7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก

7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก

Teilen

หลากเรื่องเล่าจากคนไกลบ้าน ณ เยอรมนี ดินแดนแห่งผู้แพ้สงครามโลก บ้าคลั่งเบียร์ ฟุตบอล รถยนต์ ไส้กรอก

12/03/2026

ใครว่า feminist เกลียดผู้ชาย? #รีวิวหนังสือ
ถ้าเคยตั้งคำถามนี้ อยากชวนให้ลองทำความรู้จักกับ 13 เล่มนี้ ดูรูปใน comment ประกอบนะคะ

สำรวจหนังสือ 13 เล่ม จาก 5 ทวีป
ตั้งแต่วรรณกรรมคลาสสิกที่ถูกแบนในโรงเรียน
บางเล่มถูก แบนในโรงเรียน
บางเล่มจุดชนวน การเคลื่อนไหวทางสังคมระดับประเทศ
บางเล่มเปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกมอง ชีวิตของผู้หญิง
เพื่อพิสูจน์ว่าหัวใจของ Feminism ไม่ใช่การทำลายใคร
แต่คือการทวงคืน "ความเป็นมนุษย์" ให้กับผู้หญิง

0:22 Feminism คือการเกลียดผู้ชายจริงหรือ?

03:33 PART 1 — ความรุนแรงที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ
03:46 โซมาเลีย: Desert Flower - Waris Dirie (พลังของการวิจารณ์จากคนใน)
07:16 เยเมน: Sold - Zana Muhsen (การแต่งงานโดยบังคับ)
10:48 ปาเลสไตน์: Minor Detail - Adania Shibli (เล่มนี้ถูกถอนรางวัลที่ Frankfurt)
14:41 อเมริกา: Beloved - Toni Morrison (ความเป็นแม่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้)

17:32 PART 2 — ร่างกาย ตัวตน และการควบคุม
17:41 อิหร่าน: Persepolis - Marjane Satrapi (ชีวิตภายใต้ฮิญาบและการปฏิวัติ)
21:12 เกาหลีใต้: Kim Jiyoung, Born 1982 - Cho Nam-joo (ใครกันแน่ที่ป่วย?)
24:00 ฝรั่งเศส: The Second S*x - Simone de Beauvoir (เราไม่ได้เกิดมาเป็นหญิง แต่เรากลายเป็นผู้หญิง)
28:59 อังกฤษ: Jane Eyre - Charlotte Brontë (ฉันไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีความรู้สึก)

31:13 PART 3 — ความเงียบและไร้ตัวตน
31:39 เกาหลีใต้: Please Look After Mom - Kyung-Sook Shin (เรารู้จักแม่ในฐานะ "คน" หรือเปล่า?)
36:03 อังกฤษ: Wuthering Heights - Emily Brontë (เมื่อความหลงใหลถูกหลอกว่าเป็นความรัก)
38:22 อังกฤษ: Mrs. Dalloway - Virginia Woolf (ชีวิตภายในที่ไม่มีใครมองเห็น)

42:00 PART 4 — ผู้หญิงที่เปลี่ยนโลก
42:16 เยอรมนี: Freiheit - Angela Merkel (เสรีภาพที่ต้องปกป้องทุกวัน)
47:51 อเมริกา:: My Own Words - Ruth Bader Ginsburg (ความยุติธรรมต้องใช้ความอดทน)

53:53 Timeline ของ 13 เล่ม ตั้งแต่ 1847 ถึง 2024 และบทสรุป
56:20 แนะนำ - เริ่มอ่านเล่มไหนดี?

10/03/2026

ตอนนี้จ่ายเงินใช้ AI อยู่สามตัวในการเป็นพี่เลี้ยงเขียนงานวิจัย ต้องบอกว่าต้องตบตีหลายรอบมาก และความจำของแต่ละตัว ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เท่าสมองคนอยู่ดี



Character แต่ละตัว

😂 Gemini พูดมากกว่าชาวบ้าน และสาระแน ไล่ให้เราไปเขียนงานวิจัย อย่าถามเรื่องไม่เป็นเรื่อง

♥️ ChatGPT ชอบชวนคุยต่อ ตอบเป็น bullet points

😭 Claude Pro ตอบแบบกลัวดอกพิกุลจะร่วง ถามคำถามเดียวกันกับสองตัวก่อนหน้า นางตอบมาประมาณ 1/3 ของชาวบ้านเขา จนต้องสั่งมันว่า "ให้ตอบยาว ๆ คุ้มกับที่เราจ่ายตังค์หน่อย"



วันนี้ เตรียมทำ YouTube ตอนใหม่ รีวิวหนังสือ เลยเจอรูปหนังสือ ที่เราเอาไปอ่านตอนอยู่ที่ SF ก่อน Covid-19 ระบาดทั่วโลกไม่นาน เลยลองส่งรูปถ่าย IMG_2219.HEIC ให้ Claude, ChatGPT และ Gemini แล้วถามว่า



1. รูปนี้ถ่ายที่ไหน?

2. เมื่อไหร่?

3. กี่โมง?

4. ใช้กล้องอะไร?"



ผลที่ได้?

















ตา Claude ตอบถูกเป๊ะทุกอย่างก่อนถามคำถามที่ 2 ด้วยซ้ำ เพราะนางเล่นอ่านข้อมูลที่ติดมากับรูป GPS ละเอียดยิบ: 37°47'28" N, 122°24'2" W, วันที่ 27 ม.ค. 2020 เวลา 10:58:03 น. ตามเวลา Pacific Standard Time 🎯



ในขณะที่



👁️ ChatGPT & Gemini อ่านภาพเหมือนนักสืบ

- วิเคราะห์สถาปัตยกรรม

- ป้ายถนน

- ตู้ไปรษณีย์

- สไตล์คาเฟ่

- เสื้อผ้าคนในรูป

- หน้าจอ laptop



จนระบุสถานที่ได้ถูกต้องทั้งคู่



แต่ ChatGPT ฟันธงว่า 2018 ส่วน Gemini ตอบ mid-2019 and early 2020

เวลากี่โมง และ อุปกรณ์อะไร ตอบไม่ถูกทั้งคู่ แต่ Gemini พยายามวิเคราะห์แสงอาทิตย์ มุมเงา และอื่น ๆ

#จบรีวิว เรื่องความสามารถวิเคราะห์รูป

ใช้ AI ทำงานวิจัย

Claude หรูหราหมาเห่ามากกกกกก ถีบอีกสองตัวออกไปได้เลย

แบบเพิ่งเริ่มใช้ 2/3/26 ว้าวซ่ามากก ให้ช่วยวิเคราะห์งานที่เขียนไว้แล้ว หาความย้อนแย้ง หรือเขียนไม่ครบ ได้ดีอยู่ แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะเราทักไปหลายครั้งว่าที่เคยเขียนไว้ ทำไมหายไปทั้งยวง หรืออันนี้เปลี่ยนทิศทางแล้ว ทำไมเธอยังให้กลับไปทำแบบเดิม งง

ใช้งานนางหนักมาก จนเกิน limit ต่อวัน ต้องรอให้มัน reset แล้ว weekly limit ก็ใช้ไป 95% แต่ไม่ไหวจะ upgrade แพงเกิ๊น 😭😭😭

พอเริ่มให้ช่วยดู SPSS และวิเคราะห์ผล หรือควรทดลอง model ไหนบ้าง มีวันนึง นั่งทำอยู่ 6 ชม. เราเจอที่นางทำผิดทุกครั้งที่นาง gen ข้อมูลมาให้

รู้สึกเหมือนนั่งตรวจงานน้อง ๆ ที่ pwc ดีไม่ดี น้อง ๆ แก้งานน้อยกว่าอีก แถมเวลาเราดุน้อง ๆ ยังรับรู้ อี AI นางไร้อารมณ์ ดุนาง นางก็ไม่รู้เรื่อง น่าเบื่อมากกก

#สรุปจากมือใหม่ zero knowledge about AIs
- ใช้ทำงานวิจัย Claude +++ ChatGPT ++ Gemini +
- คิดว่ายังไงก็ต้องมี #มนุษย์ คอยคุมอยู่ดีอ่ะ แบบจะแค่โยนข้อมูลเข้าปาก แล้วได้รายงานออกมา แล้วเอาส่งอาจารย์ไม่ได้อ่ะ คือมันไม่ถูก มันไม่ใช่
- ความจำ vs ความทรงจำ คือ ทำงานกับคน มันต้องมีติด ๆ สมองบ้าง ถ้าเคย ๆ ทำมาแล้ว อาจจะไม่เป๊ะ แต่มันต้องมีความ "ทรง"​ จำ อยู่บ้าง ส่วน AI เปลี่ยนห้อง chat ต้อง upload ข้อมูลใหม่ nuance ที่เคยคุยกันไว้ ก็ไม่มีอยู่ในความจำเลยอ่า ถึงแม้จะ upload ข้อมูลได้เรื่อย ๆ แต่มันก็น่าเบื่ออ่ะนะ

ป.ล. รูปนี้ ไปนั่งอ่าน Persepolis ตอนเช้า เป็นการเดินทางยาวนานมาก แบบ
♥️ ตั้งแต่สิ้นปี 2019 ไปลุย Patagonia กับพี่น้อง
♥️ 2020 Count-down ที่ NYC
♥️ แวะเจอสาว ๆ ที่ DC
♥️ แล้วมาจบทริปที่ SF พร้อมกับข่าว Covid-19
♥️ 29 กุมภา - 7 มีนา ไป Russia
กลับมาทัน lock down ทั่วโลกพอดี สยองมากบอกเลย

21/01/2026
14/01/2026

ในที่สุดก็พิชิตภูเขากระดาษ 795 หน้าจบแล้วค่ะ! 😂 เล่มใหม่ของป๋า Dan Brown ที่หลายคนรอคอย

ส่วนตัวชอบเล่มนี้มากเพราะ Setting คือ "ปราก (Prague)" เมืองลูกรักที่ไปกี่ทีก็ไม่เบื่อ เล่มนี้ทำการบ้านมาดีมาก อ่านแล้วเหมือนได้บินไปเที่ยวเอง

แต่ในส่วนของเนื้อหานั้น... มีความล้ำเรื่อง "จิตวิญญาณ" ที่แอบซับซ้อน (ต้องทำการบ้านเพิ่มเยอะมาก อ่านเข้าใจยาก 555) คลิปนี้เลยจะมารีวิวแบบหมดเปลือก ทั้งความประทับใจ ความรู้เรื่องจิตศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับพุทธศาสนา และข้อติติงเรื่องตอนจบที่แอบขัดใจนิดหน่อย ใครแฟนคลับ Robert Langdon ห้ามพลาดคลิปนี้ค่ะ! .
00:12 โชว์หนังสือฉบับเยอรมัน
02:50 เริ่มเปิดหนังสือตั้งแต่หน้าแรก
03:50 แก่นเรื่อง วิทยาศาสตร์ vs พุทธศาสตร์ (อิทัปปัจจยตา)
07:42 ช่วงบ่น ความรักของ Prof.
10:38 Tie-in ท่องเที่ยวกรุงปราก
12:58 แน่นไปด้วยนักวิทยาศาสตร์และทฤษฎีของเค้า
15:47 สิ่งที่ไม่ชอบในหนังสือเล่มนี้
17:35 พิกัดหนังสืออ่านเสริม "อิทัปปัจจยตา" ของท่านพุทธทาส

#รีวิวหนังสือ #เที่ยวปราก #ธรรมะ

Photos from 7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก's post 07/01/2026

The Secret of Secrets ฉบับแปลเป็นภาษาเยอรมัน https://youtu.be/zNyGtqRAfwA ออกมาเมื่อเดือนกันยา 2025 เพิ่งมีเวลามารีวิวหลังจากอ่านจบเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนี้ยังไม่มีแปลไทย คงต้องรอกลางปีนี้ล่ะมั้ง
#สรุป สิริรวม 795 หน้า ภาคภาษาเยอรมัน ชอบที่ได้กลับไปเมืองที่มีมุมถ่ายรูปได้ทุกจุดอย่าง Praha ที่ไปเยี่ยมเยือนมา 3-4 ครั้งในรอบ 10 ปี
-
รีวิว
แก่นเรื่อง เนื้อหา มีความลงลึกในเรื่อง #จิตศาสตร์ ชีวิตหลังความตาย ที่ชาวพุทธที่ศึกษาการเจริญวิปัสสนา อาจจะไม่แปลกใจมาก
-
ข้อมูลแน่น และเน้นสิ่งที่มีอยู่จริงในแง่เทคโนโลยี หลักการต่าง ๆ และสถานที่จริง ที่ถ้าไปเที่ยวเมืองนี้ ก็ตามรอยได้ไม่ยาก บางสถานที่ ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมมาก นักท่องเที่ยวไม่น่าจะเยอะ มีสอดแทรกภาษาเชค และวัฒนธรรมการกินการดื่มของชาวเมืองเข้ามาด้วย
-
หักมุมของเรื่องน่าสนใจ ทำให้คิดถึงหนังเก่า ๆ หลายเรื่อง แต่ก็ยังนึกว่าจะมีหักมุมอีก ตอนที่เนื้อเรื่องเดินไปถึงแผ่นดินอเมริกา เลยรู้สึกว่าเรื่องจบแบบ happy ending ไปหน่อย
-
ทิ้งท้าย รู้สึกว่าเล่มนี้จะเน้น romance และ sexual appearance ของตาโรเบิร์ตเยอะไปหน่อยนะ ฮึ 😣
-
ก็กลมกล่อมตามสไตล์ของนักเขียนท่านนี้ แต่ระหว่างที่อ่าน คงต้องมีการทำการบ้านไปด้วย เพราะหัวข้อที่พูดถึงในนิยาย ค่อนข้างยากแก่การเข้าใจ

07/01/2026

คริสต์มาสที่เยอรมันเงียบจัง? 🇩🇪 พาไปสัมผัสบรรยากาศ Heiligabend ของจริง กับธรรมเนียมประจำตระกูลที่สืบทอดมากว่า 40 ปี นั่นคือการอ่านหนังสือเก่าแก่ 'Das große Weihnachtsbuch' (1979) ท่ามกลางแสงเทียน... ทำไมเด็กๆ ถึงต้องอดทนรอฟังเรื่องเล่าจนจบก่อนแกะของขวัญ? มาจำลองเหตุการณ์ด้วยการอ่านเรื่องสั้นภาษาเยอรมันไปพร้อม ๆ กับ subtitle ในเรื่อง Ein Wolf โดย Hermann Hesse
#คริสต์มาส

31/12/2025

วิดีโอนี้จะพาย้อนเวลากลับไปอ่านหน้าหนังสือพิมพ์เยอรมันเมื่อ 20 ปีก่อน (26 สิงหาคม 2005) เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันปี 2025 เราจะเห็นความเชื่อมโยงที่น่าทึ่ง ตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ความพยายามร่างกฎหมายในอิรักที่นำมาสู่ความแตกแยกในวันนี้ ไปจนถึงการจับมือกันของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาดูกันว่าในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกของเราก้าวหน้าไปจริงหรือเพียงแค่หมุนวนอยู่ในวงจรเดิม? #ประวัติศาสตร์โลก #ภูมิรัฐศาสตร์
01:50 กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก
04:42 กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล
08:05 กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา
10:41 กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
11:51 Rostow am Don ประเทศรัสเซีย
12:58 กรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน
14:18 กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
15:16 กรุงโรม ประเทศอิตาลี
18:25 ผ่านมา 20 ปี มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?

คำเตือน: ประสบการณ์ส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม กลั่นกรองก่อนเชื่อนะคะ

06/09/2025


ใช้เวลา 3 วันในการอ่าน Minor Detail ของ Adania Shibli นักเขียนชาวปาเลสไตน์ (ฉบับภาษาเยอรมัน Eine Nebensache) จบ และต้องบอกว่านี่คือหนึ่งในหนังสือที่ “บางแต่หนัก” ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา — ประมาณร้อยกว่าหน้า แต่ทำให้รู้สึกอึดอัด เหมือนมีบางอย่างกดทับอยู่ตลอดการอ่าน เรียกว่าอ่านหน้าสุดท้าย คือ หน้าที่ 116 จบ แล้วคิ้วขมวดจนต้องมาหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าเราเข้าใจเนื้อเรื่องถูกมั้ยนะ

เรื่องราวแบ่งเป็นสองภาค โดยภาคแรกพาเราไปปี 1949 หลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอลเพียงหนึ่งปี ในทะเลทราย Negev หน่วยทหารอิสราเอลเข้าปะทะกับชาวเบดูอิน ก่อนจะจับหญิงสาวคนหนึ่งมาข่มขืนและฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เรื่องถูกเล่าในน้ำเสียงเย็นชา ใช้สรรพนาม "เขา"​ ตลอด 50 กว่าหน้า รายละเอียดทุกอย่างเหมือนรายงานทหาร ไม่มีอารมณ์ ไม่มีคำตัดสิน — ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ความโหดร้ายเด่นชัดขึ้น เพราะมันถูกทำให้ดูเหมือน “เรื่องเล็กน้อย” แล้วผู้อ่านอย่างเรา ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกยังไงกันแน่ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติประจำวัน ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ภาคแรกนี้ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ต่างจากภาคสองที่เป็นเรื่องแต่งเสริมขึ้นมา

ภาคสองย้ายมาสู่ปัจจุบัน (ราว 25 ปีต่อมา) เล่าเรื่องผู้หญิงชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ใน Ramallah (เมื่อที่อยู่ทางเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม ต้องบอกว่าอ่านไปก็เปิด google map ดูเทียบไปด้วยว่าเนื้อเรื่องกล่าวถึงพื้นที่ไหน) วันหนึ่งเธอพบว่าการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นตรงกับวันเกิดของเธอพอดี เธอจึงเริ่มออกตามหาความจริง เก็บเศษเสี้ยวข้อมูลจากเอกสาร สอบถามเพื่อนฝูง และพยายามเดินทางข้ามจุดตรวจต่าง ๆ ของอิสราเอล แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเสี่ยง ความหวาดกลัว และในที่สุดชะตากรรมที่สะท้อนว่าอดีตกับปัจจุบันวนกลับมาเจอกันอย่างโหดร้าย ตอนอ่านไปก็จินตนาการไปว่า เหยื่อสาวชาวเบดูอิน เป็นญาติหรือมีความสายใยบางอย่างเชื่อมโยงกัน แต่ก็ไม่ใช่ในแบบนั้น เมื่อตอนจบมันแบบ บีบคั้นว่าประวัติศาสตร์เหยียบย่ำอยู่กับที่

สิ่งที่โดดเด่นมากคือสไตล์การเล่า Shibli เลือกใช้ภาษาที่เรียบ เฉยชา และเกือบจะเป็นกลไก ที่ไม่แน่ใจว่าถ้าแปลเป็นภาษาไทย จะรู้สึกเหมือนกันมั้ย — ไม่มีชื่อของตัวละครหลัก ไม่มีการอธิบายอารมณ์ความรู้สึกโดยตรง สิ่งที่เราได้รับคือภาพซ้ำ ๆ รายละเอียดเล็ก ๆ ที่กดทับอยู่ เช่น เสียงสุนัข กลิ่นน้ำมัน หรือความเงียบในทะเลทราย รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ค่อย ๆ สะสม จนกลายเป็นพลังสะเทือนใจ ทำให้เราเห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันยังคงค้างอยู่ในประวัติศาสตร์ และสะท้อนในชีวิตของคนรุ่นต่อมา

อ่านในบริบทปัจจุบันยิ่งเจ็บปวด หนังสือออกปี 2017 แปลเป็นเยอรมันในปี 2022 แล้วเรามาอ่านในปี 2025 หลังสงคราม Gaza ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน มันทำให้รู้สึกว่าความรุนแรงนี้ไม่เคยจบลงจริง ๆ ความทรงจำที่ถูกทำให้เป็น “minor detail” ในรายงานหรือบทสนทนาทางการเมือง กลับเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของผู้คนที่ถูกทำให้เงียบเสียง Minor Detail เลยไม่ใช่แค่วรรณกรรม แต่เป็นการต่อต้านเชิงวัฒนธรรม — การบันทึกเสียงที่โลกพยายามจะไม่ฟัง

ทำให้นึกถึง Edward Said กับ “Orientalism” (ที่เพิ่งได้เจอใน Graphic novel ของ Joe Sacco) Said เคยเขียนว่าตะวันตกสร้างภาพ “ตะวันออก” ในฐานะพื้นที่ที่ด้อยกว่า ป่าเถื่อน และไร้อารยะ เพื่อทำให้การครอบงำชอบธรรม — Shibli ทำงานในแนวเดียวกัน แต่ต่างตรงที่เธอไม่เขียนทฤษฎี เธอเล่าเรื่องเล็ก ๆ ของคนธรรมดา แต่ทำให้เรารู้ว่าภาพเหมารวมและโครงสร้างอำนาจได้ลบเสียงของใครไปบ้าง

อ่านเล่มนี้จบแล้ว รู้สึกเหมือนถูกบังคับให้นั่งเงียบอยู่พักใหญ่ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ปิดหนังสือแล้วเดินออกมาได้ง่าย ๆ มันถามเราตรง ๆ ว่า เราจะทำยังไงกับประวัติศาสตร์ที่เลือกจะลืมเสียงของคนบางกลุ่ม? และเรายอมให้ความรุนแรงกลายเป็น “minor detail หรือ #รายละเอียดปลีกย่อย หรือ Nebensache” ไปต่อหน้าต่อตาหรือเปล่า?

#หนังสือเล่มนี้เหมาะกับ คนที่เชื่อว่าวรรณกรรมคือการเมือง คนที่อยากเห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งไกลตัวแต่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่กดทับชีวิตประจำวัน และทุกคนที่พร้อมจะอ่านหนังสือที่ท้าทายทั้งหัวใจและจริยธรรมของผู้อ่านเอง

Photos from 7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก's post 02/09/2025

ถึงคิวของ งานของนักข่าวภาคสนาม Joe Sacco ยอมรับเลยว่านี่ไม่ใช่การ์ตูนที่อ่านเพลิน ๆ ก่อนนอน แต่เป็นงานที่บีบให้เราต้อง “เผชิญหน้า” กับประวัติศาสตร์ ความรุนแรง และเสียงของผู้ถูกกดทับ

Sacco ลงพื้นที่ West Bank และ Gaza Strip ช่วงต้นทศวรรษ 1990s ไปสัมภาษณ์ผู้คนในค่ายผู้ลี้ภัย ครอบครัวที่สูญเสียคนที่รัก บ้านที่ถูกทำลาย หรือแม้แต่เด็ก ๆ ที่เติบโตท่ามกลางการปิดล้อม เขาบันทึกทุกอย่างออกมาเป็น graphic journalism ที่ทั้งเข้มข้นและดิบ รายละเอียดในภาพขาว–ดำแน่นจนบางทีอึดอัด แต่นั่นก็สะท้อนบรรยากาศการใช้ชีวิตที่ไม่เคยปลอดโปร่ง

สิ่งสำคัญคือ Sacco ไม่ได้ทำตัวเป็น “นักข่าวที่เป็นกลางแบบสื่อกระแสหลัก” แต่ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์ที่รับฟังและถูกกระทบ เขาเลือกเล่าด้วยมุมมองที่เห็นอกเห็นใจปาเลสไตน์ และนั่นเองที่ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นงานบันทึกที่จริงใจและมีพลังมาก ทำให้คิดว่าบางครั้งเราไม่ได้ต้องการความเป็นกลางในการสื่อสารเรื่องความขัดแย้ง แต่ปล่อยให้ผู้เสพ ได้ถามตัวเองว่า เรารับข่าวสารรอบด้านหรือไม่? ทุกคนต้องการ "Peace" แต่นิยามหรือคำจัดกัดความของคำสั้น ๆ นี้ เหมือนกันหรือไม่?

การอ่าน Palestine ในปี 2025 ยิ่งสะเทือนใจ ความไม่สงบใน Gaza ภาพการปิดล้อม ความไม่เท่าเทียม และความพยายามลบตัวตนของชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินอยู่ เหมือนประวัติศาสตร์ไม่เคยเดินไปข้างหน้า Sacco ทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังคำว่า “ความขัดแย้ง” ในข่าว มันคือชีวิตประจำวันของคนธรรมดาที่ถูกพรากสิทธิ์ในความเป็นมนุษย์

Sacco ได้พูดถึงหนังสือ Orientalism ของ Edward Said ในเนื้อเรื่อง งานคลาสสิกที่วิพากษ์ว่าตะวันตกสร้างภาพ “ตะวันออก” ในฐานะดินแดนล้าหลัง ป่าเถื่อน และไร้อารยะ เพื่อทำให้การครอบงำของตะวันตกชอบธรรม Sacco ทำงานในแนวทางเดียวกันแต่ต่างเครื่องมือ เขาใช้การ์ตูนเพื่อรื้อภาพเหมารวม เปิดพื้นที่ให้เสียงของชาวปาเลสไตน์ถูกได้ยิน และพาเรามองพวกเขาในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่เพียง “วัตถุแห่งการรายงานข่าว” หรือ “ปัญหาทางการเมือง”

อ่านจบแล้วแทบวางไม่ลง แม้เนื้อหาจะหนัก แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่า เราในฐานะผู้อ่าน ไม่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความขัดแย้งยาวนาน อย่างน้อยที่สุดคือการไม่เพิกเฉย ไม่ปล่อยให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกซ่อนอยู่หลังตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เลื่อนผ่านสายตาในหน้าข่าว แต่นำมาบอกต่อเผื่อมีคนสนใจอยากมองอีกมุมหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุค 90s

เราเสพข่าวสารความโหดร้ายต่อชาวยิวค่อนข้างเยอะ ทั้งผ่านตัวหนังสือ ทั้งการเยี่ยมชมสถานที่ ที่เกี่ยวเนื่องกับชาวยิวในช่วงสงครามโลก อย่างค่ายกักกันทั้งในโปแลนด์ (Auschwitz) และ เยอรมนี (Dachau) อ่านเล่มนี้เลยเป็นการพยายามฟังความเห็นของชาวอาหรับบ้าง

ปกติเป็นคนชอบเดินทางอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ยิ่งไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นี่ก็พยายามหาข้อมูลว่าจะเดินทางไปเหยียบกรุง Jerusalem ต้องทำอะไรบ้าง ก็ดูไม่ง่ายเท่าไหร่ ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

#หนังสือเล่มนี้เหมาะกับ คนที่สนใจการเมืองตะวันออกกลาง คนที่เคยอ่าน Orientalism และอยากเห็นการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบการ์ตูน เพื่อสื่อสารให้ง่ายขึ้น และทุกคนที่อยากเข้าใจว่าการเล่าเรื่องสามารถเป็นการต่อต้านเชิงวัฒนธรรมได้อย่างไร

Photos from 7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก's post 27/08/2025

The Stranger ของ Albert Camus ต้องสารภาพว่าผิดหวัง เพราะไม่ค่อยเข้าใจว่าหนังสือเล่มนี้อยากจะพาเราไปไหนกันแน่ หรืออาจจะเพราะคาดหวังมากเกินไป เพราะได้การประทับตราจาก Nobel Prize in Literature

ระหว่างอ่านยังแอบคิดด้วยซ้ำว่า ตัวละครหลักอย่าง Meursault อาจมีภาวะผิดปกติทางจิตบางอย่าง เช่น personality disorder หรือ emotional detachment เพราะไม่แสดงอารมณ์แม้แต่ในงานศพของแม่ ไม่สำนึกผิดแม้จะฆ่าคน… ทุกอย่างเหมือนถูกเล่าแบบ “ไร้ความรู้สึก” จนทำให้เราสับสนว่า… Camus ต้องการสะท้อน “มนุษย์เผชิญโลกที่ไร้ความหมาย” หรือแค่เล่าเรื่องของคนที่ป่วยในยุคที่คนยังไม่เข้าใจโรคในทางจิตเวช?

อาจเป็นเพราะเราไม่อยู่ในบริบทฝรั่งเศสช่วงระหว่างสงครามโลก—ช่วงที่คนตั้งคำถามกับศาสนา ความยุติธรรม และโครงสร้างสังคม เลยไม่อินอย่างลึกซึ้ง มันเหมือนมุกวงในที่เราไม่ได้อยู่ในวง เลยจับแก่นเรื่องไม่ค่อยได้ ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ชอบอ่านหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับช่วงเวลาสงครามโลก หรือค่ายกักกันนาซี ที่ได้ไปดูด้วยตาตัวเองที่ Auschwitz และ Dachau

พอจะปิดเล่ม สิ่งเดียวที่ยังติดอยู่คือความรู้สึกแปลก ๆ ว่า เราควรจะเห็นใจเขาในฐานะ “เหยื่อของโลกที่ไร้ความหมาย” หรือมองว่าเขาเป็น “คนที่ไม่เล่นตามกติกาสังคมและถูกตัดสินอย่างนั้น” กันแน่ คือยังไง "การฆ่าคน" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร (แบบพระอาทิตย์ส่องตาตอนนั้น เลยต้องยิงปืนไป 5 นัด) ก็สมควรต้องได้รับโทษมั้ย?

และยังมีข่าวดีเล็ก ๆ ที่อาจทำให้เราอินขึ้นมาหน่อย คือจะมี หนังโดย François Ozon ออกฉายในวันที่ 29 ตุลาคม 2025 ในฝรั่งเศส หลังจากฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Venice Film Festival เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 … ใครอยากเห็นการตีความ Meursault เวอร์ชันภาพยนตร์เกินหนังสือ อันนี้อาจช่วยให้เราเชื่อมโยงสิ่งที่อ่านเข้ากับความรู้สึกได้มากขึ้นก็เป็นได้

#หนังสือเล่มนี้เหมาะกับ คนที่สนใจ existentialism, คนที่อยากทดสอบความอดทนต่อความเงียบของตัวละคร, และคนที่อาจรู้สึกว่า “เมื่อตัวละครไม่รู้สึกอะไร ก็ทำให้เราต้องตั้งคำถามหนักกับตัวเอง” หรือ อาจจะหยุดอ่านไปดื้อ ๆ

Photos from 7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก's post 23/08/2025

ใช้เวลา 3 วันอ่าน ของ Marjane Satrapi จบ ตัวหนังสือเล็กมากกกกก คือต้องเพ่งอ่านแบบสุด ๆ กับความหนา 343 หน้า

Persepolis เป็นหนังสือการ์ตูนเชิงบันทึกความทรงจำที่สะท้อนชีวิตในอิหร่านช่วงหลังการปฏิวัติอิสลาม (1979) และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้หญิง ครอบครัว และสังคมโดยรวม หนังสือเล่มนี้มีลักษณะกึ่งอัตชีวประวัติ ถ่ายทอดผ่านภาพขาว–ดำที่เรียบง่าย แต่กลับทรงพลังในการเล่าเรื่อง เพราะมันทำให้ผู้อ่านโฟกัสไปที่เนื้อหา ความรู้สึก และเอาใจช่วยให้ตัวเอกมีชีวิตอิสระอย่างที่ตัวเองฝัน บางคนอ่านจะเคยดู Persopolis ในรูปแบบภาพยนตร์ ที่ก็ทำออกมาได้เหมือนในหนังสือ โดยเล่าเรื่องทั้งหมดในระยะเวลาที่จำกัด

สิ่งที่ชอบคือ การที่ผู้เขียนเล่าเรื่องราวการเติบโตของตัวเองในฐานะ “เด็กผู้หญิงธรรมดา” ที่ต้องเผชิญกับโครงสร้างทางการเมือง ศาสนา และอำนาจรัฐ เราจะเห็นการปะทะกันระหว่างความเชื่อทางศาสนาที่เข้มงวดกับความฝันเล็ก ๆ ของคนรุ่นใหม่ เช่น การฟังเพลงร็อก การแต่งกาย การทาเล็บ การแต่งหน้า หรือแม้แต่การได้พูดความคิดของตัวเองอย่างอิสระ

เราจะเห็นการปรับตัวในประเทศเสรี อย่างออสเตรีย ของคนที่มาจากโลกที่สาม และการหนีกลับไปบ้านเกิดหลังอยู่มา 4 ปี เพื่อพบว่า ตัวเองก็ไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมและสังคมของบ้านเกิดได้อีกต่อไป และสุดท้าย ก็ต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง เพื่อมาตั้งรกรากที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้บทสนทนาในเล่มนี้ มีความหลากหลายของภาษา ทั้ง Farsi, English, German and French

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การ์ตูนเล่มนี้ไม่ได้ทำให้เราเห็นเพียงความทุกข์ยากของชาวอิหร่าน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความเป็นมนุษย์” ที่ไม่ต่างจากเราเลย ความรักในครอบครัว ความขัดแย้งในใจ ความกลัว และความหวัง ซึ่งทำให้รู้สึกว่า Persepolis ไม่ใช่แค่เรื่องราวของอิหร่าน แต่เป็นการตั้งคำถามถึงอำนาจ ความเชื่อ และอิสรภาพในสังคมมนุษย์โดยทั่วไป

"ครอบครัว" คือ ส่วนที่สำคัญมาก ในการปลูกต้นกล้าให้เข้มแข็ง โดยในเรื่อง ทั้งพ่อ แม่ และย่า ถือเป็นคนที่หัวก้าวหน้ามาก ตัวเอกมีปู่และลุง ที่ถูกประหาร เพราะมีความเชื่อที่ต่างออกไป ทำให้ตัวเอก เป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมของเพศหญิงกับเพศชาย

เพิ่งดู Kite Runner เมื่อคืน ที่เล่าถึงสงครามในกรุง Kabul Afghanistan ตัวละครต้องหนีออกนอกประเทศ ในเล่มนี้ ก็มีบทที่เหมือนกันคือก่อนที่จะออกจากอิหร่าน ก็มีการ "เก็บดินจากในสวน" ติดตัวไปประเทศออสเตรียด้วย

สิ่งที่ชอบมากในการอ่านหนังสือ คือ การที่มีการเอ่ยถึงหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่เราก็เคยอ่าน เช่น ตอนที่แม่ตัวเอก อ่านหนังสือของคุณยาย Simone de Beauvior อย่าง The Mandarins และ The Second S*x ทำให้ต้องเอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มหนา ปกสีดำสนิท มีเพียงภาพ "เสื้อรัดทรง" เป็นสัญลักษณ์ของเนื้อหาของหนังสือ ออกมาเปิด ๆ ดูตาม

ประโยคที่ชอบ
"In a country where half the population is illiterate, you cannot unite the people around Marx. The only thing that can really unite them is nationalism or a religious ethic."
*
"ในประเทศที่ประชากรกว่าครึ่งไม่รู้หนังสือ แนวคิดของมาร์กซ์ไม่อาจเป็นพลังรวมใจให้คนในชาติได้ มีเพียงชาตินิยมหรือศาสนาเท่านั้นที่จะทำได้"

เรื่องที่เพิ่งเคยรู้
"You know that it's against the law to kill a virgin ..."

"So, a guardian of the revolution marries her ..."

"... and takes her virginity before executing her."
*
"ลูกรู้ใช่ไหมว่าการฆ่าหญิงบริสุทธิ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย..."

"...ดังนั้นผู้พิทักษ์การปฏิวัติจึงต้องจับเธอแต่งงาน..."

"...และพรากความบริสุทธิ์ของเธอ ก่อนจะประหารชีวิต"

Persepolis เป็นงานที่ควรอ่าน ไม่เพียงเพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองของอิหร่าน แต่ยังเพื่อสะท้อนกลับมาที่ตัวเราเอง ว่าเราใช้ชีวิตอย่างไรภายใต้กฎเกณฑ์ สังคม และศรัทธาที่เราอยู่ร่วมกับมัน บางครั้งเพื่อปลอบประโลมตนเองจากความยากลำบากของการใช้ชีวิต การมองไปยังที่ที่แย่กว่า ก็พอจะช่วยได้บ้าง ว่าชีวิตเรายังมีทางเลือกมากกว่าหลายล้านชีวิต ที่ไม่มีแม้แต่สิทธิที่จะเลือกว่าจะทำอย่างไรกับร่างกายของตนเอง

#หนังสือเล่มนี้เหมาะกับ คนที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองที่ยังคงเป็นปัจจุบันอยู่ ผู้ที่อยากเข้าใจบทบาทศาสนากับชีวิตประจำวัน และผู้อ่านที่มองหางานการ์ตูนที่ลึกซึ้งกว่าความบันเทิงทั่วไป

Photos from 7+ปีใต้ปีกอินทรีเหล็ก's post 21/08/2025

เพิ่งอ่าน "The Big Short" จบไปหมาด ๆ ยอมรับเลยว่าตอนแรกที่หยิบมา เพราะดูหนังแล้วสนุกดี คือชอบลักษณะนิสัยของ Mark Baum หรือ Steve Eismann ในชีวิตจริง มากกกกกก แบบ ก ไก่ ล้านตัว เนื่องจากการทำงานในวงการ consulting ก็พอจะเจอคนลักษณะนี้อยู่บ้าง ที่ส่วนตัวคิดว่า ง่ายต่อการทำงานด้วย เพราะปากตรงกับใจ ไม่ต้องตีความระหว่างบรรทัดมาก คิดไง พูดอย่างงั้น แต่อาจจะความดันขึ้น เพราะนางเหวี่ยงเกิน

พอเห็นว่าเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น การเงิน และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะอ่านสนุกอะไรมากมาย กะว่าอ่าน ๆ ไปให้รู้เรื่องเฉย ๆ เหมือนอ่านหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ หรือตอนอ่านของ แต่กลายเป็นว่าวางหนังสือไม่ลงจ้าาาา อ่านก่อนนอน กลายเป็นนอนไม่หลับซะงั้น เพราะตื่นเต้นมากก เหมือนหนังสือสอบสวนของคินดะอิจิ

อ่านไปได้ซัก 50 หน้าแรก ณ เมือง Stuttgart แหล่งผลิตรถส่งออกของเยอรมนี อย่าง Mercedes Benz และ Porsche อ่านไปก็คิดว่า นี่มันอะไรกันนะ มันคือการเอาข้อมูลทางการเงินที่ซับซ้อน (ต้องยอมรับว่า ไม่ได้เชี่ยวเรื่องการเงินหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ Wall Street มากนัก อ่านไปก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมดอยู่ดี) มาเล่าเป็นเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ "กล้า" จะสวนกระแส วางเดิมพันว่าฟองสบู่กำลังจะแตก ก่อนเวลาจริงเกือบ 3 ปี ก็แอบแปลกใจว่าทำไมเราถึงอินกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายเนิร์ด ๆ หรือพวกฉลามล่าเงิน ที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเลขและข้อมูล ที่มองเห็นอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น

พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มพบว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องวิกฤต แต่กำลังวิพากษ์ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมและระบบ #ทุนนิยม แบบถึงแก่นเลย
ที่น่าประหลาดใจจนถึงตกใจคือ
การวิพากษ์ระบบการเงินโลก: ที่เต็มไปด้วยความละเลย ความโลภ และความไม่ซื่อสัตย์ การที่ธนาคารใหญ่ ๆ พยายามหลอกตัวเองและลูกค้าว่าทุกอย่างจะไปได้สวย ทั้งที่ข้อมูลชัดเจนว่ากำลังจะพังทลายลงมา เหมือนทุกคนพร้อมใจกันปิดตาและหวังว่าทุกอย่างจะดีเอง หลอกตัวเองไปวัน ๆ ว่าวิกฤติแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งหนังสือเทียบความเสียหายของ เท่ากับวิกฤติหลังเหตุการณ์ 911 World Trade Center
การชี้ให้เห็นถึง "ความโง่เขลา" ของผู้เชี่ยวชาญ: คนที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ในสถาบันการเงินที่เคยน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผู้ให้ rating อย่าง Moody และ S&P กลับกลายเป็นคนที่มองไม่เห็นความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้า และเมื่อได้รับการทักท้วง ก็ไม่นำพาที่จะขุดไปให้ถึงรากของข้อมูลการกู้ซื้อบ้าน หลงดูแต่ภาพรวมที่สร้างมาจากรากฐานของข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและสมบูรณ์ ทำให้เราตั้งคำถามกับอำนาจและความน่าเชื่อถือของ "ผู้รู้" หรือ "ผู้กำกับดูแล" ในทุกวงการ ที่มีหน้าที่ปกป้องสาธารณชน แต่กลับหมกมุ่นกับการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ: การที่คนรวยและมีอำนาจในระบบการเงินรอดพ้นจากผลกระทบได้สบาย ๆ ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยต้องรับภาระทั้งหมดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพวกเขา หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่เล่าเรื่องการเงิน แต่กำลังเล่าเรื่องความไม่ยุติธรรมในสังคม ที่ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ ได้รับการโอบอุ้มหรือรอดพ้นจากการรับผิดรับชอบ ที่เป็นเนื้อหางานโดยตรง ต่างจากคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องตกงาน และไปนอนข้างถนน

ประโยคที่ชอบในเรื่องนี้
"Wall Street investment banks are like Las Vegas casinos: They set the odds. … you may win from time to time but never systematically, and never so spectacularly that you bankrupt the casino.
"Alan Greenspan will go down as the worst chairman of the Federal Reserve in history."

#หนังสือเล่มนี้เหมาะกับ คนที่คิดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องน่าเบื่อ คนที่ชอบเรื่องราวของเหล่ามนุษย์นอกกระแสที่กล้าคิดต่าง และคนที่อยากเข้าใจว่าทำไมวิกฤตเศรษฐกิจถึงเกิดขึ้นจากความโลภและความหลงตัวเองของคนไม่กี่คน ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของตัวเลขที่ซับซ้อน

Wollen Sie Ihr Schule/Universität zum Top-Schule/Universität in Stuttgart machen?

Klicken Sie hier, um Ihren Gesponserten Eintrag zu erhalten.

Lage

Kategorie

Adresse


Stuttgart