ภาษีไม่หนีไปไหน - Taxes are everywhere

ภาษีไม่หนีไปไหน - Taxes are everywhere

Share

เจตนารมณ์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบัญชี-ภาษี เพราะเป็นเหมือนความรู้ขั้นพื้นฐานของทุกคน
By Eager Beaver

Photos from กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD's post 20/05/2026
13/05/2026

เรื่องภาษีการให้ที่ดิน
แพรรินทร์กดคำนวณเบื้องต้น**

แล้ว
ค่าภาษีโอนตรงจากอากงสู่หลานภาษีเกือบ 2 เท่า...เทียบกับ อากงให้แม่ >> แล้วแม่ให้บุตร

หมายเหตุ
1.ข้อจำกัดของการคำนวณจากเวปกรมที่ดินคือวันที่รับคำนวณจะเป็นวันปัจจุบันเท่านั้นไม่ใช่วันที่เกิดเหตุการณ์จริงดังนั้น ตัวเลขที่แท้จริงอาจมีการคาดเคลื่อน

2.สมมุติว่าที่ดินแปลงนี้มูลค่า1000ล้านตามข่าว*
3.ประมาณการณ์ว่าองกงได้มาแล้ว10ปีก่อนจัดการมรดก

****การคำนวณผลเพื่อแสดงผลลัพธ์คร่าวๆให้เห็นตัวเลขสัดส่วนเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อการศึกษา

ข้อมูลที่ตัวเลขจริงต้องเอาจากเจ้าตัวเท่านั้น

หากผิดพลาดประการใดขออภัย

แพรรินทร์
CEO Land for Loan
______________

มาเจาะดูความรู้ภาษีทีละตัว

#ภาษีเงินได้

การโอนบ้านแบบให้เปล่าจากตาให้หลานทอดเดียว กฎหมายมองว่าตาเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีเงินได้จากการโอนบ้านโดยสำนักงานที่ดินที่คิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ตอนโอนเลย ในขณะที่การโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของตัวเองจะเข้าข้อยกเว้นภาษีเงินได้ไปเลย

(หมายเหตุ กฎหมายที่บอกว่าห้ามโอนมูลค่าเกิน 20 ล้าน ไม่งั้นลูกหลานต้องเสียภาษี เริ่มประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2559)

ดังนั้น การโอนจากตาไปหาแม่ทอดนึงก่อน (พ่อยกให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของตัวเอง) แล้วค่อยโอนจากแม่ไปหาลูก (แม่ยกให้บุตรชอบด้วยกฎหมายของตัวเอง) จึงทำให้ยกเว้นภาษีได้ตลอดทั้งสาย ไม่เหมือนกับโอนตรงทอดเดียวจากตาให้หลานที่ต้องเสียภาษีเงินได้

#ภาษีธุรกิจเฉพาะ
ได้รับการยกเว้นแม้ว่าถือไม่นาน

#ค่าโอน.
1) ค่าธรรมเนียมโอน
กรณี:
พ่อแม่ → ลูก : ลดเหลือ 0.5%
แต่ “อากง → หลาน”
มักไม่ได้สิทธิ์นี้
จึงใช้อัตราปกติ 2%

สรุปสั้น ๆ
เพราะกฎหมายไทยให้ “พ่อแม่-ลูก” เป็นสายตรงที่ได้รับสิทธิ์ภาษีพิเศษมากที่สุด
ส่วน “อากง-หลาน” แม้เป็นครอบครัวเหมือนกัน แต่ถือว่า “ข้ามรุ่น” จึงเสียภาษี/ค่าธรรมเนียมสูงกว่าในหลายกรณีค่ะ

Photos from บมจ.ธรรมนิติ's post 13/05/2026
24/12/2025

ลูกหนี้กรรมการ
....

รายการ "ลูกหนี้กรรมการ" หรือ “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” เกิดขึ้นเพราะ “เงินสด” หายไปจากบัญชีของกิจการ จากสาเหตุสำคัญ 3 กรณี คือ

1. เจ้าของกิจการ นำเงินออกมาใช้จ่ายส่วนตัว
2. กิจการมี “รายจ่าย” แต่ไม่ได้นำมาบันทึกทางบัญชี
3. ทุนจดทะเบียนสูง แต่ไม่มีจำนวนเงินอยู่จริง!

ซึ่งกรณีบริษัทฯ ให้เงินกู้ยืมแก่กรรมการ บริษัทฯจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ได้ โดยไม่ขัดต่อข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ (กฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 15% ต่อปี)

โดย ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ถือเป็นรายได้ของกิจการที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ด้วย

แม้ว่าเจ้าพนักงานประเมินจะไม่มีอำนาจบังคับให้ "คู่สัญญา" คิดดอกเบี้ยต่อกัน แต่เจ้าพนักงานสรรพากรก็มี อำนาจประเมินรายได้ค่าดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดว่า...

มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

"ในกรณี โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือ ให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือ ดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือ ดอกเบี้ย ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือ ดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาด ในวันที่โอน ให้บริการ หรือ ให้กู้ยืมเงิน"

ซึ่งในการประเมินรายได้ค่าดอกเบี้ย ให้เป็นไปตามราคาตลาดนั้นมีหลักการ ดังนี้

(1) กรณีกิจการ ไม่มีเจ้าหนี้เงินกู้ยืม ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ ให้คิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้ ในอัตราดอกเบี้ย ไม่น้อยกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ของ ธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่กู้ยืมเงินนั้น

(2) กรณีกิจการมี เจ้าหนี้เงินกู้ยืม และ ต้องเสียดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้ ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ย
ไม่น้อยกว่า อัตราดอกเบี้ยที่กิจการต้องจ่ายให้กับ “เจ้าหนี้”

ครูต๊ะ อยากบอกว่า ข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ใช่ความผิดของ "ผู้ทำบัญชี" เพราะเมื่อเงินสดหายไปจากบัญชีของกิจการ (ซึ่งไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ทำบัญชี) ผู้ทำบัญชีจึงจำเป็นต้องนำจำนวนเงินดังกล่าวไปบันทึกในรายการ "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" นั่นเอง

คำแนะนำก็คือ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตระหนักรู้และป้องกันไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น เพราะรายการ "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" ไม่มีผลดีอะไรเลยกับกิจการและผู้ประกอบการ

แถมยังจะสร้างปัญหาลูกหนี้กรรมการให้มากยิ่งขึ้น หากมีการบันทึกรับรู้รายได้ค่าดอกเบี้ยอีกด้วย

ส่วนคำถามที่ว่า...จะเอารายการลูกหนี้กรรมการออกได้อย่างไร?

คำตอบก็ตือ..(ไม่ได้ตอบแบบกวนตรีนนะ)
ลูกหนี้ ก็ต้องชำระคืนหนี้นั่นเองครับ!


👨‍🏫 ครูต๊ะ
👨‍🏫 ครูภาษี
...............
ถ้าชอบก็กดปุ่ม "ถูกใจ"
ถ้าใช่ก็กดปุ่ม "แชร์"
ถ้าก๊อปไปเผยแพร่ก็ขอ "เครดิต" ด้วยนะครับ

20/12/2025

#การดาวน์โหลด ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน — Lazada Seller Center (เวอร์ชันใหม่)**

เมื่อร้านค้าต้องการดึงเอกสารทางภาษี เช่น **ใบกำกับภาษี**, **ใบเสร็จรับเงิน**, หรือ **ใบแจ้งหนี้** ของค่าธรรมเนียม / ค่าขนส่ง / ค่าบริการต่างๆ ของ Lazada สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

---

# # ✅ **ขั้นตอนการดาวน์โหลด (ดูตามหมายเลขบนรูป)**

# # # **1) ไปที่เมนู “การเงิน”**

ทางซ้ายของหน้าจอ ให้คลิกที่เมนู **การเงิน** เพื่อเข้าหน้ารวมข้อมูลธุรกรรมของร้านค้า

# # # **2) เลือกหัวข้อ “รายรับของฉัน” → “ใบแจ้งหนี้และใบลดหนี้”**

ในหัวข้อนี้จะรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมด ได้แก่

* ใบกำกับภาษี
* ใบเสร็จรับเงิน
* ใบแจ้งหนี้
* ใบลดหนี้

เหมาะสำหรับฝ่ายบัญชีตรวจสอบค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อ

# # # **3) เลือกช่วงเวลาที่ต้องการ (Period)**

กดเลือกช่วงวันที่ที่ต้องการดึงเอกสาร

> แนะนำให้เลือกแบบ **รายเดือน** เพื่อใช้ประกอบการปิดบัญชีและยื่นภาษีประจำเดือน

# # # **4) คลิก “ดาวน์โหลด” ตามบรรทัดที่ต้องการ**

ในแต่ละรายการจะมีปุ่ม **ดาวน์โหลด** ทางด้านขวา
เมื่อกดแล้ว Lazada จะดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ให้ทันที
(เหมาะสำหรับเก็บเข้าแฟ้มเอกสาร/ส่งให้สำนักงานบัญชี)

---

# # 📌 **สิ่งที่ร้านค้าควรรู้**

* Lazada ออกเอกสาร **ตามรอบการคิดค่าธรรมเนียม** เช่น รายเดือนหรือรายรอบ
* ค่าใช้จ่ายที่พบประจำ เช่น

* ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
* ค่าคอมมิชชั่น
* ค่าขนส่ง
* เอกสารเหล่านี้ถือเป็น **หลักฐานค่าใช้จ่าย** สามารถใช้บันทึกบัญชีได้
* ถ้าใบกำกับภาษีมี VAT ร้านค้าสามารถนำไปเป็น **ภาษีซื้อ** เพื่อหักจากภาษีขายได้

---

# # ⭐ เหมาะสำหรับ

✔ ร้านค้าที่ต้องทำบัญชีรายเดือน
✔ ผู้ประกอบการที่ต้องยื่น ภ.พ.30
✔ สำนักงานบัญชีที่ต้องการข้อมูลครบชุด
✔ ใช้กระทบยอดรายรับ/ค่าใช้จ่ายกับรีพอร์ตของ Lazada

---

🎉🔥 โปร 12.12 มาแล้ว! ลด 10% ทุกคอร์สออนไลน์ “บัญชีภาษีเชิงรุก”‼️
ใครอยากจัดระบบบัญชี–ภาษีให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงโดนเรียกย้อนหลัง ห้ามพลาด!
เพราะรอบนี้ลดจริง 💯 ทุกคอร์ส เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ, ผู้ทำบัญชี, และนักภาษีที่อยากอัปสกิลให้พร้อมสำหรับปี 2025
________________________________________
💻 เรียนออนไลน์ในกลุ่มปิด Facebook
📌 ดูย้อนหลังได้ตลอดชีวิต
📌 สอนโดยทีมผู้เชี่ยวชาญบัญชี–ภาษีตัวจริง
📌 มี Template / ตัวอย่างไฟล์จริง ให้โหลดใช้ฟรี
________________________________________
🔥 รายชื่อคอร์สยอดฮิต (ราคาปกติ 965 บาท/คอร์ส)
1️⃣ บัญชีภาษีขายของออนไลน์ LAZADA, SHOPEE, TIKTOK
2️⃣ บัญชีภาษี ร้านอาหาร / ร้านกาแฟ
3️⃣ บัญชีภาษี รับเหมาก่อสร้าง
4️⃣ บัญชีภาษี หมอ / แพทย์ / คลินิก / หมอฟัน / โรงพยาบาล
5️⃣ บัญชีภาษี อสังหาริมทรัพย์ / ซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่า
6️⃣ บัญชีภาษี ร้านขายยา / เภสัชกร
7️⃣ บัญชีภาษี สัตวแพทย์ / คลินิกรักษาสัตว์
8️⃣ เปิดบริษัทใหม่ ต้องทำอะไรบ้าง
9️⃣ วางแผนบัญชีและภาษี ก่อนเลิกกิจการ (บริษัท / หจก.)
🔟 เทคนิคจัดการบัญชีภาษี รายได้–ค่าใช้จ่าย ป้องกันภาษีย้อนหลัง
________________________________________
💸 โปรโมชั่นลด 10% เฉพาะโปร 12.12 เท่านั้น!
แพ็กเกจ ราคาเต็ม ส่วนลด ราคาพิเศษ ✅
1 คอร์ส 965 บาท -96 บาท 869 บาท
2 คอร์ส 1,515 บาท -150 บาท 1,365 บาท
3 คอร์ส 2,350 บาท -235 บาท 2,115 บาท
5 คอร์ส 3,950 บาท -395 บาท 3,555 บาท
________________________________________
📦 สมัครเรียนง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน
1️⃣ เลือกคอร์สที่สนใจจากรายการด้านบน
2️⃣ ทัก Inbox เพจ “บัญชีภาษีเชิงรุก”
👉 คลิกเพื่อทักแชท
3️⃣ แจ้งชื่อคอร์ส → ทีมงานส่งลิงก์ชำระเงิน + ลิงก์เข้ากลุ่มเรียนให้ทันที
________________________________________
✨ ทำไมคุณไม่ควรพลาดคอร์สนี้?
✅ เข้าใจบัญชีและภาษีแบบง่าย ๆ ใช้ได้จริง
✅ ป้องกันความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง + ตรวจไม่เจอ
✅ มี Template / ตัวอย่างเอกสารจริงให้ฝึก
✅ เรียนซ้ำได้ตลอด + ถาม-ตอบได้ในกลุ่ม
________________________________________
📩 พิมพ์ “สนใจ” ใต้โพสต์ หรือทัก Inbox ได้เลย
👉 m.me/taxtube2021
💼 รู้บัญชีภาษี = ธุรกิจรอด ตรวจไม่เจอ ปิดได้ไว
🔥 ลงมือตอนนี้ เพื่ออนาคตธุรกิจคุณก่อนใคร
________________________________________
🏷️ #บัญชีภาษีเชิงรุก #โปรโมชั่น1212 #ลด10เปอร์เซ็นต์
#คอร์สออนไลน์บัญชีภาษี #นักบัญชีแนะนำ
#ภาษีร้านค้าออนไลน์ #ภาษีธุรกิจSME #เจ้าของธุรกิจต้องรู้

22/11/2025
Photos from บัญชีภาษีเชิงรุก's post 19/11/2025
21/10/2025

อธิบายการ “ยื่นภาษี” เหตุผลที่ทำให้ ได้เงินคนละครึ่งไม่เท่ากัน | MONEY LAB
เมื่อวานนี้ ได้มีประเด็นร้อนตั้งแต่วันแรกของการรับสิทธิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

หลังจากที่มีผู้ใช้งานในโลกออนไลน์ ได้แสดงความสงสัย ว่าทำไมตนถึงได้เงินคนละครึ่งเพียงแค่ 2,000 บาท ทั้งที่ก็เสียเงิน “ประกันสังคม” ไปในทุกเดือน

แม้ดูแล้วจะต้องเสียเงินเหมือนกัน แต่อันที่จริงแล้ว การส่งประกันสังคม กับการยื่นและเสียภาษีนั้น ถือเป็น 2 สิ่งที่แตกต่างกันพอสมควร

แล้วทั้ง 2 สิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไร ?

MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ

จากเว็บไซต์ของโครงการคนละครึ่งพลัส ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะได้รับสิทธิใช้จ่ายจากโครงการคนละครึ่ง เป็นจำนวน 2,400 บาท ต้องเป็นผู้ที่ยื่นแบบภาษี

โดยนิยามของผู้ที่ยื่นแบบภาษีในกรณีนี้ ก็คือผู้ที่ยื่นแบบภาษีต่อไปนี้ ที่อยู่ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 ได้แก่

- ภ.ง.ด. 90 แบบยื่นภาษี สำหรับคนมีรายได้หลายทางนอกจากเงินเดือน

- ภ.ง.ด. 91 แบบยื่นภาษี สำหรับคนมีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว

- ภ.ง.ด. 95 แบบยื่นภาษี ที่ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับคนต่างชาติที่ทำงานในโครงการพิเศษของไทย

แต่ในกรณีของการได้รับสิทธิใช้จ่ายคนละครึ่ง ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสัญชาติไทย ก็น่าจะหมายถึงคนไทยที่มีศักยภาพสูงกลับจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย

แต่คำว่า “ยื่นภาษี” ≠ “เสียภาษี”

นั่นก็เป็นเพราะว่า การยื่นภาษีนั้น คือขั้นตอนที่เราจะต้องเตรียมเอกสารรายได้ต่าง ๆ เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ ใบทวิ 50 ทั้งสำหรับพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ เอกสารการจ่ายปันผลหรือดอกเบี้ยหุ้นกู้ สำหรับนักลงทุน เป็นต้น

รวมทั้งเอกสารค่าลดหย่อน เช่น หนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกัน

เพื่อจะนำไปกรอกในเว็บไซต์ของทางสรรพากร จากนั้นตัวเว็บไซต์ถึงจะคำนวณให้ ตาม “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือ รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน ของเราเอง

ว่าสรุปแล้วเราจะต้องเสียภาษีเท่าไร หรือจะได้เงินภาษีที่ชำระเกินไว้คืน

โดยคนที่ต้องเริ่มยื่นภาษีแล้ว สำหรับพนักงานเงินเดือนก็คือคนที่มีรายได้มากกว่า 120,000 บาทต่อปี หรือเงินเดือน 10,000 บาทขึ้นไป

หรือถ้าหากมีรายได้หลายทาง นอกจากเงินเดือน ก็ต้องเป็นคนที่มีรายได้ 60,000 บาทต่อปีขึ้นไป

แต่ด้วยระบบภาษีของไทย ที่กำหนดไว้ว่า ผู้ที่มี “เงินได้สุทธิ” ไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

ทำให้ถ้าตอนยื่นแล้ว รายได้ทั้งหมดของเรา หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ออกมาได้ไม่เกิน 150,000 บาทแล้ว ก็ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง

เพราะฉะนั้น การยื่นภาษีจึงไม่เท่ากับการเสียภาษี อย่างที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยเกณฑ์ของคนละครึ่งที่ว่า “ผู้ที่ยื่นแบบภาษี” ไม่ใช่ “ผู้ที่เสียภาษี” จะได้รับสิทธิใช้จ่าย 2,400 บาท

ก็แปลว่า แม้เราจะยื่นภาษีไปเมื่อต้นปี 2568 นี้ แล้วผลคำนวณออกมาว่ายังไม่ต้องจ่ายภาษี ก็จะได้รับสิทธิใช้จ่าย 2,400 บาท เหมือนกัน

แต่สำหรับในกรณีที่เป็นประเด็นร้อนที่ว่า ทำไมการ “จ่ายประกันสังคม” ที่เสียเงินคล้าย ๆ กัน กับการเสียภาษี ทำไมถึงได้สิทธิใช้จ่ายเพียงแค่ 2,000 บาทนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า

1. ประกันสังคมและภาษีเงินได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ภาษีเงินได้นั้นคือเงินที่กรมสรรพากร ของกระทรวงการคลัง เก็บจากรายได้ของแต่ละคนตามกฎหมาย เพื่อเป็นงบประมาณให้รัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

ในขณะที่ประกันสังคมนั้น แม้ประกันสังคม ม.33 ของลูกจ้าง จะเป็นการบังคับหัก แต่นั่นก็ไม่เท่ากับการเสียภาษี

เพราะเงินประกันสังคม เป็นการออมภาคบังคับที่รัฐบาลจะนำเงินของเราที่โดนหักไป ไปลงทุนในกองทุนประกันสังคม ของสำนักงานประกันสังคม

เพื่อที่จะจ่ายเงินชดเชยคืนให้กับเราในยามเจ็บป่วย, พิการ, คลอดลูก, ตกงาน หรือ เกษียณ ในภายหลัง

อีกทั้งประกันสังคมยังมีภาคสมัครใจอย่าง ม.39 สำหรับคนที่ลาออกมาแล้วแต่อยากส่งต่อ กับ ม.40 สำหรับฟรีแลนซ์และอาชีพอิสระด้วย

2. ส่งประกันสังคม แต่ไม่ได้ยื่นภาษี

เพราะการโดนหักเงินประกันสังคมนั้น สามารถเกิดขึ้นได้แม้เราจะไม่ได้ยื่นภาษีก็ตาม

เช่น สมมติว่า นาย A ทำงานร้านอาหาร มีเงินเดือน 9,000 บาท หรือ 108,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นภาษี

แต่เขาก็สามารถโดนหักประกันสังคม 5% จากเงินเดือน เป็นจำนวนเงิน 450 บาท ได้เหมือนกัน ทั้งที่ยังไม่ได้ยื่นและเสียภาษี

ทำให้ นาย A จึงไม่อยู่ในฐานข้อมูลของสรรพากร และไม่เข้านิยามของผู้ที่ยื่นแบบภาษี ของโครงการคนละครึ่ง

ถ้าหากนาย A ไปยื่นขอรับสิทธิใช้จ่ายจากโครงการคนละครึ่ง เขาจึงได้สิทธิใช้จ่ายแค่ 2,000 บาท ไม่ใช่ 2,400 บาท นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การยื่นภาษีนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคน ซึ่งมีเงินได้ถึงเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบแสดงภาษีควรทำ ซึ่งเกณฑ์ที่ว่านั่นก็คือ

- พนักงานเงินเดือน ที่มีรายได้มากกว่า 120,000 บาทต่อปี หรือเดือนละ 10,000 บาท

- คนมีรายได้หลายทาง ที่มีรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อปี

ย้ำอีกทีว่า การยื่นภาษีนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเสียภาษีเลยทันที

เพราะสิ่งที่จะบอกว่าเราต้องเสียภาษีหรือไม่ ก็คือเงินได้สุทธิ ที่เป็นรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วต่างหาก ซึ่งถ้าคำนวณแล้วไม่ถึง 150,000 บาทก็ไม่ต้องเสีย

แถมนอกจากการยื่นภาษีจะทำให้เรามีโอกาสได้สิทธิในโครงการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น คนละครึ่งแล้ว

บางทีเราอาจจะได้สิทธิเงินคืนภาษีอีกด้วย ถ้าหากโดนหักภาษีไว้เกิน

ซึ่งหลังจากอ่านบทความนี้จนจบแล้ว ถ้าหากใครรู้ตัวแล้วว่า มีรายได้มากกว่าเกณฑ์เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบแสดงภาษี

ถึงตอนนี้ก็ยังมีเวลา ที่เราจะเริ่มศึกษาวิธีการยื่นภาษีอย่างละเอียด รวมไปถึงเรื่องค่าลดหย่อน เพื่อเสียภาษีให้น้อยลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย..

#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#คนละครึ่ง

19/10/2025

...........................................
🔴 คำถามภาษีปี 2568
..........................................

สวัสดีคะ ครูต๊ะ
พอดีมีกรณีนี้อยู่ของปี 2564 เพิ่งมาตรวจคะ ถ้าทำตั่วสัญญาใช้เงินต้องติดอากรไหมคะ บริษัทยืมเงินกรรมการจริง แต่สรรพากรแจ้งว่าจะปรับเป็นรายได้ค่ะ

..........................................
🎯 ครูต๊ะตอบปัญหาภาษี
..............................................

👨‍🏫 กรณีข้อสอบถามข้างต้น ผมขอให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ดังนี้ครับ

กรณีที่สรรพากรเข้าตรวจประเมินแล้ว และบริษัทฯ ไม่สามารถพิสูจน์แก่เจ้าพนักงานได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า กรรมการและบริษัทฯ มีการกู้ยืมเงินกันจริง เจ้าพนักงานจึงประเมินรายการดังกล่าวเป็น “รายได้ของกิจการ” เพื่อเสียภาษีดังนี้ครับ

1. ยื่น ภ.ง.ด.50 เพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลย้อนหลัง พร้อมเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี เช่น เจ้าหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ 50 ล้านบาท

- เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 50,000,000 x 20% = 10,000,000 บาท
- เสียเงินเพิ่มอีก 10,000,000 x 1.5% = 150,000 บาท/เดือน

2. ยื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลัง (กรณีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมเสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) ของเงินภาษีที่ต้องชำระนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจนถึงวันชำระภาษี

- เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 50,000,000 x 7% = 3,500,000 บาท
- เสียเงินเพิ่มอีก 3,500,000 x 1.5% = 52,500 บาท/เดือน
- เสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของภาษี = 7,000,000 บาท

👨‍🏫 ตอบข้อสอบถามข้างต้น

1. การติดอากรแสตมป์

- กรณีสัญญากู้ยืมเงิน ต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

- กรณีตั๋วสัญญาใช้เงิน เงิน ต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 3 บาท/ฉบับ

2. กรณีข้างต้นการมาทำสัญญาเงินกู้หรือตั๋วสัญญาใช้เงินภายหลังจากที่เจ้าพนักงานเข้าตรวจแล้ว จากประสบการณ์ของผม สรรพากรมักไม่ยอมรับครับ

👨‍🏫 จึงขอนำมาเป็นอุทาหรณ์ กับผู้ประกอบการท่านอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมรับมือกับสรรพากรก่อนที่ท่านจะมาเยือนแล้วล่ะครับ



👨‍🏫 ครูต๊ะ : ครูภาษี
👨‍🏫 พละชัย ฟูเกียรติพงษ์
17/10/2568
...............
ถ้าชอบก็กดปุ่ม "ถูกใจ"
ถ้าใช่ก็กดปุ่ม "แชร์"
ถ้าก๊อปไปเผยแพร่ก็ขอ "เครดิต" ด้วยนะครับ

https://www.facebook.com/share/p/1JMYoK1buK/

Want your school to be the top-listed School/college?

Website