20/08/2026
หวั่น“ลักไก่”แปลงเวทีมีส่วนร่วมทรัพยากรธรรมชาติเป็นเวทีรับฟังเขื่อนพูงอย-ชาวบ้าน/นักวิชาการรุมต้านไม่เอาเขื่อน-ชี้การประเมินผลกระทบไม่ควรอยู่แค่ในลาว
------------
เมื่อวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ทางผู้บริหารจังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน ภายใต้หัวข้อโครงการติดตามประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยมีประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่มีต่อระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของเวทีได้มีการพูดถึงประเด็นการสร้างเขื่อนภูงอย ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อประชาชนอุบลราชธานีโดยก่อนหน้านี้ทางจังหวัดได้ประสานขอรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์เครือข่ายที่ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำโขงและสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำไปประกอบการเชิญเข้าร่วมเวที แต่สุดท้ายเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง และโฮงเฮียนฮักน้ำของ ซึ่งทำงานติดตามประเด็นแม่น้ำโขง กลับไม่ได้รับเชิญ ทำให้ชาวบ้านและนักวิชาการหวั่นเกรงว่าทางจังหวัดจะฉวยโอกาสอ้างว่าเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีเขื่อนพูงอย
ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การประเมินผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในลาวไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องภายในประเทศหรือเรื่องอำนาจอธิปไตยของลาวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง การเปิด ปิดเขื่อนย่อมส่งผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะต่อแม่น้ำโขง วิถีชีวิต และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับชุมชนในประเทศไทย
“ผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนสามารถเห็นได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสีและสภาพน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศของแม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีผลกระทบ แต่เป็นสัญญาณเตือนต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาแม่น้ำ ซึ่งเมื่อชาวบ้านไม่สามารถจับปลาได้เหมือนเดิม หรือทรัพยากรปลาในแม่น้ำลดลง วิถีชีวิตและเศรษฐกิจของครัวเรือนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำประมงและสามารถพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้ ก็ต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่มีความเชี่ยวชาญและทำให้รายได้ลดลง บางครอบครัวจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง หรือส่งลูกหลานออกไปหางานที่อื่น” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลฯ กล่าว
ผศ.ปฐวี กล่าวว่า บทเรียนจากเขื่อนปากมูลควรถูกนำมาใช้พิจารณาเมื่อพูดถึงการสร้างเขื่อนใหม่ โดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่บนแม่น้ำโขง เพราะผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่จุดก่อสร้างหรือภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่สามารถส่งต่อไปตามระบบแม่น้ำและกระทบต่อผู้คนที่อยู่ปลายน้ำได้
ขณะที่ พวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านบ้านหัวเห่ว อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการศึกษาผลกระทบจากโครงการเขื่อนในประเทศลาวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบข้ามพรมแดน เนื่องจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของฝั่งลาวอาจยังไม่ครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย ฉันขอเสนอให้ทางประชาชนไทยจัดทำงานวิจัยและการศึกษาผลกระทบด้วยตนเอง ตั้งแต่บริเวณบ้านเวินบึก ตลอดแนวแม่น้ำโขง ไปจนถึงแม่น้ำมูล พร้อมเปิดให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและกำหนดแนวทางรับมือผลกระทบ
“เราไม่เห็นด้วยเพราะว่า EIA ของฝั่งลาว มันไม่ครอบคลุมไปถึงประเทศไทย เราอยากทำเองในภาคประชาชน ให้ไปเสนอต่อลาวว่ามันมีผลกระทบยังไง งานวิจัย งานศึกษา ผลกระทบ ไล่มันตั้งแต่บ้านเวินบึก ยันแม่น้ำโขงทั้งหมด แล้วก็ยันไปหาแม่น้ำมูล ต้องมีการศึกษา แล้วก็ไทบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการ” พวงพยอมกล่าว
พวงพยอมกล่าวต่อว่า หากมีการเดินหน้าโครงการเขื่อนภูงอยจริง จำเป็นต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตและความเสียหายของประชาชน โดยเฉพาะชาวประมงที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบแม่น้ำ ซึ่งบทเรียนจากเขื่อนปากมูล มีชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ถึง 7,000-8,000 คน
“ก่อนที่จะพูดถึงการก่อสร้างหรือความเป็นไปได้ของโครงการ ควรตอบคำถามเรื่อง ความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบ ให้ชัดเจนเสียก่อน โดยต้องมีการศึกษาอย่างเป็นระบบและเปิดพื้นที่ให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงค่อยหาผู้รับผิดชอบ” ชาวบ้านบ้านหัวเห่ว กล่าว
ด้าน นางสมปอง เวียงจันทร์ แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การสร้างเขื่อนภูงอย นั้น นอกจากผลกระทบต่อการอพยพของปลาและวิถีชีวิตชาวประมงแล้ว ยังมีความกังวลต่อผลกระทบด้านมลพิษข้ามพรมแดน หากมีการกักเก็บน้ำจากโครงการเขื่อนภูงอย เนื่องจากมลพิษและสารปนเปื้อนที่ไหลมาตามลำน้ำจากพื้นที่ตอนบน ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก รวมถึงสารพิษจากพื้นที่ประเทศเมียนมา อาจถูกพัดพาและสะสมในแม่น้ำโขงบริเวณโขงเจียม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านจำนวนมากพึ่งพาการจับปลาเป็นอาหาร
“ประเด็นดังกล่าวควรถูกนำเข้าสู่การหารือในระดับนโยบาย โดยเฉพาะสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ควรนำข้อกังวลของประชาชนไปสื่อสารกับรัฐบาลลาว เพื่อให้รับทราบว่าประชาชนในประเทศไทยมีความกังวลต่อผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการเขื่อนภูงอย ทั้งด้านระบบนิเวศ คุณภาพน้ำ และความปลอดภัยทางอาหาร”
ทั้งนี้ในช่วงสุดท้ายทางผู้จัดระบุว่าจะมีการการรับฟังความคิดเห็นกรณีโครงการเขื่อนภูงอยที่เขื่อนสิรินธรอีกครั้งก่อนจบการประชุม
--------------