20/06/2021
21 มิถุนายน 2564 #วันครีษมายัน #กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี
วันครีษมายัน อ่านว่า ครีด-สะ-มา-ยัน หรือ Summer Solstice เป็นวันที่ช่วงกลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี เนื่องมาจากแกนหมุนของโลกเอียง ทำให้โลกทางซีกโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุด เป็นผลให้ดวงอาทิตย์มีเส้นทางการขึ้น-ตกยาวนานที่สุดในรอบปี
ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 โดยดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 05.51 น. และตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 18.47 น. ทำให้ในวันพรุ่งนี้มีช่วงเวลากลางวันเกือบ 13 ชั่วโมง
อีกทั้งในวันพรุ่งนี้ยังเป็นวันที่เข้าสู่ ฤดูร้อน ของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูหนาว ของประเทศทางซีกโลกใต้อีกด้วย
#วันครีษมายัน #กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี
05/06/2021
NASA ประกาศภารกิจใหม่สองภารกิจที่จะออกเดินทางไปสำรวจดาวศุกร์ เพื่อหาคำตอบว่าทำไมมันจึงกลายเป็นดั่ง “นรกบนดิน” ทั้งที่ได้รับฉายาว่าเป็นฝาแฝดของโลก โดยที่สองภารกิจนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ NASA’s Discovery Program ที่มีชื่อว่า DAVINCI+ และ VERITAS
ภารกิจ DAVINCI+ (Deep Atmosphere Venus Investigation of Noble gases, Chemistry, and Imaging) เป็นภารกิจที่จะวัดองค์ประกอบของบรรยากาศของดาวศุกร์ เพื่อศึกษาการก่อกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ดวงนี้ รวมถึงการตรวจสอบว่าดาวศุกร์เคยมีมหาสมุทรหรือไม่
ส่วนภารกิจ VERITAS (Venus Emissivity, Radio Science, InSAR, Topography, and Spectroscopy) เป็นภารกิจสำรวจทางธรณีวิทยา และทำแผนที่พื้นผิวของดาวศุกร์ ว่าทำไมพื้นผิวของดาวศุกร์จึงมีความแตกต่างกับผิวโลก โดยจะทำการตรวจวัดรังสีอินฟราเรดจากผิวดาวศุกร์ เพื่อใช้ในการสร้างลักษณะภูมิประเทศในรูปแบบ 3 มิติ ทำการศึกษาประเภทชั้นหิน และตรวจสอบว่าภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นปล่อยไอน้ำสู่ชั้นบรรยากาศหรือไม่
ซึ่งนาซ่าได้วางงบประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อภารกิจ โดยคาดว่าจะมีกำหนดปล่อยยานในปี ค.ศ. 2028-2030 นับว่าเป็นเวลาหลายสิบปีที่นาซ่าจะเดินทางกลับไปสำรวจดาวศุกร์อีกครั้ง นับตั้งแต่การสำรวจดาวศุกร์ของยาน Magellan ในปี ค.ศ. 1990
อ้างอิง https://www.sciencealert.com/we-re-going-back-to-venus-nasa-announces-two-new-missions-by-2030
https://www.nasa.gov/press-release/nasa-selects-2-missions-to-study-lost-habitable-world-of-venus
26/05/2021
ปรากฏการณ์จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) เป็นปรากฎการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และเป็นจังหวะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงาของโลก ทำให้ผู้สังเกตบนโลกฝั่งกลางคืน ในพื้นที่กว่าครึ่งโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งหายไปในเงามืดแล้วโผล่กลับออกมาอีกครั้ง
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง บางปีอาจมีได้มากถึง 5 ครั้ง
*ภาพใช้เพื่อการศึกษา สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนได้
#จันทรุปราคา
Facebook : URANO GO
24/05/2021
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ชวนชมปรากฏการณ์ #จันทรุปราคาบางส่วน ในค่ำคืนวันวิสาขบูชา 26 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 18.38 - 19.52 น.
โดยดวงจันทร์จะเริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งเเต่เวลา 15.47 น. และเข้าสู้จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งเเต่เวลา 18.11-18.25 น. แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว ในประเทศไทยดวงจันทร์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า โดยจะโผล่พ้นขอบฟ้าในเวลาประมาณ 18.38 น. ทำให้ในประเทศไทย จะสังเกตเห็นได้เพียงจันทรุปราคาบางส่วนเท่านั้น
จนถึงเวลา 19.52 น. ดวงจันทร์จะออกจากเงามืดของโลกจนหมด และเข้าสู่เงามัว กลายเป็นจันทรุปราคาเงามัวซึ่งสังเกตได้ยาก และดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกในเวลา 20.49 น.
อ้างอิง
https://www.facebook.com/148300028566953/posts/4203752699688312/
15/05/2021
จีนประสบความสำเร็จในการนำยานรถสำรวจลำแรกลงจอดบนดาวอังคาร ซึ่งเป็นเพียงชาติที่สองที่ทำสำเร็จ
เช้าวันนี้ (15 พ.ค.) ยาน Tianwen-1 ของจีนพร้อมกับยานรถสำรวจที่บรรทุกไปด้วย ได้ทำการลงจอดบนดาวอังคาร ณ บริเวณยูโทเปีย พลานิเทีย (Utopia Planitia) หลังจากใช้เวลากว่า 7 เดือนในการเดินทางไปยังดาวอังคาร และใช้เวลากว่า 3 เดือนในการโคจรรอบดาวอังคาร
โดยยานรถสำรวจในครั้งนี้มีชื่อว่า “Zhurong” ซึ่งถูกบรรทุกไปพร้อมกับยาน Tianwen-1 โดยหลังจากนี้จะมีการแยกตัวออกจากกัน ซึ่งคาดว่ายานรถสำรวจ “Zhurong” จะใช้เวลาอย่างน้อย 90 วันบนดาวอังคาร (หรือประมาณ 93 วันของโลก) ในการเดินทางบนดาวอังคารเพื่อศึกษาองค์ประกอบของดาวและมองหาสัญญาณบงชี้การมีอยู่ของน้ำเเข็ง เพราะเชื่อว่าบริเวณ ยูโทเปีย พลานิเทีย นั้นมีน้ำเเข็งอยู่ใต้พื้นผิวเป็นจำนวนมาก
จากการประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ตอนนี้จีนกลายเป็นชาติที่สอง ที่สามารถนำยานลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ ต่อจากประเทศสหรัฐอเมริกา
อ้างอิง
https://www.space.com/china-mars-rover-landing-success-tianwen-1-zhurong
https://www.bbc.com/news/science-environment-57122914
01/05/2021
ในทุก ๆ วันที่คุณกลับจากการทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อย เวลาได้ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปเรื่อย จากดวงตะวันที่อยู่เหนือศีรษะ ก็เริ่มเคลื่อนตัวอันตรธานไป ณ เส้นขอบฟ้า จนเป็นเรื่องปกติโดยที่คุณไม่ได้ใส่ใจมันมานาน
เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง เหตุการณ์ที่ตามมาคือการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในอวกาศ เกิดเป็นปรากฎการณ์หนึ่งที่เราคุ้นเคยอย่าง “กลางวัน” และ “กลางคืน”
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจากที่สว่างไสวไปด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ ก็เริ่มที่จะมืดมิดลง ก่อนที่ท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยดวงดาวที่ส่องสว่างนับพันประดับบนฉากหลังที่ดำมืด คำถามคือ “แล้วทำไมท้องฟ้าถึงมืดกันล่ะ?”
หากเปรียบท้องฟ้าเป็นกระดาษแผ่นใหญ่ผืนหนึ่งที่ดำสนิท และเปรียบดาวฤกษ์หรือก็คือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองเป็นสีสว่างที่ถูกแต่งแต้มด้วยพู่กันเป็นจุด สิ่งที่เราควรเห็นบนท้องฟ้าคือจุดจำนวนมหาศาลที่ระบายทั่วทั้งท้องฟ้าจนไม่มีช่องว่างสีดำสนิทหลงเหลืออยู่เลย เนื่องจากดาวฤกษ์ในอวกาศต่างมีจำนวนมหาศาลและแข่งกันส่องสว่างมายังโลกจากทุกทิศทุกทาง
แต่ภาพที่เราเห็นในท้องฟ้ากลางคืนกลับเป็นฉากสีดำมืดสนิท และถูกแต้มด้วยจุดจากแสงดาวที่ไม่ได้มากขนาดนั้น ซึ่งสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่ควรจะเป็นกลับขัดแย้งกันเองจนเราเรียกมันว่า “ความย้อนแย้ง (paradox)” รูปแบบหนึ่ง
ความย้อนแย้งนี้เองได้ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นมานานหลายครั้ง จนกระทั่ง Heinrich Wilhelm Olbers นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้มาตีความอย่างจริงจังในปี ค.ศ. 1823 ทำให้ปัญหานี้ถูกตั้งในชื่อ “Olber’s Paradox” หรือ “Dark night sky paradox” นั่นเอง
ปัญหานี้ถูกหยิบมาขบคิดเป็นระยะเวลายาวนานกว่าหลายร้อยปี มีการเสนอว่าอาจมีเศษฝุ่นในอวกาศมาบดปังแสงเหล่านั้น แต่หลักการแผ่รังสีก็จะทำให้ฝุ่นพวกนั้นปลดปล่อยแสงออกมาเองอยู่ดี หรือบางแนวคิดอธิบายถึงกำลังส่องสว่างของแสงจากดาวแต่ละดวงที่ส่องแสงมาสู่โลกให้เรามองเห็นนั้นจะลดลงตามระยะห่างกำลังสอง (inverse square law) แต่ก็อาจถูกแย้งด้วยเหตุผลที่ว่ายิ่งไกลออกไป จำนวนดวงดาวที่ส่องแสงสว่างเองก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตามก็มีแนวคิดหนึ่งที่มีความสมเหตุสมผลมาก นั้นก็คือ การที่แสงเคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยความเร็วประมานสามร้อยล้านเมตรต่อวินาที แสงจากดวงดาวแต่ละดวงต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างโลกและดาวที่เป็นแหล่งกำเนิด จึงทำให้เรายังไม่สามารถเห็นดาวทุกดวงในเอกภพได้พร้อมกัน ซึ่งเราจะเรียกเอกภพที่เราสามารถสังเกตเห็นนี้ได้ว่า “Observable Universe”
ขอย้อนกลับไปที่คำถามของเรา “แล้วทำไมท้องฟ้ายามค่ำคืนถึงมืดกันล่ะ?” ทั้ง ๆ ที่ถ้าหากเรามีเวลามากพอที่จะรอให้แสงทั้งหมดในเอกภพเดินทางมาถึงโลก เราก็ควรจะเห็นแสงจากเอกภพทั้งหมดได้สิ แต่ทำไมท้องฟ้ายามค่ำคืนมันก็ยังคงมืดมิดเหมือนเดิมในทุก ๆ คืน ไม่สว่างเพิ่มขึ้นเลย แม้จะเพียงเล็กน้อย นั้นเป็นเพราะว่า ความซับซ้อนของเอกภพของเรายังไม่หมดเพียงเท่านี้
หลังจากการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานทุกแนวคิดล้วนถูกตั้งอยู่ในขอบเขตความคิดที่ว่า “เอกภพนั้นเป็นอนันต์” เป็นอยู่ของมันเช่นนี้มาอย่างไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดจบ การค้นพบที่สามารถเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุด(ในตอนนั้น) บ่งบอกว่าเอกภพกำลัง “ขยายตัว” ออกจากกันในทุกทิศทุกทาง เสมือนว่า ดวงดาวเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนพื้นผิวของลูกโป่งที่กำลังถูกเป่าให้ขยายตัว นั้นหมายถึงเอกภพของเราควรมีจุดเริ่มต้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เรียกว่าอนันต์ตามนิยามทางคณิตศาสตร์
การขยายตัวของเอกภพที่อธิบายไว้ข้างต้นนั้นส่งผลต่อทุกสิ่งในเอกภพรวมถึง “แสง” ที่เหล่าดวงดาวและแหล่งกำเนิดแสงต่าง ๆ พยายามส่งมาถึงเราบนโลก ความยาวคลื่นของแสงเหล่านี้เปรียบได้กับ “เส้นมาม่า” ที่กำลังถูก “ยืด” ออกตามการขยายตัวของเอกภพ แสงที่ถูกส่งมาจากระยะใกล้ก็จะถูกยืดออกไม่มากนัก แต่สำหรับแสงที่ถูกส่งมาจากระยะไกล ๆ เส้นมาม่า (ความยาวคลื่นของแสง) จะยิ่งถูกยืดมากขึ้น ดังนั้นแสงจากแหล่งกำเนิดที่ถูกส่งมาจากระยะที่ไกลมาก ๆ ภายใต้เอกภพที่กำลังขยายตัว ความยาวคลื่นของแสงเหล่านี้จะถูกยืดออกจนกระทั่ง มีความยาวคลื่นเกินกว่าช่วงที่สายตามนุษย์อย่างเราสามารถมองเห็นได้ และด้วยเหตุผลนี้เองที่เป็น “คำตอบ” ของปัญหาแห่งความมืดมิดของท้องฟ้าในยามราตรี
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Olbers%27_paradox #:~:text=In%20astrophysics%20and%20physical%20cosmology,infinite%20and%20eternal%20static%20universe.
29/04/2021
“That’s one small step for a man, one giant leap for mankind”
(นี่คือก้าวเล็ก ๆ ของคนคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ)
- Neil Alden Armstrong
ประโยคนี้เป็นประโยคชื่อดังของนีล อาร์มสตรอง เขาได้กล่าวไว้หลังจากที่เขาได้ปฏิบัติภารกิจเหยียบลงบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติ นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่
เรื่องราวของการสำรวจอวกาศในสมัยก่อนนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการแข่งขันทางอวกาศของสองมหาอำนาจได้แก่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต โดยหลังจากสหภาพโซเวียตปล่อยดาวเทียมสปุตนิก 1 (Sputnik 1) ขึ้นสู่วงโคจรโลกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957 และตามด้วยการส่งนักบินอวกาศยูริ กาการิน ขึ้นสู่อวกาศได้เป็นครั้งแรกในวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 นับว่าเป็นการประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต
หลังจากนั้นเมื่อประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1961 ชาวอเมริกาส่วนใหญ่เชื่อว่าประเทศของตนกำลังพ่ายแพ้ให้กับสหภาพโซเวียต ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี จึงเล็งเห็นว่าหากต้องการจะล้ำหน้าสหภาพโซเวียตไปอีกขั้น ไม่เพียงแต่ส่งมนุษย์ขึ้นไปโคจรรอบโลก แต่การส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ คือ เป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ทั้งหมดที่กล่าวไปนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์
“เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์ในทศวรรษนี้และทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย แต่เพราะมันเป็นเรื่องยาก” ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ในปีค.ศ. 1962 ที่มหาวิทยาลัยไรซ์ รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อกระตุ้นให้ชาวสหรัฐอเมริกาเห็นถึงความสำคัญของการออกเดินทางสำรวจดวงจันทร์
ด้วยเหตุนี้สหรัฐอเมริกาจึงได้ทุ่มงบประมาณจำนวณมากรวมถึงกำลังคน วิศวกร นักวิทยาศาสตร์จำนวนกว่าแสนคนภายใต้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดีก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อชื่นชมความสำเร็จในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโล 11 ในปี 1969 เนื่องจากเขาถูกลอบสังหารเสียก่อนเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963
หลังจากนั้นยานอะพอลโล 11 ได้ถูกส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยจรวดแซเทิร์น 5 (Saturn V) ที่ฐานยิงจรวดที่แหลมเคเนดี รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 โดยมีลูกเรือสามคน คือ นีล อาร์มสตรอง, บัซซ์ อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์
ยานอะพอลโล 11 มีส่วนประกอบด้วยกัน 2 ส่วน คือส่วนยานบังคับการ (Command Service module) ใช้ชื่อว่า โคลัมเบีย (Columbia) และส่วนของยานลงจอดบนผิวดวงจันทร์ (Lunar module) ใช้ชื่อว่า อีเกิลส์ (Eagle)
ตามแผนการที่วางไว้นีล อาร์มสตรองและบัซซ์ อัลดรินจะอยู่ในส่วน Lunar module เพื่อเตรียมลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ ส่วนนักบินอวกาศอีกคนคือไมเคิล คอลลินส์ จะอยู่ในยานบังคับการซึ่งโคจรวนรอบดวงจันทร์ ไม่ได้ลงไปเหยียบดวงจันทร์
ยานใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 วัน ถึงจะเดินทางถึงวงโคจรของดวงจันทร์ โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 นีล อาร์มสตรองได้ควบคุมยานและลงจอดบนดวงจันทร์ในบริเวณ "ทะเลแห่งความเงียบสงบ” (Mare Tranquilitatis) โดยนีล อาร์มสตรอง เป็นมนุษย์คนแรกที่ก้าวเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ และตามด้วยบัซซ์ อัลดริน ระหว่างที่อยู่บนดวงจันทร์ทั้งคู่ได้เก็บตัวอย่างหินและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกทั้งได้มีการปกธงชาติสหรัฐอเมริกาลงบนดวงจันทร์อีกด้วย รวมเวลาอยู่บนดวงจันทร์ 21 ชั่วโมง 36 นาที ส่วนไมเคิล คอลลินส์แม้ไม่ได้ลงเหยียบบนดวงจันทร์แต่เขาก็รับหน้าที่อยู่บนยานบังคับการ โดยถ่ายภาพและส่งสัญญาณติดต่อกับโลก
หลังจากเสร็จสิ้นการสํารวจดวงจันทร์ทั้งคู่ก็เทียบยานเข้ากับ Command Service module ก่อนเดินทางกลับสู่โลกและพุ่งลงในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1969
เรียกได้ว่าการสำรวจดวงจันทร์ในครั้งนี้นำมาซึ่งความฝัน และแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์ชาติหลากหลายคนบนโลก พร้อมทั้งยังนำมาซึ่งการพัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกมากมาย
และอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้องค์การนาซ่าก็จะมีโครงการนำมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งกับโครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ในปี ค.ศ. 2024
Credit Photo : NASA
อ้างอิง
https://www.bbc.com/news/world-us-canada-48911106
https://www.space.com/apollo-11-complete-guide.html
https://www.nasa.gov/mission_pages/apollo/missions/apollo11.html
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A5_1
28/04/2021
ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในสามลูกเรือที่เข้าร่วมภารกิจโครงการ Apollo 11 เขาได้ไปดวงจันทร์ร่วมกับนีล อาร์มสตรอง และเอดวิน อัลดริน
ในขณะปฏิบัติภารกิจโครงการ Apollo 11 ไมเคิล คอลลินส์ เป็นนักบินอวกาศผู้เดียวที่ไม่ได้ลงไปเหยียบดวงจันทร์ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของเขานีลอาร์มสตรองและบัซอัลดรินเดินบนดวงจันทร์
ล่าสุดเขาเสียชีวิตในวันพุธที่ผ่านมาหลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็ง เขาใช้เวลาช่วงสุดท้ายอย่างสงบ กับครอบครัวของเขาที่อยู่เคียงข้าง
Credit Photo : NASA
อ้างอิง
https://www.nasa.gov/press-release/statements-on-passing-of-michael-collins
https://www.bbc.com/news/world-us-canada-56921562
26/04/2021
ในค่ำคืนวันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564 จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Super Full Moon” หรือปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวง ใกล้โลกที่สุดในรอบปี
ซึ่งเป็นจังหวะที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะ 357,370 กิโลเมตร ซึ่งปรากฎการณ์ Super Full Moon เกิดขึ้นจากสองปรากฎการณ์พร้อมกัน ปรากฎการณ์แรก คือ เฟสของดวงจันทร์เป็นดวงจันทร์เต็มดวง และปรากฏการณ์ที่สอง คือ ดวงจันทร์โคจรมาในตำแหน่งใกล้โลก
ในช่วงเวลาประมาณ 1 เดือน ดวงจันทร์จะโคจรรอบโลกครบ 1 รอบ โดยมีวงโคจรเป็นวงรี ทำให้ในแต่ละเดือนดวงจันทร์จะโคจรเข้ามาในตำแหน่งที่ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า Perigee มีระยะทางเฉลี่ย 356,400 กิโลเมตร และตำแหน่งไกลโลกที่สุด เรียกว่า Apogee มีระยะทางเฉลี่ยประมาณ 406,700 กิโลเมตร
โดยทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้แนะนำวิธีการถ่ายภาพดวงจันทร์ไว้ในลิ้งด้านล่างนี้ หากใครสนใจก็สามารถรับชมได้ในวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางทิศตะวันออก ตั้งเเต่เวลา 19.00 น.
อ้างอิง
https://www.facebook.com/NARITpage/photos/a.148308931899396/4118268078236775/
25/04/2021
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผยว่าในวันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลาประมาณ 12.16 น. ดวงอาทิตย์จะโคจรผ่านเข้ามาตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร
หลายคนที่ได้ยินดังนี้ คงนึกดีใจว่าเราคงจะได้ซักผ้ากันแล้ว เพราะน่าจะเป็นวันที่ร้อนที่สุด หลังจากที่หลายวันในช่วงนี้ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ แต่ช้าก่อนการที่ดวงอาทิตย์โคจรมาตั้งฉากกับพื้นโลกก็ไม่ได้หมายความว่าในวันนั้นจะเป็นวันที่ร้อนที่สุดเสมอไป
แม้การที่ดวงอาทิตย์โคจรมาตั้งฉากกับพื้นที่นั้น ๆ จะทำให้ในพื้นที่นั้นได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ แต่การจะบอกว่าอุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยร่วมด้วย เช่น ปริมาณไอน้ำในอากาศ ปริมาณเมฆ กระแสลม ฯลฯ ดังนั้นวันที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกอาจจะไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด
แต่ความน่าสนใจของการที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก นั่นคือในช่วงเวลาดังกล่าวหากเราออกไปยืนกลางแดด เงาของร่างกายจะตกอยู่ใต้เท้าพอดี หรือเงาของวัตถุก็จะตกอยู่ใต้วัตถุพอดี ไม่เฉียงไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจเรียกได้ว่า “เสมือนไร้เงา”
ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 26 เม.ย. – 1 พ.ค. 64 จะมีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง
เราต้องมาลุ้นแล้วละว่าในวันพรุ่งนี้เราจะได้รับชมปรากฎการณ์นี้กันหรือไม่
อ้างอิง
https://www.facebook.com/NARITpage/photos/a.148308931899396/4112349498828633/
24/04/2021
ตำนานนางวันทองถูกเล่าขานมาเนิ่นนาน แต่รู้หรือไม่ว่าตำนานดวงดาวเองก็มีเรื่องราวความรักที่ถูกเล่าขานกันมาเหมือนกัน
ตามตำนานเล่าขานกันว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์อยู่ 2 ดวง ดวงหนึ่งเป็นดวงจันทร์ผู้ชาย อีกดวงเป็นดวงจันทร์ผู้หญิง และดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ต่างก็รักกันมาก ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกันไปไหน ในทุก ๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่ อยู่เคียงข้างกันเสมอ
แต่แล้ววันหนึ่ง… ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์และได้หลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์เข้า จนดวงจันทร์ผู้หญิงตัดสินใจเคลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ทีละน้อย
และสุดท้ายก็แยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด...
พอราตรีกาลมาถึง จึงมีดวงจันทร์ผู้ชายอยู่เพียงดวงเดียว เขาได้เเต่เฝ้ารอดวงจันทร์ผู้หญิง คืนแล้วคืนเล่า จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไป เขาก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ ด้วยความคิดถึงและความเป็นห่วงดวงจันทร์ผู้หญิง อยากที่จะพบเจอกันให้เร็วที่สุด ทำให้เขาได้คิดว่า "หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้ คงไม่ได้เจอแน่ ๆ" จึงตัดสินใจ.. ระเบิดตัวเอง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไปทั่วทั้งจักรวาล เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งให้เจอโดยเร็วที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไป ดวงจันทร์ผู้หญิงได้เห็นถึงความจริงว่า.. แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า สวยงามสักปานใด แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้า แต่เพียงเธอเท่านั้น ยังส่องแสงไปยังดาวดวงอื่นๆ อีกมากมาย
ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงจะกลับไปมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง แต่ทว่าหาเท่าไรก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ ต่อมาจึงได้รู้ว่า ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเอง เพียงเพื่อตามหาตนจนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอ กับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว จึงได้แต่โศกเศร้าและเสียใจ
แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชาย มีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง ในทุกค่ำคืนดวงจันทร์ชายจึงพยายามเปล่งประกายแสงที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตนส่งให้ถึงดวงจันทร์ผู้หญิง เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า เคียงข้างดวงจันทร์ จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาว ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้
หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน วันไหนที่เห็นดวงจันทร์สวยสด วันนั้นคุณก็จะไม่เห็นดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสง หรือวันใดคุณเห็นดาวเปล่งประกายเต็มฟ้ามืด วันนั้นคุณก็จะไม่พบดวงจันทร์....
… เขาและเธอไม่อาจพบกันได้ตลอดกาล ....
“ใครจะอยากเป็นคนไม่ดี ผิดที่ใจไม่จำว่ามันไม่ควรรักใคร เจ็บที่ใครๆเขาก็มองว่าเราหลายใจ เกลียดตัวเองจริงๆที่ฝืนหัวใจไม่ได้”
-เพลง สองใจ /ดา เอ็นโดรฟิน