Rama Scope

Rama Scope

Share

Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Rama Scope, Educational Research Center, 69/74 Homeplace Wongwan/Rattanatibet Bangmaenang, Balikpapan.

RamaScope คือพื้นที่ล้อมวงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ จากพื้นที่ ผ่านมุมมองสายตาเฉพาะของพวกเราชาวรามจิตติ เพื่อสร้างความเข้าใจโลก เข้าใจผู้อื่น ด้วยการมองให้ชัด และฟังให้ลึก ในมุมมองที่ต่างไป

11/02/2026

"ห้องเรียนวิเศษ ของคนพิเศษ"
ตามมาดูโรงเรียนการศึกษาพิเศษในพื้นที่สุดชายขอบอินโดนีเซียกันครับ ที่แม้จะอยู่ห่างไกลตัวเมืองแต่เด็ก ๆ ที่ได้รับการดูแลและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นบรรยากาศของโรงเรียนที่บอกได้เลยว่า ความขาดความบกพร่องไม่ได้ลดทอนความมีชีวิตชีวาของเด็ก ๆ ได้ บอกเลยว่าประทับใจจริง ๆ
#การศึกษาพิเศษ #อินโดนีเซีย

30/01/2026

Vision 2045

Photos from Rama Scope's post 30/01/2026

พลิกกระดานสยาม 2045 สร้าง ‘เมืองไทย’ สู่คำตอบใหม่ของภูมิภาค

เมื่อกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมาได้มีโอกาสร่วมประชุมรับฟังข้อมูลสำคัญของสำนักเลขาธิการอาเซียน The ASEAN Secretariat ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย

ผมอยากเริ่มด้วยข้อมูลโอกาสและการเติบโดของกลุ่มอาเซียน เป้าหมายและวิสัยทัศน์อาเซียน 2045 โดยที่ ASEAN Secretariat เป็นหน่วยงานในการรวบรวมวิเคราะห์ และสื่อสารต่อประเทศสมาชิกเพื่อนำไปกำหนดนโยบายของแต่ละประเทศสมาชิก

จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจอาเซียน (2015–2024) และการพูดคุย มีประเด็นที่น่าสนใจและเป็นโอกาสของไทย ตามนี้ครับ
1. เราเห็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของ "ภาคบริการ" (Trade in Services) โดยประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในขณะที่การค้าสินค้าเติบโตประมาณ 6% ต่อปี แต่ การค้าบริการเติบโตสูงถึง 8% ต่อปี และมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 6.4 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. อาเซียนต้องหยุดทำสงครามราคาเพื่อส่งออกแข่งกัน
จากตัวเลขเราพบช่องว่างขนาดใหญ่ของการค้าภายในภูมิภาค (Intra-ASEAN Trade) ประเด็นที่น่าสนใจ คือ มูลค่าการค้ากับภายนอกอาเซียน (Extra-ASEAN) เติบโตไปถึง 3.0 ล้านล้านดอลลาร์ แต่การค้าภายในอาเซียน (Intra-ASEAN) ยังอยู่ที่ประมาณ 0.8 ล้านล้านดอลลาร์ แม้จะเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ แต่ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก

3. อาเซียนคือแม่เหล็กดึงดูด FDI โลก
เราพบว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าอาเซียนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.26 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2024 ในภาวะที่นักลงทุนมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง (Supply Chain Diversification)

4. การเกิดใหม่ของชนชั้นกลางอาเซียน การยกระดับคุณภาพชีวิตและอำนาจซื้อ
พบว่ารายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของคนอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 4,026 ดอลลาร์ เป็น 5,768 ดอลลาร์สหรัฐ นี่คือการเกิดใหม่ของ "ชนชั้นกลางอาเซียน" ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น

ทีนี้เรามาดูกันว่าในโอกาสนี้ อาเซียนควรมองอย่างไรและไทยเราทำอะไรได้บ้าง

ข้อแรกคือ เราต้องยุติสงครามราคา... ผนึกกำลังสร้างตลาดร่วม

ข้อมูลตัวเลขในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2015-2024) สะท้อนถึงจีดีพีรวมของอาเซียนพุ่งทะยานจาก 2.5 ล้านล้าน สู่ 3.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการเติบโตเฉลี่ยถึง 5% ต่อปี สถิตินี้ชี้ชัดว่าเราควรเลิกพฤติกรรม "แย่งกันผลิตและตัดราคา" เพื่อส่งออกไปยังตลาดที่อิ่มตัวอย่างสหรัฐฯ
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยคือการหันมาเน้น การค้าภายในอาเซียน (Intra-ASEAN Trade) ที่มีสัดส่วนใหญ่และยั่งยืนกว่า โดยเฉพาะเมื่อรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของคนในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเกือบ 50% หมายถึง "กำลังซื้อ" มหาศาลที่รอคอยสินค้าและบริการคุณภาพสูงจากไทย

2.โอกาสทางเศรษฐกิจ : จาก "ทางผ่าน" สู่ "ศูนย์กลาง" ภูมิภาค
ทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน 2045 มุ่งเน้นไปที่การเป็นส่วนหนึ่งของ ตลาดเดียว (Single Market) ไม่ว่าจะทำให้เป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์อัจฉริยะ ที่ไทยกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อการค้าและการขนส่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

3.พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัล (Payments Connectivity) และการใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
และ การลงทุนสีเขียว (Green Growth) สร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความร่วมมือในอนาคต

จากการวางแผนร่วมกันของเส้นทางอาเซียนสู่ปี 2045 ถ้าเราเตรียมตัวไทยให้เปิดรับโอกาสที่จะมาถึงเราจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วย 3 เครื่องยนต์หลัก คือ การเตรียมตัวเพื่อโอกาสของขุมทรัพย์ดิจิทัล 2 ล้านล้านผ่านกรอบ DEFA ที่จะทำให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางข้อมูลและ AI การเป็นสถานีพลังงานอาเซียน ด้วยการเป็นตัวตั้งตัวตีในโครงการ ASEAN Power Grid (APG) ที่จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนไทยจาก "ทางผ่าน" เป็น "ศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าสะอาด" ของภูมิภาค และการเป็นผู้คุมกฎความมั่นคงอาหาร ในฐานะที่ตั้งของสำนักงานเลขานุการ APTERR (คลังสำรองข้าวฉุกเฉิน) ไทยมีโอกาสยกระดับจากผู้ขายข้าว เป็นผู้บริหารจัดการวิกฤตอาหารระดับโลก

ทีนี้เรามาถึงโจทย์สำคัญคือการเตรียมกำลังคนและการศึกษา

หัวใจสำคัญที่จะพาเราไปถึงเป้านั้นได้คือ "การเตรียมคน" จากข้อมูลสะท้อนว่าไทยต้องการกำลังคนที่ไม่ได้ทำงานแค่ในโรงงาน แต่ต้องมี ทักษะดิจิทัลและบริการระดับสูง เพื่อรองรับการเติบโต 8% ของภาคบริการ สถาบันการศึกษาไทยจึงควรเร่งผลิตบุคลากรที่เข้าใจมาตรฐานสากลและสามารถทำงานข้ามวัฒนธรรมได้ โดยระบบการศึกษาแบบเรา ๆ ต้องปรับเปลี่ยนการเรียนแบบท่องจำนำไปสอบสู่

"Adaptive Learning" คือ การออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับแต่ละคน ปรับเนื้อหา ความยากง่าย และจังหวะการเรียน ทำให้ผู้เรียนไปตามความต้องการความสนใจของผู้เรียนที่แตกต่าง หลากหลาย เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่เฉพาะตัว ช่วยปิดจุดอ่อนและพัฒนาจุดแข็งได้ตรงจุด ซึ่งตรงนี้ AIเข้ามามีบทบาทอย่างมากเพื่อให้สามารถวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ตามรายบุคคลได้มีศักยภาพมากขึ้น

และการจัดการศึกษาบนฐาน Values-Based Education (VbE) คือแนวทางการจัดการศึกษาที่เน้นการปลูกฝังคุณค่า คุณธรรม และจริยธรรมพื้นฐานเป็นแกนหลักของการเรียนรู้ ทั้งในหลักสูตรและสภาพแวดล้อมโรงเรียน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) และการมีวิถีชีวิตที่ตั้งมั่นอยู่บนคุณงามความดีอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผู้เรียนที่พร้อมจะ "เรียนรู้และเรียนรู้ใหม่" (Unlearn & Relearn) ได้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ยังต้องเตรียมพร้อมเรื่อง Green & Digital Skills ในการบูรณาการทักษะด้านความยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมสมรรถนะด้าน Al และพัฒนาระบบการรับรองความรู้แบบ ย่อย (Micro-credentials) และเส้นทางการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในวิชาชีพต่าง ๆ ไปตามประเทศอาเซียนได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลและประเด็นที่ได้รับฟังและนำมาเล่าต่อ บางเรื่องอาจดูเป็นมุมคิดที่ดูอุดมคติไปหน่อยแต่เชื่อเถอะว่าถ้าเราทำให้มันเกิดขึ้นได้ จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของไทย ไปสู่การได้รับประโยชน์จากโอกาสที่จะเกิดขึ้นมันมิตรประเทศอาเซียนร่วมกันครับ

Photos from Rama Scope's post 19/01/2026

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอินโดนีเซีย ที่คนจาการ์ต้าเรียกเป็นชื่อเล่นว่า พิพิธภัณฑ์ช้าง เพราะมีรูปปั้นช้างที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ของสยามพระราชทานไว้ให้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์
ถึงแม้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อาจไม่ใหญ่โตอลังการ แต่ชิ้นงานที่จัดแสดงไว้มีคุณค่า สวยงามงามคุ้มค่ากับการเข้าไปเยี่ยมชมแถมมีนิทรรศการ มีกิจกรรมสนุก ๆ มาผลัดเปลี่ยนให้ได้ชมอย่างน่าสนใจ ไปรอบนี้มีให้เข้าไปแสกนหน้าแล้ว AI จะวิเคราะห์ว่าหน้าตาอย่างเราน่าจะมาจากชาติพันธุ์เกาะไหนในอินโด เรียกว่าตอนรูปโชว์ขึ้นจอใหญ่เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดถูกใจจากกองเชียร์กันสนุกเลยฮะ

28/12/2025

ลมหายใจสีคราม : บทสนทนากับ "บังเอ็ม" และวิถีแห่ง "ปัตตานีบลู"

เราเข้าไปหาบังเอ็มที่บ้านเดินดิน ร่องรอยของคราบโคลนที่ยังเกาะกรัง เส้นระดับน้ำบนผนังโรงเรือนเป็นหลักฐานที่บ่งบอกถึงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ที่เพิ่งพัดผ่านไป เครื่องปั้นงานศิลป์ถูกจัดวางไว้อย่างรีบร้อนหลังกู้คืนหลังที่มวลน้ำจะเข้ายึดพื้นที่ บรรยากาศเบื้องหน้าชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกใจหายไม่น้อย

แต่ทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น ความเงียบเหงาของซากความเสียหายกลับถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและแววตาแห่งความหวังของ "บังเอ็ม—เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา" บอกกับเราว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้พัดพาความหวังของเขาให้จมหาย แต่กลับทิ้ง "ปัญญา" และความมุ่งมั่นที่จะฟื้นคืนลมหายใจให้งานศิลป์และผืนดินปัตตานีไว้อย่างเต็มเปี่ยม

เรามีโอกาสได้ชวนหลายคนมาคุยกันในวันนี้จากที่ พี่เล็กรามจิตติ ได้เจอกับบังเอ็มและเล่าเรื่องการขยับขับเคลื่อนงานกับอ.ไก่ จาก มจธ.ให้ฟัง
การได้นั่งลงพูดคุยกับ บังเอ็มที่ชวนเราคุยเรื่อง "สีแห่งปัตตานี" เรื่องราวของดิน และประวัติศาสตร์ที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดินปัตตานีมากว่า 300 ปี
นี่คือเรื่องราวของ "นีลอ" หรือ ครามปัตตานี ที่บังเอ็มกำลังฟื้นฟูมันขึ้นมาด้วยสองมือและหัวใจ

ครามคือสิ่งมีชีวิต และวิถีแห่ง "ซิกรูเลาะห์"
"คราม... มันคือจุลินทรีย์ มันมีชีวิตนะ" บังเอ็มเริ่มต้นบทสนทนาด้วยแววตาเป็นประกาย เขาเปรียบเทียบการย้อมครามว่าไม่ใช่กระบวนการทางเคมีแบบ กดปุ่มแล้วสีติด แต่มันคือการฟูมฟักโรงงานผลิตสีที่มีชีวิต

ในหม้อครามที่เห็นเป็นสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยแบคทีเรียที่ต้องการอาหาร บังเอ็มเล่าว่าเขาต้องเลี้ยงเอาใจด้วยกล้วย ด้วยน้ำตาล หรือแม้แต่น้ำมะขามเปียกแล้วแต่สูตรลับของแต่ละตระกูล เพื่อให้จุลินทรีย์แข็งแรง การย้อมครามไม่ใช่เพียงเอาผ้าจุ่มลงในสีแล้วซักตาก แต่สำหรับบังเอ็มนั้นเป็นเหมือนการปฏิบัติธรรม เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการทำสมาธิ หรือ "ซิกรูเลาะห์" (การรำลึกถึงพระเจ้า)

"คนย้อมครามต้องใจเย็น ถ้าหม้อยังไม่พร้อม สียังไม่ได้ที ก็ย้อมไม่ได้ ต้องรอ... การรอคอยสอนให้เรานิ่ง" บังเอ็มเสริมว่า นี่อาจจะเป็นกุศโลบายของคนโบราณที่สอนให้คนใจร้อนรู้จักรอ เพราะถ้าจิตใจไม่นิ่ง สีก็จะไม่ติด

จาก "สเน" สู่ "นีลอ": ประวัติศาสตร์ที่ต้องรื้อฟื้น
เรามีภาพจำว่าครามเป็นเรื่องของคนอีสานอย่างครามสกลนครหรือการทำหม้อฮ่อมของทางภาคเหนือ แต่บังเอ็มพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อ 300 ปีก่อน ที่ปัตตานีเคยเป็นเมืองท่าค้าขายโดยที่สินค้าสำคัญคือ "นีลอ" (คราม)

"คนเฒ่าคนแก่เรียกว่า 'สเน' หรือเนื้อคราม มันมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของเราแต่เรากลับลืมมันไป เราหันไปซื้อสีเคมี ใส่ถุงต้ม จุ่ม จบ" บังเอ็มเล่าด้วยน้ำเสียงที่ชวนเสียดาย

เขามองเห็นว่า ญี่ปุ่นให้ค่ากับ "Sukumo" หรือเนื้อครามมากที่บางแบรนด์ยังสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทยไปทำแบรนด์เค้าเอง แล้วทำไมเราถึงไม่เห็นค่าของสิ่งที่เรามี? นั่นคือแรงบันดาลใจหนึ่งที่บังเอ็มลุกขึ้นมาทำ "ปัตตานีบลู" (Pattani Blue) ไม่ใช่เพื่อแข่งกับใคร แต่เพื่อบอกเล่าเฉดสีที่เป็นอัตลักษณ์ของดินแดนนี้

กระบวนการ : วิทยาศาสตร์ ผสาน ศิลปะ
เมื่อถามถึงวิธีการ บังเอ็มอธิบายภาพให้เห็นอย่างชัดเจน การทำเนื้อครามคือการเอาต้นครามมาแช่น้ำ จนเกิดกระบวนการหมัก จากนั้นใส่ปูน (แคลเซียม) ลงไป แล้วทำการ "ตีน้ำ" ปั่นและตีจนเกิดฟองอากาศ เพื่อให้มวลของสีไปเกาะกับปูนและตกตะกอนลงก้นถัง
"ตะกอนที่ก้นถัง นั่นแหละคือ 'ครีม' หรือเนื้อครามที่เราเอามาใช้ ส่วนน้ำใสๆ ด้านบนคือน้ำด่าง เอาไปรดผัก ไล่แมลงได้ดีนัก"

อีกความพิเศษของงานบังเอ็มยังอยู่ที่การประยุกต์ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่น เขาใช้ "ดินทุ่งนา" มาทำเป็นตัวกันสี (Resist) ในการทำบาติก แทนที่จะใช้เทียนไขเคมีที่มักจะเกิดมลพิษทั้งกับคนและธรรมชาติ นี่คือการนำทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มาสร้างมูลค่า “กลับคืนสู่ดิน” อย่างแท้จริง

เราไม่ขายฝัน แต่ชวนกันสร้างระบบนิเวศ
"ผมไม่ขายฝันนะ ใครมีที่ว่างก็อยากให้มาช่วยกันปลูกครามมาสักคนละนิดคนละหน่อย เพื่อให้ครามปัตตานีคืนสู่แผนดินบ้านเกิด" บังเอ็มพูดถึงทิศทางการพัฒนาครามที่พยายามสร้างร่วมกับชุมชน

ครามเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนแล้ง ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้ 2-3 ปี เก็บเกี่ยวได้ทุก 3 เดือน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเนื้อคราม
"ชาวบ้านปลูก ผมรับซื้อ ผมแปรรูป แล้วส่งต่อองค์ความรู้ อยากให้ชุมชนลองย้อมเอง ต่อไปถ้าเขาเก่ง เขาทำแบรนด์เองได้เลย ผมจะยินดีที่สุด" นี่คือวิถีคิดแบบแบ่งปัน ไม่ผูกขาดความรู้

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย: ฝ้าย และ ความยั่งยืน
แม้จะมีสีครามชั้นดี แต่บังเอ็มยอมรับว่า ปัตตานียังขาด "ผ้า" เราต้องซื้อฝ้ายจากที่อื่น ฝันต่อไปของเขาคือการฟื้นฟูการปลูกฝ้าย เพื่อให้กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เกิดขึ้นที่นี่ "ถ้าเราทำได้ เรามองเห็นภาพว่าจะมีคนแก่ที่นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน มีรายได้เลี้ยงตัว มีความสุขกับลูกหลาน ไม่ต้องดิ้นรนไปทำงานในเมือง"

บทสนทนาจบลงด้วยรอยยิ้มของบังเอ็ม สำหรับเขา ความสำเร็จไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ "กำไรชีวิต" ที่ได้เรียนรู้ ได้อยู่กับธรรมชาติ และได้เห็นสีน้ำเงินแห่งปัตตานี กลับมางดงามอีกครั้ง

ขอบคุณบังเอ็มอีกครั้งครับที่เปิดโอกาสให้มีวงคุยในครั้งนี้ และแถมยังเข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญที่จะคอยสนับสนุนติดตามชุมชนให้ความตั้งใจครั้งนี้เดินหน้าต่อไป คอยติดตามกันครับ

#ครามปัตตานี #บ้านสะกำ #มจธ

11/10/2025

ขอบคุณทุกคนคร๊าบ ทำเท่าที่ว่าง เล่าเท่าที่สนุก 55
I gained 312 followers, created 18 posts and received 355 reactions in the past 90 days! Thank you all for your continued support. I could not have done it without you. 🙏🤗🎉

Photos from Rama Scope's post 09/10/2025

เมียนมาบนทางสามแพร่ง
: จุดเปลี่ยนประชาธิปไตย วิกฤติเงินตราและสภาวะโลกรวน

เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสไปอัพเดตประเทศเมียนมาในรอบ 2 ปี หลังจากบรรยากาศผู้คนเริ่มคลี่คลายจากเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญทำให้เห็นบรรยากาศผู้คนที่มีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยปัจจัยหลายด้านยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่กดทับให้ผู้คนในเมียนมายังเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะวิกฤต

จากการสนทนากับผู้คนที่หลากหลายทั้งคนไทยที่ทำธุรกิจและสอบถามเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในเมียนมาทำให้เห็นมุมสะท้อนและบทเรียนหลายอย่าง ๆ ที่น่าสนใจและชวนตั้งโจทย์ต่อแนวทางของประเทศเราได้อย่างดี

เปิดม่านสถานการณ์เมียนมา: เสียงกระซิบจากนักลงทุนไทยและคนในพื้นที่

บรรยากาศการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตในเมียนมาวันนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและอึมครึม ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบถึงกระเป๋าเงินและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างหนัก ข้อมูลที่รวบรวมจากนักธุรกิจไทยและคนเมียนมาหลายต่อหลายปากเผยให้เห็นถึงปัญหาที่ซับซ้อน ตั้งแต่นโยบายเศรษฐกิจสุดโต่ง ไปจนถึงการถูกแช่แข็งทางการทูตจากโลกตะวันตก

วิกฤตเงินตราสามระดับ: โลกธุรกิจต้องดิ้นรน

หากถามนักธุรกิจไทยที่อยู่ในเมียนมาวันนี้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง การจัดการเงินดอลลาร์ รัฐบาลเนปิดอว์ใช้มาตรการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศแบบขั้นสุดยอด โดยสั่งให้ผู้ส่งออกทุกคนต้องนำเงินดอลลาร์ที่หามาได้ไป บังคับแลก เป็นเงินจ๊าดในอัตราที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าตลาดจริงมาก ทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระขาดทุนมหาศาล ตลาดการเงินในเมียนมาจึงกลายเป็น ตลาดสามระดับ ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา โดยมีอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ถูกตรึงไว้, อัตราออนไลน์ที่ใช้ตกลงราคากันเอง และอัตราในตลาดมืดที่พุ่งสูงไปถึงเกือบ 4,700 จ๊าดต่อดอลลาร์ ส่วนต่างที่มหาศาลนี้ทำให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปไม่ได้เลย และสร้างความลำบากแม้กระทั่งกับเจ้าหน้าที่จากต่างประเทศที่ต้องใช้เงินตามเรททางการในการเบิกจ่าย ทำให้ต้องซื้อของในราคาที่แพงกว่าคนทั่วไปถึงสองสามเท่า

การถูกโดดเดี่ยว และความหวังจากเพื่อนบ้าน

ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีการรับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยังคงให้การบอยคอต รัฐบาลเนปิดอว์อย่างต่อเนื่อง ความอึดอัดนี้สะท้อนออกมาในการพบปะทางการทูตต่าง ๆ ที่ตัวแทนจากตะวันตกจะหลีกเลี่ยงการร่วมโต๊ะหรือถ่ายภาพร่วมกับตัวแทนระดับสูงของเมียนมาร์อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างสภากาชาดเมียนมาเองก็พยายามอย่างหนักในการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง แต่ก็ยังไม่สามารถสลัดภาพการถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลได้ ทำให้แหล่งทุนจากตะวันตกตัดสินใจยุติความช่วยเหลือ และหันไปสนับสนุนองค์กรนอกภาครัฐแทน อย่างไรก็ตาม ในยามวิกฤตภัยพิบัติ ประเทศไทยยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการส่งความช่วยเหลือลงพื้นที่แผ่นดินไหวในเขต สะกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในพื้นที่รับรู้ได้

สมรภูมิโลจิสติกส์: จีน รัสเซีย และ Land Bridge ไทย

โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนมือและแข่งกันอย่างดุเดือดในเมียนมา โครงการท่าเรือน้ำลึก ทวาย ที่เคยเป็นความหวังของไทย-ญี่ปุ่น มีข่าวลือหนาหูว่าอาจถูกรัสเซียเข้ามาสานต่อแทนในที่สุด
ในขณะที่จีนเองก็กำลังเร่งเดินหน้าโครงการ รถไฟ BRI เพื่อเชื่อมจากคุนหมิงผ่านมัณฑะเลย์ไปยังท่าเรือน้ำลึก เจ๊าะผิว ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่มหาสมุทรอินเดียที่ชัดเจน

ด้านประเทศไทย ก็มีการยืนยันอย่างหนักแน่นถึงโครงการ Land Bridge (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งเป็นความหวังของการค้าในอนาคต แต่ในทางกลับกัน เส้นทางถนนที่เชื่อมจากด่าน ติ๊กี่ (พุน้ำร้อน) ไปยังทวายยังคงหยุดชะงักอย่างน่าเสียดายจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้ปัจจุบัน ท่าเรือระนอง ต้องรับภาระหนักในการขนถ่ายสินค้า เนื่องจากด่านสำคัญอย่างแม่สอดถูกจำกัดการใช้งาน (ประเด็นนี้อาจต้องรับฟังในมุมมองอื่น ๆ ที่หลากหลาย)

ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม และเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง

ท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อน ยังมีเรื่องราวความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาลไทย นั่นคือการจัดการปัญหา PM 2.5 ในการค้าข้าวโพด นักลงทุนไทยรายใหญ่ได้ริเริ่มโครงการที่ไม่รับซื้อข้าวโพดจากไร่ที่ 'เผา' เท่านั้น โดยมีการใช้เทคโนโลยีของ NASA มาช่วยตรวจสอบพิกัด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในการลดปัญหาหมอกควัน และล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยก็ได้ออกระเบียบรับรองให้ข้าวโพดนำเข้าต้องมาจากแหล่งที่ไม่มีการเผาอย่างเป็นทางการแล้ว
นอกจากนี้ โครงการพัฒนาพื้นที่อย่าง โดยมีมูลนิธิ ฯ (ขอปกปิดชื่อครับ) ยังคงเดินหน้าอย่างเงียบ ๆ ในรัฐฉาน โดยการสนับสนุนให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการปลูกพืชผิดกฎหมายมาปลูก กาแฟ และ พืชเมืองหนาว ที่มีราคาสูง ซึ่งผลผลิตทั้งหมดถูกนำเข้าไทยผ่านท่าขี้เหล็ก ถือเป็นโมเดลที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริงสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่

ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนจากเมียนมาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ยังคงมีความหวังจากความพยายามในการเดินหน้าทางออกภายในประเทศ และความร่วมมืออย่างระมัดระวังจากเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดอย่างประเทศไทย ซึ่งยังคงมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจและสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน

#เมียนมา #วิจัยรามจิตติ #สมาคมสร้างสรรค์วิชาการและสังคม

08/10/2025

#ระบำพม่า จากนักเรียนโรงเรียนอองซานฯ มิงกลาดง ย่างกุ้ง

03/09/2025

ทริปเดินเท้าผจญภัยเข้าป่ากับเด็ก ๆ จากชุมชนบ้านด่านนาขาม
ตามเด็ก ๆ ไปสำรวจ unseen สะพานรถไฟไปถึงอุโมงค์ลับญี่ปุ่นสมัยสงครามโลก โอบกอดและฟังเรื่องเล่าจากต้นผึ้งยักษ์ที่ปางต้นผึ้งกันครับ

#ห้องเรียนมัคคุเทศก์ชุมชน #โรงเรียนประชาชนอุทิศ #บ้านด่านนาขาม #อุตรดิตถ์

Want your school to be the top-listed School/college in Balikpapan?

Click here to claim your Sponsored Listing.

Location

Website

Address


69/74 Homeplace Wongwan/Rattanatibet Bangmaenang
Balikpapan
11140