Leaders Marketing

Leaders Marketing

Share

ให้ความรู้ในเรื่องการตลาดเเละเกร็?

24/04/2020

ทางลัดหนึ่งที่จะทำให้เราเป็น “เจ้าของกิจการ” ได้นั้นก็คือ

การลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท ที่เราสนใจและจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 600 บริษัท ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลักเกือบทุกประเภท โดยเป็นการลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของ ธุรกิจนั้นจริงๆ ต่างกันเพียงแค่ “เราไม่ต้องลงมือบริหารกิจการนั้นๆ ด้วยตัวเอง” อีกทั้งยัง “มีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ” และมีโอกาสได้รับ “กำไร จากส่วนต่างราคา (Capital Gain)” เมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นกว่าตอนที่ ซื้อมา รวมทั้งมีโอกาสได้รับ “ผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend)” เมื่อบริษัทมีกำไร
นอกจากนี้ ในระยะยาวผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ ค่อนข้างมาก แต่ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น เป็นธรรมดา เพราะราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดมักผันผวนไปตามสภาวะการลงทุน จึงเป็นเหตุให้ผู้ลงทุนมือใหม่หลายคนประสบปัญหา ขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์และจับจังหวะการลงทุนได้
อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ... เราก็สามารถประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้นได้ด้วย “การลงทุนแบบ DCA”
ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการจับจังหวะลงทุน และช่วยบริหารพอร์ตให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนตั้งต้นไม่มาก

ทยอยสะสมหุ้นที่ใช่ ด้วย กลยุทธ์ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging: DCA)
การลงทุนแบบ DCA
คือ การทยอยลงทุนเป็นงวดๆ ในจํานวนเงินที่เท่าๆ กัน โดยไม่สนใจราคาของหุ้นที่เลือกลงทุน ซึ่งจะให้เรากําจัดอารมณ์คันไม้คันมือ เวลาที่ราคาหุ้นขึ้นๆ ลงๆ ออกไปได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างวินัยในการออมด้วย
ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลายแห่งให้บริการการลงทุนแบบ DCA โดยการหักเงินจากบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ เพื่อนำไปลงทุนใน “หุ้น” ที่เราได้เลือกไว้ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้เราได้หุ้นที่มีราคาต้นทุนเฉลี่ยจากทุกสภาวะตลาด

ข้อดี
1.เงินน้อยก็เริ่มลงทุนได้ด้วยการใช้เงินลงทุนในแต่ละเดือนไม่มากนัก เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนตั้ง ต้นไม่มาก ต้องการสะสมหุ้นเพื่อให้เงินทํางาน และ ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินไว้เฉยๆ
2.ไม่ต้องติดตามข่าวหรือราคาหุ้นในตลาดมาก นักถึงจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเจ้าของธุรกิจส่วน ตัว ก็สามารถลงทุนได้ โดยไม่กระทบกับงานที่ทําอยู่ แต่อาจต้องใช้เวลาและพิถีพิถันในการเลือกหุ้นพื้น ฐานดีในตอนแรก จากนั้นก็แค่คอยติดตามข่าวสาร อยู่ห่างๆ เพื่อมีเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้หุ้นที่เลือก ลงทุนมีปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไป
3.ได้ผลตอบแทนดีกว่าในช่วงราคาหุ้นบาลง เพราะใช้ เงินลงทุนเท่าเดิม แต่ได้จํานวนหุ้นมากขึ้น และช่วย ลดการขาดทุนหนักๆ ได้หากราคาหุ้นปรับตัวลง อย่างรุนแรง

ข้อควรระวัง
• ต้องมีวินัยและต่อเนื่อง ในการจัดสรรเงินลงทุนในแต่ละเดือนให้ได้อย่างต่อเนื่อง
• ในช่วงราคาหุ้นขาขึ้น ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าการซื้อหุ้นด้วยเงินก้อนในครั้งเดียว

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

Cr.https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=preretire_isp_preretire-3&innerMenuId=48

23/04/2020

“เศรษฐกิจแย่จังเลย” “ขายของไม่ดีเลยทำยังไงดี?” คำถามเหล่านี้คงอยู่ในใจผู้ประกอบการหลายต่อหลายคนทั้งรายเล็ก รายใหญ่ เพราะภาวะเศรษฐกิจนั้นมักจะไม่แน่นนอน หากเราต้องพบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเราจะทำอย่างไรดี? เราจะประคับประคองธุรกิจอย่างไรยามเศรษฐกิจไม่ดี มีกลยุทธ์อะไรบ้างที่จะช่วยธุรกิจของเราให้เติบโตได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ? ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ

กลยุทธ์ที่ 1 “ลงทุนน้อย ให้ได้กำไรมาก”

การลงทุนน้อยๆ ให้ได้กำไรมากๆ นั้นเป็นศิลปะของการทำธุรกิจ วิธีการเหล่านี้มีมานานตั้งแต่อดีต สมัยโบราณมาแล้วครับ เวลาที่สองเมืองรบพุ่งกันวิธีการที่จะชนะโดยเสียเสบียงไพร่พลให้น้อยที่สุดจะถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด มาถึงยุคปัจจุบันการทำตลาดด้วยการลงทุนน้อยๆ แต่ให้ได้ผลมากๆ ก็ได้แก่ การทำตลาดผ่าน social network เพราะในปัจจุบันตัวเลขของลูกค้าที่หันมาใช้โทรศัพท์มือถือ smart phone หรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ เริ่มมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การทำตลาดต้นทุนสูงๆ ในระบบเดิมๆ อาจจะหมดไปในอนาคตครับ ถ้าหากผู้ประกอบการทำได้ถูกจุด-ถูกทาง ก็จะเกิดแรงกระเพื่อมมหาศาล และทำให้สามารถเพิ่มยอดสินค้า-บริการของเราได้แม้ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

กลยุทธ์ที่ 2 “ปรับปรุงคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ”

ในยามที่เศรษฐกิจดี เจริญรุ่งเรือง ผู้ประกอบการอาจต้องใช้เวลาแทบจะทั้งหมดไปกับการผลิตสินค้าให้ทันความต้องการของลูกค้า แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เวลาที่ใช้ในการผลิตลดลง ก็จะเปิดอีกโอกาสหนึ่งให้ผู้ประกอบการได้หันมาพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพสินค้า ปรับปรุงระบบการผลิตให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอครับ เพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะมาถึงเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง แทนที่ผู้ประกอบการจะเครียดกับยอดขายที่ปรับตัวลง ควรใช้เวลาหันมาปรับปรุงสินค้า-บริการของเราให้ดีอย่างสม่ำเสมอจะดีกว่า เมื่อภาวะเศรษฐกิจกลับมาดีดังเดิมผุ้ที่พร้อมกว่าจึงจะได้รับชัยชนะ นี่ก็คือหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการทำธุรกิจได้ทุกช่วงเวลาครับ

กลยุทธ์ที่ 3 “ขายให้ถูกช่วงเวลา”

ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ บางครั้งการขายสินค้าที่ไม่เหมาะกับกาลเวลา- ไม่เหมาะกับสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจของเรา “สะดุด” เอาง่ายๆ ครับ หากเกิดภาวะที่ฝืดเคือง ผู้ประกอบการอาจจะหันมาทำสินค้าประเภท “ประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกค้า” มากขึ้น และลดสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยลงเพื่อให้เข้ากับภาวะโดยภาพรวม และหากเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้งเราก็สามารถปรับเปลี่ยนในทิศทางที่เหมาะกับช่วงเวลาได้ครับ

กลยุทธ์ที่ 4 “สงบสยบความเคลื่อนไหว”

กลยุทธ์นี้ว่าที่จริงก็มีมาช้านานเช่นกัน เมื่อเกิดสภาวะที่ไม่ดีตลาดฝืดเคือง การขยับขยายอะไรเกินตัวก็อาจทำให้กิจการถึงขั้นหายนะได้ บางทีการอยู่นิ่งๆ เพื่อให้พายุผ่านไปก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ดี ในสมัยโบราณ “แม่ทัพ” ที่ถอดใจไปก่อนจะสำเร็จการใหญ่ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ความอดทน หรือการสงบสยบความเคลื่อนไหว ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่ดี และไม่ควรมองข้ามยามจำเป็นนะครับ

กลยุทธ์ที่ 5 “สะสมกำลังเสบียงให้พร้อม”

ผู้ประกอบการอย่างไรบางที่ก็ไม่มีทางรู้ว่าเศรษฐกิจฝืดเคืองจะกลับมาเมื่อไร แต่การเตรียมพร้อม เก็บเสบียงคลังไว้ใช้ยามฉุกเฉินนั้นจะช่วย “ผ่อนหนักให้เป็นเบา” ได้ครับ เสบียงคลังดังกล่าว ได้แก่ กำไรสะสม เครดิตการค้า แม้แต่ทรัพยากรมนุษย์ กำลังพลก็ถือเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมให้พร้อมเช่นกันครับ

กลยุทธ์ที่ 6 “การวิจัย และพัฒนา”

ธุรกิจใดที่หยุดนิ่งเท่ากับธุรกิจนั้นเริ่มนับถอยหลัง การวิจัยและพัฒนาจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงเวลาปกติ และช่วงเวลาที่มีวิกฤตเศรษฐกิจครับ ผู้ประกอบการที่ดีไม่ควรหยุดนิ่ง ควรหมั่นทำการวิจัย และพัฒนา สินค้า และบริการให้ดีอย่างสม่ำเสมอครับ

กลยุทธ์ที่ 7 “กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า”

ยิ่งเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เรายิ่งต้องใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น แม้ในยามที่ลูกค้าอาจไม่มีกำลังจับจ่ายสินค้าของเราแต่หากเราดูแล หมั่นกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อใดที่เศรษฐกิจกลับมาดีลูกค้าก็จะกลับมาหาเรา นึกถึงเราก่อนคู่แข่งนั่นเองครับ

กลยุทธ์ที่ 8 “เตรียมตัวให้พร้อมทุกสถานการณ์”

กลยุทธ์สุดท้ายคือการรวมเอาทุกกลยุทธ์ข้างต้นเข้าด้วยกัน ทั้งการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้า การเตรียมเสบียงให้พร้อม การวิจัย และพัฒนา การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาพที่เป็นไปของเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ประกอบการมีความพร้อม “เตรียมตัวพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์” ไม่พลาดพลั้งยามเกิดวิกฤต และสามารถคว้าโอกาสได้ยามที่ทุกอย่างกลับมาดีดังเดิมอีกครั้งครับ

(เครดิตmoneyhub)

20/04/2020

SME เป็นธุรกิจชนิดหนึ่งนั่นเองที่ทำการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต จำหน่าย ที่มีขนาดย่อม เป็นธุรกิจที่มีความเป็นอิสระ มีเอกชนเป็นเจ้าของไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของบุคคล หรือธุรกิจอื่น มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ และมีพนักงานจำนวนไม่มากนั่นเอง

ธุรกิจ SME
โดยธุรกิจ SME นี้ช่วยในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมช่วยให้เกิดการกระจายรายได้จากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ ไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ ทำให้เกิดการจ้างงานและประชาชน มีรายได้ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่เพราะความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจขนาดย่อมทำให้ธุรกิจมั่นคงมียอดการผลิตที่สูงขึ้น และมีการนำเทคโนโลยี ที่สูงขึ้นมาใช้ในการผลิตซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นฐานไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นแหล่งผลิตสินค้าใหม่ ๆ เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลร่วมกันคิด และผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาด โดยที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กล้าเสี่ยง ต่อการลงทุน

ปัจจุบันนี้ในประเทศไทย ได้มีกฎหมายธุรกิจSME ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วโดยที่กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการ มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน สองร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สองร้อยคนกิจการค้าส่ง ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หนึ่งร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน ห้าสิบคนกิจการค้าปลีก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หกสิบล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สามสิบคน

สังเกตได้เลยว่าธุรกิจ SME มีความสำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียวในยุคเทคโนโลยี้แบบนี้ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทำอะไร หรือจะมีเหตุการณ์ในรูปแบบไหน ธุรกิจ SME ยังสามารถครอบความเป็นธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วธุรกิจ SME ครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

กลุ่มการผลิต ธุรกิจ SME นี้สามารถครอบคลุมการผลิตทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และเหมืองแร่ ได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน กำลังคน หรือตัวธุรกิจเอง
กลุ่มการค้า ครอบคลุมการค้าส่ง และการค้าปลีก ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นนำเข้า ส่งออก หรือการค้าภายในประเทศ
ครอบคลุมในกลุ่มการบริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำลังทรัพย์ หรือกำลังคน ก็คงจะไม่พ้น ธุรกิจ SME อย่างแน่นอนเลยนั่นเอง
ข้อสงสัยที่สามารถพบได้บ่อยครั้งเลยสำหรับธุรกิจ SME ว่าจะสามารถจำแนกได้อย่างไร รูปแบบไหน หรือสามารถจำแนกได้หรือไม่ วันนี้ลองมาฟังคำชัดเจนเพื่อคลายความข้องใจกันดีกว่า โดยปกติแล้วจากการได้ศึกษามานั้นพบว่ามีการจำแนกกิจการของ SMEs เอาไว้อย่างแท้จริงนั่นเอง โดยอาศัยเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกกิจการของ SMEs ว่าจะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม คือ มูลค่าชั้นสูงของสินทรัพย์ถาวร และจำนวนการจ้างงานของธุรกิจ หรือสถานที่ประกอบการณืต่างๆนั่นเอง

การจำแนกประเภทของ SMEs โดยใช้มูลค่าชั้นสูงของสินทรัพย์ถาวร สามารถจำแนกได้ดังนี้

1. การจำแนกในรูปแบบการผลิต วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
2. การจำแนกในรูปแบบการบริการ วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท
3. การค้า ค้าส่ง โดยมีเกณฑ์การจำแนกอยู่ที่ วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาทและค้าปลีก การจำแนกจะอยู่ที่วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 60 ล้านบาท วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 30 ล้านบาท

การจำแนกประเภทของ SMEs โดยใช้เกณฑ์จากจำนวนการจ้างงาน สามารถจำแนกได้ดังนี้

1. การผลิต วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน

2. การบริการ วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน

3. การค้าส่ง วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 50 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 25 คน และ ค้าปลีก : วิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 30 คน วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนเป็นที่แน่นอนเลยว่า ธุรกิจ SME ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยในสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข้อดีของธุรกิจประเภทนี้เป็นการสร้างรายได้แก่บุคคลทั่วไป สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย หรือจะเป็นการสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ระบบธุรกิจ ทำให้นักลงทุนต่างก็และเลือกที่จะมาลงทุนในไทยเพิ่มยิ่งขึ้น

อีกทั้งตลาดแรงงานที่สามารถสร้างรายได้แก่ประชากรภายในประเทศได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้การลงทุนต่างๆไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดย่อมอย่าง SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ย่อมเกิดความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นนะคะ ทั้งขึ้นอยู่กับความสามารถหรือการจัดการกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แต่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าธุรกิจขนาดย่อม อย่าง SME มักเกิดความเสี่ยง หรือการเสียหายที่น้อยมาก

(ที่มา https://moneyhub.in.th/article)

18/04/2020

กลยุทธ์ CSR คืออะไรวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันนะครับ
CSR หรือ Corporate Social Responsibility คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการทำ CSR เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการตลาด ซึ่งสามารถสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์องค์กรได้อีกวิธีหนึ่ง สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้

ระดับ 1 ข้อกำหนดตามกฎหมาย คือการปฎิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้กฎหมายแรงงานของ Blue river บริษัทผลิตผลไม้ออร์แกนิกไทยที่ใส่ใจดูแลพนักงานอย่างเอาใจใส่

ระดับ 2 ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือการคำนึงถึงการอยู่รอดและให้ผลตอบเเทนแก่ผู้ถือหุ้นโดยไม่เบียดเบียนสังคม เช่น การดูแลสวัสดิการพนักงานของบริษัท Blue Elephant แบรนด์ภัตตาคารและเครื่องแกงที่มีจำหน่ายกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ระดับ 3 จรรยาบรรณทางธุรกิจ คือสามารถสร้างผลกำไรแก่ผู้ถือหุ้นและผู้ประกอบธุรกิจได้ พร้อมตอบแทนประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น เช่น การผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของ Panpuri ผลิตภัณฑ์สปาไทยที่โรงแรมชั้นนำระดับโลกเลือกนำไปใช้

ระดับ 4 ความสมัครใจ คือการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการปฏิบัติตามเเนวทางของ CSR ด้วยความสมัครใจ เช่น การปลูกป่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อตั้งมูลนิธิ การบริจาคของบริษัท เพ็ท โฟกัส บริษัทผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร

แม้การทำ CSR จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดในหลายองค์กร แต่จะต้องวางกลยุทธ์ให้ดี ไม่ให้ผู้อื่นรู้สึกได้ว่าถูกยัดเยียดหรือสร้างภาพลักษณ์มากจนเกินไป ที่สำคัญองค์กรต่างๆ ควรทำด้วยใจ เพราะไม่เพียงสร้างผลประโยชน์แก่องค์กรเท่านั้น แต่ชุมชน มูลนิธิ หรือคนอื่นๆ ก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย

สำหรับการทำ CSR ที่ดีนั้นจะต้องสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สำคัญควรจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การทำ CSR นั้นเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดได้ ที่สำคัญสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างภาพลักษณ์ในสายตาคนทั้งโลกได้อย่างแยบยลเมื่อทำ CSR แล้วการไปป่าวประกาศให้คู่ค้าทางธุรกิจทราบว่าองค์กรของตนทำ CSR คงเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เนียนเท่าใดนัก ดังนั้นจึงต้องประกาศผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในช่องทางต่างๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าจะต้องใช้เงินเข้ามาช่วย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงออกตัวช่วยที่จะทำให้คู่ค้าทางธุรกิจของเราทราบในทันทีว่าองค์กรเราผ่านการทำ CSR มานั้นก็คือการตีตราการันตี T Mark หรือ Thailand Trust Mark นั่นเอง

Thailand Trust Mark หรือ T Mark คือตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพสินค้าไทย จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อการันตีคุณค่าของสินค้าและบริการของไทยที่ผลิตในประเทศไทย ว่ามีคุณภาพได้มาตรฐานครบทุกด้านและมีความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ ได้แก่ คุณภาพเรื่องมาตรฐานแรงงานไทย (Fair Labour), คุณภาพในการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental Concern) , Heartmade Quality สินค้าและบริการต้องทำด้วยความใส่ใจและตั้งใจผลิตขึ้นมา และคุณภาพเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility

(เเหล่งที่มาของข้อมูล marketing oops)

05/04/2020

ทุกคนอยู่ Gen ไหนกันบ้าง แล้วเรามีทั้งหมดกี่ Gen และ แต่ละ Gen คือยุคไหน ?

มักมีคนสงสัยว่าคนในแต่ละยุคนั้นเขาจัดกลุ่มกันอย่างไร เช่น Gen y , Gen X , Babyboom ซึ่งหลายคนสงสัยว่านับกันยังไงและแตกต่างกันแบบไหนวันนี้เราลองมาหาคำตอบกัน ซึ่งในหลักที่มีการจัดลำดับกลุ่มคนนั้นจะจัดไว้ทั้งหมด ณ ตอนนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆคือ 7 กลุ่ม ซึ่งแนะนำให้อ่านเพื่อรู้จักยุคของคนแต่ละยุค แต่ละ Gen คือยุคไหน และจะได้รู้ว่าเราอยู่กันในกลุ่มไหน

Lost Generation
ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว

Greatest Generation
หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คนยุคนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความยากลำบากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ คนยุคนี้น่าจะมีความอดทนและรู้จักการใช้เงิน รู้จักประหยัดเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวหนีจากความลำบาก

Silent Generation
หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นยุคของคุณยายผู้เขียนพอดี ซึ่งอย่างที่เคยเล่าคือยุคนี้จะลำบากหลังจากหมดสงคราม ทุกคนต้องรู้จักการดิ้นรนการทำงานเพื่อให้มีเงินเลี้ยงครอบครัวในยุคข้าวยากมากแพง คนยุคนี้จะประหยัดมากดูได้จากคุณยายของผู้เขียนที่จะไม่ใช้อะไรฟุ่มเฟือยของใช้ต่างๆไม่พังไม่ซื้อ ซ่อมได้เป็นซ่อมไม่มีการทิ้งง่ายๆ

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)
หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า “เบบี้บูมเมอร์” ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง คนยุคนี้ก็รุ่นพ่อรุ่นแม่เราซึ่งจะรู้จักการประหยัด อยู่ในยุคสร้างเนื้อสร้างตัวหลายคนเริ่มต้นจากไม่มีอะไรจนปัจจุบันมีทุกอย่างให้ลูกหลายได้อยู่สบาย คนรุ่นนี้จะรู้จักการประหยัดพอๆกับรุ่น Gen S หรือ Silent Generation และที่สำคัญคือคนรุ่นนี้มีความอดทน อดกลั้น มีมานะมากกว่าคนรุ่นปัจจุบันด้วย จะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จมักจะอยู่ในรุ่นนี้ค่อนข้างมาก

เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)
คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า “ยับปี้” (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals รุ่นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต่อจากยุค Gen S , Gen-B แม้ว่าโลกยุคนั้นจะไม่ทันสมัยเท่ายุคนี้แต่คนรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนในช่วงโลกกำลังพัฒนาเริ่มต้น มีความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่าง คนยุคนี้จะถูกสอนจากกลุ่มคนรุ่น Gen S , Gen-B ให้รู้ถึงการประหยัด การอดทน เน้นให้เรียนหนังสือเพื่ออนาคต เน้นให้ทำงานกลุ่มราชการและรัฐวิสาหกิจมากกว่างานเอกชน หรือ บางคนก็หันมาเปิดกิจการตัวเอง คนกลุ่มนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัวเพื่อวางรากฐานให้กับลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไปเช่นเดียวกัน

เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)
หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ ซึ่งคนรุ่นนี้ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย และ วัยทำงาน ในตอนนี้ที่อยู่ท่ามกลางความผันผวนในหลายๆด้านทั้งการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจต่างๆ

เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)
Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เรียกว่าเป็นเด็กยุคเทคโนโลยีนั่นเองซึ่งเด็กยุคนี้จะโดนตามใจ และส่วนใหญ่จะโตมากับพี่เลี้ยงที่ไม่ใช่พ่อแม่เพราะพ่อแม่คือคนรุ่น Gen X หรือบางคนเกิดจาก พ่อแม่ Gen Y ที่ต้องดิ้นรนทำงาน หลายๆบ้านปล่อยลูกไว้กับเทคโนโลยีมากกว่าความอบอุ่น

นี่เป็น Gen หลักๆของการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงยุคต่างๆ ซึ่งที่เรานำมาให้อ่านกันเพื่อความเข้าใจและจะปูพื้นความเข้าใจไปยังบทความต่อไปที่จะเจาะลึกถึงเรื่องราวการเงินของแต่ละยุค และคนแต่ละยุคเข้าใช้เงินกันแบบไหน เศรษฐกิจตอนนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งใครที่สนใจติดตามกันได้กับซีรีย์การเงินของคนแต่ละ Gen ที่เราจะนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในเรื่องการเงินและการใช้ชีวิต

03/04/2020

สื่อโฆษณา คืออะไร

การโฆษณา หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวให้ลูกค้าหรือบุคคลกลุ่มเป้าหมายรู้สึกคล้อยตามเนื้อหา เห็นถึงประโยชน์ของข้อมูลที่นำเสนอหรือนำไปปฏิบัติตามแนวคิดต่างๆ โดยผู้โฆษณาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสื่อโฆษณานั้นๆ

สื่อโฆษณา ก็คือเครื่องมือทางการตลาดที่มีบทบาทหรือมีหน้าที่นำข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ไปยังลูกค้าและกลุ่มบุคคลเป้าหมาย โดยการใช้สื่อโฆษณานั้นๆจะเกิดประโยชน์หรือประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้สื่อแต่ละชนิดอย่างเหมาะสม

ประเภทของสื่อโฆษณา

สื่อโฆษณาที่นิยมใช้โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นหลายประเภทเพื่อให้เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ นักโฆษณาได้แบ่งสื่อโฆษณาออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

สื่อสิ่งพิมพ์ Printed media advertising ได้แก่ หนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ นิตยสาร ใบปลิว แผ่นพับ โปสเตอร์ คู่มือการใช้สินค้า สมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง สื่อทางไปรษณีย์ และอื่นๆ
สื่อกระจายภาพและเสียง Broadcast media advertising เป็นการโฆษณาโดยใช้เสียง ภาพ หรือตัวอักษร ได้แก่ เสียงตามสาย วิทยุ โทรทัศน์ โรงภาพยนตร์ และอินเทอร์เน็ต
สื่ออื่นๆ other media advertising เป็นสื่อนอกเหนือจากสื่อที่กล่าวมาแล้ว เช่น สื่อที่ใช้โฆษณา ณ.จุดขาย สื่อโฆษณานอกสถานที่ ประเภทป้ายโฆษณาที่ติดรถโดยสาร ประจำทางหรือรถแท็กซี่ ป้ายราคาสินค้า ธงราว แผ่นป้ายต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ตามอาคารสูง ๆ หรือตามสี่แยก ป้ายโฆษณาที่ป้ายรถประจำทาง หรือติดไว้ ณ ที่พักผู้โดยสาร ป้ายโฆษณารอบ ๆ สนามกีฬาเมื่อมีการแข่งขันกีฬานัดสำคัญ
ความสำคัญของสื่อโฆษณา

การโฆษณาในปัจจุบันมีหลายจุดประสงค์ เช่น เน้นจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อปลูกฝังหรือสร้างจิตสำนึกให้ถือปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงาน ความสำคัญของสื่อโฆษณาจึงมีฐานะเป็นสื่อสนับสนุนให้ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการนำเสนอมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนี้

สร้างความเข้าใจในคุณสมบัติของสินค้าและบริการ หรือประชาสัมพันธ์ผลงานให้สาธารณะชนได้รับรู้ในวงกว้าง
สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดความต้องการ หรือต้องการนำไปทดลองและปฏิบัติตาม
สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางในในตัวสินค้าและบริหาร หรือมั่นใจภูมิใจในองค์กร
เป็นการตอกย้ำความทรงจำของผู้บริโภคหรือบุคคลกลุ่มเป้าหมาย
สร้างแรงจูงใจให้เกิดความสนใจที่จะซื้อสินค้าและบริการ หรือนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

สรุป

สื่อโฆษณาเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม เพราะเป็นสื่อที่มีหน้าที่นำข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มบุคคลเป้าหมาย มีทั้งอยู่ในรูปแบบของธุรกิจที่หวังผลกำไรและเป็นงานบริการสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

01/04/2020

บางคนอาจจะสงสัยว่า SWOT คืออะไรเรามีคำตอบให้

SWOT (สว๊อต) เนื่องจากเป็นตัวย่อของอักษรภาษาอังกฤษ 4 ตัวที่ประกอบไปด้วย Strengths Weaknesses Opportunities และ Threats ตัวอย่าง ณ ที่นี้จะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาบริษัทผลิตน้ำตาลแห่งหนึ่ง โดยเราจะระบุ S W O และ T ออกมาเป็นข้อๆ

S: Strength จุดแข็ง
คือจุดแข็งหรือข้อได้เปรียบขององค์กรที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่คู่แข่งในตลาดสามารถเลียนแบบได้ยากและส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ตัวอย่างเช่น

S1: ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการ การเลือกบริโภคที่แตกต่างกัน

S2: มีการจัดโครงการ CSR ที่ทำประโยชน์ให้สังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี

W: Weakness จุดอ่อน
คือจุดอ่อน ข้อเสียเปรียบ หรือปัญหาข้อบกพร่องที่เกิดมาจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องหาวิธีแนวทางการแก้ไขปัญหา ตัวอย่างเช่น

W1: ผลิตภัณฑ์น้าตาลเบเกอรีของบริษัท เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กาลังจะเข้าสู่ตลาด ทาให้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

W2: ผลิตภัณฑ์น้ำตาลเบเกอรีของบริษัท มีช่องทางการจัดจำหน่ายน้อย

O: Opportunity โอกาส
คือโอกาสความเป็นไปได้ทางธุรกิจขององค์กร ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรที่เอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ตัวอย่างเช่น

O1: การเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการรายใหม่ (Startup) ที่ประกอบธุรกิจเบเกอรีและร้านกาแฟ

O2: ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทาให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

T: Threats อุปสรรค
คือความเสี่ยง ภัยคุกคาม ข้อจำกัด หรืออุปสรรคต่างๆ ขององค์กร ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรที่ส่งผลผลเสียต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร ตัวอย่างเช่น

T1: กระแสการรักสุขภาพกำลังมาแรงในปัจจุบันส่งผลให้การบริโภคของหวานและน้าตาลลดลง

T2: การใช้สินค้าที่ให้ความหวานทดแทนน้าตาลของลูกค้า เช่น แอสปาแทม หญ้าหวานสตีเวีย ฯลฯ

เราควรระบุ S W O T ให้ได้มากที่สุดเท่าที่นึกออก เพราะสุดท้ายแล้วจะมีประโยชน์ต่อยอดในการทำกลยุทธ์ในรูปแบบต่างๆ (TOWS Matrix)

ประโยชน์ของการวิเคราะห์ SWOT คืออะไร
นอกเหนือจากประโยชน์ที่ทำให้เราได้ทราบถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค์ขององค์กรแล้ว โดยหลังจากที่เราสามารถวิเคราะห์และระบุ SWOT ขององค์กรได้ทั้งหมดแล้ว สำหรับขั้นตอนต่อไปก็คือการนำ S W O T ที่เรา List ไว้นั้น มาจับคู่เพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์เชิงรุก(S+O) กลยุทธ์เชิงแก้ไข(W+O) กลยุทธ์เชิงป้องกัน(S+T) และกลยุทธ์เชิงรับ(W+T) ต่อไปหรือที่เราเรียกกันว่าการจับกลยุทธ์ TOWS Matrix นั่นเองครับ ซึง้เราจะมาขยายความเกี่ยวกับ TOWS Matrix ในบทความต่อไปครับ Terebinth หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ SWOT กันมากขึ้นนะครับ

27/03/2020
Want your school to be the top-listed School/college in Alawwa?

Click here to claim your Sponsored Listing.

Location

Category

Website

Address


Alawwa