Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC]

เว็บไซต์ ติดต่อ โรงเรียนนี้

Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC] ศูนย์วิจัยสังคมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

The Mekong Sub-region Social Research Centre is dedicated to forging links between academics, researchers and students across the Greater Mekong Sub-region.

23/09/2026

ชี้กลไกประเทศไม่สามารถจัดการปัญหาประชาธิปไตยอ่อนแอเพื่อนบ้านได้-นักวิชาการแนะขับเคลื่อนผ่าน “ภราดรภาพข้ามพรมแดน”-เปิดมหกรรมแม่น้ำโขง-อาเซียนวันแรก- ชูแนวคิด “สายธารประชาชน”
-----------
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2026 (Mekong-ASEAN Environmental Week 2026: MAEW) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ภายใต้แนวคิด “สายธารประชาชน” เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ และเยาวชน ร่วมแลกเปลี่ยนและรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน

น.ส.เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA South-East Asia) กล่าวถึงแนวคิดในการจัดงานว่า ว่า"สายธารประชาชน" เปรียบการรวมพลังของชุมชนเหมือนสายน้ำเล็กใหญ่ที่ไหลมารวมกัน เพื่อสะท้อนว่าการต่อสู้ปกป้องแม่น้ำและผืนป่าไม่เคยโดดเดี่ยว ท่ามกลางปัญหาโครงการเขื่อน มลพิษข้ามพรมแดน และทุนข้ามชาติที่ซับซ้อนขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยงานในปีนี้จัดกิจกรรม 4 วันในซีรีส์ “กระแสธาร” ตั้งแต่วันแรก อ่านกระแสธาร (สำรวจสถานการณ์), อยู่กับกระแสธาร (เรียนรู้การปรับตัว), บ่มเพาะกระแสธาร (ต่อยอดความรู้ขบวนการ) จนถึง รวมเป็นกระแสธาร (กำหนดยุทธศาสตร์อนาคต) โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการเป็นสะพานเชื่อมบทเรียนกว่า 36 ปีของขบวนการรุ่นก่อน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล เข้ากับมุมมองและพลังขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่

รศ. ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าพัฒนาการขบวนการประชาชนตั้งแต่ปี 2534 ภายใต้หลักคิด "การพัฒนาต้องมาจากประชาชน" และ "หยุดการพัฒนาบนคราบน้ำตาของประชาชน" ชี้ให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนเป็นตัวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เพราะผู้ดำเนินโครงการจงใจละเลยการคำนวณ ต้นทุนที่แท้จริง ทั้งด้านระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชน การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายอย่างสมัชชาคนจนและการดึงภาควิชาการมาร่วมขบวน จึงเป็นเครื่องมือจำเป็นในการทวงถามความเป็นธรรม

รศ. ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกูล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในมิติมลพิษและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ (Transboundary Environmental Issues) พบว่า กลไกตรวจสอบแบบเดิม เช่น ศาลปกครองในประเทศ ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐเพื่อนบ้านที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยและพื้นที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอ การต่อสู้จึงไม่อาจจำกัดอยู่ภายในเส้นเขตแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องขับเคลื่อนผ่าน “ภราดรภาพข้ามพรมแดน” (Transnational Solidarity) เพื่อผนึกกำลังภาคประชาชนให้มีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค

ผศ. ดร.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความล้มเหลวของการพัฒนาสายหลัก โดยระบุว่า 35 ปีหลังธนาคารโลกตั้งเป้าขจัดความยากจนในไทย แต่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนกลับพุ่งสูงถึง 88% ยืนยันว่าการเติบโตของ GDP ไม่ได้การันตีคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน กระแสความยั่งยืนในปัจจุบันมักถูกชี้นำโดยกลุ่มทุน เช่น โครงการปลูกป่าคาร์บอนเครดิตในต่างประเทศ (ยูกันดา) ที่บริษัทรายงานตัวเลขสวยหรู แต่ชาวบ้านในพื้นที่จริงกลับถูกตัดสิทธิ์การเข้าถึงทรัพยากรดำรงชีพ

ผศ. ดร.วีรบูรณ์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงมี 3 คำถามสำคัญ สำหรับตรวจสอบโครงการพัฒนาทุกรูปแบบ 1.ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์ 2.ใครมีอำนาจตอบคำถามว่าอนาคตจะเดินไปทางไหน และ 3.เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ใครยังมีอำนาจควบคุมชีวิตและฐานทรัพยากรของตนเอง

ขณะที่แม่ผา กองธรรม แกนนำชาวบ้านลุ่มน้ำราษีไศล วัย 75 ปี กล่าวว่า บทเรียนความเจ็บปวด 32 ปีที่ไร้ข้อยุติ จากปัญหารัฐบาลเปลี่ยนขั้วบ่อยจนกลไกแก้ไขปัญหาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำซาก ซ้ำยังเกิดความขัดแย้งจนชุมชนแตกแยกเป็น 16 กลุ่ม พร้อมส่งเสียงเตือนถึงโครงการสร้างเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขง:
"ปัญหาเดิมของเขื่อนราษีไศลและเขื่อนปากมูนยังสะสางไม่เสร็จสิ้น เหตุใดจึงไม่แก้ปัญหาเก่าให้จบก่อน

“ฉันอยากเห็นเหมือนปี 2540 หลายแม่น้ำมารวมกัน ให้ลุ่มน้ำโขง ชี มูล ประสานพลังกับนักกฎหมายและนักวิชาการ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาคประชาชนก็ไม่อาจหยุดการเคลื่อนไหว" แม่ผา กล่าว

นายสิงห์คาร เรือนหอม ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำเงา จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า 2 อุปสรรคใหญ่ในการต่อสู้กับโครงการผันน้ำยวม–เงา สู่เขื่อนภูมิพล คือ อคติของระบบราชการ และ การขาดการบันทึกภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นเอกสารทางการ ซึ่งประสบการณ์ตรงเมื่อทักท้วงผู้ศึกษา EIA เรื่องพฤติกรรม "ปลาน้ำไหล" ที่ไม่อาจอยู่ในอ่างเก็บน้ำได้ แต่กลับถูกสวนกลับด้วยคำถามว่า “แล้วลุงจบอะไรมา?”
นายสิงห์คารระบุว่า ทางออกคือการทำงานร่วมกับนักวิชาการในฐานะพี่เลี้ยง ให้ชาวบ้านเป็นผู้เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ และนักวิชาการช่วยบันทึกเป็นเอกสารงานวิจัย เพื่อแปรเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็น “อาวุธทางข้อมูล” ที่มีน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับรัฐ

Mr. Hendro Sangkoyo (Yoyok) ผู้ร่วมก่อตั้ง School of Democratic Economics (SDE) ประเทศอินโดนีเซีย เผยผลสำรวจแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารหนู ชี้ว่าแม่น้ำสายหลักทั่วเอเชียกำลังถูกผลักให้กลายเป็น "พรมแดนคู่ขนาน" (Dual Frontier) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและแหล่งทิ้งกากแร่ราคาถูกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transition Minerals) โดยนโยบาย Net Zero และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงภาพลวงตาทางสิ่งแวดล้อมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการว่า มือคู่เดิมที่ยังคงสูบ ขุด และเผาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน จะหันมารักษาโลกใบนี้ได้เพียงแค่การซื้อตราสารทางการเงินชดเชยคาร์บอน... การแปลงป่าเป็นคาร์บอนสต็อกไม่มีวันช่วยให้ประชาชนที่อยู่แนวหน้ารับมือวิกฤตได้จริง

Mr. Hendro ยังหยิบยกแนวคิดเรื่อง เส้นเขตแดนรัฐชาติ มาเตือนสติว่า เป็นมรดกตกทอดที่แบ่งแยกประชาชนออกจากกัน และการรวมพลังของชุมชนพื้นเมืองข้ามพรมแดนคือหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมแย่งชิงทรัพยากรรูปแบบใหม่

ด้านนางสาวนุชสวรรค์ ตัวแทนเยาวชนลุ่มน้ำโขงจาก สปป.ลาว กล่าวว่า ข้อจำกัดด้านการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลในลาว และจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปคือการร้อยเรียงเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของคนรุ่นก่อนมาสู่คนรุ่นใหม่ การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ฟังเรื่องราวของผืนป่าและสายน้ำจากครอบครัว จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างจิตสำนึกปกป้องธรรมชาติ พร้อมย้ำว่าแม่น้ำโขงคือสายเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ
-----------

22/09/2026
21/09/2026

เครือข่ายนักปกป้องสิทธิ ประกาศชัยชนะก้าวแรก ต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูล ยุติการปักหลักหน้าก.พลังงาน

20/09/2026

แถลงการณ์ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
เรื่อง เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานและธนาคารโลกยุติการยื้อเวลา เร่งรับรองสิทธิและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูลอย่างเป็นธรรมและเร่งด่วนที่สุด
กว่า 36 ปีแล้วที่เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำมูล แหล่งทำมาหากิน และวิถีชีวิตของประชาชนลุ่มน้ำมูล ขณะที่พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบต้องต่อสู้เรียกร้องให้รัฐรับรองสิทธิและแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
จนกระทั่งวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องมีมติรับรองผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว นี่คือผลจากการต่อสู้อันยาวนานของผู้หญิงและประชาชนที่ต้องใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อพิสูจน์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิต ครอบครัว และชุมชนของตนเอง
36 ปีที่ผ่านมาเป็นประวัติศาสตร์ของผู้หญิงและประชาชนที่ลุกขึ้นปกป้องแม่น้ำ ปกป้องฐานชีวิต และต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขอยืนหยัดเคียงข้าง แม่สมปอง เวียงจันทร์ และคณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล (ช.ช.ช.)รวมถึงพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบทุกคน ที่ยังคงเรียกร้องให้สิทธิที่ได้รับการรับรองนำไปสู่การเยียวยาและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ตลอดประวัติศาสตร์การต่อสู้ของปากมูล ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับผลกระทบ” แต่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นผู้จัดตั้งชุมชน นำการเคลื่อนไหว เจรจากับรัฐ ปกป้องแม่น้ำ ดูแลครอบครัวและชุมชน และรักษาความทรงจำของการต่อสู้ให้ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
เบื้องหลังการชุมนุมและโต๊ะเจรจาที่สังคมมองเห็น ยังมีงานดูแลอีกมหาศาลที่มักไม่ถูกมองเห็น ทั้งการดูแลผู้คน การทำอาหาร การประคับประคองครอบครัว การรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน และการทำให้ผู้คนยังสามารถยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันได้
งานเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการสร้างขบวนประชาชน และผู้หญิงเหล่านี้คือผู้สร้างประวัติศาสตร์การต่อสู้ของปากมูล
ดังนั้น เสียงของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องอยู่ในทุกพื้นที่ที่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิต ดูแลแม่น้ำ และอนาคตของพวกเขา
เจ้าของปัญหาต้องมีสิทธิพูด
ผู้ได้รับผลกระทบต้องมีอำนาจร่วมตัดสินใจ
และไม่มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใดควรถูกกีดกันออกจากการกำหนดทางออกของชีวิตตนเอง
เมื่อประชาชนต่อสู้มาหลายทศวรรษจนมีการรับรองผู้ได้รับผลกระทบแล้ว 1,632 ครอบครัว สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่อจากนี้คือ การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การทำให้ประชาชนต้องกลับไปเริ่มต้นพิสูจน์ความเดือดร้อนของตนเองอีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกัน 1,632 ครอบครัวต้องไม่กลายเป็นเส้นปิดประตูความเป็นธรรม
ตลอดระยะเวลา 36 ปี มีผู้ได้รับผลกระทบที่เสียชีวิตไปก่อนจะได้เห็นความเป็นธรรม มีผู้สูงอายุที่ไม่สามารถฝ่ากระบวนการราชการอันซับซ้อน มีประชาชนที่หมดแรงจากกระบวนการพิสูจน์สิทธิและการรอคอยที่ยืดเยื้อ และยังมีชุมชนท้ายน้ำที่เผชิญความเสียหายของระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง แต่อาจไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพประมงที่รัฐกำหนด
การรอคอย 36 ปีต้องไม่กลายเป็นเหตุให้คนที่รอไม่ไหว ถูกทำให้หายไปจากความยุติธรรม
รัฐไทยต้องยุติการยื้อเวลา
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่ง การประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล วันที่ 21 กันยายน 2569 ต้องนำไปสู่การตัดสินใจที่ชัดเจน พร้อมกรอบเวลาดำเนินการที่ตรวจสอบได้ สิทธิที่ได้รับการรับรองแล้วต้องนำไปสู่การเยียวยาอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่ใช่การรอคอยรอบใหม่
สอง กระบวนการแก้ไขปัญหาต้องยึดประชาชนเจ้าของปัญหาเป็นศูนย์กลาง รับรองการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง เจ้าของปัญหาต้องมีสิทธิกำหนดผู้แทนและมีอำนาจร่วมกำหนดทางออก ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มใดควรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ
สาม รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้ว พร้อมเปิดกระบวนการที่เป็นธรรมสำหรับผู้ได้รับผลกระทบที่ตกหล่น รวมถึงครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นความเป็นธรรม ผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่สามารถผ่านกระบวนการราชการอันยืดเยื้อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญผลกระทบจากความเสียหายของระบบนิเวศ การเยียวยาต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ไม่ยุติธรรมจนทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงถูกทำให้มองไม่เห็น
สี่ ความรับผิดชอบของรัฐต้องไปไกลกว่าค่าชดเชย ต้องรวมถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร และระบบนิเวศแม่น้ำมูล ตลอดจนพิจารณาข้อเสนอเรื่องการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดปีอย่างจริงจัง บนฐานของงานศึกษา องค์ความรู้ของชุมชน และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำ
ก่อนกลับมาพูดถึงอนาคต ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่ออดีตที่ยังไม่จบ
เขื่อนปากมูลไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐไทยโดยลำพัง ธนาคารโลกเป็นผู้ให้เงินกู้แก่โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยซึ่งมีเขื่อนปากมูลเป็นส่วนหนึ่ง และมีบทบาทในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ
วันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศจะกลับมาจัดการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ เพื่อพูดถึงการลงทุน การสร้างงาน การเติบโต และอนาคตของการพัฒนา
แต่ก่อนที่ธนาคารโลกจะกลับมาประเทศไทยเพื่อพูดถึงอนาคต ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบต่อผลของการพัฒนาที่ตนมีส่วนสนับสนุนในอดีต และที่ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตของประชาชนจนถึงปัจจุบัน
ขบวนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องว่า ก่อนการประชุมประจำปีเดือนตุลาคม 2569 ธนาคารโลกต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเขื่อนปากมูลอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่ง ธนาคารโลกต้องยอมรับความรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในโครงการเขื่อนปากมูลอย่างเป็นทางการ ทั้งในฐานะผู้ให้เงินกู้และสถาบันที่มีส่วนในการประเมิน อนุมัติ และติดตามโครงการ การปิดเงินกู้ไม่อาจหมายถึงการปัดความรับผิดชอบ ในขณะที่ผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศยังไม่ได้รับการแก้ไข
สอง ธนาคารโลกต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือทบทวนบทเรียน แต่ต้องร่วมกับรัฐบาลไทยจัดให้มีกลไกและทรัพยากรสำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูฐานชีวิต และการฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำมูล โดยผู้หญิงและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบต้องมีอำนาจร่วมกำหนดรูปแบบและมาตรการเยียวยา
สาม ความรับผิดชอบต้องไม่ทิ้งคนที่ตกหล่นจากระบบ ต้องครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัวที่ได้รับการรับรองแล้ว และมีกระบวนการให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตก่อนเห็นการเยียวยา ผู้สูงอายุ ผู้ที่ถูกกระบวนการอันยืดเยื้อทำให้ไม่สามารถเดินเรื่องต่อ และชุมชนท้ายน้ำที่ยังเผชิญความเสียหายของระบบนิเวศ
สี่ ธนาคารโลกต้องเปิดเผยต่อสาธารณะว่าบทเรียนจากปากมูลได้เปลี่ยนนโยบาย มาตรฐานความรับผิดชอบ และวิธีการให้เงินทุนของธนาคารโลกอย่างไร และต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนและโครงการพัฒนาใหม่ ๆ จะไม่ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียแม่น้ำ ที่ดิน ทรัพยากร และฐานชีวิต แล้วถูกทิ้งให้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอีกหลายสิบปี
เราไม่ได้เรียกร้องเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกหนึ่งเวที เราเรียกร้องความรับผิดชอบที่โปร่งใสจากธนาคารโลก
การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่กรุงเทพฯ ไม่ควรดำเนินไปราวกับประเทศไทยเป็นเพียงเวทีสำหรับประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนาครั้งใหม่ โดยไม่เผชิญกับผลของการพัฒนาในอดีตที่ยังดำรงอยู่ และผลจากนโยบายการพัฒนาในปัจจุบันที่ผู้หญิง ประชาชนและชุมชนยังต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุน
ก่อนพูดถึงการพัฒนาครั้งใหม่ ต้องตอบต่อความเสียหายจากการพัฒนาครั้งเก่า
ก่อนพูดถึงการเติบโต ต้องตอบว่าใครเป็นคนจ่ายต้นทุน
ก่อนพูดถึงอนาคต ต้องรับผิดชอบต่ออดีตที่ยังดำรงอยู่ในชีวิตของประชาชน
ปากมูลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเขื่อนหนึ่งแห่ง แต่ทำให้เราต้องถามคำถามพื้นฐานต่อแบบแผนการพัฒนาว่า
ใครมีอำนาจกำหนดว่าการพัฒนาคืออะไร
ใครได้รับประโยชน์
ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุน
และเมื่อการพัฒนาสร้างความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ
สำหรับ ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมของปากมูลไม่ใช่เพียงค่าชดเชย
ความยุติธรรมคือ การฟื้นฟูแม่น้ำ คืนฐานชีวิต รับรองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและทำให้ทั้งรัฐไทยและธนาคารโลกที่มีส่วนสนับสนุนโครงการต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
ความยุติธรรมยังหมายถึงการเคารพอำนาจในการตัดสินใจของผู้หญิงและประชาชนไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้รอรับการเยียวยา แต่ในฐานะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้จัดตั้ง ผู้ดูแลชีวิต ผู้ดูแลแม่น้ำ ผู้สร้างขบวน และผู้มีอำนาจกำหนดอนาคต
36 ปีนานเกินพอ
รัฐไทยต้องยุติการยื้อเวลา
ธนาคารโลกต้องรับผิดชอบก่อนกลับมาพูดถึงอนาคตของการพัฒนาที่กรุงเทพฯ
คนที่เสียชีวิตต้องไม่ถูกลืม คนที่ตกหล่นต้องไม่ถูกทิ้ง
สิทธิที่ได้รับการรับรองต้องนำไปสู่ความเป็นธรรม
และผู้หญิงกับประชาชนผู้ดูแลแม่น้ำต้องมีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเอง
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของผู้หญิงนักปกปัองสิทธิมนุษยชนพลังของประชาชน และความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม
ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
20 กันยายน 2569

19/09/2026

UPDATE: ชาวบ้านปากมูล ขอรัฐยุติบทบาทที่ปรึกษา-พี่เลี้ยง ‘สมัชชาคนจน’ ปมเขื่อนปากมูล ชี้ สร้างความแตกแยก-กดดันชาวบ้านต้องเลือกข้าง เรียกร้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัว อย่างเป็นธรรม

วันนี้ (18 ก.ย. 69) ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ร่วมเป่าแคนและฟ้อนรำ ก่อนจะออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ขอให้รัฐบาลยุติบทบาท “ที่ปรึกษาและทีมพี่เลี้ยง” ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล

แถลงการณ์ ระบุว่า ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูลเป็นผู้ต่อสู้เรียกร้องการแก้ไขปัญหามาเป็นเวลานาน 36 ปี แห่งการรอคอยการแก้ไขปัญหา และ 29 ปี แห่งการต่อสู้เรียกร้องให้รัฐพิสูจน์และรับรองสิทธิ ก่อนที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล จะมีมติรับรองผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ 1,632 ครอบครัว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม การรับรองดังกล่าวควรเป็นฐานสำคัญในการเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับการชดเชยและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ไม่ถูกตัดสิทธิหรือแบ่งแยกออกจากกัน

“สมัชชาคนจนเป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การก่อตั้งขบวนการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 มีการจัดทำปฏิญญาแม่น้ำมูล ระหว่างวันที่ 11-14 ธันวาคม 2538 บริเวณสันเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าของปัญหาคือชาวบ้าน ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงควรทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ สนับสนุนข้อมูล และเสริมพลังให้ชาวบ้านสามารถต่อรองกับรัฐได้ ต้องเคารพสิทธิในการตัดสินใจของผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ควรใช้อำนาจเหนือขบวนการ” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ ระบุต่อว่า ภายหลังคณะอนุกรรมการฯ มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ กลับมีสถานการณ์สร้างความเจ็บปวดและแตกแยก เนื่องจากการสื่อสารที่สร้างความสับสนและแบ่งฝ่าย มีการเรียกระดมชาวบ้านเข้าประชุมในลักษณะกดดันให้ต้องเลือกข้าง แทนที่จะเปิดโต๊ะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหาทางออก

เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลของกลุ่มสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน นัดประชุมวันที่ 21 กันยายน 2569 พบว่า รายชื่อตัวแทนชาวบ้าน 10 คนที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ถูกจัดทำขึ้นโดยไม่มีชื่อของชาวบ้านกลุ่มที่ร่วมกันเรียกร้อง

จากเหตุการณ์ทั้งหมด จึงมีข้อเรียกร้องให้ยุติการทำหน้าที่ของที่ปรึกษา และพี่เลี้ยงสมัชชาคนจนบางคน และขอให้เปิดพื้นที่กลางให้ชาวบ้านทุกกลุ่มได้กลับมาพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างเท่าเทียม ขอให้การคัดเลือกตัวแทนเข้าร่วมโต๊ะเจรจามาจากกระบวนการที่ชาวบ้านทุกกลุ่มมีส่วนร่วมและให้การยอมรับร่วมกัน และขอให้การแก้ไขปัญหายึดฐานผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัว ที่ได้รับการรับรองแล้วเป็นสำคัญ โดยไม่ตัดสิทธิกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

“คืนสมัชชาคนจนให้กับเจ้าของปัญหา คืนสิทธิในการตัดสินใจให้กับชาวบ้าน ยึดเจตนารมณ์ปฏิญญาแม่น้ำมูล และคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสียง และศักดิ์ศรีของพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบทุกคน” แถลงการณ์ระบุ

#เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สมัชชาคนจน #เขื่อนปากมูล

18/09/2026

🎤Mekong-ASEAN Environment Week 2026
พบกับ เวทีเสวนา “การฟื้นฟูเยียวยาชุมชนลุ่มน้ำโขง”
ในสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง–อาเซียน 2569
สายธารการต่อสู่ร่วมกันของผู้คน สู่พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
🗓️วันที่ 24 กันยายน 2569
⏰เวลา 13.00–16.00 น.
🏛️ณ ห้องประชุมริมน้ำ (ห้อง 107-108)
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร
💦สายน้ำเชื่อมโยงผู้คนและธรรมชาติเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันสายน้ำก็พัดนำมลพิษ ความสูญเสีย ความทรงจำ และเรื่องราวการต่อสู้ของชุมชนจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เวทีเสวนานี้ปรารถนาจะนำตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการมลพิษทั้งจากการทำเหมืองแร่และกิจกรรมอื่นในลุ่มน้ำโขง นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ประชาชนทั่วไปมาพบกัน เพื่อร่วมวงสนทนาสำรวจว่าการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ สุขภาพ และธรรมชาติจะพัฒนาไปสู่การสร้างพลังร่วมในการเยียวยาและฟื้นฟูทั้งสายน้ำและผู้คน ชุมชนได้อย่างไร

💧เปิดพื้นที่สำหรับประชาชนจากชุมชนได้เล่าประสบการณ์การต่อสู้ ผลกระทบ และความริเริ่มของชุมชนการฟื้นฟูกู้คืนสังคมและระบบนิเวศที่ถูกทำลาย

💧เชื่อมโยงมุมมองความเป็นธรรมทางนิเวศและสุขภาพที่ชุมชนต่อสู้กับแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศสังคมและสุขภาพ

💧แลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่กับชุมชนลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

💧เชื่อมโยงเครือข่ายและพลังผู้คนที่ริเริ่มปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาฟื้นฟูชุมชนลุ่มน้ำโขงร่วมกัน

โดย : Radical Grandma Collective (RadGram), Restorative Culture Coalition Thailand (RCCT), กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดหวัดเลย, วิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ฟื้นฟูพันธ์ข้าวพื้นเมือง “ข้าวหอมดอกฮัง” จังหวัดสกลนคร, โปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้,มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw), Rivers and Rights, มูลนิธิเกษตรกรรมทางเลือก

#สายธารประชาชน #สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียน

17/09/2026

ปรานม สมวงศ์ ได้อธิบายถึงอำนาจของผู้หญิงในพื้นที่การต่อสู้อย่างเขื่อนปากมูล เขื่อนเขาแหลม และเขื่อนบางลางบนแม่น้ำปัตตานี ที่ควรได้กำหนดอนาคตตัวเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยธนาคารโลกหรือรัฐ

โดยเฉพาะในบริบทของรายงานธนาคารโลกเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ซึ่งกระตุ้นให้เราถามว่า เรากำลังสร้างเศรษฐกิจแบบไหนและงานของใครที่ถูกนับหรือถูกมองข้าม เธออธิบายว่า ความมั่งคั่งไม่ควรเกิดจากการผลักต้นทุนไปที่ชุมชน แต่ต้องสร้างจากการยอมรับคุณค่าในงานที่ผู้หญิงทำเพื่อดูแลชีวิตและครอบครัว แต่ผู้หญิงในชุมชนต่างๆ ควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของตัวเองไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานสำรองในตลาด

อ่าน: “ผู้หญิง” กับอนาคตที่กำหนดเอง ก่อนธนาคารโลกจะมองเห็น ผู้หญิงในพื้นที่การต่อสู้เห็นก่อนแล้ว https://theisaanrecord.co/2026/09/16/world-bank-building-thailands-future-today/

---

เรื่อง: ปรานม สมวงศ์

16/09/2026

MAEW ชวนชมสารคดี The Mekong Trap โดย Ecocupid และเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง [English Below]
แม้เขื่อนพูงอยในลาวจะมีแผนสร้างบนลำน้ำโขงสายหลักที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากเมืองใหญ่ของไทย แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงจะเดินทางผ่านสายน้ำ ผ่านความมั่นคงทางอาหาร และต้นทุนพลังงานที่คนไทยทั้งประเทศต้องจ่ายร่วมกัน
สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน มีสารคดี 4 เรื่องจากโครงการพัฒนาสารคดีว่าด้วยสถานการณ์การปนเปื้อนจากเหมืองข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำสาละวินโดยทีมคนรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำสาละวินและจากภายนอกร่วมมือกัน และสารคดีจากเยาวชนในโครงการ Mekong Youth Lab อีก 5 เรื่องให้ได้รับชม
MAEW invites you to watch "The Mekong Trap", a documentary produced by Deep Doc Media and EcoCupid, with support from Mekong-ASEAN Environmental Week (MAEW) 2025 in Nakhon Phanom, Thailand. It is also a property of the Ubon Monitoring Team on Flood and Mekong Dam (UMFD).
Although the proposed Phou Ngoy Dam on the Mekong mainstream in Laos is hundreds of kilometers from Thailand’s urban centers, the ripple effects of an altered Mekong River know no borders—rippling through our waters, undermining food security, and inflating energy costs borne by all Thai citizens.
At the Mekong-ASEAN Environmental Week, catch four documentaries addressing cross-border mining contamination along the Salween River, co-created by local youth and external storytellers, plus five new youth-led documentaries from the Mekong Youth Lab.
ชมที่ https://youtu.be/2IZmER5oRmo
งานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน หรือ MAEW2026 ในธีม "สายธารประชาชน: จากการต่อสู้ของชุมชน สู่พลังรวมแห่งการเปลี่ยนแปลง" 23-26 กันยายนนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
🌏 ลงทะเบียนที่ https://forms.gle/kbGxttQ78wVbm9vAA
🌏 ดูรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมด at https://maew-sea.org
#สายธารประชาชน #สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียน

15/09/2026

Coming to MAEW2026: Dam [English in Comments]
อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า งาน MAEW ก็จะจัดแล้ว เราลองคัดเลือกเวทีเสวนา วงแลกเปลี่ยน และกิจกรรมต่างๆ มาให้คุณได้ดูเพื่อประกอบการเข้าร่วมกัน วันนี้เราอยากนำเสนอวงเสวนาและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ "เขื่อน"
จริงๆ แล้วขบวนการ MAEW หรือพี่น้องในชุมชนของเราก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตัวเองกันทั้งสิ้น รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องการก่อสร้างเขื่อนที่จะส่งผลกระทับกับชาวบ้าน สิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพ ระบบนิเวศ และอื่นๆ ในองคาพยพ เวทีที่เราชวนทุกท่านไปฟังจะถกเถียงและพูดคุยอย่างเข้มข้นถึงผลกระทบของเขื่อนต่อหลายมิติ และเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
📅 24 กันยายน 69
🕛 9.45 - 12.00 น.
➡️ 36 ปีเขื่อนปากมูล: บทเรียนสู่อนาคตของแม่น้ำโขงที่ยังถูกกั้น
สามสิบหกปีหลังการสร้างเขื่อนปากมูล ชุมชนยังคงต่อสู้เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ การเปิดประตูเขื่อนอย่างถาวร และความเป็นธรรมสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การต่อสู้อันยาวนานของชุมชนปากมูลได้กลายเป็นหนึ่งในขบวนการเพื่อความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เวทีนี้ใช้ประสบการณ์จากปากมูลเป็นจุดตั้งต้นในการมองการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเชื่อมบทเรียนจากปากมูลกับเขื่อนน้ำเทิน 2 และเขื่อนพูงอยในลาว และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่แห่งใหม่ในอินโดนีเซีย
📅 25 กันยายน 69
🕛 9.45 - 12.00 น.
➡️ โครงการและตลาดคาร์บอน กับความเชื่อมโยงกับเกษตรกรรม เหมืองแร่ เขื่อน และพลังงาน
เวทีนี้ชวนทำความเข้าใจว่าโครงการคาร์บอนคืออะไร เหตุใดจึงกำลังขยายตัวทั้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและในระดับโลก และมีความเชื่อมโยงกับเกษตรกรรม เหมืองแร่ เขื่อน และโครงการพลังงานอย่างไร โดยเชื่อมประสบการณ์ของชุมชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคอื่น ๆ เข้ากับการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเมืองเบื้องหลังการขยายตัวของตลาดคาร์บอน รวมถึงผลกระทบต่อที่ดิน ป่าไม้ และสิทธิชุมชน ตลอดจนข้อกังวลและการตอบสนองของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
งานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน หรือ MAEW2026 ในธีม "สายธารประชาชน: จากการต่อสู้ของชุมชน สู่พลังรวมแห่งการเปลี่ยนแปลง" 23-26 กันยายนนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
🌏 ลงทะเบียนที่ https://forms.gle/kbGxttQ78wVbm9vAA
🌏 ดูรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมด at https://maew-sea.org
Photo Credit: Roengrit Kongmuang
#สายธารประชาชน #สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียน

14/09/2026

นอกจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์
ปลาหมอคางดำ จะไปไหนได้อีกบ้าง?
ความสูญเสียอาจกระจายทั่วทั้งลุ่มน้ำ...

นี่ไม่ใช่ข้อสันนิฐาน หรือการคาดเดา แต่นี่คือการฉายภาพให้เห็นว่าทำไมพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว แต่ความเสียหายจากปลาสายพันธุ์นี้ถึงเสี่ยงทั้งภาคอีสาน เมื่อเรานำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ของภาคอีสานมากางออกดู ก็จะทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้สะท้อนเฉพาะการไหลของแม่น้ำ แต่เป็นการเชื่อมต่อหากันแบบแยกจากกันไม่ได้

#ซาวอีสาน ชวนเฝ้าระวัง สังเกต และทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน ภาพแผนที่ลุ่มน้ำภาคอีสานนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่า จากเขื่อนลำปาว #ปลาหมอคางดำ อาจจะแพร่ขยายพันธุ์ไปสู่พื้นที่อื่น ๆ แล้วก็เป็นได้ อยากให้โฟกัสที่จุดวงกลมสีแดงบนแผนที่ แล้วมองย้อนเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ คือ ที่เขื่อนลำปาว น้ำที่ระบายออกมาส่วนหนึ่งถูกส่งไปตามคลองส่งน้ำชลประทานป้อนให้กับชาวบ้านผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม เลี้ยงปลา รวมไปถึงทำการเกษตร อีกส่วนหนึ่ง ปล่อยให้ไหลลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกผ่านแม่น้ำลำปาว ที่ปลายทางจะต้องไปบรรจบกับแม่น้ำชี ก่อนไหลลงไปสู่แม่น้ำมูล ที่ จ.อุบลราชธานี จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่แม่น้ำโขง ก่อนลงทะเล

***แต่ระหว่างทางการไหลของน้ำ ยังมีจุดที่ปลาหมอคางดำเหล่านี้ จะสามารถแวะพัก ฟักไข่ แพร่ลูกออกหลานตามพื้นที่เวิน ป่าบุ่ง ป่าทาม รวมไปถึงพื้นที่น้ำท่วมขัง ชีหลง พื้นที่เหล่านี้เป็นอีกแหล่งที่ปลาหมอคางดำอาจจะสามารถทำการแพร่กระจายพันธุ์ได้ และพื้นที่เหล่านี้ คือแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำพื้นถิ่นบ้านเฮาที่ ไม่อยากจะคิดนอกจากมันอาจะแพร่ขยายพันธุ์แล้ว มันก็คงจะใช้ความสมบูรณ์ของระบบนี้นิเวศนี้ละเป็นตัวขุนให้มันเจริญเติบโต ยิ่งหนุนเสริมให้มันขยายพันธุ์ได้เพิ่มขึ้นไปอีก แค่คิดก็ขนลุกแล้วพี่น้องเอ้ย....

ขณะเดียวกันธรรมชาติของปลา มักจะว่ายทวนน้ำ แน่นอน เหนือขึ้นไปของเขื่อนลำปาว คือแม่น้ำปาว ที่ไหลมาจากอุดรธานี ที่นั้นมีมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างหนองหารที่ใช้เที่ยวชมทะเลบัวแดง มีห้วยหนองคลองบึง แหล่งน้ำธรรมชาติอีกมากที่เชื่อมต่อกันกับแม่น้ำปาว แล้วทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ว่า มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่เขื่อนลำปาว

ใต้ลงมาคือ ลุ่มแม่น้ำชี ที่หากมันหลุดรอดมาขยายพันธุ์ได้ ก็คงต้องกระจายขึ้นไปยังร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ ว่ายทวนน้ำขึ้นไปตามแนวลุ่มน้ำ ในลุ่มน้ำน้ำก็ยังมีห้วยหนองคลองบึง แก่ง ชีหลง อีกมากมายที่ชาวบ้านใช้หาอยู่หากิน สร้างรายได้ สงเสียลูกเรียน จับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน พื้นที่เหล่านั้นก็เสี่ยงไม่แพ้กัน

มีทางแก้ไหม ก็อาจจะมีแต่ จะได้ผลไหม ก็คงต้องลองดู ไม่ต้องรอให้หน่วยงานรัฐลงไปค้นหา พี่น้องบ้านเฮาหากพบเจอ หรือ สามารถจับปล่ที่ต้องสงสัยได้ ขอให้ช่วยกันถ่ายรูป แจ้งไปยังผู้นำชุมชน หรือ ประมงจังหวัดโดยตรง เพื่อให้เราได้ทราบว่ามันอยู่ที่ไหนแล้ว สถานการณ์ระบาดเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือ เราได้ปกป้องแหล่งอาหาร ความหลากหลายของระบบนิเวศบ้านเรา และยังรักษาสัตว์น้ำประจำถิ่นบ้านเฮาไว้ได้ อีกประการเรายังรักษาระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เกิดจากการทำประมงในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคอีสานไว้อีกด้วย

เราไม่ได้ชวนให้ตื่นตระหนก อกอีแป้นจะแตกนะครับ อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ช่วยกัน หรือ หน่วยงานรัฐไม่จริงจัง รับรองเลยว่า เอามันบ่อยู่แน่นอน ปลาหมอคางดำ...

#เขื่อนลำปาว #สถานการณ์ปลาหมอคางดำ #ปลาหมอคางดำระบาด #ลุ่มน้ำอีสาน @ผู้ติดตามอยู่ดีมีแฮง #เครือข่ายสื่อสาธารณะภาคอีสาน

ที่อยู่

Faculty Of Liberal Arts, Ubon Ratchathani University
Ubon Ratchathani
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC] โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Mekong Sub-region Social Research Center [MSSRC]:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่