Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC]

Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC] ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

The Mekong Sub-region Social Research Centre is dedicated to forging links between academics, researchers and students across the Greater Mekong Sub-region.

20/08/2026

หวั่น“ลักไก่”แปลงเวทีมีส่วนร่วมทรัพยากรธรรมชาติเป็นเวทีรับฟังเขื่อนพูงอย-ชาวบ้าน/นักวิชาการรุมต้านไม่เอาเขื่อน-ชี้การประเมินผลกระทบไม่ควรอยู่แค่ในลาว
------------
เมื่อวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ทางผู้บริหารจังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน ภายใต้หัวข้อโครงการติดตามประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยมีประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่มีต่อระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของเวทีได้มีการพูดถึงประเด็นการสร้างเขื่อนภูงอย ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อประชาชนอุบลราชธานีโดยก่อนหน้านี้ทางจังหวัดได้ประสานขอรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์เครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำโขงและสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำไปประกอบการเชิญเข้าร่วมเวที แต่สุดท้ายเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง และโฮงเฮียนฮักน้ำของ ซึ่งทำงานติดตามประเด็นแม่น้ำโขง กลับไม่ได้รับเชิญ ทำให้ชาวบ้านและนักวิชาการหวั่นเกรงว่าทางจังหวัดจะฉวยโอกาสอ้างว่าเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีเขื่อนพูงอย

ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การประเมินผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในลาวไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องภายในประเทศหรือเรื่องอำนาจอธิปไตยของลาวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง การเปิด ปิดเขื่อนย่อมส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะต่อแม่น้ำโขง วิถีชีวิต และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับชุมชนในประเทศไทย

“ผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนสามารถเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสีและสภาพน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศของแม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผลกระทบ แต่เป็นสัญญาณเตือนต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาแม่น้ำ ซึ่งเมื่อชาวบ้านไม่สามารถจับปลาได้เหมือนเดิม หรือทรัพยากรปลาในแม่น้ำลดลง วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของครัวเรือนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำประมงและสามารถพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้ ก็ต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่มีความเชี่ยวชาญและทำให้รายได้ลดลง บางครอบครัวจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง หรือส่งลูกหลานออกไปหางานที่อื่น” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลฯ กล่าว

ผศ.ปฐวี กล่าวว่า บทเรียนจากเขื่อนปากมูลควรถูกนำมาใช้พิจารณาเมื่อพูดถึงการสร้างเขื่อนใหม่ โดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่บนแม่น้ำโขง เพราะผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่จุดก่อสร้างหรือภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สามารถส่งต่อไปตามระบบแม่น้ำและกระทบต่อผู้คนที่อยู่ปลายน้ำได้

ขณะที่ พวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านบ้านหัวเห่ว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบจากโครงการเขื่อนในประเทศลาวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบข้ามพรมแดน เนื่องจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของฝั่งลาวอาจยังไม่ครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ฉันขอเสนอให้ทางประชาชนไทยจัดทำงานวิจัยและการศึกษาผลกระทบด้วยตนเอง ตั้งแต่บริเวณบ้านเวินบึก ตลอดแนวแม่น้ำโขง ไปจนถึงแม่น้ำมูล พร้อมเปิดให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและกำหนดแนวทางรับมือผลกระทบ

“เราไม่เห็นด้วยเพราะว่า EIA ของฝั่งลาว มันไม่ครอบคลุมไปถึงประเทศไทย เราอยากทำเองในภาคประชาชน ให้ไปเสนอต่อลาวว่ามันมีผลกระทบยังไง งานวิจัย งานศึกษา ผลกระทบ ไล่มันตั้งแต่บ้านเวินบึก ยันแม่น้ำโขงทั้งหมด แล้วก็ยันไปหาแม่น้ำมูล ต้องมีการศึกษา แล้วก็ไทบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการ” พวงพยอมกล่าว

พวงพยอมกล่าวต่อว่า หากมีการเดินหน้าโครงการเขื่อนภูงอยจริง จำเป็นต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตและความเสียหายของประชาชน โดยเฉพาะชาวประมงที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบแม่น้ำ ซึ่งบทเรียนจากเขื่อนปากมูล มีชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ถึง 7,000-8,000 คน

“ก่อนที่จะพูดถึงการก่อสร้างหรือความเป็นไปได้ของโครงการ ควรตอบคำถามเรื่อง ความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบ ให้ชัดเจนเสียก่อน โดยต้องมีการศึกษาอย่างเป็นระบบและเปิดพื้นที่ให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงค่อยหาผู้รับผิดชอบ” ชาวบ้านบ้านหัวเห่ว กล่าว

ด้าน นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การสร้างเขื่อนภูงอย นั้น นอกจากผลกระทบต่อการอพยพของปลาและวิถีชีวิตชาวประมงแล้ว ยังมีความกังวลต่อผลกระทบด้านมลพิษข้ามพรมแดน หากมีการกักเก็บน้ำจากโครงการเขื่อนภูงอย เนื่องจากมลพิษและสารปนเปื้อนที่ไหลมาตามลำน้ำจากพื้นที่ตอนบน ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก รวมถึงสารพิษจากพื้นที่ประเทศเมียนมา อาจถูกพัดพาและสะสมในแม่น้ำโขงบริเวณโขงเจียม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านจำนวนมากพึ่งพาการจับปลาเป็นอาหาร

“ประเด็นดังกล่าวควรถูกนำเข้าสู่การหารือในระดับนโยบาย โดยเฉพาะสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ควรนำข้อกังวลของประชาชนไปสื่อสารกับรัฐบาลลาว เพื่อให้รับทราบว่าประชาชนในประเทศไทยมีความกังวลต่อผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการเขื่อนภูงอย ทั้งด้านระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ และความปลอดภัยทางอาหาร”

ทั้งนี้ในช่วงสุดท้ายทางผู้จัดระบุว่าจะมีการการรับฟังความคิดเห็นกรณีโครงการเขื่อนภูงอยที่เขื่อนสิรินธรอีกครั้งก่อนจบการประชุม
--------------

19/08/2026
18/08/2026

การเปิดประตูเขื่อนปากมูลทำให้ปลาโดยเฉพาะ ‘‘ปลาหมากผาง’’ กลับมาอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่า ระบบนิเวศของแม่น้ำมูนยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว เมื่อเส้นทางน้ำเชื่อมต่อกัน ปลาได้เดินทางตามวงจรชีวิตจากแม่น้ำโขงเข้าสู่ลำน้ำสาขาและพื้นที่บุ่งทาม ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่วางไข่ ชุมชนริมแม่น้ำที่เคยพึ่งพาการประมงจึงได้เห็นโอกาสคืนกลับ ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และการฟื้นฟูวิถีชีวิตที่สูญหายไปจากผลกระทบของเขื่อนที่ปิดกั้นเส้นทางปลา

คำถามสำคัญ คือ การเปิดเขื่อนเป็นแค่ชั่วคราวหรือถาวร และจะเพียงพอให้ปลาเดินทางครบวงจรชีวิตหรือไม่ การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้ากับต้นทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ดังนั้นจึงถึงเวลาเปิดเขื่อนปากมูลเพื่อคืนปลาให้แม่น้ำหรือยัง

อ่าน: เมื่อปลาหมากผางกลับมา เปิดเขื่อนปากมูลถาวร คืนชีวิตให้แม่น้ำมูน https://theisaanrecord.co/2026/08/18/open-the-mun-dam-return-mak-pha-to-the-river/

---

เรื่องและภาพ: สดใส สร่างโศรก

17/08/2026

“ครูตี๋”จวกทุนไทย-อำนาจเผด็จการสุดอำมหิตเร่งสร้างเขื่อนปากแบงทั้งๆที่ตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว-ชี้แม่น้ำโขงกำลังกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษ-ผู้ใหญ่บ้านปากอิงเชื่อหมู่บ้านจะกลายเป็นเกาะจากน้ำเท้อเขื่อน

--------

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มอนุรักษ์เชียงของ เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทร่วมทุนไทย-จีนเริ่มลงมือก่อสร้างเขื่อนปากแบง กั้นแม่น้ำโขงสายประธาน ณ เมืองปากแบง แขวงอุดมไซย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ห่างจากชายแดนไทยบริเวณแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เพียงประมาณ 97 กิโลเมตร ว่าเขื่อนปากแบงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลุ่มทุนกับอำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการและใช้อำนาจจัดการทรัพยากรแบบเถื่อนๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น ทุกองค์กรหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาผลกระทบ ทั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC และ กรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC) ล้วนเป็นเพียงตรายาง ที่อ้างว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงเห็นว่าที่ตั้งขึ้นมาก็เพียงเพื่อรับรองโครงการภายใต้อำนาจทุนและรัฐเท่านั้น

“เขื่อนปากแบงเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างอำนาจรัฐและกลุ่มทุน โดยปราศจากการพิจารณาทางวิชาการและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เป็นเขื่อนที่อัปลักษณ์ที่สุด เลวกว่าเขื่อนอื่นๆ ที่มีการศึกษาเสียอีก เพราะชาวบ้านเรียกร้องและตั้งคำถามมาตลอด แต่กลับตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว โครงสร้างอำนาจมันไม่เห็นหัวชาวบ้านเลย” นายนิวัฒน์ กล่าว

ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่าในช่วงแรกที่บริษัท ต้าถังลาว ที่มีบริษัทต้าถังจีนถือหุ้น ผู้บริหารบริษัทยังมีความพยายามลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชน หารือประเด็นข้ามพรมแดนและรับฟังข้อกังวลของชุมชน แต่เมื่อกลุ่มทุนไทยเข้ามามีบทบาทและร่วมถือหุ้น โครงการเขื่อนปากแบงกลับถูกผลักดันอย่างรวดเร็วจนได้เริ่มก่อสร้างแล้ว โดยไม่สนใจที่จะตอบคำถามกับชาวบ้านอีกต่อไป

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่าประชาชนต่างมีความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยการกักน้ำของเขื่อนจะทำให้น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทยลาว และลำน้ำสาขา ท่วมรุนแรงยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับที่เคยเกิดในปี 2567 แม่น้ำโขงบริเวณนี้จะกลายเป็น “อ่างเก็บน้ำพิษ” เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินซึ่งมีอันตรายร้ายแรงต่อสัตว์หน้าดิน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนลุ่มน้ำโขง ที่ยังไม่มีคำตอบ ไม่มีทางออกใด ๆ ก็ไม่มีการทบทวนใดๆทั้งสิ้น

“นี่คือความอำมหิต เลือดเย็น ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าทำลายความมั่นคงทางอาหาร ทำลายชีวิตมนุษย์ แต่ก็ไม่สนใจ มีแค่มาทำกิจกรรม CSR เล็กๆ น้อยๆ แจกของให้บางชุมชนเพื่อกลบปัญหา พี่น้องที่อาศัยและทำมาหากินอยู่ริมโขง บ้านห้วยลึก บ้านปากอิง ฯลฯ อยากให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่า ที่เราต้องออกมาด่าว่าออกมาคัดค้านขนาดนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้เลยสักข้อเดียว” นายนิวัฒน์ กล่าว

ขณะที่นายมานพ มณีรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่าโครงการเขื่อนปากแบง เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จ มีระดับน้ำเท้อ เราจะอยู่ตรงนี้ที่บ้านปากอิงใต้ได้อีกหรือไม่ น้ำจะท่วมหรือไม่ เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 น้ำท่วมสูงมาก แต่ถ้าเขื่อนปากแบงเสร็จจะท่วมมากกว่านั้นหรือไม่ โอกาสที่หมู่บ้านของเราจะกลายเป็นเกาะลอยทันที เพราะในช่วงที่น้ำท่วม ทั้งแม่น้ำอิง แม่น้ำโขง จะไหลแรง กระแสน้ำทะลุท้ายหมู่บ้านไปทางผาย่าม่อน บ้านปากอิงใต้ถูกตัดขาด ซึ่งหากสร้างเขื่อนเสร็จย่อมทำให้น้ำเท้อตลอดทั้งปี

“ขณะนี้ไม่ใช่แค่วิกฤติสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำ ที่เรากังวลเป็นอย่างมากและลำบากที่สุดแล้ว แต่เขาจะสร้างเขื่อนปากแบงจะมาซ้ำเติม เป็นปัญหาที่อยู่อาศัยและแหล่งรายได้ของชุมชนด้วย จะให้เราไปอยู่ตรงไหน อยู่อย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว

17/08/2026

ออกผลงานใหม่ให้ FC อ่านกันรัวๆ กับผลงานล่าสุดของ ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ในการเขียน Book Chapter ที่สะท้อนเสียงจากแม่น้ำโขง ไปตามซื้อมาอ่านกันได้เลยจ้า

New release!!!
📘Manorom, K. and Geheb, K. (2026). Chapter 9: Voicing the Mekong: Listening to humans, rivers, and spirits in the politics of hydropower. In Hydropolitics in the Mekong Region: Water, Power and the Dialectics of Change. Leiden University Press.
https://lup.nl/publications/other/biodiversity/hydropolitics-in-the-mekong-region/

ภาพรวมหนังสือ
👉ระบบแม่น้ำสายสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปหล่อเลี้ยงแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างความมั่นคงทางอาหารแก่ประชากรกว่า 60 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ระบบแม่น้ำอันทรงคุณค่าเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างถึงรากจากการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งผลกระทบจะสืบเนื่องยาวนานไปอีกหลายชั่วอายุคน หนังสือ Hydropolitics in the Mekong นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นอย่างไรทั่วทั้งภูมิภาค โดยมิได้มองว่าเป็นเพียงผลข้างเคียงอันน่าเสียดายของความก้าวหน้า หากแต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยเจตนาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดำเนินอยู่ในหลายระดับ

หนังสือเล่มนี้อาศัยแนวคิดนิเวศวิทยาการเมือง ทฤษฎีสังคม–อุทกวิทยา และงานวิพากษ์เรื่องเล่าการพัฒนา เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปกำลังถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการการเมืองเรื่องน้ำ กระบวนการเหล่านี้จัดระเบียบพื้นที่ กำหนดว่าสิ่งใดสามารถไหลเวียน สิ่งใดถูกปิดกั้น ใครได้รับประโยชน์ และใครต้องแบกรับต้นทุน บทต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่ามิได้เพียงบรรยายการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังประกอบสร้างพื้นที่ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้อีกด้วย คำอย่าง “ไฟฟ้าพลังน้ำที่ยั่งยืน” “ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์” และ “แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ทำหน้าที่เป็น nirvana concepts หรือ “มโนทัศน์แห่งสภาวะอุดมคติ” กล่าวคือ เป็นคำมั่นสัญญาที่มุ่งไปสู่อนาคตและไม่อาจพิสูจน์ว่าเป็นเท็จได้ในปัจจุบัน คำเหล่านี้ดึงความสนใจไปยังภาพอนาคตอันสว่างไสว ขณะที่ต้นทุนและผลกระทบต่าง ๆ กลับสะสมเพิ่มพูนขึ้นโดยแทบไม่มีผู้กล่าวถึง

เนื้อหาในเล่มครอบคลุมกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ตั้งแต่มณฑลยูนนานของจีนไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม จากแม่น้ำสาละวินในเมียนมาไปจนถึงโตนเลสาบในกัมพูชา แต่ละบทพิจารณาว่า ผลประโยชน์ในระดับมณฑลทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับอำนาจครอบงำของรัฐจีนมีความซับซ้อนขึ้นอย่างไร “การทุจริตที่เกี่ยวข้องกับพลังน้ำ” (hydrocorruption) ผลักดันการสร้างเขื่อนในลาวโดยไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจอย่างไร การครอบงำรัฐ (state capture) กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการประมงในโตนเลสาบอย่างไร เหตุใดประเด็นตะกอนจึงเพิ่งเข้าสู่วาทกรรมระดับภูมิภาค ทั้งที่มีความสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อระบบนิเวศ และชุมชนกะเหรี่ยงกำลังสร้างดินแดนทางเลือกเพื่อการดำรงชีวิตผ่านอุทยานสันติภาพสาละวินอย่างไร นอกจากนี้ หนังสือยังติดตามให้เห็นว่าสถาบันระดับภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ถูกทั้งธำรงรักษาและทำให้สลายตัวลงไปพร้อมกัน กล่าวคือ ยังคงดำรงอยู่ในเชิงรูปแบบ แต่ถูกลดทอนสาระและอำนาจในการกำกับดูแลจนแทบว่างเปล่า

ด้วยการเปิดเผยให้เห็นว่าการประกอบสร้างเชิงการเมืองเรื่องน้ำ (hydropolitical assemblages) ถูกผลิตขึ้นและดำเนินการทั่วภูมิภาคอย่างไร พร้อมทั้งพิจารณาว่าเสียงของใครได้รับการขยายให้ดังขึ้นและเสียงของใครถูกทำให้เงียบหาย Hydropolitics in the Mekong จึงเป็นหนังสือสำคัญสำหรับนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการทำความเข้าใจ—และท้าทาย—การเมืองเรื่องน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

ชวนอ่านผลงานล่าสุดของ ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ในวารสารระดับ Q1Manorom, K. & Dao, N., (2026) “From slow violence to slow re...
16/08/2026

ชวนอ่าน
ผลงานล่าสุดของ ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ ในวารสารระดับ Q1
Manorom, K. & Dao, N., (2026) “From slow violence to slow resistance: Gendered negotiations of power in the Pak Mun anti-dam struggle, Thailand”, Journal of Political Ecology 33(1): 8636. doi: https://doi.org/10.2458/jpe.8636

บทความนี้สะท้อนการต่อสู้และการต่อรองอำนาจของผู้หญิงในขบวนการคัดค้านเขื่อนปากมูล จากการเผชิญกับ “ความรุนแรงอย่างแช่มช้า” สู่การสร้างการต่อต้านผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันและการเคลื่อนไหวทางสังคม ผลงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อเสริมพลังผู้หญิง พร้อมสนับสนุนการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การลดความเหลื่อมล้ำ และการทำให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเป็นที่รับฟังในสังคม

#กลุ่มศึกษาความเหลื่อมล้ำความยากจนและธรรามภิบาลสิ่งแวดล้อมUBU

Dam-associated violence has shaped villagers' lives since the launch of Thailand's Pak Mun Dam project 35 years ago. This slow violence—manifesting through ecological degradation, livelihood loss, and cultural disruption—has prompted equally enduring forms of resistance. Affected communities hav...

15/08/2026

งานวิจัยที่ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแม่น้ำแยงซีของประเทศจีนตลอดช่วงประมาณ 500 ปี พบว่า การก่อสร้างคันกั้นน้ำ การปิดกั้นทะเลสาบ และการนำพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงมาใช้ประโยชน์ อาจลดพื้นที่ที่แม่น้ำสามารถระบายน้ำและกระจายน้ำตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง น้ำมีพื้นที่รองรับน้อยลงและอาจทำให้ระดับน้ำหรือปริมาณการไหลสูงสุดเพิ่มขึ้น

อ่านต่อบนเว็บไซต์ TNN Thailand ลิงก์ในคอมเมนต์

#น้ำท่วม #แม่น้ำแยงซี #จีน #เขื่อน #คันกั้นน้ำ #ภัยพิบัติ #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #สิ่งแวดล้อม #การจัดการน้ำ

13/08/2026

◉ ENERGY: เขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขงเริ่มก่อสร้างแล้ว พบเริ่มขุดเจาะและเตรียมฐานรากเขื่อน ขณะที่โดนตั้งคำถามถึงความจำเป็น-ผลกระทบมาตลอด
เขื่อนปากแบง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว ลุยเดินหน้าเข้าสู่ระยะพัฒนาโครงการ แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีข้อกังวลทั้งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงและผู้คน รวมถึงคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องซื้อไฟจากโครงการใหม่เพิ่มอีกจริงหรือไม่
โครงการนี้ตั้งอยู่ในแขวงอุดมไซ ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว เป็นการร่วมทุนระหว่าง China Datang Overseas Investment 51% และ GULF 49% มีกำลังผลิตติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ และมีสัญญาขายไฟให้ประเทศไทย 897 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2576
[ แล้วเขื่อนใหม่นี้จำเป็นแค่ไหน? ]
ประเทศไทยมีการทำสัญญาซื้อไฟจากโครงการพลังน้ำใน สปป.ลาวหลายแห่งอยู่แล้ว และ JustPow ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในปี 2567 ไทยซื้อไฟจากเขื่อนในลาว 8 แห่งที่มีสัญญาอยู่เดิมเพียง 2,330.35 เมกะวัตต์ จากกำลังตามสัญญาที่ต้องซื้อ 4,461.6 เมกะวัตต์ เท่ากับว่า ความต้องการใช้ไฟจริงของไทยต่ำกว่าปริมาณที่ผูกพันไว้ตามสัญญาระยะยาวของหลายแห่งมาก จึงเกิดคำถามว่า หากกำลังผลิตตามสัญญาที่มีอยู่ยังถูกใช้ไม่เต็มที่ สัญญาโครงการใหม่อย่างปากแบงมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด
[ พลังน้ำ = พลังงานสะอาดจริงมั้ย? ]
แม้พลังน้ำจะไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลขณะผลิตไฟฟ้า ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินเครื่องต่ำกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลหลายประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าเขื่อนจะไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย การสร้างอ่างเก็บน้ำทำให้พืชและอินทรียวัตถุถูกน้ำท่วมและย่อยสลาย โดยเฉพาะในสภาพที่มีออกซิเจนต่ำ สามารถเกิดการปล่อยก๊าซมีเทนได้
ข้อมูลโดย International Hydropower Association พบว่า การปล่อยมีเทนจากอ่างเก็บน้ำคิดเป็นประมาณ 5.2% ของการปล่อยมีเทนจากกิจกรรมมนุษย์ในปี 2020 โดยตัวเลขนี้หมายถึงอ่างเก็บน้ำทั้งที่ใช้ผลิตไฟฟ้าและไม่ได้ใช้ผลิตไฟฟ้า และปริมาณการปล่อยแตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ระบุว่า การพัฒนาเขื่อนในลุ่มน้ำโขงอาจส่งผลกระทบต่อระบอบการไหลของน้ำ การเคลื่อนตัวของตะกอน คุณภาพน้ำ และระบบนิเวศทางน้ำ รวมถึงส่งผลต่อการประมงและชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ
สำหรับเขื่อนปากแบง เขื่อนมีแนวโน้มที่จะลดการอพยพของปลา และเปลี่ยนพื้นที่แม่น้ำที่ไหลจากเดิมให้กลายเป็นสภาพน้ำไหลช้าคล้ายทะเลสาบ ซึ่งอาจกระทบพื้นที่วางไข่ แหล่งอนุบาลปลา และระบบนิเวศทางน้ำ นอกจากนี้ การกักตะกอนยังเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะตะกอนมีบทบาทต่อระบบนิเวศและการประมงของแม่น้ำโขง ซึ่งการพัฒนาเขื่อนสามารถลดปริมาณตะกอนที่ไหลลงด้านท้ายน้ำ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแม่น้ำไป

อีกทั้งปัญหาความผันผวนในแม่น้ำโขงที่เจอภัยแล้งจากทั้งเขื่อนแม่น้ำโขงในจีนต้นทางที่กักเก็บและปล่อยน้ำตามใจประกอบกับเอลนีโญ่ที่ทำให้น้ำโขงลดลงมาก JustPow ระบุว่าจากรายงานบริษัทซีเคพาวเวอร์ ที่มีเขื่อนน้ำงึม 2 และเขื่อนไซยะบุรี กล่าวว่าผลิตไฟฟ้าลดลงเนื่องจากน้ำน้อย สอดคล้องกับตัวเลขการซื้อไฟจากเขื่อนในต่างประเทศของ กฟผ. ในช่วงหน้าร้อนที่ลดลงเช่นกัน ยิ่งทำให้เห็นว่าเขื่อนอาจไม่ใช่แหล่งพลังงานที่มั่นคงอีกต่อไป
อ้างอิง
https://justpow.co/article-needlessness-pakbeng-dam/

https://transbordernews.in.th/home/?p=47306

https://www.mrcmekong.org/media-releases/building-transparency-and-trust-mrcs-14th-regional-stakeholder-forum-set-course-for-sustainable-mekong-development/2024/

12/08/2026
12/08/2026

Community Economy Revives as Pak Mun Dam Gates Open; Villagers Urge PM Anutin to Keep Dam Open Year-Round
---------

UBON RATCHATHANI – The reopening of the Pak Mun Dam gates has brought renewed economic activity and restored fish migration along the Mun River, prompting affected communities to call on Prime Minister Anutin Charnvirakul to permanently open the dam. Villagers say they have endured 36 years of hardship since the dam was built, with conflicts over the project tearing apart families and communities.

About 200 villagers gathered on Saturday at Wang Sabaeng Tai fishing pier in Khong Chiam district for the event, "Mun-Mekong Fish Feast Gathering", organised by residents living along the lower Mun River. The celebration came just over a week after the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT) opened the dam's sluice gates on July 30.

Fishing activity along the river was visibly bustling as fishers hauled in their catches and local fish traders reported brisk business.

Sompong Wiangchan, representing the Assembly of the Poor's Pak Mun Dam campaign, said 55 villages had been affected by the construction of the dam.

"For fishers, opening the dam gates has never been easy. It has taken decades of struggle. Today, the river flows freely again, allowing fish to migrate upstream to spawn, while we can once again make a living from fishing," she said.

She said the gathering reflected the determination of people from all 55 affected villages to protect the Mun and Mekong rivers as sustainable food sources for future generations.

Suriyan Wannawong, Ubon Ratchathani's provincial fisheries chief, who presided over the event on behalf of the governor, said communities along the Mun and Mekong rivers had relied on fisheries for generations.

"Fish stocks have declined steadily due to many factors, but this year local fishers have reported noticeably larger catches from both the Mun and Mekong rivers," he said.

The event also featured the reading of an open letter addressed to Prime Minister Anutin.

"We have never asked for anything beyond our rights as citizens," the letter said. "For 36 years we have lost our river, our livelihoods, our food, our family security, and precious years waiting for justice."

The villagers stressed that they were not seeking compensation alone, but the restoration of a river that had sustained their communities for generations.

Before the dam was built, they said, families could catch fish throughout the year and no one went hungry because the river provided food for everyone. That changed after the dam was completed.

The letter called on the government to:
Expedite compensation payments to all affected people and their heirs.

Permanently open the Pak Mun Dam gates to restore the river's natural flow, fish migration, livelihoods and food security.

Introduce special rehabilitation measures for Ban Hua Wae village, which has suffered the most severe impacts from changes to the river.

Ensure communities participate in decisions concerning the future of the Mun River and apply lessons from Pak Mun to all future dam projects.

The gathering honoured 13 elderly villagers, aged between 73 and 89, who have participated in the campaign since its early days, symbolising a struggle that has spanned more than three decades.

During a public forum titled "Open the Dam, Restore the Fish, Revive the River: Livelihoods and Food Security in the Mun-Mekong Basin", Ms Sompong recalled how the long-running dispute over whether the dam should remain open or closed had divided communities.

"We have fought with our hearts and dedicated our lives to this river. Some wanted the dam open, others wanted it closed. The conflict has been painful, but we have continued because the truth about the impacts on fishing communities must be recognised," she said.

Pha Kongtham, a representative of communities affected by the Rasi Salai Dam, said the closure of Pak Mun Dam had consequences far beyond the immediate area.

"The river is the lifeline of our communities. Fish migrate from the Mekong into the Mun River. Blocking the river in stages has created stagnant reservoirs overrun by aquatic weeds," she said.

"The divisions have gone beyond policy disagreements. Families and communities have split apart. In some cases, people were no longer willing to attend each other's funerals."

Wai Pongphim, a villager from Ban Tamui, warned that another proposed hydropower project—now renamed the Salawan Dam, formerly known as the Ban K*m Dam—would threaten communities along the Mekong.

"If this dam is built, Ban Tamui will not survive. Our forests will disappear, and we will have nowhere to go," he said, urging the river network to unite against the project.

Chaiwut Krutphan, a fisheries academic at Ubon Ratchathani University's Faculty of Fisheries, said the Mun River forms a vital ecological artery for northeastern Thailand.

He said research has documented seasonal migration routes of numerous fish species between Cambodia, Laos, the Mekong and the Mun River. Floodplains such as Rasi Salai serve as important breeding grounds, while recent observations indicate the return of pla mak phang—known as the freshwater mackerel—which had disappeared from the river system for years.

"The river network functions like a circulatory system," he said. "Small tributaries are just as important as the Mekong itself in sustaining fish migration."

Environmental activist Harnnarong Yaowalers said the Pak Mun Dam had already exceeded its intended economic lifespan.

"The dam is now more than 35 years old, while its economic lifespan was estimated at 25 years. Delaying the opening of the gates has clear ecological consequences. Once it is time to open them, they should be opened without delay. The government's response to people's demands has consistently been too slow," he said.

The event concluded with a traditional bai sri su khwan ceremony to bless the Mun River.

Sudarat Pitakpornphallop, a Bhumjaithai Party MP, attended to receive the villagers' letter and pledged to forward their concerns to the relevant authorities.

Local fishers told reporters that since the dam gates were opened, their daily income had increased by at least 1,000 baht, while fish wholesalers reported earning tens of thousands of baht a day, bringing a significant boost to the local economy.

This is a translation of original Thai news article https://transbordernews.in.th/home/?p=47299

ที่อยู่

Faculty Of Liberal Arts, Ubon Ratchathani University
Ubon Ratchathani
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC]ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC]:

ทางลัด

แชร์

ประเภท