15/06/2026
โครงการสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองเชิงพื้นที่(TSQM-A) จังหวัดเพชรบูรณ์ สระแก้ว สุรินทร์ และขอนแก่น ปี 2568
จัด Workshop พัฒนาโรงเรียนแกนนำ การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษา การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกระบวนการ จัดการเรียนรู้ โดยใช้โครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน (CIP)
📍 วันที่ 13 มิถุนายน 2569
การนำเสนอแผนและผลการดำเนินการบพัฒนาตนเองทั้งระบบอย่างเข้ม (Intensive Whole School Approach Program: IWSAP) ณ โรงเรียนบ้านตาเสาะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
📍 วันที่ 14 มิถุนายน 2569
อบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการใช้นวัตกรรมเพื่อชุมชน (Community Innovation Project: CIP)” ณ โรงเรียนเทพอุดมวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
ในการดำเนินงานครั้งนี้ ได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำทางการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูแกนนำจากเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองจังหวัดสุรินทร์ อาทิ
• ผอ.สมนึก ศูนย์กลาง หัวหน้าทีมสนับสนุน การส่งเสริมการใช้สารสนเทศคุณภาพ (Q-Info), สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2
• ผอ.สมเกียรติ พาณิชย์กิจเจริญ PM จังหวัดสุรินทร์
• ดร.ศุภณัฐ อินทร์งาม อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วิทยาเขตบุรีรัมย์
• นางรัตนา ชิดชอบ ครูเชี่ยวชาญ รางวัลเจ้าฟ้า
• นางพรสวรรค์ ศิริวัฒน์ ครูเชี่ยวชาญ
• นายพศิน บัวหุ่ง อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา
• นางสาวจุไรรัตน์ ไชยหาญ ครูเชี่ยวชาญ
• ดร.กุญช์พิสิฎฐ์ คงนุรัตน์ ศึกษานิเทศก์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์
• นางอานันท์ปภา ฉลาดเอื้อ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป.สุรินทร์ เขต 3
• ดร.วิภาพร ชินนะแขว ศึกษานิเทศก์ สพม.สุรินทร์
รวมถึงคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากโรงเรียนบ้านตาเสาะและโรงเรียนเทพอุดมวิทยา กว่า 50 คน ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และออกแบบแนวทางการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจด้านบริการวิชาการแก่สังคมของมหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ขอขอบคุณ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ตลอดจนผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่
10/06/2026
แอดมินได้อ่านบทความทั้ง 5 ตอนด้วยความสนุก เพราะคุณหมอได้ช่วยเชื่อมโยงแนวคิดสำคัญหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาผู้เรียน ครู โรงเรียน และระบบการศึกษา จนทำให้ผมมองเห็นภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้ชัดเจนขึ้นครับ
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากบทความชุดนี้คือ การศึกษาที่ดีไม่ควรมุ่งเพียงผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความสุขในการเรียนรู้ ความเสมอภาค ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไปพร้อมกันครับ
กรณีของ Hyukshin School ที่คุณหมอนำมาเล่า ผมชอบมากครับ เพราะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงการศึกษาไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนหลักสูตรหรือวิธีสอนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ทั้งโรงเรียน ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน ทั้งผู้เรียน ครู ผู้บริหาร และชุมชนรอบโรงเรียนครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมากคือเรื่อง Systemness ครับ เพราะเป็นคำที่ช่วยอธิบายสิ่งที่พบอยู่เสมอในการทำงานพัฒนาการศึกษา เรามักมีคนเก่ง มีโครงการดี มีนวัตกรรมดี ๆ อยู่ไม่น้อย แต่หากสิ่งเหล่านั้นยังทำงานแยกส่วนกัน ก็ยากที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบได้จริง ทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การมีองค์ประกอบที่ดีเพียงบางส่วน แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงผู้คน เป้าหมาย และการเรียนรู้ให้กลายเป็นพลังร่วมของทั้งระบบครับ
ผมยังชอบมุมมองที่คุณหมอชวนให้มองการศึกษาเป็น “ระบบที่มีชีวิต” มากกว่าระบบที่ขับเคลื่อนด้วยคำสั่งหรือการควบคุม เพราะทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องอาศัยความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ ความร่วมมือ และการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่านแล้วชวนให้คิดต่อได้อีกมากครับ
ขอขอบพระคุณคุณหมอที่แบ่งปันข้อคิดดี ๆ ผ่านบทความทั้ง 5 ตอนนะครับ ทำให้ผมได้ทั้งความรู้ มุมมองใหม่ และได้ทบทวนงานพัฒนาการศึกษาที่กำลังทำอยู่ ว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายสำคัญอาจไม่ใช่การสร้างระบบที่ควบคุมได้ดีขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้คนเรียนรู้ เติบโต และร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นครับผม
บทความอยู่ด้านล่างนะครับ
https://www.gotoknow.org/posts/727739
https://www.gotoknow.org/posts/727789
https://www.gotoknow.org/posts/727802
https://www.gotoknow.org/posts/727877
https://www.gotoknow.org/posts/727940
สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย ๑๔. สรุป วาดฝันสู่อนาคต - สภามหาวิทยาลัย
ผมเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะที่จะพัฒนาสู่ความเป็นประเทศรายได้สูง และพลเมืองคุณภาพสูง ได้ โดยต้องดำเนิ...
08/06/2026
ดร.การญ์พิชชา กชกานน
 รองประธานมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคตฝ่ายวิชาการ
 เขียนบทความ เรื่องการ Facilitate  และการเป็น Facilitator ไว้อย่างลึกซึ้ง
What Paul Taught Us No.3
"People see the facilitation. They rarely see the preparation."
หลายคนคิดว่า Facilitator คือคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง พูดเก่ง ตั้งคำถามเก่ง และสร้างบรรยากาศเก่ง
แต่สิ่งที่ Paul สอนพวกเราคือ
การ Facilitate ที่ดี เริ่มต้นก่อนผู้เข้าร่วมจะเดินเข้าห้องเสียอีก
ใน Workshop ของเรา การเป็น Facilitator หรือ FA เป็นด่านที่หินมากด่านหนึ่ง และไม่ใช่ใครก็จะผ่านได้
ด่านแรกคือ คุณต้องเข้าใจกิจกรรมที่ออกแบบอย่างถ่องแท้
และวิธีเดียวที่จะเข้าใจได้จริง คือ ลงไปเป็นผู้เข้าร่วมเสียก่อน
คุณต้องลองทำกิจกรรมทุกกิจกรรมด้วยตัวเอง
ลองงง
ลองสับสน
ลองสนุก
ลองหงุดหงิด
ลองเรียนรู้
ในฐานะผู้เข้าร่วม
เพราะถ้าคุณไม่เคยเดินเส้นทางนั้นด้วยตัวเอง คุณจะพาคนอื่นเดินไปไม่ได้
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมไม่ใช่ใครก็จะมาเป็น FA ใน Workshop ของ Captain Pook ได้
ถ้าคุณไม่ผ่านด่านแรก คุณจะไม่ได้ไปต่อ
เมื่อผ่านด่านนี้มาได้ งานของ FA ก็เพิ่งเริ่มต้น
เราต้องเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้
ห้องต้องใหญ่พอ
เก้าอี้ต้องจัดให้ทุกคนมองเห็นผู้พูด
ช่วงอธิบายต้องนั่งใกล้พอที่จะมีสมาธิ
และเราจะไม่เดา
เราจะนั่งทดสอบจริง
มองจริง
เช็กจริง
ว่าเห็นหรือไม่เห็น
ได้ยินหรือไม่ได้ยิน
โต๊ะทุกตัวมีเหตุผล
มุมทุกมุมมีความหมาย
การเอียงโต๊ะเพียงไม่กี่องศา อาจเปลี่ยนคุณภาพของบทสนทนาได้
ใกล้เกินไป เสียงจะรบกวนกัน
ไกลเกินไป ความสัมพันธ์จะหายไป
ทุกอย่างจึงต้องถูกทดลองด้วยตัวเองเสมอ
อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องพร้อมก่อนกิจกรรมจะเริ่ม
FA คนหนึ่งอาจกำลังนำกิจกรรมอยู่
แต่อีกคนกำลังเตรียมกิจกรรมถัดไปอยู่เงียบ ๆ
เพื่อให้การเรียนรู้ไหลต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
ดังนั้น ถ้าคุณเคยเข้าร่วม Workshop ของเรา คุณจะไม่ค่อยเห็น FA นั่งเฉย
พวกเขาเดินตลอด
สังเกตตลอด
ปรับตลอด
เตรียมตลอด
และคอยดูแลพื้นที่การเรียนรู้ตลอดเวลา
Paul ทำให้เราเข้าใจว่า
Facilitation ไม่ใช่การควบคุมห้อง
แต่คือการดูแลทุกองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่จะทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีที่สุด
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว
ผู้เข้าร่วมอาจจดจำกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห้อง
แต่สิ่งที่ทำให้กิจกรรมนั้นเกิดขึ้นได้
มักเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นเลย
"Great facilitation is invisible."
The best facilitators are often the ones nobody notices — because everyone is busy learning. ❤️
และเป็นเรื่องตลกเหมือนกัน...
ทุกครั้งหลังจบ Workshop เรามักจะได้ยินคำพูดประมาณว่า
"พี่ ๆ FA เก่งจังเลยค่ะ"
"ทำไมพี่คุมห้องได้ขนาดนี้"
"ทำไมพี่ตั้งคำถามเก่งจัง"
แล้วพวกเราก็มักจะมองหน้ากันแล้วแอบหัวเราะ
เพราะคนที่อยู่ในห้องอาจเห็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงของการ Facilitate
แต่ไม่เห็นเบื้องหลังหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือบางครั้งหลายเดือนของการเตรียมตัว
ไม่เห็นวันที่เราลองกิจกรรมแล้วพัง
ไม่เห็นวันที่เวลาผิด
ไม่เห็นวันที่อุปกรณ์ไม่พร้อม
ไม่เห็นวันที่เราคิดไม่ออก
ไม่เห็นวันที่เราถกเถียงกัน
ไม่เห็นวันที่เราโกรธกัน
และไม่เห็นวันที่บางคนเกือบร้องไห้เพราะอยากให้การเรียนรู้ครั้งนั้นออกมาดีที่สุด
กว่าพวกเราจะผ่าน Workshop แต่ละวันไปได้ บางครั้งก็หัวปั่นไม่ต่างจากผู้เข้าร่วมเลย
แต่สิ่งที่ Paul สอนเราเสมอคือ
อย่ากลัวความผิดพลาด
เพราะพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเติบโต ไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบ
แต่มันเกิดจากการลงมือทำ
การสังเกต
การปรับปรุง
และการทำใหม่อีกครั้ง
หลายครั้งมีนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่เดินมาบอกฉันว่า
"หนูอยากเป็น FA เก่ง ๆ แบบพี่"
และคำตอบที่ฉันมักจะตอบกลับเสมอคือ
"ทุกคนเป็น FA ที่ดีได้"
ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็น Facilitator
ทุกคนต้องฝึก
ต้องลอง
ต้องพลาด
ต้องเรียนรู้
และต้องเติบโตผ่านประสบการณ์จริง
ถ้าอยากทำได้...
มาหาเจ้นะ
เดี๋ยวเจ้สอน 😊 ลองมาทำกับเจ้ก่อนสักครั้ง แล้วตัดสินใจอรกที
เพราะสิ่งที่ Paul สอนพวกเรา ไม่ใช่วิธีเป็น Facilitator ที่เก่ง
แต่คือวิธีเติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่เรากำลังดูแลการเรียนรู้
โอ้ย...
เรื่องนี้ยังอีกยาว
ไว้เล่าต่อใน EP หน้านะ ❤️
07/06/2026
What Paul Taught Us #02
Learning deepens when power is shared, not controlled.
We thought Active Learning was about activity.
Paul taught us it was about relationships.
Active Learning มักถูกเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยน “กิจกรรม” ในห้องเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หัวใจสำคัญของ Active Learning คือการเปลี่ยน “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ระหว่างครูกับผู้เรียนด้วย
การให้ผู้เรียนทำงานกลุ่ม อภิปราย หรือสร้างชิ้นงาน อาจทำให้ห้องเรียนดูมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น แต่หากครูยังคงเป็นผู้กำหนดทุกคำตอบ ควบคุมทุกความคิด และตัดสินคุณค่าของการเรียนรู้เพียงฝ่ายเดียว อำนาจในห้องเรียนก็ยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม
Active Learning ที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากการนั่งฟังเป็นการลงมือทำ แต่เป็นการเปลี่ยนจากการที่ครูเป็นเจ้าของความรู้เพียงผู้เดียว ไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างความหมายของการเรียนรู้
ที่น่าสนใจคือ อำนาจในห้องเรียนไม่ได้แสดงออกผ่านคำสั่งหรือกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังปรากฏผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เรามักมองข้าม เช่น การแต่งกาย ภาษา น้ำเสียง วิธีตั้งคำถาม หรือแม้แต่ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ในห้อง
ประสบการณ์จากการจัด Workshop หลายครั้งทำให้เห็นว่า การลดระยะห่างทางอำนาจสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องง่าย ๆ เช่น การแต่งกายให้เรียบง่าย สบาย แต่ยังคงความเป็นมืออาชีพ แทนที่จะสวมสูทหรือเครื่องแต่งกายที่เป็นทางการตลอดเวลา หลังพิธีเปิด เราเลือกทำตัวให้เข้าถึงง่าย ใช้ภาษาที่เป็นกันเอง นั่งร่วมวง สนทนาร่วมกับผู้เข้าร่วม และอยู่กับพวกเขาตลอดกระบวนการเรียนรู้
สิ่งสำคัญคือ เราพยายาม “ฟัง” มากกว่า “พูด” ตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ และหลีกเลี่ยงการเฉลยทันทีเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น แต่ใช้คำถามต่อยอดเพื่อชวนให้ผู้เข้าร่วมช่วยกันคิด ช่วยกันเชื่อมโยงประสบการณ์ และร่วมกันสร้างความหมายจากสิ่งที่กำลังเรียนรู้
ในกระบวนการนี้ ผู้สอนไม่ได้ลดบทบาทของตนเองลง แต่เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รู้ที่มีคำตอบ” ไปเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” เราดึงให้ทุกคนอยู่ในวงสนทนา รับฟังมุมมองที่หลากหลาย และรอคอยจนกระทั่งมีผู้เข้าร่วมเสนอคำตอบที่ใกล้เคียงกับประเด็นสำคัญ จากนั้นจึงค่อยต่อยอด เชื่อมโยง และสังเคราะห์ให้เห็นภาพรวมร่วมกัน
เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่าความคิดของตนมีคุณค่า เสียงของตนได้รับการรับฟัง และคำตอบไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่ที่ผู้สอนเพียงคนเดียว พวกเขาจะกล้าคิด กล้าถาม และกล้าเรียนรู้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจที่สำคัญที่สุดของ Active Learning
ดังนั้น Active Learning จึงประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงสองมิติที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Shift of Activity หรือการเปลี่ยนสิ่งที่ผู้เรียนทำ และ Shift of Power หรือการเปลี่ยนว่าใครมีสิทธิ์คิด ตั้งคำถาม และสร้างความรู้ในห้องเรียน
หากมีเพียงการเปลี่ยนกิจกรรม แต่ไม่มีการเปลี่ยนอำนาจ ห้องเรียนอาจดู Active เพียงภายนอก แต่ผู้เรียนยังคงเป็นผู้รับสารเหมือนเดิม ในทางกลับกัน เมื่อผู้เรียนได้รับพื้นที่ในการคิด ตัดสินใจ และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง Active Learning จึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญของ Active Learning อาจไม่ใช่ “ผู้เรียนได้ทำอะไร” แต่คือ “ผู้เรียนมีสิทธิ์คิดและเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเองมากน้อยเพียงใด”
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจในห้องเรียนหรือเวทีอบรม ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่หลายครั้งเริ่มต้นจากรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้สอนเลือกทำในแต่ละวัน
ในการอบรม เรามักพยายามลดระยะห่างทางอำนาจผ่านภาษากายอย่างตั้งใจ หากผู้เข้าร่วมนั่งอยู่บนเก้าอี้ เราจะโน้มตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน แทนที่จะยืนค้ำอยู่เหนือพวกเขา หากมีการสนทนาเป็นวงกลม เราจะยืนอยู่ในวงเดียวกัน ไม่แยกตัวเองออกมาเป็นศูนย์กลางของห้อง และเมื่อจำเป็นต้องยืนกลางวง เราจะหันหน้า สบตา และเชื่อมโยงกับทุกคนอย่างทั่วถึง ไม่หันหลังให้ใครนานเกินไป
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูไม่มีนัยสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้วกำลังสื่อสารบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เรากำลังบอกผู้เรียนว่า “ฉันไม่ได้อยู่เหนือคุณ” และ “เสียงของคุณมีความสำคัญพอ ๆ กับเสียงของฉัน”
เมื่อผู้สอนทำตัวให้เล็กลงในเชิงอำนาจ ผู้เรียนกลับเติบโตขึ้นในเชิงความคิด เมื่อผู้สอนลดการเป็นเจ้าของทุกคำตอบ ผู้เรียนจะเริ่มกล้าเป็นเจ้าของคำถามของตนเอง และบางที นี่อาจเป็นหัวใจที่แท้จริงของ Active Learning
เพราะ Active Learning ไม่ได้เริ่มต้นจากกิจกรรมที่ซับซ้อน แต่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีเสียง และมีสิทธิ์ร่วมสร้างการเรียนรู้ไปด้วยกัน
"บางครั้ง การสร้าง Active Learning ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนกิจกรรม แต่เริ่มจากการที่ครูยอมก้าวลงจากจุดที่สูงกว่า และเดินเข้ามายืนอยู่ในวงเดียวกับผู้เรียน"
ตลอดหลายปีของการทำงาน ฉันค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่ผู้เรียนตอบคำถามได้ถูกต้อง หรือสร้างผลงานได้สำเร็จ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พวกเขาเริ่มเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง
หลังจบการอบรม หลายครั้งผู้เข้าร่วมเดินเข้ามาขอกอด บางคนมีน้ำตา บางคนเพียงแค่จับมือแล้วบอกว่า
“ขอบคุณนะคะ ที่ฟังหนู”
“ขอบคุณที่มองเห็นหนู”
“ขอบคุณที่เชื่อในตัวหนู”
หลายคนบอกว่า เพียงได้ยินเสียง ได้เห็นรอยยิ้ม หรือได้พูดคุยกัน ก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นแล้ว
ในช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันมักย้อนกลับมาถามตัวเองเสมอว่า จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังขอบคุณเรื่องอะไรกันแน่
อาจไม่ใช่เพราะฉันสอนเก่งกว่าใคร
อาจไม่ใช่เพราะฉันมีคำตอบที่ดีกว่าใคร
แต่อาจเป็นเพราะ ในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น พวกเขารู้สึกว่ามีคนรับฟังโดยไม่ตัดสิน มีคนมองเห็นคุณค่าที่พวกเขาเองอาจหลงลืมไป และมีคนเชื่อมั่นในศักยภาพของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะเชื่อมั่นในตัวเองเสียอีก
ฉันเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้และเติบโตอยู่แล้ว
สิ่งที่ขัดขวางการเรียนรู้ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่การขาดความสามารถ แต่คือความกลัว ความไม่มั่นใจ และความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่ามากพอ
บางที หน้าที่สำคัญที่สุดของครูจึงไม่ใช่การส่งมอบความรู้
แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยมากพอ จนผู้เรียนกล้าที่จะเผชิญหน้ากับตัวเอง
เพราะเมื่อผู้เรียนเริ่มเชื่อว่าตนเองคิดได้ เรียนรู้ได้ และเติบโตได้ อำนาจในการเรียนรู้จะค่อย ๆ กลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง
และนั่นอาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของ Active Learning
ไม่ใช่การทำให้ผู้เรียนมีกิจกรรมมากขึ้น
แต่คือการทำให้ผู้เรียนมีอำนาจในตัวเองมากขึ้น
เพราะฉันเชื่อเสมอว่า
“ผู้คนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อพวกเขามีอำนาจในตัวเองที่จะเรียนรู้”
Captain Pook.
ดร.การญ์พิชชา กชกานน
รองประธานมูลนิธิเพื่อทักษะแห่งอนาคต
ฝ่ายวิชาการ