะไร และอาจจะเป็นไปในทิศทางไหนได้บ้าง ลองมาดูกัน

Sigmund Freud บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ได้กล่าวไว้ว่าโครงสร้างการทำงานที่จำเป็นจะต้องปกป้องตัวเองจากความขัดแย้งของโครงสร้างบุคลิกภาพ กลไกการป้องกันนั้นเป็นสิ่งที่สามารถพบเจอได้ในสังคมทั่วไป ใคร ๆ ก็ใช้กัน ในวันหนึ่งเราจะต้องเห็นคนที่ใช้อย่างแน่นอน รวมถึงตัวเราเองก็ใช้มันอย่างบ่อยครั้ง และใช้อยู่หลายกลไกซึ่งในปัจจุบันมีนักจิตวิทยาได้ศึกษาและเพิ่มจำนวนของกลไกการป้องกันตนเองจนมีจำนวนมากขึ้นกว่าในอดีต แต่โดยส่วนมากจะเป็นกลไกที่แตกแขนงจากกลไกหลักที่ Freud และลูกสาวของเขาแอนนาได้กล่าวถึง เราจะมารู้จักกับกลไกการป้องกันของมนุษย์กันว่ามีอะไรบ้างและทำงานอย่างไร
กลไกการป้องกันทางจิต (Defense Mechanism)คือ กลไกการป้องกันตนเองทางจิตของมนุษย์ เป็นการหาทางออกให้กับจิตใจ เมื่อมนุษย์เผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย หรือเป็นข้อแก้ตัวให้ตนเองเพื่อแก้ไขความสับสนในจิตใจ หรือการต่อต้านความเจ็บปวดของจิต ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในระดับจิตไร้สำนึกหรือที่เราเรียกว่าจิตใต้สำนึกนั้นเอง และแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวเพื่อขจัดหรือลดความไม่พึงพอใจที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งสามารถแสดงออกได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของแต่ละบุคคลว่าจะแสดงพฤติกรรมเพื่อลดความขัดแย้งภายในจิตใจถึงแม้ว่าจะไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม โดยมีหลายวิธี ดังนี้

1.Repression คือ การเก็บกด (ระดับจิตไร้สำนึก) เป็นการลืมเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยปัสสาวะราดในห้องเรียนตอนอยู่ชั้นประถมจนกระทั่งได้ รับการบอกเล่าจากแม่ ข้อดีของการเก็บกด คือ ทำให้ลืมความวิตกกังวลได้ แต่ข้อเสีย ทำให้ไม่รู้จักแก้ปัญหาและไม่เข้าใจความเป็นจริงไม่อาจทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น และที่สำคัญทำให้เป็นคนขี้ลืม การเก็บกดไปมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดการสะสมความเครียดซึ่งรอวันที่จะระเบิดออกมา

2.Regression คือ การถอยกลับ เมื่อบุคคลได้ไปถึงการเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการ บุคคลอาจเกิดความไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากความหวาดกลัว จึงถอยกลับไปเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) โดยการถอยกลับไปในช่วงพัฒนาการที่บุคคลสบายใจ หรือในกรณีที่ บุคคลผู้หนึ่งถูกทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง บุคคลคนนั้นจึงถอยหนีไปหลบอยู่ในโลกของอดีต ในขณะที่ตนเองรู้สึกปลอดภัย สบายใจ
เช่น ที่เสียใจมาก ๆเลยทำตัวเหมือนเด็กให้มีคนมาปลอบ

3.Rationalization คือ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเมื่อทำพฤติกรรมหรือมีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอ้วนมาก แต่กินอาหารในงานเลี้ยงคืนสู่เหย้าเข้าไปมาก แล้วบอกว่า ของดี ๆแบบนี้หากินที่อื่นไม่ได้ง่าย ๆ

4. Identification คือ การเลียนแบบหรือการเอาอย่างซึ่งเกิดเองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดมีความศรัทธาในคนใดคนหนึ่ง การเลียนแบบเกิดขึ้นเมื่อเราชอบหรือชื่นชม ทำให้รู้สึกว่าอยากเป็นอย่างคนที่ชื่นชอบอยากได้คำชมอยากมีความสามารถ
ตัวอย่างเช่น การที่เราเลียนแบบดาราที่เราชื่นชอบ

5. Displacement คือ การแทนที่โดยเมื่อมีความรู้สึก นึกคิดที่ไม่เหมาะสมจะเปลี่ยนให้ไปยังสิ่งอื่น ๆ แทน
ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่เกลียดพ่อที่ดื่มสุราจะกลายเป็นความรู้สึกเกลียดผู้ชายทุกคนที่ ดื่มสุรา

6. Reaction formation คือ การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริงโดยเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก ทำให้แสดงพฤติกรรม อารมณ์ ความรู้สึก ออกมาในทางตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
ตัวอย่างเช่น รู้สึกเสียใจแต่ฝืนยิ้ม หรือ บางคนอาจโดนกระทำความรุนแรง หรือได้รับการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก แต่กลไกป้องกันตนเองได้ปิดบังสภาพความรุนแรงเหล่านั้นจนส่งผลให้เขากลายเป็นคนที่อ่อนโยนมาเกินกว่าคนทั่วไป

7. Substitution คือ การทดแทน เกิดเมื่อต้องการสิ่งใดอย่างมากแต่ไม่สามารถมีได้ จึงใช้สิ่งอื่นมาทดแทนที่คล้ายคลึงกันในระดับจิตไร้สำนึก โดยการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับให้กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ตัวอย่างเช่น ชอบความรุนแรงเลยไปชกมวย

8.Compensation คือการชดเชย ความไม่สมบูรณ์ในตนเองโดยการชดเชยด้วยสิ่งอื่น ๆ อาจจะเป็นการหาปมเด่น หรือความสามารถในหลากหลายด้านมาเพื่อชดเชยข้อบกพร่องของตนเอง
ตัวอย่างเช่น เรียนไม่เก่งแต่เล่นกีฬาเก่งหลายอย่าง

9.Denial คือการปฏิเสธความจริงได้อธิบายเกี่ยวกับปฏิเสธความจริงไว้ว่า คือการปิดกั้นตนเองจากสถานการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้น เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรงเกินกว่าที่จะรับมือได้ บุคคลจึงพยายามที่จะปฏิเสธประสบการณ์เหล่านั้น เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดผลกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงจนรับไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ลูกของตนเองประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ผู้เป็นแม่จึงปฏิเสธว่าลูกตนเองได้เสียชีวิตไปแล้ว

10.Fantasy เป็นการสร้างเรื่องราวที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาในใจเพื่อให้สมปรารถนา เป็นการหลบหนีจากโลกความเป็นจริงที่ไม่น่าอยู่ โดยการสร้างจินตนาการเพื่อหนีจากความจริงไปชั่วคราว หรือก็คือ “เพ้อฝัน”
ตัวอย่างเช่น ชอบใครมาก ๆ แต่เป็นไปไม่ได้เลยได้แต่เก็บมาฝัน




การทดแทน (Substitution) และ การชดเชย (Compensation) นับเป็น Defense Mechanism
ที่สร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับของสังคมและดีต่อตนเองอีกด้วย

แต่ก็ยังมีข้อเสีย นั่นก็คือกลไกการป้องกันตัวเองจะเหมือนกับยาเสพติด เวลาที่เราเศร้าเสียใจ เจ็บปวด การเสพยาจะช่วยทำให้เราเมา และลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นไปช่วงเวลาหนึ่ง โครงสร้างของเราก็เช่นกัน เมื่อเกิดความเครียด คับข้องใจ ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายใน จะใช้กลไกป้องกัน (Defense Mechanism) เพื่อขจัดความเครียดนั้นออกไป เหมือนกับการใช้สารเสพติด ถ้าใช้มากไปก็จะติด และส่งผลกระทบกับร่างกายและจิตใจ ซึ่งแน่นอนบุคคลที่มีอาการทางประสาทก็มักจะเกิดจากการที่ใช้ กลไกการป้องกันที่มากเกินไป เช่น บุคคลที่ยากจนเจอความเจ็บปวดมาตลอดชีวิต จึงเลือกใช้กลไก Fantasy เพื่อจินตนาการว่าตนเองเป็นมหาเศรษฐี และยิ่งเขาใช้มันมาก ๆ ก็จะส่งผลให้บุคคลคนนั้นหลุดออกจากความเป็นจริงไป หรือการใช้ Identification เลียนแบบผู้อื่นมากเกินไป ก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไป และหลุดออกจากความเป็นจริง เช่นเดียวกับกระบวนการอื่น ๆ
เพราะฉะนั้นเวลารู้สึกเศร้า เครียดหรือไม่สบายใจก็ให้รู้ไว้ว่าตัวเราะเองยังสามารถหาทางออกได้เสมอ เราจึงควรรักตัวเองให้มาก ๆ และอย่าคิดว่าตัวเองไม่มีที่พึ่งเพราะจิตใจเราจะช่วยเราหาทางออกเอง


Content writer : Manu Panupong

อ้างอิง

Carlos Boonsupa./ 2560./กลไกการป้องกัน(Defense Mechanism)./30 กรกฎาคม 2563,/
จากเว็บไซต์ : https://sircr.blogspot.com/2017/12/defense-mechanism.html

Mr.VOP./2010./Defense Mechanism-กลไกการป้องกันตนเองทางจิตของมนุษย์./30 กรกฎาคม 2563,/
จากเว็บไซต์ : https://mrvop.wordpress.com/2010/08/19/defence-mechanism/

Photos from HitMarkz's post 26/07/2020

โตมาได้ยังไงห๊ะ (จิตวิทยาเบื้องต้น)

กว่าจะมาเป็นตัวเราในทุกวันนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เคยคิดว่าทำไมตัวเราแต่ละคนถึงมีความแตกต่างกัน สงสัยว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะบอกได้ว่าคนในแบบไหนดีที่สุด จนพอได้เรียนจิตวิทยาก็เริ่มรู้ว่าการที่เรามีบุคลิก ลักษณะนิสัย
ที่แตกต่างกันนั้น เกิดจากสิ่งต่าง ๆที่เราเผชิญมาตั้งแต่แรกเกิด โดยมีสิ่งที่ช่วยในการหล่อหลอมตัวตนของเรา ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว โรงเรียน สังคม ฯลฯ หรือพูดได้ว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวของแต่ละคน มีส่วนทำให้เรามีความแตกต่างกันในหลายด้าน เมื่อเราเกิดมาสภาพแวดล้อมแรกที่เราเผชิญก็คือ “ครอบครัว” ครอบครัว มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการสร้าง ตัวตน (Identity) ตั้งแต่เราเกิดมาเราจะได้รับการเลี้ยงดูอบรบสั่งสอนจากครอบครัว ทำให้เราก็จะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตเมื่อเราเริ่มเติบโตก็จะได้รับการปลูกฝังความคิดในการดำเนินชีวิต เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเป็นที่ยอมรับ กลับกันหากได้รับการ
ปลูกฝังแบบผิดๆ ก็จะทำให้ไม่เป็นที่ยอบรับจากสังคมได้ใช้ชีวิตลำบาก ครอบครัวจึงควรปลูกฝังความคิดที่ถูกต้องไม่ปลูกฝังความคิดแบบผิดๆ เป็นที่มาว่าเมื่อเราแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมคนรอบตัวจึงบอกว่า เกิดจากการเลี้ยงดูของครอบครัว ต่อมาเมื่อเราสามารถดูแลตนเองได้แล้วก็ต้องศึกษาหาความรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการดำเนินชีวิต ทำให้เราต้องออกไปเพื่อเข้ารับการศึกษาที่ “โรงเรียน” โรงเรียน เป็นสถานที่ที่เราจะได้ไปศึกษาหาความรู้เพื่อนำความรู้นั้นมาต่อยอดและใช้ในการดำเนินชีวิต และโรงเรียนยังเป็นสถานที่แรกที่เราจะได้รู้จักการเข้าสังคม มีเพื่อนในวัยเดียวกันได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน การมีเพื่อนที่ดีก็จะช่วยส่งเสริมให้ ตั้งใจเรียนมากขึ้นช่วยกันเรียนสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่หากคบเพื่อนที่เกเร ก็อาจจะไม่ตั้งใจเรียนได้เหมือนกัน เมื่อมีนักเรียนแล้วก็ต้องมีคุณครู คนที่คอยช่วยให้คำแนะนำช่วยสอนให้ความรู้อบรมสั่งสอนทำให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆมากขึ้น คุณครูจึงควรให้ความรู้อย่างถูกต้องเพื่อทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช้อคติหรือยัดเยียดความคิดแบบผิดๆ ให้กับนักเรียน อาจรวมไปถึงพฤติกรรมการวางตัวและการปฏิบัตินักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละคน และเพื่อไม่ให้เกิดความคิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น เพราะอาจนำไปสู่การทำให้ ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง (Low self-Esteem) และเมื่อเรามีสามารถใช้ชีวิตในสังคมขนาดเล็กได้แล้ว เราก็ต้องรู้จักการเข้า “สังคม” อีกด้วย

สังคม หมายถึงกลุ่มที่มีคนจำนวนมากมารวมตัวกันภายใต้บรรทัดฐานของสังคมนั้น ๆ สังคมมีส่วนสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมรวมไปถึงวิถีชีวิต การนึกคิดต่าง ๆ ของบุคคลแสดงให้เห็นว่าในแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน มีผลให้คนในแต่ละสังคมมีความแตกต่างด้วยเช่นกัน เพราะมีขนมธรรมเนียม ประเพณี และการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น การที่คนไทยไหว้ – คนต่างชาติจับมือ , คนไทยทานอาหารรสจัด – คนต่างชาติทานอาหารรสอ่อน เป็นต้น

ที่กล่าวมาเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น เพื่อให้เห็นว่าสังคมแต่ละสังคมมีความแตกต่างกัน เมื่อสังคมมีความแตกต่างกันก็จะเห็นได้ว่า คนในแต่ละสังคมได้รับการปลูกฝังที่แตกต่างกันทำให้มีความคิดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัฒนธรรม แสดงว่าหากมีสังคมที่ดีก็จะทำให้มีความคิดที่ดี กล้าแสดงออก แต่ถ้าหากสังคมที่อาศัยอยู่นั้นไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ได้รับการปลูกฝังความคิดแบบผิด ๆมาได้ด้วยเช่นกัน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้รู้ได้ว่าสภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อ ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคลทำให้แต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน อันเนื่องมาจากการที่ได้รับการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน ที่แตกต่างกันออกไป สภาพแวดล้อมจึงเป็นส่วนที่สำคัญในการทำให้เกิดลักษณะของแต่ละคน สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญมากก็จริง แต่ในบางครั้งหากเรารู้ตัวของเราดีว่าเราควรจะทำอะไร อะไรคือสิ่งที่ควรและอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรก็อาจทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่ถูกได้ แม้ว่าจะมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนเองด้วยว่าจะมีความคิดความเข้าใจมากเพียงใด รู้ว่าอะไรที่ถูกและควรปฏิบัติอะไรที่ผิดไม่ควรปฏิบัติ เพราะฉะนั้นแล้วเราก็จะเห็นได้ว่า ตัวตนของแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างมากในระหว่างแต่ละบุคคลเรา ทำให้มีคนในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปทั้งในด้าน บุคลิก ลักษณะนิสัย รวมไปถึงความคิด ความแตกต่างเหล่านี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรว่าร้ายผู้อื่นที่มีความแตกต่างจากตนเองแต่ควรยอมรับในความแตกต่างเหล่านั้นทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ การมีตัวตนแตกต่างกันไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด แต่มันกลับทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิด ลักษณะนิสัยต่าง ๆ เกิดเป็นสีสันของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เกิดความ
น่าค้นหาและมีความสนใจในตัวตนซึ่งกันและกัน ซึ่งสำหรับจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับคนแต่ละบุคคลแล้วนับว่าเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ที่จะได้หาสาเหตุว่าทำไมถึงได้คนคนนี้ถึงมีบุคลิกแบบนี้


ตัวอย่างที่เห็นได้เช่น

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในวัยเด็กเขาถูกเลี้ยงดูมาโดยพ่อและแม่ โดยพ่อของเขาได้ค้นคว้าเกี่ยวกับเคมีไฟฟ้า ไอน์สไตน์ได้รับรับของขวัญชิ้นแรกจากพ่อเป็นเข็มทิศพกพาซึ่งมันทำให้เขาสงสัยว่า มันมีบางอย่างในพื้นที่ว่างเปล่า
นี้ที่ทำให้เข็มชี้ไปในทิศต่าง ๆและคอยสังเกตุ พ่อที่ทำงานอยู่ตลอด สิ่งเหล่านั้นทำให้เขา มีลักษณะนิสัยอยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาใช้เวลาค้นคว้าสิ่งต่าง ๆที่เขาสนใจจนประสบณ์ความสำเร็จมากมายและเป็นคนค้นพบสิ่งต่าง ๆมากมาย จะเห็นได้ว่า การที่เขามีนิสัยอยากรู้อยากเห็นนั้นเป็นอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมก็คือครอบครัวที่มีส่วนทำให้เกิด บุคลิกนิสัยเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรควรคิดให้ดีเพราะมันอาจทำให้คนคนหนึ่งรอบตัวเปลี่ยนไปได้มากกว่าที่คิด

Content writer: Manu Panupong
Ref: เอกสารประกอบการเรียน จิตวิทยาสังคมเบื้องต้น Introduction to Social Psychology
/ อ.บงกช นักเสียง / น.16-2

06/07/2020

นี่คือ "รูปถ่ายรูปแรกของโลก"
.
ช่วงนี้ยุ่ง ไม่ได้เสนอข่าว
แวะมาโพสนิดหน่อยนะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน นนทบุรี?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


นนทบุรี