08/05/2020
ขอบคุณหนี้ ที่สร้างชีวิตใหม่ให้ผม
ตอนที่ลูกชายคนที่สองเพิ่งคลอด ลูกสาวคนโตของผมก็อายุ 3 ขวบแล้ว และก็เป็นวัยที่กำลังซน ตอนนั้นพวกเรา 4 คน ก็อาศัยอยู่กันในบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้นที่ซื้อทรัพย์ NPA มาจากธนาคารด้วยราคา 520,000 บาท ด้วยความที่บ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์ ไม่ได้มีพื้นที่บริเวณให้ลูกได้เล่น และสภาพแวดล้อมรอบบ้านก็ไม่ค่อยจะดี ผมเลยตัดสินใจที่จะหาซื้อบ้านเดี่ยวเพื่อให้ลูกได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อบ้านกับโครงการหนึ่งที่เขาเสนอแบบบ้านได้ตรงใจ เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้นขนาด 75 ตารางวา หลังจากคุยกับทางทีมขายแล้วเงินเดือนที่เรามีก็ยังพอมีวงเงินเหลือให้สามารถกู้ผ่านได้ ในเวลานั้นบอกได้เลยครับว่า เงินเดือนไม่ได้เยอะ และผมเองต้องทำงานคนเดียวเพราะให้ภรรยาลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง หลังจากมีลูกคนที่ 2 ช่วงผ่อนดาวน์บ้านนี่เป็นอะไรที่หนักมาก เพราะบ้านหลังเก่าก็ต้องผ่อน หลังใหม่นี่ยิ่งหนัก แต่ที่หนักยิ่งกว่า ก็หลังจากบ้านสร้างเสร็จครับ มันมีรายจ่ายตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มุ้งลวด เหล็กดัด ผ้าม่าน ติดแอร์ เฟอร์นิเจอร์ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัวก็ต้องจ้างทำบิวท์อิน กันสาดต่างๆ ก็ต้องต่อ สวนรอบบ้านก็ต้องมี เยอะแยะไปหมด ผมว่าก็คงมีคนอีกเยอะที่เคยมีประสบการณ์เหมือนผมที่ไม่ได้คิดอะไรให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เราคิดว่าเราจะซื้อบ้าน เราผ่อนไหวก็ตัดสินใจเลย ไม่เคยมองว่าจะมีอะไรที่เราต้องใช้จ่ายอีก
ผมซื้อบ้านมาในเวลานั้นด้วยราคา 3.5 ล้านบาท ผมทำสัญญาวางมัดจและ ตอนผ่อนดาวน์อีกเดือนละ 30,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 4 แสนบาทก่อนจะได้โอน ก็แทบจะไม่เหลือให้กินข้าวกันเลยทีเดียว แต่หลังจากผ่อนดาวน์จบ และได้โอนบ้าน และได้เอาบ้านเข้าธนาคารแล้วทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงเหลือประมาณ 22,000 บาท แต่ท่านทราบมั๊ยครับว่าแม้ยอดผ่อนบ้านจะลดลงก็จริง แต่ยอดผ่อนบัตรเครดิต ที่ผมได้ใช้จ่ายเพื่อการตกแต่งบ้านนั้นเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ เพราะตอนทำสัญญาวางมัดจำ และผ่อนดาวน์ เป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีเงินเหลือให้เก็บอีกเลย
เมื่อถึงเวลาได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ชีวิตจึงกลายเป็นคนติดหนี้อีกครั้ง สุดท้ายผมต้องขายบ้านทาวน์เฮาส์ หลังเก่าซึ่งก็มีกำไรอยู่บ้างเพราะเราซื้อมาด้วยราคาถูก ประกอบกับยอดส่วนต่างที่เราได้ผ่อนไปแล้วสักพัก ทำให้ผมได้เงินมาก้อนหนึ่งพอที่จะปลดหนี้บัตรเครดิตไปได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่ได้ทั้งหมดนะครับ
หลังจากเราอยู่บ้านหลังใหม่ผ่านไปได้หนึ่งปี ผมเองก็เริ่มคิดถึงหนังสือ พ่อรวยสินลูกอีกครั้ง ที่บอกว่าบ้านที่อยู่เองมันไม่ใช่ทรัพย์สิน เพราะมันคอยดูดเงินออกจากกระเป๋าเรา ผมก็เลยหาทางออกจากสถานการตอนนั้นโดยการเริ่มประกาศหาคนเช่าบ้าน สุดท้ายมีผู้เช่าชาวเกาหลีครอบครัวหนึ่งที่ชอบบ้านของเราหลังจากที่เขาเข้ามาดู
ผมตัดสินใจปล่อยให้ชาวเกาหลีเช่าบ้านของเราไปด้วยราคา 31,000 บาทต่อเดือน โดยมิได้รับความเห็นชอบจากภรรยา และตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปใหนต่อ ลูกค้าก็มีเวลาให้เราแค่ไม่เกิน 3 วันก่อนจะถึงกำหนดที่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา
ในเวลานั้นผมเองก็ต้องทำงาน คงไม่สามารถจะไปหาบ้านที่ใหนได้ ก็เลยต้องบังคับให้ภรรยาหอบลูกเล็กๆ ออกตระเวณหาบ้านเช่าทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจจะปล่อยเช่าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว(คงขัดใจน่าดู) แต่จะทำยังไงได้ละครับก็ตัดสินใจไปแล้ว ผมว่าคงไม่ค่อยมีใครบ้าแบบผมเท่าไหร่ ผมบอกภรรยาได้หาบ้านในสภาพแวดล้อมที่ดีสักหน่อย สุดท้ายเราไปได้บ้านที่เจ้าของประกาศให้เช่าอยู่หลังหนึ่งเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดไม่เกิน 40 ตารางวา พร้อมเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่าง ด้วยราคาค่าเช่า 8,000 บาทต่อเดือน เรารีบทำสัญญาเช่า และย้ายสิ่งที่จำเป็นไปอยู่บ้านหลังนั้น แล้วรีบทำความสะอาดบ้านเดิมให้ลูกค้าได้ทันเวลาพอดี ก่อนที่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่แบบเฉียดฉิว
หลังจากย้ายไปอยู่บ้านเช่าคุณเชื่อมั๊ยว่าผมรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ด้วยเหตุผลคือ ผมได้รับค่าเช่ามา 31,000 บาทต่อเดือน และผมสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายค่าผ่อนบ้านหลังเดิม 22,000 บาทต่อเดือน ยังมีเหลือให้ผมจ่ายค่าเช่าบ้านหลังที่ผมเพิ่งจะย้ายเข้าไปอยู่อีก 8,000 บาท และยังมีเงินติดกระเป๋าให้ผมอีก 1,000 บาท แค่เปลี่ยนมุมคิด และยอมสูญเสียความสบาย และหน้าตานิดหน่อยจากที่เคยอยู่บ้านหลังใหญ่ มาอยู่บ้านที่เล็กกว่า ก็ทำให้งบการเงินผมเปลี่ยนไปทันที่ ตอนนี้เงินเดือนผมจากที่ต้องผ่อนบ้านเดือนละ 22,000 บาทก็ไม่ต้องผ่อน แถมมีเงินเพิ่มให้อีก 1,000 บาท ทำให้กระแสเงินสดเพิ่มเข้ากระเป๋าผมเดือนละ 23,000 บาทที่จะได้รีบนำจ่ายหนี้ให้หมดหรือลงทุนอื่นๆต่อไป บ้านหลังราคา 3.5 ล้านบาทยังคงเป็นของผม และมีคนมาจ่ายหนี้แทนผมทุกเดือน หักดอกเบี้ยแล้วยังมีเงินไปลดเงินต้นจากยอดวงเงินกู้ลงถึงเดือนละประมาณ 12,000 บาท ที่ถือได้ว่าเป็นเงินเก็บที่สะสมอยู่ในบ้านหลังนั้นให้ผมทุกเดือนตราบเท่าที่ยังมีคนจ่ายค่าเช่าให้ผม และวันใดที่ผมขายบ้านออกไป แน่นอนว่าเงินเก็บส่วนนี้จะคืนกลับมาพร้อมกับส่วนต่างของราคาบ้านที่ได้เพิ่มขึ้นไปจากวันที่เราซื้อ
นอกจากการเปลี่ยนสถานการณ์จากการเป็นหนี้ มาเป็นได้บ้านฟรีๆ แล้ว ผมยังได้พบโอกาสลงทุนใหม่จากการย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเช่าหลังนั้น แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสหลังนะครับ
แน่นอนครับว่าการเข้าใจเรื่อง การจัดการเงินที่ดี มีวินัยทางการเงิน มีการวางแผน และลงทุนอย่างระมัดระวังจะทำให้คุณสามารถสร้างความมั่งคั่ง และมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเงินสดเข้ากระเป๋าด้วยเวลาไม่นาน แต่สำหรับผู้ที่ทำผิดพลาดไปแล้ว คุณแค่กล้าคิด กล้าเปลี่ยน และตั้งใจจริงที่จะเรียนรู้ คุณก็สามารถพลิกสถานการณ์ และคุมชะตาชีวิตทางการเงินของคุณได้ ขอให้โชคดีครับ
สุวิทย์ เกื้อหนุน