รู้อย่างนี้ ได้ทุนเรียนฟรีไปนานแล้ว by Klara

รู้อย่างนี้ ได้ทุนเรียนฟรีไปนานแล้ว by Klara

Share

Studied in Estonia � and Sweden �
Work in Sweden as a chemist, a laboratory engineer

27/05/2026

Hello Sundsvall 🌞
เมื่อสาขาเก่าอยากให้มาช่วยงาน

26/05/2026

โพสต์นี้เป็นความเห็นนะคะ

เรื่องวีซ่าทำงานของสวีเดน ที่ถูกถกเถียงกันมากตั้งแต่ปีที่แล้ว 2025 ถึง 2026 คือ การเพิ่มฐานเงินเดือน สำหรับการทำวีซ่าทำงาน จาก 80% เป็น 90%

แล้วก็มีโผว่ากลุ่มอาชีพใดบ้างที่จะได้รับการยกเว้น

ในตอนแรกที่ได้ข่าว คลาร่าเองก็มีความหวั่นใจต่อกลุ่มสายห้องปฏิบัติการเคมี จริงๆไม่ได้ดูสถิติอะไรเลยค่ะ แต่มีความรู้สึกลึกๆ ว่า สวีเดนน่าจะยังต้องการนักเคมีอยู่ และนักเคมีที่ครบเครื่อง ก็น่าจะหาตัวจับยาก เพราะถึงจุดหนึ่ง จะโตไปสาย QA หรือสายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้

ซึ่งเกณฑ์จริงๆ จะไม่ส่งผลกระทบมากกับ Senior แต่กระทบกับ Junior แน่นอน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีประสบการณ์ในสวีเดน หรือนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบ เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงาน

แล้วเราต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่มี Junior ในวันนี้ ตลาดแรงงานก็จะไม่มี Senior chemist ในอนาคต

พอเห็นประกาศล่าสุด ก็เลยเข้าใจว่า ที่คิดว่ามีส่วนถูก
เพราะแสดงว่า อาชีพสายเเลปเคมี ยังขาดแคลน ต้องใช้คนมีความรู้เฉพาะทาง และน่าจะถูกอีกประเด็นคือ ค่าตอบแทนเริ่มแรก ก็อาจจะไม่สูงมากเช่นกัน


แต่ทุกอาชีพมี senior ค่ะ มีคนที่แก้ปัญหาได้ ซึ่งค่าตอบแทนก็คงมีช่วงของมัน

ถ้าชอบสายห้องแลปจริงๆ พัฒนาว่าตลาดต้องการอะไร แล้วเราจะได้เจอทั้งงานเลี้ยงชีพได้และเลี้ยงใจด้วย

ปล. บางอาชีพ ก็ต้องการดันให้คนในประเทศทำก่อน เลยไม่มีในลิสท์ ส่วนตัวคิดว่าลิสท์ จะมีการอัพเดทในอนาคต เมื่อสุดท้าย บางอาชีพก็ต้องการคนต่างชาติจริงๆ เพื่อขับเคลื่อนระบบตลาดแรงงานต่อไป

คลาร่า🍀

ที่มาของข้อมูล : https://www.migrationsverket.se/nyhetsarkiv/nyhetsarkiv/2026-05-22-nya-regler-for-arbetskraftsinvandring---dessa-yrken-undantas.html?fbclid=IwZnRzaASCK05leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEeUlEPHgXLtRloBSWR61akpgfT1-fzgX--5PoDrsijeVReJLhSm5Ty4kleKnc_aem_ZDGdnzsNFcdhpBAwGW3nGg

22/05/2026

วัฒนธรรมการทำงานที่สวีเดนที่ชอบ

21/05/2026

ช่วงนี้มีหลายเรื่องเกิดขึ้น หลากหลายด้านมาก
นี่รึเปล่านะชีวิตของผู้ถ่ายทอดเรื่องราว

เมื่อผ่านไปได้ แต่ละเรื่องราว คงจะมีโอกาสได้มาเล่าให้ฟังนะคะ

ช่วงนี้ใช้พลังงานเยอะมากในการอัพเดท CV
หวังว่าเมื่อโอกาสพร้อมจะได้มาโค้ชต่อให้เช่นกันค่ะ
ปล. ปิดไว้ก่อน เดี๋ยวไม่ตื่นเต้นค่ะ 😆
คลาร่า 🍀✌️

19/05/2026

ต่อสายอุตสาหกรรมได้ไหมถ้าเรียนสายนี้

15/05/2026

บทเรียนที่เรียนรู้จากคอร์สภาวนา อ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ที่สวีเดน 1-4 พ.ค.2026

14/05/2026

ตอนนี้คลาร่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่อง

ความโชคดีคือได้ไปภาวนาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เลยยังจำบทเรียนได้ ใจเลยไม่สั่นไหวจนเกินไป

ความโชคดีเรื่องที่ 2 คือ คลาร่าจำผู้หญิงคนนั้นได้ คนที่เมื่อ 7 ปีก่อนบินมายุโรปคนเดียว ไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้ทางข้างหน้าจะเป็นแบบไหน ไม่รู้ว่าจะเจอโควิด ไม่รู้ว่า 7 ปีเธอจะย้ายบ้าน 9 ครั้ง

รู้แค่ว่าได้ทุนค่าเทอม ค่าครองชีพที่เตรียมไว้ คิดน่าจะพอ หรืออาจจะต้องทำงานเสริม น้องที่เข้าเรียนโปรแกรมเดียวกันปีก่อนหน้า ก็บอกแนวทางว่าขอทุนอะไรเพิ่มได้บ้าง

จำได้ว่าพอตัดสินใจว่าจะมา คลาร่าค้นหาข้อมูลว่า มีวัดอยู่ตรงไหน เอสโตเนียมีวัดไหม คิดว่า ถ้าไม่มีเงินซื้อข้าวจริงๆ จะไปขอพึ่งใบบุญข้าววัด

จำได้ว่า คลาร่าคนนั้นกล้าหาญมาก ยังพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ไม่เคยมายุโรป ตอนจะผ่านตม. ที่ฟินแลนด์ (มี D-visa , resident permit ยังไม่ออก) เตรียมเอกสารเรื่องเรียนครบ ท่องอยู่ 4-5 คำถ้า ตม. ถามก็จะพูดว่า Chemistry, Master, scholarship, Tartu University, Estonia

ทำไมความทรงจำนี้ถึงมีค่า เพราะคลาร่า 2-3 ปีก่อนที่คลาร่าเขียนเล่าในเพจไม่ได้เลย เคยจำตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าเราคือใคร ตัดสินใจอะไรไม่ได้ กลัวไปหมด พอวันนี้เราจำว่าเราเป็นใคร เคยผ่านเส้นทางไหนมา เราก็รู้ว่า เราก็จะผ่านมันไปได้อีกครั้ง

ดังคำที่พระพุทธเจ้าสอน ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา
ในฐานะมนุษย์คนนึง ก็พอจะมองสิ่งที่เข้ามาได้ว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นเเล้ว สิ่งนี้กำลังดำเนินอยู่ และก็จะดับไปเฉกเช่นทุกครั้ง

ถ้าผ่านไปได้ ไม่ว่าจะแบบไหน คลาร่าคงมีโอกาสมาเล่าให้ฟังนะคะ

พอที่ทำงานถามไถ่ ก็ตอบไปว่า ฉันยังไม่แพนิค เลยเข้าใจว่า มันยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ พร้อมกับหัวเราะกันไป 1 ยก

ขอให้ทุกคนระลึกถึงความเข้มแข็งได้เสมอค่ะ
คลาร่า ❤️

08/05/2026

คลาร่าเพิ่งได้คำตอบ ในวันที่เคยถามตัวเองไว้ช่วงเดือนแรกๆ ตอนที่เพิ่งมาเรียนที่เอสโตเนีย ช่วงปี 2019

ตอนนั้นถึงแม้ว่าจะสอบไอเอลผ่านแล้ว แต่ก็มีประเด็นการสื่อสารเยอะมาก ไปเรียนฟังไม่รู้เรื่อง เข้ากลุ่มไปคุยกับเพื่อนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนตาลอยในห้องเรียนไปวันๆ

บวกกับความรู้สึกที่บอกตัวเองว่า ได้ทุนเพราะมีคนสละสิทธิ์ เราไม่ใช่ตัวจริงตั้งแต่แรก
ก็เลยมีคำถามกับตัวเองว่า เราใช่คนที่คู่ควรกับสิ่งนี้รึเปล่า เราอาจจะโชคดีวันนั้นเฉยๆ หลายๆครั้งก็เลยไม่ค่อยเชื่อในตัวเองเท่าไหร่ เป็นยาวนาน จนมาค่อยๆดีขึ้นตอนเกือบ 2 ปีที่แล้ว

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ลืมไปแล้วว่าเคยถามตัวเองแบบนี้ และไม่เคยตอบคำถามตัวเอง

จนเมื่อวันก่อน ในทีมปัจจุบัน หัวหน้าจะนัดคุย 1-1 ทุกสัปดาห์ ซึ่งปกติก็คุยงานกันทุกวัน แต่ 1-1 จะเป็นเหมือนเวลาที่ให้คุยได้ชิวๆ เรื่องอื่น ถ้าอยากคุย จะผสมเรื่องงานก็ได้ ซึ่ง 10 นาทีแรกส่วนใหญ่จะคุยกันเรื่องอื่นไปเรื่อย

คุยกันเรื่องชีวิต เรื่องครอบครัวที่ไทย คุยเรื่องที่กำลังสะดุดอยู่ คุยเรื่องไปคอร์สภาวนาว่า มีพี่ๆเพื่อนๆที่เคยเจอ 1-2 ปีก่อนบอกว่า แววตาเรามีความสุขขึ้น

และมีท่อนหนึ่งที่คลาร่าได้รับ feedback ว่า เขาเห็นสมาชิกในทีมคนหนึ่ง พัฒนาในมิติหนึ่งขึ้นอย่างชัดเจน เธอเป็น leader ได้ดีมาก ซึ่งคลาร่าก็ตอบว่า ฉันคิดว่าฉันไม่ได้ทำอะไรนะ หัวหน้าขยายความว่า เธอเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้สมาชิกในทีม (เธอเป็น เธอไม่ได้ทำ)

พอจบบทสนทนา ผ่านกระบวนการตกตะกอน 1 คืน

คลาร่าก็รู้สึกว่าได้คำตอบ ที่เคยสงสัยในตัวเองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ที่ว่า เราคือคนที่สมควรได้รับโอกาสนี้ไหมนะ

ใช่แล้ว คลาร่าสมควรได้รับมัน กับความพยายามก่อนหน้านั้น และใช่แล้ว I well deserved it
มันคงจะมีเหตุผล ที่เราได้มาช่วยสนับสนุนการเติบโตของคนอื่นต่อไป

ตอนนี้ไม่สงสัยในตัวเองเรื่องนี้อีกแล้ว

ขอให้ทุกคน ได้มีพื้นที่ในการรู้สึกภูมิใจในตัวเองนะคะ
คลาร่า 🍀

06/05/2026

คอร์สนี้เป็นคอร์สเปลี่ยนชีวิตของคลาร่า
ขอบพระคุณอ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ที่เมตตามาสอนที่สวีเดน
ขอบคุณครูมะกรูด ตั้งใจดำเนินการคอร์สนี้ขึ้นมา
ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วม

ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่ได้เจอ

ถ้ามีโอกาส จะมาเล่าว่าทำไมคลาร่าบอกว่าเป็นคอร์สเปลี่ยนชีวิต

ขอบคุณพี่หย่งที่สรุปเรื่องราวดีๆ ในคอร์สให้อ่านนะคะ
คลาร่า 🍀

กลับมาอยู่กับลมหายใจ

เมื่อวันที่ ๑ - ๔ พ.ค. ที่ผ่านมา ฉันไปปฏิบัติภาวนากับอ.ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ที่ประเทศสวีเดนมาค่ะ

ฟังเหมือนฉันเป็นคนดี แต่ฉันขอสารภาพว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด ๕๕๕

มาค่ะ... ขอเชิญปูเสื่อล้อมวง ฉันจะเล่าให้ฟัง

เรื่องมันมีอยู่ว่า...

.........

เมื่อ ๓๑ ธันวาคม ฉันไปเข้าเวิร์คช้อปกับน้องจี G-Journey In Norway ว่าด้วยการตั้งเป้าวางแผนชีวิต

ผู้เข้าร่วมในห้องหลายท่านมาจากประเทศสวีเดน ทั้งครูมะกรูด Magrood Bergamot และครูคลาร่า @รู้อย่างนี้ ได้ทุนเรียนฟรีไปนานแล้ว

บรรยากาศในห้องดีงามมากมาย ตอนท้ายก่อนแยกย้าย พี่มะกรูดเอ่ยขึ้นว่า จะจัดปฏิบัติภาวนาที่สวีเดนในเดือนพฤษภาคม ขอชวนฉันไปร่วมด้วย

โหย... คนกิเลสหนาอย่างฉันเนี่ยนะ... จะไปภาวนา

อันที่จริง ที่เยอรมนีก็มีคอร์สปฏิบัติมากมาย ฉันเองได้รับคำเชิญชวนหลายครั้ง แต่ใจไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

แต่การชวนครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหนๆ มันติดอยู่ในใจ ไม่รู้ทำไม อธิบายไม่ได้

ถามแล้วทั้งสามท่านที่เอ่ยชื่อมาจะไปกันทั้งหมด แปลว่า ถ้าไป ก็จะได้ไปเจอทุกคนสินะ...

ฉันลองถามสามี เขายังไม่รู้​จะอยู่ดูลูกได้หรือไม่ เพราะอาจจะมีทริปไปต่างประเทศช่วงนั้นพอดี

ฉันจึงปล่อยวาง คิดแค่ว่าถ้าจะได้ไป ก็จะได้ไป

รอต่อมาอีกหลายเดือน จนตารางเวลาของสามีชัดเจน ทริปของเขาเลื่อนออกไปไม่ชนกับช่วงเวลานี้ เป็นอันว่าฉันจะไปร่วมปฏิบัติภาวนาได้

ตอนกดจองตั๋วก็ยังนึก โหย... ปฏิบัติที่เยอรมนีก็มี นี่ถึงขั้น​จะซื้อตั๋วบินไปปฏิบัติที่สวีเดนเชียวหรือ!

..........

ทีมงานผู้จัดดูแลคนมาไกลอย่างฉันอย่างดีเยี่ยม พี่มะกรูดไปรับถึงสนามบิน ครูมี/พี่ชบา My De Genie พาเดินชมเมือง Uppsala ก่อนเข้าสถานปฏิบัติธรรม

อาหารการกินนั้นคือดีขั้นสุด จะรับตำไทย ตำปลาร้า มีทุกสิ่ง ข้าวต้ม ข้าวจี่ ขนมหวาน ตะโก้ สาคู เค้กส้ม

นึกขำๆ ว่า เอาให้เห็นตัวกิเลส (ตะกละ) กันชัดๆ ไปเลย (ฮา)

สถานที่อยู่ในป่า อากาศเย็นสบาย สงบเงียบ สะดวกสบาย ทุกอย่างฟังก์ชั่นดี ไม่ลำบากอะไรเลย

และที่สำคัญ คอร์สนี้ได้รับความสนใจสูงมาก เป็นชาวไทยเกือบ ๕๐ คน และชาวสวีเดนเกือบ ๒๐ คน หลายท่านเป็นการมาซ้ำ ไม่ใช่ครั้งแรก

แม้การสอนเป็นภาษาไทย แต่ชาวสวีเดนก็นั่งฟังด้วยได้ เพราะมีบริการแปลภาษาสดแบบเรียลไทม์ ล่ามอาสาแปลให้ทันทีโดยอาจารย์ไม่ต้องหยุดพูด

นี่มันบริการการระดับยูเอ็น (สหประชาชาติ) เลยนะ!
ถ้าต้องจ้าง จะใช้เงินมากขนาดไหน?

อีกทั้งค่าที่พัก ๓ คืน อาหาร ๗ มื้อ (เราถือศีลแปด ไม่กินข้าวเย็นค่ะ) สำหรับคนเกือบ ๗๐ คน แต่ไม่มีค่าลงทะเบียน ขอให้บริจาคตามกำลังเท่านั้น

ส่วนที่ขาดไป พี่มะกรูด เจ้าภาพจะเป็นผู้ออกเอง

ป๊าด...

พี่มะกรูดเล่าว่า เพราะเห็นประโยชน์ที่ตัวเองได้รับจากธรรมะและพระพุทธศาสนา จึงอยากตอบแทนคืนให้กับชาวสวีเดนและประเทศสวีเดน ที่ตนเองได้มาอาศัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โอ้โห... ใจของพี่เขากว้างใหญ่เป็นมหาสมุทรอะไรอย่างนี้

ไม่รู้จะอนุโมทนาสาธุอย่างไรถึงจะเพียงพอ

...........

ความที่ความตั้งใจหลักของฉัน คืออยากมาเจอเพื่อน การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องรอง ฉันไม่ได้ศึกษาหรือเตรียมตัวอะไรเลย ขอสารภาพด้วยว่าฉันไม่รู้จักอ.ประเสริฐ ทราบเพียงแต่ว่า ท่านมีสำนักภาวนาอยู่ที่เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มองย้อนกลับไป การที่มาโดยไม่รู้อะไรเลยนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ฉันไม่มีความคาดหวังใดๆ ทั้งสิ้น มาด้วยหัวโล่งๆ มาดู มาเห็น ว่าเขาทำอะไรกัน อาจารย์คนที่เพื่อนของเราศรัทธามากๆ ท่านสอนอะไรยังไงนะ

เมื่อการบรรยายเริ่มต้น ความที่ติดนิสัยนักข่าว ฉันจึงไปนั่งหลังห้องเพื่อสังเกตการณ์ดูภาพรวม แต่พอเบรกปุ๊บ น้องจีเรียกให้ฉันไปนั่งด้านหน้า แถวหน้าสุด ป๊าด... ไม่เคยนั่งหน้าขนาดนี้มาก่อนเลย

อาจารย์พาพวกเราดูว่า ทุกข์ที่เรามักคิดว่าเป็นเพราะสิ่งต่างๆ ภายนอกนั้น แท้ที่จริงแล้วเกิดขึ้นภายในใจ

ทุกความทุกข์/ความคิด/อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจ มันเกิดจากการมี “ตัวเรา” ถ้าไม่มีตัวนี้มาจับ สิ่งที่เราได้ยิน ได้เห็น ผ่านผัสสะทั้ง ๕ มันก็จะผ่านไปเอง

การกลับมาอยู่กับร่างกาย กับลมหายใจ รู้เท่าทันอารมณ์/ความคิด จะช่วยให้มันหายไป ทำบ่อยๆ สติจะเกิด ความยับยั้งชั่งใจจะเกิด

กระนั้น ทุกข์ของเราก็เหมือนควันไฟ นั่งสมาธิก็เหมือนการพัดควันออกไป ลดการแสบตาได้บ้าง แต่เดี๋ยวมันก็กลับมาใหม่

หากอยากจะดับทุกข์อย่างแท้จริง อย่างถาวร จึงไม่ใช่การไล่ควัน แต่คือการดับกองไฟ

สิ่งที่จะช่วยให้เราดับได้คือ อริยมรรค

ทั้งหมดนี้ พวกเราคนไทยที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนา รู้หมดแล้วค่ะ อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตอบได้ทุกคน

แต่ทำไมที่อาจารย์อธิบาย ถึงทำให้เราเข้าใจถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้ ทำไมมันน่าติดตาม น่าตื่นเต้นอย่างนี้ก็ไม่รู้

ฉันแปลกใจตัวเองมากๆ ว่าตลอดสี่วันสามคืน ฉันนั่งฟังอาจารย์ได้โดยไม่ว่อกแวกเลย ไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งๆ ที่ทุกเรื่อง เราก็เรียนมาหมดแล้ว

คำว่า “สนุก” โผล่ขึ้นมาในใจหลายทีมาก แปลกจริงๆ ที่ฟังบรรยายธรรมแท้ๆ แต่ดัน “สนุก” เฉยเลย

..........

ส่วนที่ฉันชอบเป็นพิเศษ คือ การที่ท่านบอกว่าจะฝึกสมาธิ ให้ตามดูรู้ลมหายใจก็พอ ทำไปชิลล์ๆ อย่าคาดหวังว่าต้องสงบ

โอ... ถูกใจฉันยิ่งนัก ฉันเป็นคนชอบความเบาสบาย อะไรที่หนัก ที่กดดัน มีรูปแบบมากๆ ไม่ถูกจริตฉัน พาลทำให้ไม่อยากปฏิบัติไปเสียอีก

ตอนท่านอธิบายเรื่องอริยมรรค มีองค์ ๘ ฉันก็ชอบมาก

กล่าวคือ ท่านบอกว่า สำหรับคนเริ่มต้นไม่ต้องจำก็ได้ว่า ๘ ข้อนั้นคืออะไร แต่ให้รู้ว่าทั้งแปดนั้น อยู่ภายใต้ไตรสิกขา คือ ปัญญา ศีล สมาธิ

อ๊ะ... อย่างนี้ก็ง่าย ไม่ต้องจำ ไม่ต้องท่อง

ท่านยกตัวอย่างว่า เหมือนเราไปหาหมอ หมอให้ยามา ๘ เม็ด เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่ายานี้คืออะไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แต่ถ้าเรากินเข้าไป เราจะหาย

เหมือนคน ๓ คนกำลังจะอาบน้ำ พระพุทธเจ้าให้สบู่มา ถ้าอาบน้ำถูสบู่แล้วร่างกายจะสะอาด คนแรกไม่รู้หรอกว่าสบู่นี้คืออะไร, คนที่สอง รู้ว่าสบู่ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไร, คนสุดท้าย รู้ไปถึงขั้นว่า องค์ประกอบไหนของสบู่จะทำปฏิกิริยาอะไรกับร่างกายของเรา

สามคนนี้ใช้สบู่อาบน้ำ ก็สะอาดเหมือนกันทุกคนค่ะ

โอ... คนจำไม่ได้อย่างฉัน มีกำลังใจปฏิบัติขึ้นมากโข ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่า มรรคมีอะไรบ้าง รวมทั้งฉันไม่สนใจด้วยว่า นั่งสมาธิไปแล้วได้ฌานไหน จะเป็นอย่างไร ถ้านั่งหลับตาไปแล้ว ต้องมาคอยจ้องว่าเอ๊ะ ตอนนี้เราอยู่ขั้นไหนแล้ว สำหรับฉัน เครียดน่าดู

แค่นั่งชิลล์ ดูลมหายใจ ไม่เพ่ง ไม่คาดหวัง เดี๋ยวความสงบมันมาเอง

หรือไม่มา ก็ช่างมัน เพราะมันอาจจะไม่ได้เหมือนกันทุกวัน หน้าที่ของเราคือ "กลับมาอยู่กับลมหายใจ" ให้ใจคุ้นชินกับความสงบข้างในเท่านั้น

ทั้งนี้ อาจารย์ไม่ได้บอกว่าหนทางนี้ง่าย เพราะเรากำลังจะฝึกไม่ทำตามสัญชาตญาณ แต่ที่ท่านสอนทำให้ฉันรู้สึกมีกำลังใจ จะช้าจะเร็ว ถ้าลงมือทำ เราก็ได้เริ่มต้นออกเดินทางแล้ว

และเมื่ออาจารย์พาเราเดินทางมาถึงปลายทางของการบรรยาย อาจารย์อธิบายให้เห็นความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างทางโลกและทางธรรม วิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนามาบรรจบกันพอดี ลงตัวแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

นึกถึงสามีและเพื่อนอีกหลายๆ คนว่า พวกเขาน่าจะได้มีโอกาสฟังการบรรยายเช่นนี้บ้าง

.........

ที่ประทับใจอีกอย่างก็คือ ตลอดสามคืนสี่วัน ไม่มีการพูดถึงคำว่า “บุญ” เลยสักครั้งเดียว

หลายครั้งที่ฉันไปวัด แล้วฉันสัมผัสได้ถึงความ “อยากได้บุญ” ของหลายๆ ท่าน

เพราะ “อยาก” ได้ จึงมาทำหลายสิ่งหลายอย่างให้วัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการได้มาเจอพระผู้ใหญ่ อาวุโส มีชื่อเสียง พลังงานนี้จะยิ่งชัดมาก ซึ่งมันหนักและหน่วงสำหรับฉันค่ะ

แต่ในคอร์สนี้ พลังงานของทุกคนเบาสบาย เหมือนทุกท่านไม่ได้มาเพราะอยากได้บุญ แต่มาเพราะเห็นว่าการปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นกุศล จึงมา

ฉันก็ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่มันเย็นสบายต่างจากทุกๆ ครั้งเลยค่ะ

..........

ขอบคุณอาจารย์ประเสริฐ ที่เมตตามาสอนพวกเรา ขอให้อาจารย์แข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธ์ร่มไทรให้พวกเรานานๆ นะคะ ขอบคุณทีมงานของอาจารย์ทุกท่านด้วยค่ะ

ขอบคุณพี่มะกรูด เจ้าภาพงานนี้ ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ทำให้พวกเราได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายธรรม ได้ปฏิบัติ เกิดปัญญา มีชีวิตในต่างแดนที่สว่างไสว เข้าใจโลกและธรรมชาติมากขึ้น

ขอบคุณน้องจี ที่ประพฤติปฏิบัติตนเองเป็นอย่างดี เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นแรงบันดาลใจให้อยากมาสัมผัสดูบ้าง

ขอบคุณทีมงานผู้จัดทุกท่าน ทั้งทีมสวีเดนและเดนมาร์ค ขยันขันแข็งและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จัดงานดีแบบหาที่ติไม่ได้เลย ขอชื่นชมล่ามพี่มะกรูดและน้องตูน ด้วยค่ะ เก่งสุดยอดดดดดดด

ขอบคุณทุกท่านมีมาร่วมปฏิบัติภาวนาด้วยกัน หย่งศรีได้พบพี่ น้อง เพื่อนทางธรรมอีกหลายท่านมากๆ ปีติใจที่จะได้เดินบนเส้นทางนี้ไปด้วยกัน

ขอบคุณสามีที่ดูแลสองสาวให้ด้วยค่ะ ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้มา

..........

คอร์สปฏิบัติภาวนานี้ น่าจะจัดขึ้นอีกในปีหน้า ระหว่างวันที่ ๑-๔ พฤษภาคม หากสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่พี่มะกรูด Ontira Språk & Kultur นะคะ

(ส่วนที่เยอรมนี ทราบมาว่าปีหน้าจะจัดที่เมือง Eschweiler โปรดรอติดตามข่าวสารข้อมูลนะคะ)

ป.ล. เนื้อหาการบรรยายของอาจารย์ที่ฉันสรุปมา หากผิดพลาดประการใด ฉันขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวค่ะ

05/05/2026

ได้ไอเดียว่า สามารถ repost โพสต์เมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ยังไม่ได้เขียนเรื่องใหม่ได้ค่ะ

ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีนะคะ
คลาร่า 🍀

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จนไม่มีข้อสงสัยในตัวเองก็พอ ✨

ประเด็นหลักตอนหาทุนเรียนต่อของคลาร่า คือ เกรดตอนป.ตรี ไม่สูง เกรดเฉลี่ยเกิน 3 มานิดหน่อย

ทุนเรียนต่อส่วนมาก (อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด) หนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือก จะพิจารณาเกรดเฉลี่ยของการศึกษาล่าสุด อาจจะเป็นในรูปแบบของการคิดเป็นสัดส่วนคะแนน หรือมีเกณฑ์ขั้นต่ำ
ยกตัวอย่างเช่น 50% ของคะแนนในการคัดเลือก ดูจากเกรดเฉลี่ย, 30% ดูจากจดหมายแนะนำตัว, 20% ดูจากการสอบแบบต่างๆ
นั่นหมายความว่า เกรด 3 นิดๆในกระเป๋าของเรา จะได้คะแนนส่วนแรกไป 38.6% ในส่วนที่ขาดหายไป มีผลค่อนข้างมากกับการตัดสิน เพราะหลายๆทุนคะแนนรวมอาจจะตัดกันไม่ % เท่านั้น

ช่วงที่หาทุน บางทีก็ท้อ มันจะเป็นไปได้จริงๆไหม
บางครั้งเสียดายน่าจะทำดีกว่านี้ในอดีต

แต่คลาร่า แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว การย่ำอยู่กับอดีต ไม่ช่วยอะไรเลย ยังแต่ความทุกข์ให้เกาะกุมจิต ณ ขณะที่นึกถึง

คลาร่าไม่ค่อยเสียใจกับอดีตนาน (จะเสียใจที่ไม่ได้ทำ หรือไม่กล้าตัดสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับเรามากกว่า) เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ณ วันนั้น ตัดสินใจดีที่สุดแล้ว บนเงื่อนไขชีวิต เลือกดีที่สุดแล้ว ด้วยความรู้และสติปัญญาที่มี ตอนนั้นฉลาดที่สุดเท่าแล้ว ฉลาดกว่านั้นไม่ได้แล้ว

ถ้าอย่างนั้น ก็จะทำคะแนนส่วนอื่นๆให้ดีที่สุด อันไหนทำไม่ได้ หรือไม่รู้ ก็ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ ฝึกฝน กลั่นกรอง ตกตะกอน จนได้จดหมายที่ดีที่สุด และเตรียมตัวกับการสอบให้ดีที่สุด จนในอนาคต ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร จะไม่สงสัยในความพยายามของตัวเอง ตอบตัวเองในวันที่หยุดทำได้ก็พอ

คลาร่าชอบคำสอนหนึ่งของอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อกว่า 12 ปีที่แล้วมากว่า ‘เรามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ เรามี passion อันแรงกล้า เราควรลงมือทำให้กรรมการที่อ่านจดหมายเรารู้ด้วย การลงมือให้เกิดการพัฒนาจึงสำคัญ‘ คำสอนนี้ เป็น 1 ใน 2 เหตุการณ์ ที่ทำให้คลาร่า จากเกรด 2 ปลายๆ ตอน 3 ปีแรกในมหาลัย เป็นเกรด 3 ปีหลัง ไม่เคยต่ำกว่า 3.7 อีกเลย (โชคดีที่เรียนหลักสูตร 6 ปี ไม่งั้นไม่มีเวลาแก้ตัว)

ทำวันนี้ให้ดีอย่างมีสติ วันข้างหน้าจะดีตามเหตุปัจจัย
หลายๆครั้งในปัจจุบัน คลาร่าก็คิดว่า เรากำลัง เตรียมดิน เตรียมแหล่งน้ำ ศึกษาสภาพอากาศ แสงอาทิตย์ ทำแปลงดินของเราไว้ วันหนึ่งเมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งโอกาสหล่นลงมา จะได้พร้อมงอกเงย

ขอให้ทุกคนมีกำลังใจที่ดีนะคะ
คลาร่า ❤️

Want your school to be the top-listed School/college?