Matthayom Roong-aroon

Matthayom Roong-aroon โรงเรียนรุ่งอรุณ : ฝ่ายมัธยม
Roong Aroon School :

Roong Aroon School: School of Dawn
การศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นองค์รวมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสังคม
The Education for the Balance of Body and Mind, True Values, and Holistic Development

“หยดน้ำแห่งการเรียนรู้”เวทีแสดงความรู้ขาออกของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2569📸  #ภาพบรรยากาศกิจกรรม“หยดน้ำแห่งคว...
25/08/2026

“หยดน้ำแห่งการเรียนรู้”
เวทีแสดงความรู้ขาออกของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2569
📸 #ภาพบรรยากาศกิจกรรม
“หยดน้ำแห่งความรู้” กิจกรรมส่งท้ายภาคเรียนที่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งมัธยมต้นและมัธยมปลาย ได้ถ่ายทอดผลลัพธ์จากการเรียนรู้ตลอดหนึ่งภาคเรียน ผ่านผลงาน กระบวนการคิด และเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงระหว่างเส้นทางการเรียนรู้ในแต่ละสตูดิโอ
ตลอดภาคเรียน นักเรียนได้ลงพื้นที่เรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวัน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การตั้งคำถาม การลงพื้นที่ภาคสนาม ตลอดจนการเผชิญกับสถานการณ์และโจทย์จริงนอกห้องเรียน ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ สั่งสมเป็น “หยดน้ำ” เล็ก ๆ ของความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ก่อนจะรวมกันเป็นองค์ความรู้ที่นักเรียนสามารถนำกลับมาสื่อสารและส่งต่อให้กัน
…จากประสบการณ์ สู่การตั้งคำถาม
จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในแต่ละสตูดิโอ เกิดจากคำถามเล็ก ๆ ที่นักเรียนสนใจ หรือประเด็นบางอย่างที่ได้พบเจอระหว่างการเรียนรู้ แต่เมื่อได้ลงมือค้นคว้า สังเกต ทดลอง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น คำถามเหล่านั้นค่อย ๆ พัฒนาไปสู่โจทย์การเรียนรู้ที่มีความหมาย
จากประเด็นที่สนใจนำมาหยิบยกเล่าเรื่ิองทั้งเรื่องใกล้ตัว ปัญหาในสังคม ตลอดจนสถานการณ์และวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้ชวนคิด ตั้งคำถาม ให้คำปรึกษา และช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาแนวทางของตนเอง
สิ่งสำคัญ “คำตอบ” ที่นักเรียนค้นพบ ระหว่างทางต่าง ๆ ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่า เมื่อพบปัญหา เราจะทำความเข้าใจกับมันอย่างไร จะมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างไร และจะนำความรู้ความสามารถของตนเองไปสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้อย่างไร
เวทีแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทำให้นักเรียนได้มองย้อนกลับไปเห็นเส้นทางของตนเองว่า จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง เราก้าวข้ามความยากลำบากอย่างไร และตัวเราในวันนี้แตกต่างจากตัวเราในวันแรกอย่างไร
นอกจากจะเป็นพื้นที่แสดงผลลัพธ์ของนักเรียนแล้ว “หยดน้ำแห่งความรู้” ยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่คุณพ่อและคุณแม่ เข้ามามีส่วนร่วมในเส้นทางการเรียนรู้ของลูก ๆ จากสิ่งที่อาจมองไม่เห็นในชีวิตประจำวัน จะได้เห็นอีกมุมหนึ่งของลูกผ่านการทำงานได้เห็นว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งภาคเรียน
ด้วยร่องรอยของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงตลอดหนึ่งภาคเรียน
จากหยดน้ำเล็ก ๆ ของคำถาม
จากหยดน้ำของประสบการณ์
จากหยดน้ำของความพยายาม
จากหยดน้ำของความผิดพลาดและการเรียนรู้
ค่อย ๆ รวมกันเป็นสายน้ำแห่งความรู้ที่สะท้อนตัวตนและการเติบโตของนักเรียนแต่ละคน
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#หยดน้ำแห่งความรู้ #ขาออกการเรียนรู้ #พื้นที่แห่งการเรียนรู้

 #พาหุสัจจัญจะ มงคลชีวิต 38 ประการ หมายถึงการรู้จักฟังคนอื่น การเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากการฟังที่ดี แม้เป็นเรื่องที่อาจจะเ...
24/08/2026

#พาหุสัจจัญจะ มงคลชีวิต 38 ประการ หมายถึง
การรู้จักฟังคนอื่น การเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
การฟังที่ดี แม้เป็นเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องที่แย่ แต่ถ้าเราฟังให้ดีฟังให้เป็น
เราจะได้บทเรียนเยอะ ยิ่งเรื่องแย่เท่าไหร่เราได้บทเรียนมากเท่านั้น

‘ฟังเรื่องแย่..แต่ไม่แย่ตามเรื่อง’ รุ่งอรุณเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ถกเถียงกันมาก
ได้แสดงความหลากหลายทางความคิดอย่างไม่อั้น แต่เราฟังกันได้
ไม่มีความคิดเห็นใดที่เสียของ แต่ในที่สุดแล้วมันก็มีทางออกร่วมกัน

แต่ถ้าเราฟังกันไม่เป็นเมื่อไหร่ ไม่มีทางออกเลย งัดกันอย่างเดียว
เอา ‘ทิฐิ’ เข้ามาสู้กัน สังคมก็จะอ่อนแอ
ถึงแม้จะเจอเรื่องยากแต่ไม่ทุกข์..เป็น ‘มนุษย์พิเศษ’
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#คำครู #มงคลชีวิต38ประการ

Studio of Medical Health Sciences : ขับเคลื่อนสุขภาพช่องปากและโภชนาการ"การแปรงฟันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ทำไมเด็กไทยจำนวนมาก...
21/08/2026

Studio of Medical Health Sciences : ขับเคลื่อนสุขภาพช่องปากและโภชนาการ

"การแปรงฟันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ทำไมเด็กไทยจำนวนมากยังฟันผุ" และ ”ฟันผุในเด็กเป็นปัญหาจริงหรือไม่ในประเทศไทย” จากคำถามที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสตูดิโอ Medical Health Sciences ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สู่การเดินทางไปหาคำตอบยังพื้นที่ชุมชนโรงเรียนบ้านตะเคียน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพช่องปากและโภชนาการร่วมกับคณะครู ทีมทันตบุคลากร และผู้ปกครองในพื้นที่ภาคสนาม
ตลอด 3 วัน นักเรียนไม่ได้ลงพื้นที่ในฐานะ "ผู้เก็บข้อมูล" แต่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนเหมือนเป็น “ครูพี่เลี้ยง” อีกคนหนึ่งของห้องเรียน ทั้งนั่งเรียน พูดคุย รับประทานอาหาร แปรงฟันร่วมกับน้อง ๆ เพื่อสังเกตกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่พฤติกรรมการดูแลช่องปาก การเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนที่ส่งผลต่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดี
หลังเลิกเรียนในแต่ละวัน นักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน เยี่ยมบ้าน ทำความรู้จักกับผู้ปกครอง เพื่อสัมผัสถึงวิถีชีวิตต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับการมีสุขภาพช่องปากที่ดี รวมถึงสัมภาษณ์คุณครู บุคลากรโรงเรียน และทีมทันตบุคลากร เพื่อทำความเข้าใจว่าการสร้างสุขภาพช่องปากที่ดีของเด็กคนหนึ่งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่รอบตัวของเด็กด้วย
ช่วงเช้าของวันสุดท้าย นักเรียนได้พาน้อง ๆ ทำกิจกรรมรู้จักคราบจุลินทรีย์บนฟันด้วยเม็ดสีย้อมฟัน น้ำตาลแฝงในขนมที่ทำให้ฟันผุ และสอนเทคนิคการแปรงฟันที่ช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์ออกจากบนผิวฟันให้สะอาด จากนั้นได้นำเสนอข้อมูล เพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในพื้นที่ภาคสนามต่อผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และทันตบุคลากร ซึ่งหลายข้อมูลเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้ามไป เมื่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกลับทำให้เห็นภาพของปัญหาและสาเหตุต่าง ๆ ที่ชัดเจนขึ้น นำไปสู่การตั้ง "โจทย์ท้าทาย” ในการลดอัตราการเกิดฟันผุในเด็กอายุ 2-12 ปี ให้ต่ำกว่า 10 % ไม่ว่าจะเป็นการลดการเข้าถึงขนมและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในโรงเรียน การดูแลสุขภาพของผู้ปกครอง และสร้างแกนนำวัยรุ่นฟันน้ำนมเพื่อติดตามสุขภาพฟัน
โจทย์ท้าทายดังกล่าว จะกลายเป็นโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนสตูดิโอ Medical Health Sciences ที่จะร่วมทำงานกับคณะผู้บริหารโรงเรียน คณะครู ผู้ปกครอง ทันตบุคลากรในพื้นที่ เพื่อลงมือออกแบบ ทดลอง และติดตามผลของแนวทางที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาตลอดปีการศึกษานี้
#สะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้
ภาคสนามครั้งนี้ทำให้นักเรียนเข้าใจว่า "สุขภาพ" ไม่ได้เกิดจากความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากบริบทของชีวิต โอกาส ความเชื่อ และเงื่อนไขที่แต่ละคนเติบโตมาแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงจึงไม่อาจเกิดจากการบอกให้คนดูแลสุขภาพของตนเองเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจผู้คนให้เห็นปัญหาร่วมกัน และเป็นผู้สร้างโจทย์การเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นด้วยตนเอง - คุณครูวรรษมน นาคขุนทด ครูประจำสตูดิโอ Medical Health Sciences
ผมได้เรียนรู้ว่า “ความรู้ที่เรารู้แค่ตัวเราเองนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราสามารถถ่ายทอดความรู้ที่เรามีออกไปให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดีกว่า​” โดยต้องเลือกใช้ภาษาที่ช่วยให้น้องเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร ฝึกทักษะการพูดคุยกับน้อง ๆ ที่วัยแตกต่างกัน และการปรับตัวกับน้องที่มีมุมมองความคิดแตกต่างจากเราเพื่อที่จะคุยกันได้เข้าใจง่ายขึ้น ฝึกความอดทนและรับผิดชอบที่ต้องดูแลน้องในการแปรงฟัน ทำให้ผมได้รู้ว่า “การสื่อสารที่ดีต้องพูดให้เหมาะกับผู้ฟัง และการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่เราทำได้ทันที” - นายณธฤธ พรชัยประติมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
ผมได้เห็นว่า “สิ่งที่เราเรียนในห้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเกิดฟันผุนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้ และเกิดอีกหลาย ๆโรงเรียน” การที่ได้เข้าใจเรื่องการดูแลฟันยังสามารถนำไปต่อยอดในสถานการณ์จริงของชีวิต และสามารถช่วยเหลือชีวิตของผู้คนได้ อีกทั้งได้มองเห็นชีวิตจริงว่า โลกมันกว้างกว่าที่เราคิด มีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นที่แตกต่างจากชีวิตเราอีกมากมาย - นายชยากร นาคแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
การได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานที่กำลังทำงานจริง ทำให้หนูเห็นความเป็นจริงของชีวิตการทำงาน ความลำบาก และปัญหาที่เราคาดไม่ถึง การจะทำงานจริงได้เราต้องรู้จักมองปัญหาจากมุมมองและบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อให้เราสามารถอุดรอยรั่วที่เกิดจากการทำงานโดยที่เราไม่ทันได้สังเกต ดังนั้น หากเรามองเงื่อนไขต่าง ๆ ของปัญหาให้หลากหลายมุม จะทำให้เราพบแนวทางที่สามารถทำได้ในสถานการณ์จริง และไม่กระทบต่อบุคคลอื่น ๆ นั่นเอง - นางสาวพิชญาภา เจียระวงศ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
#โรงเรียนรุ่งอรุณ #ขับเคลื่อนสุขภาพช่องปากและโภชนาการ #เรียนรู้ภาคสนาม #ชุมชนโรงเรียนบ้านตะเคียน

ถอดรหัสแก่นความรู้ “เพาะพันธุ์ปัญญา”เมื่อการพัฒนา STEM เปลี่ยนครูผู้บอกความรู้ สู่ผู้ตั้งคำถามปลุกพลังคิดอย่างเป็นระบบ “...
21/08/2026

ถอดรหัสแก่นความรู้ “เพาะพันธุ์ปัญญา”
เมื่อการพัฒนา STEM เปลี่ยนครูผู้บอกความรู้ สู่ผู้ตั้งคำถามปลุกพลังคิดอย่างเป็นระบบ
“ห้องเรียนที่ดี อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
อาจเริ่มต้นจากคำถามดี ๆ ที่ทำให้นักเรียนอยากค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”
เมื่อวันที่ 19–20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โรงเรียนรุ่งอรุณได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ มาร่วมเป็นกระบวนกรในการถอดรหัสแก่นความรู้จาก “โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา” เพื่อร่วมกันต่อยอดแนวคิดสู่การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM Education
ตลอดสองวัน คณะครูได้กลับมาทบทวนทั้งวิธีคิด วิธีสอน และบทบาทของตัวเองในห้องเรียน ผ่านคำถามสำคัญว่า
“เราจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไร ให้นักเรียนไม่ได้เพียงรู้คำตอบ แต่สามารถเข้าใจที่มา เหตุผล และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง”
คำถามนี้พาไปสู่หนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสำคัญของห้องเรียนรุ่งอรุณ
จาก “ผู้บอกความรู้” สู่ “โค้ชผู้ตั้งคำถาม” และ “ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้”
เพราะ STEM ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำ 4 วิชา—วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์—มาเรียนรวมกัน แต่คือการนำความรู้และกระบวนการคิดจากหลากหลายศาสตร์มาใช้เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
แทนที่จะเริ่มต้นด้วยเนื้อหาที่เตรียมไว้ ครูเริ่มต้นด้วยการชวนนักเรียนมองสิ่งที่อยู่รอบตัว แล้วค่อย ๆ ตั้งคำถามไปด้วยกัน
ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น?
อะไรคือสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง?
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิต ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร?
และถ้าอยากรู้คำตอบ เราจะเริ่มต้นค้นหาจากตรงไหน?
จากคำถามกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยพาพวกเขาเดินต่อจากสิ่งที่เห็น ไปสู่สิ่งที่ยังไม่รู้ ที่ครูไม่จำเป็นต้องรีบเฉลยทุกคำตอบ แต่คอยชวนให้นักเรียนสังเกตมากขึ้น คิดให้ลึกขึ้น ลองหาหลักฐาน และค่อย ๆ สร้างเส้นทางการค้นคว้าของตัวเอง
ประเด็นที่น่าสนใจคือการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด หรือ Reflection ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะช่วยให้นักเรียนกลับมามองสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการทดลอง “ไม่สำเร็จ” ซึ่งสามารถกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำพานักเรียนกลับไปตั้งคำถามและลองใหม่อีกครั้ง
กระบวนการนี้เองที่แนวคิดเรื่อง Growth Mindset เข้ามามีความหมาย เพราะนักเรียนได้เรียนรู้ว่า ความรู้และความสามารถไม่ได้หยุดอยู่กับคำตอบครั้งแรก แต่สามารถพัฒนาได้จากการลงมือทำ การทบทวน และการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง…
ขอขอบคุณ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนชวนคุณครูรุ่งอรุณกลับมามองการจัดการเรียนรู้ผ่านมุมมองการเรียนรู้อีกขั้น โดยเฉพาะการกลับมาทบทวนบทบาทของครู จากผู้ถ่ายทอดความรู้ สู่การเป็นผู้ชวนคิด ผู้ตั้งคำถาม และมองเห็นสิ่งที่เด็กกำลังสนใจ สิ่งที่พวกเขาสงสัย และค่อย ๆ ออกแบบพื้นที่ให้ความสงสัยเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นการเรียนรู้
#โรงเรียนรุ่งอรุณ #เพาะพันธุ์ปัญญา #พัฒนาครู #การเรียนรู้ที่มีความหมาย

อาหารของบ้านอีโคตร บอกอะไรเกี่ยวกับวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน? #ภาคสนามบ้านอีโคตร  #ขับเคลื่อนชุมชนอาหารที่เ...
20/08/2026

อาหารของบ้านอีโคตร บอกอะไรเกี่ยวกับวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน?
#ภาคสนามบ้านอีโคตร #ขับเคลื่อนชุมชน
อาหารที่เรากินในแต่ละวันมีที่มาจากทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ผู้ผลิต ความรู้ในการหาและแปรรูปวัตถุดิบ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ การทำความเข้าใจอาหารจึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพพื้นที่ ทรัพยากร ผู้คน และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน
“สภาพอากาศที่นี่ ความเป็นธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตแบบธรรมดา เรียบง่าย ใกล้ชิดกับธรรมชาติและพืชพรรณต่าง ๆ แถมอาหารที่ได้กินแต่ละมื้อมีความเรียบง่าย และหาได้ง่ายมากในพื้นที่ แต่คนในพื้นที่กลับบอกว่า สิ่งที่อยากให้ชุมชนดีขึ้น คือการมีแหล่งอาหารที่ดีและเพียงพอ มันกลับทำให้ฉันสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับพื้นที่?” — ‘ข้าวกล้อง’ ชมนาด วชิราดิศัย
นี่คือหนึ่งในเสียงสะท้อนจากการศึกษาภาคสนาม 5 วัน 4 คืน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ในหน่วยวิชา Active Citizen : นักขับเคลื่อนสังคม ณ ชุมชนบ้านอีโคตร ตำบลศรีโคตร อำเภอจตุรพัตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด
การเรียนรู้ครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามว่า “สภาพพื้นที่กำหนดวิถีชีวิตและอาหารของผู้คนอย่างไร” นักเรียนจึงออกไปสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน และศึกษาทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของชุมชน
พื้นที่แรกคือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านอีโคตร ซึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน นักเรียนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ตั้งแต่การทอผ้าฝ้าย การสานเสื่อกก การทำกระติ๊บข้าวเหนียว ไปจนถึงการทำสวิง
“การทอผ้าต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก และพอได้เห็นตัวเองกำลังทอผ้าอยู่ ก็ทำให้หนูรู้สึกภูมิใจที่ตัวเองดูมีความพยายามและมุ่งมั่นกับการทอผ้ามาก และในตอนนั้นหนูก็ยังรู้สึกว่าปวดหลังมาก แต่พอมีสมาธิกับการทอ หนูก็ไม่ได้สนใจเลยและพยายามจำไม้ที่เหยียบอยู่” — ‘ไม้วา’ ศศิญาวัลย์ มณเฑียร
“การทอเสื่อ นอกจากการเห็นและเข้าใจถึงที่มาของชนิดกกแล้ว กรรมวิธีการรีดเส้น ตาก ซึ่งต้องมีความชำนาญมาก ๆ และการสอดเส้นต้นกก การงก-หงาย สลับกันไป เพื่อให้มันสามารถถักทอเป็นเสื่อหนึ่งผืนได้ ถึงแม้จะเป็นแค่ลายสีเขียวสลับแดง ต้องมีสติตลอดเวลา และยังทำให้เห็นว่า ต้นกกธรรมดาที่ขึ้นทั่วไปในชุมชน แต่มนุษย์กลับสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นได้” — ‘พราว’ สิตา กาญจนชล
จากงานหัตถกรรม นักเรียนขยายการสำรวจไปสู่วัตถุดิบอาหารที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล โดยลงพื้นที่เรียนรู้กระบวนการผลิตและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบร่วมกับคนในชุมชน ทั้งข้าว สมุนไพร ปลา และเกลือสินเธาว์ เพื่อทำความเข้าใจว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของบ้านอีโคตรอย่างไร
“ข้าวในพื้นที่บ้านอีโคตร อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวที่ปลูกได้แค่ช่วงเดียว คือช่วงหน้าฝน เป็นช่วงที่เราไปกันพอดี ทำให้เราได้เริ่มทำตั้งแต่การปลูกข้าว ดำนา แม้กระทั่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว ที่ไม่ได้แค่ทำเพื่อเก็บรักษาข้าวเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับประเพณีของทางอีสานด้วย (ข้าวปุ้น ข้าวแต๋น ข้าวต้มแดก) จนกลายเป็น ‘9 หมู่บ้าน 9 ข้าว’ ซึ่งเห็นถึงความชาญฉลาดของผู้คนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเจอข้อจำกัด แต่ไม่ได้ยอมแพ้ และมองเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต” — ‘บิมบู’ ณัฐสินี ธีรจิตรภิรมย์
ในแต่ละวัน นักเรียนได้พูดคุยกับชาวบ้านและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่มากขึ้น จนเริ่มเห็นว่าทรัพยากรของแต่ละบริเวณแตกต่างกัน วัตถุดิบอาหารแต่ละชนิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน และคนแต่ละคนในชุมชนมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่สัมพันธ์กับการทำมาหากิน
ข้อมูลจากการสำรวจและการพูดคุยถูกนำมาสังเคราะห์เป็น “ผังทรัพยากร” “แผนที่คนดี” และ “ปฏิทินฤดูกิน” เพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านอีโคตรมีทรัพยากรอะไร อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และมีใครเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านั้น
จากข้อมูลเหล่านี้ นักเรียนเริ่มเข้าใจที่มาของอาหารในแต่ละมื้อ ทั้งสภาพธรรมชาติ วิถีการผลิต ความรู้ของคนในพื้นที่ ตลอดจนข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับชุมชน
ในวันสุดท้าย นักเรียนและคนในชุมชนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านนิทรรศการใน “ตลาดสุขศาลายามเย็น” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชุมชนต้องการส่งเสริมให้คนทั้ง 4 ช่วงวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงวัย ได้มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น
ภายในงาน นักเรียนนำเสนอภาพเล่าเรื่องและปฏิทินฤดูกิน พร้อมชวนคนในชุมชนช่วยกันเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนและความท้าทายของบ้านอีโคตร ทั้งคนดี ของดี อาหารดี และสถานที่สำคัญที่ควรรู้จัก ก่อนชวนกันคิดต่อผ่านคำถามว่า
“ในอนาคต อยากเห็นบ้านอีโคตรเป็นอย่างไร วันนี้เรากำลังทำอะไร และในอนาคตจะทำอะไรต่อ”
“ก่อนหน้านี้คิดว่าอาหารก็แค่เอาไว้กิน แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วว่ากว่าจะเป็นอาหารในแต่ละจานของเรา ไม่ได้มีแค่ทรัพยากรทางธรรมชาติ แต่ยังมีคนอยู่แทบจะทุกขั้นตอน และมีคนที่พยายามและยากลำบากในการทำอาหารให้เรากินในทุกวันนี้” — ‘สิตา’ นาริสิตา วัฒนาภา
ตลอด 5 วัน 4 คืน นักเรียนได้ศึกษาที่มาของอาหารผ่านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากร วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และผู้คนในบ้านอีโคตร ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้รับจากคนในชุมชนยังทำให้นักเรียนพบคำถามใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร และอนาคตของพื้นที่
การเข้าใจที่มาของอาหารทำให้นักเรียนเริ่มมองเห็นบทบาทของคนที่ปลูก คนที่หา คนที่แปรรูป คนที่ปรุง รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับอาหารในแต่ละมื้อ และเมื่อกลับมามองบ้านอีโคตรอีกครั้ง คำถามจึงขยับจาก “ที่นี่มีอาหารอะไร” ไปสู่ “ทรัพยากรและอาหารของชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร” และ “คนในชุมชนต้องการเห็นบ้านอีโคตรในอนาคตเป็นอย่างไร”
คำถามเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในฐานะนักขับเคลื่อนสังคม เพราะการขับเคลื่อนชุมชนเริ่มต้นจากการศึกษาพื้นที่ รับฟังผู้คน ทำความเข้าใจต้นทุนและความท้าทาย ก่อนคิดร่วมกันว่าจะดูแลและพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์คนในชุมชนได้อย่างไร
“อยากรู้จักพ่อ ๆ แม่ ๆ ในชุมชนให้มากกว่านี้ ครั้งหน้าหนูจะหาเวลาเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อสานสัมพันธ์ก่อนทำความรู้จักกันจริง ๆ เพื่อจะได้เข้าใจพวกเขามากขึ้น” — ‘พาดี’ ปุณรดา มิสรัตน์
✍🏼 ครูธนภูมิ ดิษฐ์เดช (ครูภูมิ) — ครูประจำวิชา Life Decode Innovator Studio
✍🏼 ครูปฏิภาณ สมบูรณ์ผล (ครูลูกปืน) — ครูประจำวิชา Active Citizen Studio
#เรียนรู้จากชุมชน #บ้านอีโคตร #จตุรพัตรพิมาน #ร้อยเอ็ด #ศรีโคตรดีโคตร

🗝️ถอดรหัสการเรียนรู้ยุคใหม่ผ่าน Open House เปิดบ้านมัธยม โรงเรียนรุ่งอรุณ: สร้าง "ความรู้มือหนึ่ง" และเจาะลึกกระบวนการ S...
19/08/2026

🗝️ถอดรหัสการเรียนรู้ยุคใหม่ผ่าน Open House เปิดบ้านมัธยม โรงเรียนรุ่งอรุณ
: สร้าง "ความรู้มือหนึ่ง" และเจาะลึกกระบวนการ Studio-based Learning
ในโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญคงไม่ใช่แค่ “เด็กควรรู้อะไร”
แต่คือ “เราจะเตรียมเด็กอย่างไรให้สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง?”
โรงเรียนรุ่งอรุณจึงได้เรียนเชิญผู้ปกครองและนักเรียนร่วมสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้จริงในงาน Open House เปิดบ้านมัธยม โรงเรียนรุ่งอรุณ วันที่ 14 - 15 สิงหาคม 2569 เพื่อค้นหาคำตอบผ่านผลงานและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
'ครูเอก' ปิยสิทธิ์ เมินแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ จึงให้คำตอบไว้ว่า โรงเรียนมุ่งสร้างนักเรียนให้ “มีความรู้ เพื่อไปสร้างความรู้ใหม่” ผ่าน 3 คุณสมบัติหลัก :

Be Self - directed Learners : เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีเป้าหมาย
Self - directed Management : บริหารจัดการชีวิตและตนเองได้
Flexibility and Adaptability : ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เท่าทันโลก

เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เด็กต้องมีเรียนอาจไม่ใช่เพียง “คำตอบ” ที่ถูกต้องในวันนี้ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว เมื่อวันหนึ่งคำตอบนั้นเปลี่ยนไป
“เมื่อการมาโรงเรียนไม่ได้เรียนแค่ในหนังสือ”

ก่อนที่จะก้าวออกไปสู่โลกของผู้ใหญ่ นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองเสียก่อน

เริ่มตั้งแต่กิจวัตรประจำวันอย่างการทำอาหาร การแยกขยะ การทำความสะอาดพื้นที่ ไปจนถึงการสวดมนต์เพื่อดูแลจิตใจ รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและผู้คนในโรงเรียน การรับบทบาทเป็นแม่งานในงานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่ฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบตัวเองและส่วนรวม แล้วจึงออกเดินทาง ไปภาคสนามเพื่อมองเห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ

การลงมือทำซ้ำ ๆ ทำให้นักเรียนได้เห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโต และต่อยอดไปสู่การเป็น New Norm Leaders of Changes หรือผู้นำวิถีใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมได้
“เมื่อชุมชนกลายเป็นห้องเรียน”
ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตร Roong-Aroon English for Integrated Studies (REIS) เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้ผ่านภาษาอังกฤษ โดยเนื้อหาและกิจกรรมยังคงสอดคล้องกับหลักสูตรภาษาไทย
การเรียนรู้จัดอยู่ในรูปแบบบูรณาการ ผ่าน 3 สตูดิโอ ได้แก่

Active Citizen Studio - สตูดิโอพลเมืองเข้มแข็ง
เรียนรู้สังคมผ่านการลงพื้นที่จริง เข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม

Financial Literacy Studio - สตูดิโอฉลาดรู้ทางการเงิน
เรียนรู้เรื่องการเงิน การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ

Life Decode Innovator Studio - สตูดิโอนวัตกรถอดรหัสชีวิตและปรากฏการณ์ ทำความเข้าใจชีวิตและโลกผ่านวิทยาศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยา
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในภาคเรียนที่ผ่านมา คือทั้ง 3 สตูดิโอถูกจัดให้เรียนควบคู่กันไปพร้อมกัน จากเดิมที่นักเรียนเรียนครั้งละ 1 สตูดิโอต่อภาคเรียน

แม้รูปแบบใหม่จะทำให้นักเรียนต้องปรับตัวกับเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น แต่จากผลงานและเสียงสะท้อนของนักเรียนกลับพบว่า พวกเขาสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง และนำความรู้จากทั้ง 3 สตูดิโอมาประกอบกันจนมองเห็นความรู้เป็นภาพรวมมากขึ้น สามารถมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ได้ลึกขึ้นและกว้างขึ้น

โดยเฉพาะการลงพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งในปีการศึกษานี้มีการออกพื้นที่เดิมทั้ง 3 ครั้ง ทำให้นักเรียนไม่ได้เพียง “ไปดู” ชุมชน แต่ได้ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน มองเห็นปัญหาและทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของชุมชน ก่อนร่วมมือกับคนในพื้นที่เพื่อหาทางบรรเทาหรือแก้ไขปัญหา

นักเรียนไม่ได้เข้าไปในฐานะ “ผู้เข้าไปช่วย” แต่เป็นผู้มีส่วนร่วม โดยมีชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

การลงพื้นที่ซ้ำจึงทำให้เห็นว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนอาจไม่เกิดขึ้นจากการเข้าไปเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการใช้เวลา เรียนรู้ และทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
“รุ่งอรุณไม่เน้นวิชาการ” จริงหรือ?

คำถามนี้เป็นอีกประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อย เมื่อผู้คนเห็นภาพนักเรียนรุ่งอรุณออกไปทำกิจกรรม ลงพื้นที่ หรือเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ

ครูเอกอธิบายเปรียบเทียบว่า หากวิชาการคือสารอาหาร โรงเรียนรุ่งอรุณการันตีว่านักเรียนได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ เพียงแต่เมนูที่ออกแบบนั้นเป็นเมนูที่ “กินแล้วเอาไปใช้ได้ทันที” ไม่จำเป็นต้องเรียนหรือสะสมความรู้ไว้มาก ๆ เพื่อรอเอาไปใช้ในการสอบเพียงครั้งเดียว

แม้ภาพที่เราเห็นจากการสื่อสารของโรงเรียนอาจเป็นการทำกิจกรรมหรือการลงพื้นที่ในสัดส่วนที่มากกว่าการนั่งเรียนในห้อง แต่ในความเป็นจริง วิชาการไม่ได้หายไปไหน หากแต่ถูกนำเข้าไปอยู่ในกระบวนการลงมือปฏิบัติของนักเรียน จากความรู้ที่ได้ลงมือสร้างด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ของนักเรียน ก่อนจะถูกนำไปสังเคราะห์ ต่อยอด และถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้มือสองที่สามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นและสังคม

นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่ชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง “แป้งกล้วย” หากต้องศึกษากระบวนการผลิตจากการค้น Google หรือใช้ AI ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ความรู้ที่ได้จากการค้นอาจเป็นเพียงข้อมูลที่จำได้ในวันนี้และลืมไปในวันหน้า

ในทางกลับกัน เมื่อได้ลงพื้นที่จริง ได้เห็น ได้สัมผัส และลงมือทำด้วยตัวเอง แม้จะลองทำเพียงครั้งเดียว ความรู้กลับติดตัวและจดจำได้ยาวนานกว่า

ดังนั้น การเรียนวิชาการในมุมของรุ่งอรุณจึงไม่ได้วัดเพียงว่า “รู้มากแค่ไหน” หรือ “ทำคะแนนได้เท่าไร” แต่คือ สามารถนำความรู้ไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหา การพัฒนานวัตกรรม หรือการสร้างคุณค่าให้กับสังคม

และการจะทำเช่นนั้นได้ นักเรียนไม่ได้ใช้วิชาการน้อยลง แต่กลับต้องใช้ความรู้มากขึ้น และต้องสามารถเชื่อมโยงความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน

สิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผ่านผลงานที่จัดแสดงใน Open House ครั้งนี้ ทั้งผลงานจากการลงพื้นที่ การสังเคราะห์ความรู้ ไปจนถึงหนังสือเรียนที่เขียนและพัฒนาโดยครูโรงเรียนรุ่งอรุณเอง เพื่อทำให้เห็นกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
“เมื่อโลกเปลี่ยน วิชาที่เรียนก็ต้องปรับ”

การเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับโลกอนาคตไม่ได้หมายถึงการสอนเฉพาะความรู้ที่จำเป็นในวันนี้ แต่ยังหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเขา

โรงเรียนจึงเปิดวิชาใหม่ เช่น ภาษาจีน ที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยให้ความสำคัญกับการฟังและพูดก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การอ่านและเขียน คล้ายกับกระบวนการที่เด็กเล็กเรียนรู้ภาษา ผ่านการฟังและเลียนแบบการสื่อสารก่อนจะพัฒนาไปสู่การอ่านเขียน

อีกวิชาที่น่าสนใจคือ Computational Science Learning ซึ่งเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ การเขียน Code และ AI หรือ Artificial Intelligence

เพราะในวันที่ AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการรู้จักใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงการรู้เท่าทันและสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วย
“จากห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”

เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนจำนวนมากเริ่มค้นพบความชอบ ความถนัด และความสนใจของตัวเองมากขึ้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นทั้งการสะสมความรู้ ประสบการณ์ และผลงาน เพื่อใช้ต่อยอดสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาและเส้นทางการทำงานในอนาคต
โรงเรียนรุ่งอรุณออกแบบการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในรูปแบบ Studio-based Learning ผ่าน 12 สตูดิโอ ได้แก่
Studio of Medical Health Sciences - สตูดิโอวิทยาศาสตร์การแพทย์
Studio of Sustainable Environmental Innovation and Technology - สตูดิโอนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
Studio of Innovative Mechatronics - สตูดิโอนวัตกรรมเครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์
Studio of Digital Technology - สตูดิโอดิจิทัลเทคโนโลยี
Studio of Architecture for the Community and Environment - สตูดิโอสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
Studio of Communication Design - สตูดิโอออกแบบนิเทศศิลป์
Studio of Creative Arts - สตูดิโอศิลปะและการออกแบบเพื่อการตื่นรู้
Studio of Entrepreneurs and Meaningful Business - สตูดิโอผู้ประกอบการเพื่อธุรกิจ
Studio of Creative Media and Communication - สตูดิโอสื่อสร้างสรรค์และภาษาเพื่อสังคม
Studio of Sports Science and Management - สตูดิโอวิทยาศาสตร์การกีฬาและการจัดการ
Studio of Ensemble Laboratory - สตูดิโอห้องแล็บดนตรีเสียงแห่งการทดลอง
Studio of Foreign Language - สตูดิโอภาษาต่างประเทศ
การเรียนรู้ในรูปแบบสตูดิโอเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์และสร้างผลงานที่สะท้อนความสนใจและความถนัดของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา นักเรียนส่วนใหญ่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในรอบที่ 1 (Portfolio) และได้รับโควตาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง จากความร่วมมือและเครือข่ายของโรงเรียน
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้กระบวนการ Design Thinking โดยเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัวหรือในสังคม แล้วนำความรู้เดิมมาเชื่อมโยงกับการแสวงหาความรู้ใหม่ เพื่อออกแบบวิธีการแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและสังคม
ตัวอย่างเช่น การออกแบบห้องน้ำสาธารณะในพื้นที่ท่องเที่ยวชุ่มน้ำ ของนักเรียนสตูดิโอนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ซึ่งต้องคำนึงถึงทั้งพื้นที่น้ำ พื้นที่ครึ่งบกครึ่งน้ำ และพื้นที่บก หรือการออกแบบเครื่องมือสำหรับค้นหาพื้นที่จอดรถในเมืองโดยใช้เทคโนโลยี AI
ผลงานเหล่านี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่า “นักเรียนเรียนอะไรมา” แต่กำลังบอกให้เห็นว่า นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปทำอะไรต่อได้บ้าง
ตลอดสองวันของ Open House ผู้มาเยือนได้เห็นทั้งห้องเรียน ผลงาน สตูดิโอ กระบวนการทำงาน และเสียงของนักเรียนซึ่งเกิดจากความพยายามของโรงเรียนในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม แสวงหาความรู้ ลงมือทำ สะท้อนคิด และนำความรู้ไปสร้างสิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง
“โรงเรียนไม่สามารถเตรียมนักเรียนให้รู้จักโลกอนาคตได้ทั้งหมด”
แต่สิ่งที่ทำได้คือเมื่อโลกเปลี่ยน เขายังสามารถพูดกับตัวเองได้ว่า

“ฉันยังเรียนรู้ได้
ฉันยังปรับตัวได้
และฉันยังสร้างคำตอบใหม่ได้”
✍️ ทิพย์สุดา เกษตร - สื่อสารองค์กร 'ส่วนกลาง'
📷 ’คิทแคท’ ณัฐญา คำไพเราะ - นักเรียนจิตอาสา
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#เปิดบ้านมัธยม
#เรียนรู้ปรับตัวพร้อมรับมือโลกอนาคต

เตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ “หนี – ซ่อน – สู้”วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โรงเรียนรุ่งอรุณจัดการอบรมและฝึกซ้อมการเผชิญเหตุสำหรับค...
18/08/2026

เตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ “หนี – ซ่อน – สู้”
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โรงเรียนรุ่งอรุณจัดการอบรมและฝึกซ้อมการเผชิญเหตุสำหรับครูและบุคลากร โดยได้รับความรู้และคำแนะนำจากทีมตำรวจ สน.ท่าข้าม เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกัน ดูแลนักเรียน และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเหมาะสม
การอบรมครอบคลุมทั้งการสังเกตความผิดปกติ การสื่อสารและแจ้งเหตุ การดูแลนักเรียน การเตรียมพื้นที่หลบภัยและเส้นทางออกฉุกเฉิน รวมถึงหลัก “หนี – ซ่อน – สู้” ซึ่งสามารถปรับใช้ตามสถานการณ์
หนี เมื่อสามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัย ให้รีบออกไปยังพื้นที่ห่างไกลและมีที่กำบัง
ซ่อน เมื่อไม่สามารถหนีได้ ให้หาที่กำบัง ปิดประตู ลดสิ่งดึงความสนใจ และช่วยกันดูแลไม่ให้นักเรียนตื่นตระหนก
สู้ เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่สามารถหนีหรือหลบซ่อนได้ และต้องประเมินความปลอดภัยเป็นสำคัญ
ป้องกันก่อนเกิดเหตุ
ความปลอดภัยเริ่มจากการดูแลกันในทุกวัน ครูมีบทบาทสำคัญในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน โดยเฉพาะช่วง Homeroom ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ครูรับฟัง พูดคุย และมองเห็นปัญหาของเด็กตั้งแต่ระยะแรก ทั้งความเครียด ความโดดเดี่ยว ความขัดแย้ง หรือการถูกกลั่นแกล้ง เพื่อให้สามารถเข้าไปดูแลและประสานการช่วยเหลือได้ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ทุกคนในชุมชนโรงเรียนจะต้องร่วมกันสอดส่องบุคคลหรือสิ่งผิดปกติภายในโรงเรียน โดยครูและบุคลากร แขวนป้ายชื่อหรือบัตรประจำตัวไว้ตลอดเวลา และดูแลการเข้า–ออกของบุคคลภายนอกอย่างเคร่งครัด
การฝึกซ้อมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไป วางแผนและออกแบบการฝึกซ้อมเผชิญเหตุสำหรับนักเรียนต่อไป ให้เหมาะสมกับบริบทและวัยของเด็กแต่ละระดับ
ขอขอบคุณทีมตำรวจจาก สน.ท่าข้าม สำหรับความรู้ คำแนะนำ และการฝึกปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบความปลอดภัยของนักเรียนและชุมชนโรงเรียนรุ่งอรุณ
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#การเผชิญเหตุ
#ความปลอดภัยในโรงเรียน
#หนีซ่อนสู้
#สนท่าข้าม

การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳 #ภาคสนามมณีพฤกษ์  #ขับเคลื่อนชุมชนระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรก...
17/08/2026

การขับเคลื่อนชุมชน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจชุมชน 🌳
#ภาคสนามมณีพฤกษ์ #ขับเคลื่อนชุมชน
ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน - 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนรุ่งอรุณ ได้ลงพื้นที่ศึกษาภาคสนาม ณ บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในรายวิชา Active Citizen Studio
ตลอดหนึ่งปีการศึกษานับจากนี้ นักเรียนจะได้ร่วมกันพัฒนาโครงงานจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน ภาคสนามครั้งแรกจึงมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน ศึกษาวิถีชีวิต และค้นหาว่า “ทุนของชุมชนบ้านมณีพฤกษ์ มีอะไรบ้าง?” ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นโจทย์สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนต่อไป
การเรียนรู้เริ่มต้นจากการรับฟัง
พ่อพจน์และแม่พร ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งหมู่บ้าน การอพยพ และเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากนั้นนักเรียนออกเดินสำรวจชุมชน ทำแผนที่หมู่บ้าน และพูดคุยกับพ่อ ๆ แม่ ๆ ชาวบ้าน เพื่อศึกษาว่าในแต่ละพื้นที่มีใครอาศัยอยู่ ประกอบอาชีพอะไร มีความรู้หรือภูมิปัญญาเรื่องใด และมีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างไร
หลังจากเห็นภาพรวมของบ้านมณีพฤกษ์ นักเรียนเลือกประเด็นที่ตนเองสนใจเพื่อศึกษาให้ลึกขึ้น ผ่านการพูดคุย สังเกต และลงมือทำร่วมกับคนในพื้นที่
บางคนเรียนรู้เรื่องกาแฟตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป บางคนใช้เวลาอยู่หน้าเตาหลอมเหล็กเพื่อเรียนรู้การตีมีด บางคนนั่งข้างแม่พรเพื่อฝึกปักผ้าม้ง ขณะที่อีกหลายคนเลือกศึกษาเรื่องภาษา การเกษตร อาหาร และความเชื่อของชาวม้ง
จากการศึกษาประเด็นต่าง ๆ นักเรียนพบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เหล่านี้กับวิถีชีวิตของชุมชน อาหารและการเกษตรทำให้เห็นการดำรงชีวิตของผู้คนบนพื้นที่สูง การปลูกกาแฟสัมพันธ์กับการสร้างรายได้และการดูแลป่าต้นน้ำ การตีมีดแสดงให้เห็นทักษะที่เกิดจากประสบการณ์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนผ้าม้ง ภาษา และความเชื่อ ทำให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชุมชน
เมื่อแต่ละกลุ่มนำข้อมูลที่ตนเองศึกษาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน นักเรียนจึงเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทรัพยากร อาชีพ วัฒนธรรม ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ และเข้าใจมากขึ้นว่าวิถีชีวิตของบ้านมณีพฤกษ์เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายด้านที่สัมพันธ์กัน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน ผ่านการพูดคุย รับฟัง ลงมือทำ และใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน นักเรียนจึงได้รู้จักชาวบ้านจากประสบการณ์ตรง และชาวบ้านก็ได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากขึ้นเช่นกัน
ในวันสุดท้าย นักเรียนกลับไปหาชาวบ้านอีกครั้ง พร้อม “แผนที่คนดี” ที่รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่นักเรียนได้พบและเรียนรู้ตลอดการลงพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลกลับไปให้เจ้าของเรื่องได้อ่านและแลกเปลี่ยนร่วมกัน
แผนที่คนดีจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ความรู้ ความสามารถ และคุณค่าที่นักเรียนค้นพบในชุมชน ขณะเดียวกัน กระบวนการนำข้อมูลกลับไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของเรื่องยังทำให้นักเรียนได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และแสดงความเคารพต่อผู้ที่แบ่งปันความรู้ให้กับนักเรียน
ภาคสนามครั้งแรกจบลงพร้อมกับข้อมูลและคำถามอีกหลายเรื่องที่นักเรียนต้องกลับไปศึกษาต่อ เพราะการทำงานกับโจทย์จริงของชุมชนจำเป็นต้องเริ่มจากการรู้จักพื้นที่ รับฟังผู้คน และเข้าใจทั้งสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ สิ่งที่ชุมชนให้คุณค่า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่คนในพื้นที่กำลังเผชิญ
การกลับมาบ้านมณีพฤกษ์ในครั้งต่อไป นักเรียนจึงมีฐานความเข้าใจและความสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อร่วมกันค้นหาโจทย์ที่ชุมชนให้ความสำคัญ และพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันตลอดปีการศึกษา
💬 สะท้อนการเรียนรู้จากนักเรียน
ลิส - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนที่ชาวบ้านรักใคร่กัน และเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หนูได้อาศัยอยู่ในชุมชนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และได้ทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ความเป็นกันเองของคนในชุมชนทำให้หนูรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วย ที่นี่มีประวัติศาสตร์ให้เราได้เรียนรู้ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงอาชีพและภูมิปัญญาต่าง ๆ เช่น การปักผ้าลายก้นหอย การตีมีด และความเชื่อของชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้หนูอยากทำความรู้จักบ้านมณีพฤกษ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกหนูยังไม่ได้ศึกษา และหนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป”
สายฝน - “ชุมชนมณีพฤกษ์เป็นชุมชนบนดอยที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาและดูแลป่า ชาวบ้านอาศัยต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้พี่เลี้ยงในการปลูกกาแฟ และหาวัตถุดิบจากป่ามาประกอบอาหาร เช่น การนำมะระหวานมาผัดไข่ ประวัติศาสตร์ของชุมชนยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าในช่วงเหตุการณ์คอมมิวนิสต์ รวมถึงการให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษ โดยทุกฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ ทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนมณีพฤกษ์มีความสัมพันธ์กับทั้งป่า การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อ”
เพลิน - “ชุมชนมณีพฤกษ์มีภูมิปัญญาหลายด้านที่นำมาใช้ในการดำรงชีวิต คนในชุมชนรู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำผักที่ปลูกมาประกอบอาหาร ปักผ้าม้งเพื่อสร้างรายได้ และถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับพวกเรา จากเรื่องราวในอดีตยังทำให้เห็นว่าคนในชุมชนช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ช่วงที่อาศัยอยู่ในป่า จนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในปัจจุบัน”
อิ๊นซ์ - “ได้เรียนรู้เรื่องอาหารพื้นบ้านของคนม้งในหมู่บ้านมณีพฤกษ์ ทั้งขั้นตอน วิธีทำ และการปลูกพืชต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าคนในหมู่บ้านเลือกกินอาหารตามผลผลิตที่มีในแต่ละช่วง เช่น ช่วงนี้มีกะหล่ำก็จะนำกะหล่ำมาประกอบอาหาร หากไม่มีก็ใช้ผักหรือพืชชนิดอื่นแทน การกินของคนในชุมชนจึงสัมพันธ์กับทรัพยากรที่มีในแต่ละฤดูกาล อีกเรื่องหนึ่งคือ คนม้งในอดีตใช้เกลือและน้ำมันหมูในการทำอาหารเป็นหลัก และเกือบทุกบ้านจะปลูกผักไว้กินเอง”
ยูตะ - “ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและการนำจุดเด่นของพื้นที่มาพัฒนาเป็นอาชีพและรายได้ ทำให้ผมเห็นว่าการอยู่บนพื้นที่สูงและห่างไกลมีเงื่อนไขเฉพาะที่คนในชุมชนสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาชีพได้ เช่น สภาพอากาศที่เหมาะกับการทำเกษตรเมืองหนาว”
✍🏼 ครูชนม์สวัสดิ์ ฉิมเชื้อ (ครูนัส) - ครูประจำ Active Citizen Studio
#สถาบันรุ่งอรุณขับเคลื่อนสังคม #มณีพฤกษ์ #ชาวม้ง #น่าน #ฟื้นป่าน่าน #เรียนรู้ชุมชน #ภาคสนาม

ที่อยู่

391 Soi Anamai Ngam Charoen 25
Tha Kam
10150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Matthayom Roong-aroonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ โรงเรียนนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Matthayom Roong-aroon:

ทางลัด

แชร์