10/02/2020
||ในวันที่เด็กๆ ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของมนุษย์||
ตั้งแต่มีลูก
พ่อแม่ทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า...
เรารู้สึกอ่อนไหวรุนแรงมากกับข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ
ความเป็นพ่อแม่นั้นสากล...เช่นเดียวกับความเป็นมนุษย์
เราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับพ่อแม่คนอื่นๆ...มนุษย์คนอื่นๆ
เจ็บปวดลึกซึ้งไปกับพวกเขาในทุกความโหดร้ายที่ได้พบเจอ
และ-โดยอัติโนมัติ- เราจะถามตัวเองว่า...
ถ้าเป็นฉันล่ะ? ถ้าเป็นลูกฉันล่ะ?
คำถามแบบนี้บีบคั้นหัวใจรุนแรง
แต่เมื่อเราพยายามก้าวผ่านความหวั่นไหวเพื่อจะมองหาสิ่งที่เราทำได้
เราก็จะพบว่าทุกเหตุการณ์นั้นมีบทเรียนให้ชีวิตเราไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบใดใด
และต่อไปนี้คือ 5 สิ่งที่เราสามารถสอนเด็กๆ ของเราได้ทันที
ในวันที่เขาต้องพบเจอความร้ายกาจของมนุษย์
ไม่ว่าผ่านข่าวคราวของคนอื่น หรือในวันหนึ่งข้าหน้าที่เขาอาจต้องพบมันด้วยตัวเอง (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก)
1-สอนซูเราะฮ์ "อันนาส" (ซูเราะฮ์ 'มนุษย์') ให้ลูก
จริงๆ แล้ว ‘อันนาส’ มักเป็นซูเราะฮ์แรกที่เด็กๆ มุสลิมจะได้ท่องจำ
แต่เราควรให้เด็กๆได้เข้าใจความหมายอันยิ่งใหญ่ของซูเราะฮ์สั้นๆ นี้ด้วย
แล้วมันจะเป็นของขวัญชิ้นใหญ่มากๆ สำหรับเขาในการดีลกับมนุษย์คนอื่นๆไปตลอดชีวิต..เป็นการดีลกับมนุษย์ผ่านการดีลกับผู้สร้างมนุษย์
ทุกครั้งที่เขาต้องพบเห็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามอันมืดมนว่า "ทำไมมนุษย์ถึงโหดร้ายต่อกันได้ขนาดนี้"
ซูเราะฮ์นี้จะเป็นแสงสว่างให้เขา
บอกเขาว่า...หัวใจของมนุษย์นั้นซับซ้อน และมนุษย์ที่อันตรายนั้นมีอยู่จริง
แต่เราได้รับสิทธิ์ให้ขอคามคุ้มครองจาก "ร็อบบินนาส : ผู้อภิบาลของมวลมนุษย์"
และมันเพียงพอแล้วต่อความรอดของเรา
2-สอนให้ลูกรู้จักและผูกพันกับอัลลอฮ์สุดหัวใจ
เหตุการณ์แรกเริ่มก่อนที่ท่านหญิงมัรยัมจะมีลูกนั้นเป็นฉากที่เปี่ยมความหมายสำหรับทุกสถานการณ์คับขันอันตรายในชีวิตของเรา
เมื่ออัลลอฮ์ให้ญิบรีลปรากฎกายต่อหน้ามัรยัมในรูปของชายฉกรรจ์เพื่อแจ้งข่าวเรื่องลูกชายผู้มีเกียรติของเธอที่จะเกิดมา
ในฐานะผู้หญิงที่รักษาตัวอย่างดี นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นสำหรับมัรยัม
เธออยู่ลำพัง และไม่รู้จุดประสงค์ของผู้มาเยือน
แต่เธอกล่าวประโยคสั้นๆ ประโยคหนึ่งที่บ่งบอกว่าเธอ "รู้จัก" และวางใจในพระเจ้าของเธออย่างเปี่ยมเต็ม
"ฉันขอความคุ้มครองจาก 'อัรเราะห์มาน' ให้พ้นจากท่าน" (ซูเราะฮ์มัรยัม อายะฮ์ที่ 18)
ในวินาทีวิกฤติยิ่งนี้ เธอเลือกขอความคุ้มครองด้วยพระนาม "อัรเราะห์มาน :ผู้ทรงเปี่ยมเมตตา" แทนที่จะเป็นพระนามอื่นๆที่แสดงความสามารถและอำนาจยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ในการจัดการผู้คนตามประสงค์
นั่นคืือเธอไม่ได้ต้องการบอก(คนที่อาจเป็น)คนร้ายว่าอัลลอฮ์มีอำนาจจัดการเขาได้ขนาดไหน
แต่เธอกำลังบอกตัวเองว่าอัลลอฮ์เมตตาเธอขนาดไหน พระองค์จะต้องช่วยเหลือเธออย่างแน่นอน
นี่คือที่สุดแห่งการรู้จักและผูกพันกับอัลลอฮ์
บอกเราว่าในทุกภาวะวิกฎติและสถานการณ์น่าสิ่วหน้าขวาน
มันไม่ใช่วินาทีระหว่างเรากับคนร้าย
แต่มันคือวินาทีระหว่างเรากับอัลลอฮ์
ซึ่งความเข้าใจนี้จะทำให้ทุกความหวาดหวั่นในอันตรายคลี่คลายลง
3-สอนให้ลูกมีความเมตตาและเห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่น
หญิงโสเภณีคนหนึ่งได้เข้าสวรรค์เพราะให้น้ำกับสุนัขที่กระหาย
หะดีษนี้บอกเราว่า...การมีเมตตาต่อชีวิตอื่นเป็นความดียิ่งใหญ่มากถึงระดับที่ทำให้คนบาปหนาได้เข้าสวรรค์
แม้ชีวิตที่ว่านั้นจะเป็นของสัตว์เพียงตัวเดียว
แล้วนับประสาอะไรกับชีวิตมนุษย์
ความมีเมตตายังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่อัลลอฮ์ให้กับผู้ที่พระองค์เลือกให้เป็นผู้นำของมวลมนุษย์ (เราะห์มะตันลิลอาละมีน)
ไม่ใช่เพียงไม่เข่นฆ่าทำร้ายผู้อื่น
แต่เราต้องสอนให้ลูกรู้ว่าทุกชีวิตมีคุณค่าที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ
การสอนให้เด็กๆมีเมตตาเช่นนี้จะก่อร่างสังคมที่ไม่เอื้อให้ความเป็นฆาตกรในหัวใจใครได้เติบโต
นั่นคือนอกจากสอนให้ลูกๆ ไม่เป็นคนร้ายแล้ว
ยังเป็นการสอนเขาไม่ให้มีส่วนผลักใครให้กลายเป็นคนร้ายด้วย
4- สอนให้ลูกมีความรู้และทักษะการเอาตัวรอดในภาวะคับขัน
คำแนะนำของท่านอุมัรให้สอนเด็กๆ ว่ายน้ำ, ขี่ม้า และยิ่งธนู เป็นคำแนะนำที่ทรงคุณค่ามาก
ในยุคสมัยของท่าน ทักษะสามประการนี้เป็นพื้นฐานในการเอาตัวรอดที่สำคัญ
ซึ่งเราสามารถนำมาเปรียบและปรับใช้เป็นทักษะอื่นๆ ในยุคสมัยของเราที่มีลักษณะเดียวกันได้อีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นทักษะการป้องกันตัวเบื้องต้น หรือการหาความรู้วิธีการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ฯลฯ
น่าสังเกตว่าทั้ง 3 กิจกรรมที่ท่านอุมัรแนะนำนั้น นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว
ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้เรามีสมาธิและมีความนิ่งของกระบวนการคิด
(เช่นการว่ายน้ำ ใครที่ชอบว่ายน้ำจะนึกออกว่า การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมที่ทำให้สมองเราปลอดโปร่งมาก เราสามารถคิดอะไรดีๆได้มากมายในขณะที่แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำ)
ซึ่งความนิ่งในการตัดสินใจ หรือก็คือ “สติ” นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกสถานการณ์วิกฤติของชีวิต
5-สอนให้ลูกเชื่อมั่นในด้านดีงามของมนุษย์
แทบทุกเหตุการณ์ที่แสดงด้านมืดของมนุษย์ มักจะมีภาพที่แสดงให้เห็นด้านดีงามของมนุษย์ตามมา
มีภาพผู้คนที่ร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและครอบครัว
มีภาพความทุ่มเทของบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ที่ต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด
มีภาพความช่วยเหลือแบ่งปันกันในหมู่ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยท่ามกลางวิกฤต
ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่มีองค์ประกอบเป็นผู้คนจำนวนมาก
ขณะที่ภาพความโหดร้ายนั้นมักมีองค์ประกอบเป็นบุคคลจำนวนน้อย หรืออาจแค่บุคคลเดียวด้วยซ้ำ
ฉะนั้น...ทั้งเรา และลูกๆ ของเราที่จะเติบโตขึ้นมา ต้องไม่ยินยอมให้การกระทำของคนไม่กี่คนทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในความดีงามของเพื่อนมนุษย์
ไม่ยินยอมให้ความเกลียดชังมีชัยชนะเหนือความรัก
ไม่ยินยอมให้ความโกรธแค้นมีชัยชนะเหนือความเมตตา
และไม่ยอมให้ความหดหู่สะเทือนใจมีชัยชนะเหนือความหวัง
เรายังมีหวังเสมอว่าสังคมจะดีงามขึ้น โลกจะดีงามขึ้น...ด้วยความดีงามของมนุษย์
เป็นความหวังชนิดเดียวกับที่ทำให้ท่านนบีให้อภัยกลุ่มคนที่ทำร้ายท่าน แล้วเดินหน้าทำสิ่งดีๆ แก่โลกต่อไป
เป็นความหวังที่เด็กๆ ของเราควรต้องมี เพื่อเขาจะได้ภูมิใจ รัก และเปี่ยมพลังในความเป็นมนุษย์
แม้ในวันที่เขาต้องพบกับความโหดร้ายของมนุษย์!
----------------
||ในวันที่เด็กๆ ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของมนุษย์||
ตั้งแต่มีลูก
พ่อแม่ทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า...
เรารู้สึกอ่อนไหวรุนแรงมากกับข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ
ความเป็นพ่อแม่นั้นสากล...เช่นเดียวกับความเป็นมนุษย์
เราจะรู้สึกเชื่อมโยงกับพ่อแม่คนอื่นๆ...มนุษย์คนอื่นๆ
เจ็บปวดลึกซึ้งไปกับพวกเขาในทุกความโหดร้ายที่ได้พบเจอ
และ-โดยอัติโนมัติ- เราจะถามตัวเองว่า...
ถ้าเป็นฉันล่ะ? ถ้าเป็นลูกฉันล่ะ?
คำถามแบบนี้บีบคั้นหัวใจรุนแรง
แต่เมื่อเราพยายามก้าวผ่านความหวั่นไหวเพื่อจะมองหาสิ่งที่เราทำได้
เราก็จะพบว่าทุกเหตุการณ์นั้นมีบทเรียนให้ชีวิตเราไม่ว่ามันจะมาในรูปแบบใดใด
และต่อไปนี้คือ 5 สิ่งที่เราสามารถสอนเด็กๆ ของเราได้ทันที
ในวันที่เขาต้องพบเจอความร้ายกาจของมนุษย์
ไม่ว่าผ่านข่าวคราวของคนอื่น หรือในวันหนึ่งข้างหน้าที่เขาอาจต้องพบมันด้วยตัวเอง (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก)
1-สอนซูเราะฮ์ "อันนาส" (ซูเราะฮ์ 'มนุษย์') ให้ลูก
จริงๆ แล้ว ‘อันนาส’ มักเป็นซูเราะฮ์แรกๆที่เด็กมุสลิมจะได้ท่องจำ
แต่เราควรให้เด็กๆได้เข้าใจความหมายอันยิ่งใหญ่ของซูเราะฮ์สั้นๆ นี้ด้วย
แล้วมันจะเป็นของขวัญชิ้นใหญ่มากๆ สำหรับเขาในการดีลกับมนุษย์คนอื่นๆไปตลอดชีวิต..เป็นการดีลกับมนุษย์ผ่านการดีลกับผู้สร้างมนุษย์
ทุกครั้งที่เขาต้องพบเห็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามอันมืดมนว่า "ทำไมมนุษย์ถึงโหดร้ายต่อกันได้ขนาดนี้"
ซูเราะฮ์นี้จะเป็นแสงสว่างให้เขา
บอกเขาว่า...หัวใจของมนุษย์นั้นซับซ้อน และมนุษย์ที่อันตรายนั้นมีอยู่จริง
แต่เราได้รับสิทธิ์ให้ขอความคุ้มครองจาก "ร็อบบินนาส : ผู้อภิบาลของมวลมนุษย์"
และมันเพียงพอแล้วต่อความรอดของเรา
2-สอนให้ลูกรู้จักและผูกพันกับอัลลอฮ์สุดหัวใจ
เหตุการณ์แรกเริ่มก่อนที่ท่านหญิงมัรยัมจะมีลูกนั้นเป็นฉากที่เปี่ยมความหมายสำหรับทุกสถานการณ์คับขันอันตรายในชีวิตของเรา
เมื่ออัลลอฮ์ให้ญิบรีลปรากฎกายต่อหน้ามัรยัมในรูปของชายฉกรรจ์เพื่อแจ้งข่าวเรื่องลูกชายผู้มีเกียรติของเธอที่จะเกิดมา
ในฐานะผู้หญิงที่รักษาตัวอย่างดี นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นสำหรับมัรยัม
เธออยู่ลำพัง และไม่รู้จุดประสงค์ของผู้มาเยือน
แต่เธอกล่าวประโยคสั้นๆ ประโยคหนึ่งที่บ่งบอกว่าเธอ "รู้จัก" และวางใจในพระเจ้าของเธออย่างเปี่ยมเต็ม
"ฉันขอความคุ้มครองจาก 'อัรเราะห์มาน' ให้พ้นจากท่าน" (ซูเราะฮ์มัรยัม อายะฮ์ที่ 18)
ในวินาทีวิกฤติยิ่งนี้ เธอเลือกขอความคุ้มครองด้วยพระนาม "อัรเราะห์มาน :ผู้ทรงเปี่ยมเมตตา" แทนที่จะเป็นพระนามอื่นๆที่แสดงความสามารถและอำนาจยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ในการจัดการผู้คนตามประสงค์
นั่นคืือเธอไม่ได้ต้องการบอก(คนที่อาจเป็น)คนร้ายว่าอัลลอฮ์มีอำนาจจัดการเขาได้ขนาดไหน
แต่เธอกำลังบอกตัวเองว่าอัลลอฮ์เมตตาเธอขนาดไหน พระองค์จะต้องช่วยเหลือเธออย่างแน่นอน
นี่คือที่สุดแห่งการรู้จักและผูกพันกับอัลลอฮ์
บอกเราว่าในทุกภาวะวิกฤติและสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
มันไม่ใช่วินาทีระหว่างเรากับคนร้าย
แต่มันคือวินาทีระหว่างเรากับอัลลอฮ์
ซึ่งความเข้าใจนี้จะทำให้ทุกความหวาดหวั่นในอันตรายคลี่คลายลง
3-สอนให้ลูกมีความเมตตาและเห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่น
หญิงโสเภณีคนหนึ่งได้เข้าสวรรค์เพราะให้น้ำกับสุนัขที่กระหาย
หะดีษนี้บอกเราว่า...การมีเมตตาต่อชีวิตอื่นเป็นความดียิ่งใหญ่มากถึงระดับที่ทำให้คนบาปหนาได้เข้าสวรรค์
แม้ชีวิตที่ว่านั้นจะเป็นของสัตว์เพียงตัวเดียว
แล้วนับประสาอะไรกับชีวิตมนุษย์
ความมีเมตตายังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดที่อัลลอฮ์ให้กับผู้ที่พระองค์เลือกให้เป็นผู้นำของมวลมนุษย์ (เราะห์มะตันลิลอาละมีน)
ไม่ใช่เพียงไม่เข่นฆ่าทำร้ายผู้อื่น
แต่เราต้องสอนให้ลูกรู้ว่าทุกชีวิตมีคุณค่าที่เราต้องเคารพและให้เกียรติ
การสอนให้เด็กๆมีเมตตาเช่นนี้จะก่อร่างสังคมที่ไม่เอื้อให้ความเป็นฆาตกรในหัวใจใครได้เติบโต
นั่นคือนอกจากสอนให้ลูกๆ ไม่เป็นคนร้ายแล้ว
ยังเป็นการสอนเขาไม่ให้มีส่วนผลักใครให้กลายเป็นคนร้ายด้วย
4- สอนให้ลูกมีความรู้และทักษะการเอาตัวรอดในภาวะคับขัน
คำแนะนำของท่านอุมัรให้สอนเด็กๆ ว่ายน้ำ, ขี่ม้า และยิ่งธนู เป็นคำแนะนำที่ทรงคุณค่ามาก
ในยุคสมัยของท่าน ทักษะสามประการนี้เป็นพื้นฐานในการเอาตัวรอดที่สำคัญ
ซึ่งเราสามารถนำมาเปรียบและปรับใช้เป็นทักษะอื่นๆ ในยุคสมัยของเราที่มีลักษณะเดียวกันได้อีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นทักษะการป้องกันตัวเบื้องต้น หรือการหาความรู้วิธีการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ฯลฯ
น่าสังเกตว่าทั้ง 3 กิจกรรมที่ท่านอุมัรแนะนำนั้น นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว
ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้เรามีสมาธิและมีความนิ่งของกระบวนการคิด
(เช่นการว่ายน้ำ ใครที่ชอบว่ายน้ำจะนึกออกว่า การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมที่ทำให้สมองเราปลอดโปร่งมาก เราสามารถคิดอะไรดีๆได้มากมายในขณะที่แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำ)
ซึ่งความนิ่งในการตัดสินใจ หรือก็คือ “สติ” นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกสถานการณ์วิกฤติของชีวิต
5-สอนให้ลูกเชื่อมั่นในด้านดีงามของมนุษย์
แทบทุกเหตุการณ์ที่แสดงด้านมืดของมนุษย์ มักจะมีภาพที่แสดงให้เห็นด้านดีงามของมนุษย์ตามมา
มีภาพผู้คนที่ร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและครอบครัว
มีภาพความทุ่มเทของบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ที่ต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด
มีภาพความช่วยเหลือแบ่งปันกันในหมู่ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยท่ามกลางวิกฤติ
ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่มีองค์ประกอบเป็นผู้คนจำนวนมาก
ขณะที่ภาพความโหดร้ายนั้นมักมีองค์ประกอบเป็นบุคคลจำนวนน้อย หรืออาจแค่บุคคลเดียวด้วยซ้ำ
ฉะนั้น...ทั้งเรา และลูกๆ ของเราที่จะเติบโตขึ้นมา ต้องไม่ยินยอมให้การกระทำของคนไม่กี่คนทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในความดีงามของเพื่อนมนุษย์
ไม่ยินยอมให้ความเกลียดชังมีชัยชนะเหนือความรัก
ไม่ยินยอมให้ความโกรธแค้นมีชัยชนะเหนือความเมตตา
และไม่ยินยอมให้ความหดหู่สะเทือนใจมีชัยชนะเหนือความหวัง
เรายังมีหวังเสมอว่าสังคมจะดีงามขึ้น โลกจะดีงามขึ้น...ด้วยความดีงามของมนุษย์
เป็นความหวังชนิดเดียวกับที่ทำให้ท่านนบีให้อภัยกลุ่มคนที่ทำร้ายท่าน แล้วเดินหน้าทำสิ่งดีๆ แก่โลกต่อไป
เป็นความหวังที่เด็กๆ ของเราควรต้องมี เพื่อเขาจะได้ภูมิใจ รัก และเปี่ยมพลังในความเป็นมนุษย์
แม้ในวันที่เขาต้องพบกับความโหดร้ายของมนุษย์!