คลินิกพัฒนาการเด็ก Happy kids

คลินิกพัฒนาการเด็ก Happy kids

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คลินิกพัฒนาการเด็ก Happy kids, กทม.

ดูแลโดยนักกิจกรรมบำบัดและครูพัฒนาการเด็ก
• ประเมินพัฒนาการเด็กเบื้องต้น
• วางแผนการดูแลส่งเสริมเฉพาะบุคคล
• แนะนำแนวทางฝึกพัฒนาการทั้งที่บ้านและศูนย์
ทำงานร่วมกับผู้ปกครองเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เติบโตเต็มศักยภาพ
ร่างกาย อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้

20/08/2026

ไม่พอใจ งอน เดินหนี หรือกรี๊ด

เด็ก 7 ขวบขึ้นไปควรฝึกอะไร?

เด็กวัย 7 ขวบขึ้นไป เริ่มมีความสามารถในการเข้าใจเหตุผล ควบคุมพฤติกรรม และสื่อสารความรู้สึกได้มากขึ้น

ดังนั้น เมื่อไม่พอใจแล้ว งอน เดินหนี ร้องกรี๊ด หรือระเบิดอารมณ์เป็นประจำ สิ่งที่ควรฝึกไม่ใช่เพียง “ให้หยุดทำ” แต่ต้องฝึกให้ลูกรู้ว่า

“เมื่อไม่พอใจ ฉันสามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง และบอกคนอื่นได้อย่างไร”

1. ฝึก “หยุดก่อนตอบโต้”

เมื่อลูกเริ่มไม่พอใจ ให้ฝึกขั้นตอนง่าย ๆ

หยุด → หายใจ → คิด → ค่อยพูด

เช่น
“ตอนนี้หนูโกรธมาก ขอพักก่อน แล้วค่อยคุยกัน”

เป้าหมายไม่ใช่ให้ลูกหายโกรธทันที แต่ให้ลูก หยุดพฤติกรรมที่อาจทำให้ปัญหาแย่ลง

2. ฝึกพูดแทนการเดินหนี

เด็กบางคนเดินหนีเพราะไม่รู้ว่าจะพูดความรู้สึกอย่างไร

พ่อแม่สามารถสอนประโยคสำเร็จรูป เช่น

* “หนูไม่ชอบแบบนี้”
* “หนูรู้สึกไม่ยุติธรรม”
* “ขอเวลาสงบก่อน”
* “หนูยังไม่พร้อมคุย ขออีก 5 นาที”
* “เราตกลงกันใหม่ได้ไหม?”

การเดินออกไปสงบสติอารมณ์ทำได้ แต่ควรฝึกให้ลูกกลับมาพูดคุย ไม่ใช่เดินหนีเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทุกครั้ง

3. ฝึกยอมรับว่า “ไม่ถูกใจ” ไม่ได้แปลว่า “ต้องได้ตามใจ”

วัยนี้ควรเริ่มเรียนรู้ว่า

ผิดหวังได้
ไม่พอใจได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้

เช่น แพ้เกม ไม่ได้เลือกสิ่งที่อยากได้ ถูกเพื่อนปฏิเสธ หรือพ่อแม่ไม่อนุญาต

พ่อแม่อาจพูดว่า

“แม่รู้ว่าหนูไม่พอใจได้ แต่เราจะไม่กรี๊ดหรือพูดทำร้ายคนอื่นนะ เรามาหาวิธีจัดการกัน”

4. ฝึก “แก้ปัญหา” หลังอารมณ์สงบ

อย่ารีบสอนตอนลูกกำลังกรี๊ด เพราะช่วงนั้นลูกอาจรับเหตุผลได้น้อยลง

เมื่อสงบแล้วค่อยถามว่า

“ครั้งหน้า ถ้าเกิดแบบนี้อีก หนูจะทำอะไรแทนการกรี๊ดได้บ้าง?”

ให้ลูกคิดทางเลือกด้วยตัวเอง 2–3 วิธี

เช่น

* ขอเวลาพัก
* บอกความรู้สึก
* ขอความช่วยเหลือ
* เสนอทางเลือกใหม่
* ยอมรับว่าเรื่องนั้นเปลี่ยนไม่ได้

5. ฝึก “แพ้–ผิดหวัง–ไม่ได้ดั่งใจ” ผ่านกิจกรรม

ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาจริง

สามารถใช้เกม กระดาน การแข่งขัน หรือกิจกรรมที่มีการแพ้ชนะ แล้วฝึกว่า

“แพ้แล้วทำอย่างไร?”
“ถ้าเพื่อนไม่เลือกเรา จะทำอย่างไร?”
“ถ้ากติกาไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ จะพูดอย่างไร?”

การฝึกซ้ำในสถานการณ์เล็ก ๆ จะช่วยให้เด็กนำทักษะไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ง่ายขึ้น

6. พ่อแม่ต้องไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์

ถ้าลูกกรี๊ดแล้วพ่อแม่กรี๊ดกลับ เด็กจะได้เรียนรู้ว่า

เมื่อไม่พอใจ = ใช้อารมณ์ใส่กัน

พ่อแม่ควรสงบ ชัดเจน และรักษาขอบเขต

“แม่พร้อมคุยกับหนูนะ แต่เราจะคุยกันตอนที่เสียงเบาลง”

ไม่จำเป็นต้องยอมตามสิ่งที่ลูกต้องการเพียงเพราะลูกกรี๊ด

🚨 แบบไหนควรใส่ใจเป็นพิเศษ?

หากเด็ก 7 ขวบขึ้นไปยังมีพฤติกรรม กรี๊ดรุนแรง เดินหนีเป็นประจำ ควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อผิดหวัง ทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเอง อารมณ์รุนแรงมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ หรือปัญหาเกิดทั้งที่บ้านและโรงเรียนจนกระทบการเรียนและความสัมพันธ์กับเพื่อน

ควรประเมินเพิ่มเติมว่าเบื้องหลังมีเรื่องของ การควบคุมอารมณ์, EF, ความยืดหยุ่นทางความคิด, ความเครียด, ทักษะสังคม หรือความสามารถในการแก้ปัญหา ร่วมด้วยหรือไม่

เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้ลูก “ไม่กรี๊ด”

แต่คือการช่วยให้ลูกค่อย ๆ เปลี่ยนจาก

“ไม่พอใจ → ระเบิดอารมณ์”

เป็น

“ไม่พอใจ → หยุด → บอกความรู้สึก → คิดทางเลือก → แก้ปัญหา”

นี่คือทักษะสำคัญที่เด็กวัย 7 ขวบขึ้นไปควรค่อย ๆ ฝึกค่ะ

20/08/2026

เด็กที่ “ยอมเพื่อนง่าย” หรือถูกชักจูงได้ง่าย ไม่ได้แปลว่าเป็นเด็กอ่อนแอ และไม่ได้หมายความว่าจะถูกแกล้งแน่นอน แต่เด็กบางลักษณะอาจมี “จุดเปราะบาง” ที่ทำให้เพื่อนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าปกติ

20/08/2026

#กิจกรรมเด็กhappykids

Photos from Happy kids center ศูนย์ส่งเสริมศักยภาพเด็ก's post 20/08/2026

#คลองหลวง #ปทุมธานี

Photos from Happy kids play ส่งเสริมพัฒนาการเด็กร้อยเอ็ด's post 20/08/2026

#ร้อยเอ็ด #เกษตรวิสัย #พัฒนาการเด็ก

20/08/2026

เด็กที่มีลักษณะ Sensitive เวลาเจอเรื่องไม่ถูกใจ เช่น เล่นเกมแล้วแพ้ ถูกเพื่อนปฏิเสธ ทำงานไม่ได้อย่างที่คิด หรือกติกาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ อย่าดูแค่ว่า “ร้องไห้/โกรธ” หรือไม่ แต่ให้ดูว่า เด็กฟื้นกลับมาได้แค่ไหน และจัดการปัญหาได้ตามวัยหรือไม่

20/08/2026

#ลูกระเบิดอารมณ์

20/08/2026

✅ เช็กลิสต์พฤติกรรมเด็กที่ครูพบบ่อยในห้องเรียน

พร้อมแนวทางช่วยเหลือเบื้องต้น

20/08/2026

อย่าตัดสินศักยภาพลูกจากที่นั่งในห้องเรียน

ในห้องเรียนหนึ่งห้อง
อาจมีเด็กที่นั่งหน้าห้อง ตั้งใจฟัง ยกมือตอบคำถาม ทำงานเสร็จเร็ว

และมีเด็กที่นั่งหลังห้อง
เหม่อบ้าง คุยบ้าง ลุกบ้าง ทำงานช้าบ้าง หรือดูเหมือนไม่สนใจเรียน

แต่สิ่งที่เราเห็น…อาจเป็นเพียง “พฤติกรรมที่แสดงออก”
ไม่ใช่ทั้งหมดของศักยภาพเด็ก

เด็กหน้าห้องอาจมี
ความพร้อมในการเรียนดี สมาธิดี เข้าใจคำสั่ง และมั่นใจในการตอบ

ส่วนเด็กหลังห้องบางคนอาจกำลังมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น

* ฟังคำสั่งได้ แต่ประมวลผลช้ากว่าเพื่อน
* รู้คำตอบ แต่ไม่กล้ายกมือ
* สนใจเรียน แต่ควบคุมตัวเองให้นั่งนาน ๆ ได้ยาก
* อ่านโจทย์เข้าใจช้า จึงทำงานไม่ทัน
* มีปัญหาด้านสมาธิหรือ EF
* ไวต่อเสียงหรือสิ่งรบกวนรอบตัว
* ไม่มั่นใจ เพราะเคยทำผิดหรือถูกเปรียบเทียบ
* เข้าใจบทเรียน แต่ยังแสดงศักยภาพออกมาไม่ได้ในสถานการณ์กลุ่ม

ดังนั้น…

เด็กที่ดู “ไม่ตั้งใจ” อาจไม่ได้แปลว่าไม่อยากเรียน

และเด็กที่ทำได้ดีหน้าห้อง
ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีเรื่องที่ต้องฝึกฝน

สิ่งที่พ่อแม่และครูควรมองมากกว่าคำว่า
“เด็กหน้าห้อง” หรือ “เด็กหลังห้อง”

คือ

ลูกกำลังทำได้แค่ไหน เมื่อเทียบกับความสามารถของตัวเอง?

ลองสังเกตว่า
เมื่อได้รับความช่วยเหลือ ลูกทำได้ดีขึ้นไหม?

เมื่อเปลี่ยนวิธีสอน ลูกเข้าใจมากขึ้นไหม?

เมื่ออยู่ในกลุ่มเล็ก ลูกแสดงศักยภาพออกมามากขึ้นไหม?

เมื่อเป็นเรื่องที่สนใจ ลูกสามารถจดจ่อได้นานแค่ไหน?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเห็น “ตัวเด็ก”
มากกว่าการเห็นเพียง “ตำแหน่งที่เด็กนั่ง”

เพราะเป้าหมายของการศึกษา
ไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเป็นเด็กหน้าห้อง

แต่คือการช่วยให้เด็กแต่ละคน
ค้นพบวิธีเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวเอง และพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่

อย่าเพิ่งรีบติดป้ายว่า
“เด็กหลังห้อง = เด็กไม่เก่ง”

บางครั้งเด็กที่นั่งอยู่หลังห้อง
อาจมีความสามารถอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ค้นพบ

หน้าห้องหรือหลังห้องไม่สำคัญเท่ากับ
เราเข้าใจหรือยังว่า…เด็กคนนี้ต้องการอะไรเพื่อให้เขาเติบโตได้ดีที่สุด ❤️

Happy Kids

20/08/2026

🚨 พฤติกรรมเสี่ยงในเด็ก 3–6 ขวบ ที่พ่อแม่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน กทม?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่

กทม
10210